ว่าด้วยแนวคิดการเลิกนับถือพุทธของคนไทย

by | Apr 25, 2023 | Articles บทความ, Understanding Thailand, ไทย

ผู้เขียน: สหายS!nk



บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจว่าจะเขียนขึ้นมาเพื่อชวนคิดชวนคุยกับผู้อ่าน หรือ จะเรียกว่าเป็นแบบระดมไอเดียเท่าที่คิดได้และไม่มีการเรียบเรียงเป็นเส้นตรง บทความนี้จึงเป็นไปเพื่อการเอาเครื่องมือทางความคิดมาวางให้เลือกนำไปใช้ โดยไม่ได้มีประเด็นไหนสำคัญกว่าประเด็นอื่นๆ 

ข้อมูลจาก The Pew Research Center ระบุว่าสถิติของ ‘คนไม่มีศาสนา’ เพิ่มสูงขึ้นจาก 35 ล้านคน เมื่อปี 2008 มาเป็น 1,100 ล้านคน ในปี 2019 (1)  เป็นที่แน่นอนว่าในปัจจุบันนี้ (ปี 2023) จำนวนประชากรโลกที่ไม่นับถือศาสนาก็จะยังเพิ่มขึ้นต่อไปอีก เรื่องนี้เคยถูกทำนายไว้เมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้ว โดยนักนักปรัชญาชาวเยอรมัน ฟรีดริช นีทเชอ (Friedrich nietzsche) ซึ่งนีทเชอเองไม่ได้มอง “การตายของพระเจ้า” (God is dead) ในมุมมองแง่บวกแบบชาวเอทีสต์หน้าใหม่ว่า “เย้ ในที่สุดวิทยาศาสตร์ก็ชนะ ผู้คนจะเลิกงมงายแล้ว!” แต่หากมองว่าศาสนามีฟังก์ชันมากกว่าเป็นแค่การ “ทำให้คนงมงาย” ซึ่งการหายไปของศาสนาโดยไม่มีอะไรมาแทนที่ จะนำไปสู่สภาวะสุญนิยม (Nihilism) หรือก็คือสภาวะที่เรารู้สึกว่าชีวิตกลวงเปล่าไร้ความหมาย, นำไปสู่ความโดดเดี่ยว, สิ้นหวัง และ ซึมเศร้า 

แต่ถึงกระนั้นผู้เขียนเองในปัจจุบันก็ไม่ได้นับถือศาสนา แต่มองว่าการเลิกนับถือศาสนาเก่านั้นเป็น “จุดเริ่มต้น” ในการเดินทางของจิตวิญญาณและแนวคิด มากกว่าจะเป็นจุดสิ้นสุด (ไม่โดนศาสนาหลอกแล้ว ไม่งมงายแล้ว เย้) 

ซึ่งในประเด็นข้อเสนอของนีทเชอนั้น จะมีการขยายความเพิ่มเติมในรายการ Analysand podcast ชื่อตอน “พระเจ้าตายแล้ว!” (God is dead) ที่กำลังจะออกในเร็วๆ นี้ สามารถติดตามได้ที่แชแนล Analysand ทั้งในยูทูปและสปอติฟาย

เราอาจมองได้ว่าความเสื่อมถอยของศาสนาก็เป็นส่วนนึงในการก่อให้เกิดความก้าวหน้าในโลกตะวันตก นั่นเพราะ เมื่อศาสนาที่เป็นเรื่องของความเชื่อได้ตายลงแล้ว ปรัชญาก็มีที่ทางในสังคมมากขึ้นเรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยแห่งเหตุผล (Age of reason) หรือ ยุคสมัยแห่งการตื่นรู้ (Age of Enlightenment) ในขณะที่ยุคก่อนหน้านั้นที่ศาสนาเรืองอำนาจถูกเรียกว่า ยุคมืด (Dark age) 

ซึ่งภาคปฏิบัติการของความเชื่อมั่นในเหตุผลก็ คือ “วิทยาศาสตร์” ซึ่งในเวลาต่อมาวิทยาศาสตร์ก็นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี จนเกิดเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรม นำมาสู่การปฏิวัติวิถีการผลิตครั้งใหญ่ มีการผลิตแบบ Mass production มีการสะสมทุนอย่างไม่เคยมีมาก่อน และ แน่นอนว่าเทคโนโลยีของอาวุธก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนในเวลาต่อมานำมาสู่มหาสงคราม อย่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2

ตั้งแต่นั้นมาชาวตะวันตกเลยให้ความสำคัญกับ วิทยาศาสตร์และเหตุผลเป็นอย่างมาก ได้มีการจัดวางว่าศาสนาเป็นขั้วตรงข้ามกับปรัชญา ตัวผู้เขียนเองก็เคยตั้งข้อสันนิษฐานว่าลำดับการพัฒนาของชาติแต่ละชาติก็ควรดูตัวอย่างพัฒนาการของโลกตะวันตก หรือ ถ้าพูดอย่างเจาะจง คือ โซนยุโรป และ ถ้าเราต้องการให้ประเทศไทยเราพัฒนาบ้าง ขั้นต้นก็ต้องล้มล้างศาสนาให้ได้ก่อน เพื่อให้ประเทศเราเข้าสู่ “ยุคสมัยแห่งเหตุผลและการตื่นรู้” ตามขั้นตอนของชาติยุโรปที่พัฒนาสำเร็จก่อนเรา 

แต่ข้อสันนิษฐานี้วางอยู่บนคติแนวยึดยุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentrism) โดยไม่ได้พิจารณาบริบทความแตกต่างทางวัตถุ และ ประวัติศาสตร์ ระหว่างประเทศเรากับเขาซึ่งการตั้งโจทย์ผิด ก็นำไปสู่ความเข้าใจผิดๆ และ ข้อปฏิบัติผิดๆ เช่นกัน

ศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นขั้วตรงข้ามกันจริงหรือ ? อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หากแต่ก็ไม่ได้แตกต่างอย่างแยกขาด ไอแซค นิวตัน ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “The last alchemist” (นักเล่นแร่แปรธาตุคนสุดท้าย) และ นักวิทยาศาสตร์คนแรก ก็เคยกล่าวไว้ว่าทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเขาเป็นการยืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้า, เกรเกอร์ เมลเดล นักพฤษศาสตร์ที่พวกเราเคยเรียนกันตอนมัธยมก็เป็นบาทหลวง แม้กระทั่งนักบวชที่เสนอทฤษฎีบิ๊กแบงคนแรกๆ ก็บอกว่าทฤษฎีดังกล่าวเป็นการยืนยันถึงพลานุภาพของพระเจ้าในการสร้างจักรวาล (แต่เหล่าเอทีสต์ยุคปัจจุบันกลับนำทฤษฎีนี้มาหักล้างการมีอยู่ของพระเจ้าซะอย่างนั้น)  นอกจากนี้ในช่วงที่เป็น “ยุคมืด” ของชาวยุโรป ศิลปวิทยาการ, เทคโนโลยี, วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ ในโซนประเทศอาหรับที่ก็เป็นรัฐศาสนา กลับมีความเฟื่องฟูเหนือโซนยุโรป ประเทศจีนและอินเดียในสมัยนั้นก็เช่นกัน 

ดังนั้นการมอง “ยุคสมัยแห่งเหตุผล” ว่าแยกขาดจากยุคมืดจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน กลับกันเราจะเห็นร่องรอยของปรัชญาแนว Platonic ในข้อเขียนของนักบุญออกัสตีน, นักบุญโทมัน อไควนัส และ นักบุญคาทอลิกท่านอื่นๆ และในเวลาต่อมาก็สืบเนื่องไปยังศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ แต่เราจะไม่ค่อยเห็นร่องรอยทางปรัชญาแบบนี้ในคริสเตียนออร์ทออดอกซ์ ที่ไม่ได้มีจุดศูนย์กลางที่ยุโรปตะวันตก 

ทีนี้เรากลับมาดูที่ประเทศไทยเราบ้าง น่าแปลกที่ข้อถกเถียงสุดคลาสิคในการโจมตีศาสนาพุทธ (แบบไทยๆ) ก็ คือ เรื่องเจ้าชายสิทธัตถะเดินได้ 7 ก้าวทันทีหลังคลอดออกจากท้องแม่ได้ยังไง ? เป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์! ซึ่งผมก็เห็นด้วยอยู่ครึ่งนึง แต่ถ้าด้วยตรรกะนี้แล้วผมว่าศาสนาอื่นๆก็ไม่ได้ต่างมากในแง่ของความเหนือจริง ความแฟนตาซี แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่คนพูดประโยคดังกล่าวกลับไปเข้ารีตศาสนาแนวอับราฮามิค (ยิว, คริสต์, อิสลาม) ผมก็ไม่แน่ใจว่าตกลงในปัจจุบันเขาโอเคกับเรื่องเจ้าชายสิทธัตถะเดินได้ 7 ก้าวทันทีหลังคลอดหรือยัง หรือ พระเยซูเดินบนน้ำ, คืนชีพคนตาย (อันนี้พระพุทธเจ้าก็ทำไม่ได้), เสกน้ำเป็นไวน์, นบี มุฮัมหมัดผ่าดวงจันทร์ ฯลฯ อาจดูเมคเซ้นส์กว่าก็เป็นได้ 

นำมาสู่คำถามที่น่าสนใจ คือ “ไม่มีศาสนา = เลิกงมงาย” จริงหรือไม่ ? หากเราจะบอกว่าความงมงาย คือ “การเชื่อในสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้” นั้นก็มีปัญหาดังนี้ 

  1. เรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ ก็แปลได้ว่าอาจจะจริง หรือ ไม่จริง ก็ได้คนอย่างกับการ “พิสูจน์ว่าผิด” เช่น การมีอยู่ของพระเจ้าวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีอยู่ หรือ ไม่มีก็ไม่ได้ เพราะพลานุภาพของพระองค์เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ การที่พระองค์ไม่ปรากฏตัว ไม่ยอมมาให้นักวิทยาศาสตร์ทดลองจนพบ ก็อาจเป็นแบบทดสอบอย่างนึงที่พระองค์มีต่อมนุษย์
  2. วิทยาศาสตร์เองก็มีการพัฒนาตลอดเวลาและสามารถผิดได้ เหมือนที่ครั้งนึงนักวิทยาศาสตร์รวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ก็เชื่อว่าการมีรสนิยมรักร่วมเพศเป็น “ความผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษา” หรือ การรักษาอาการทางจิตโดยเอาเหล็กแหลมแทงเข้าจมูกไปยังสมองส่วนหน้าเพื่อรักษาอาการทางจิต (Lobotomy) ซึ่งผู้ริเริ่มไอเดียดังกล่าวก็ได้รับรางวัลโนเบลด้วย
  3. สิ่งที่ถูกพิสูจน์ได้ล้วนแต่เป็นเรื่องในอดีต ส่วนเรื่องในอนาคตนับว่าเป็นเรื่องที่ “ยังพิสูจน์ไม่ได้” ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าตัวเองจะตายตอนอายุเท่าไร หรือ แม้แต่จะไม่ “หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน” ระหว่างการนอนในคืนนี้ คอมมิวนิสต์เองก็ไม่สามารถระบุได้ว่าการปฏิวัติจะเกิดขึ้นตอนไหน ส่วนคนที่มีความงมงายในระบบทุนนิยม แม้จะเชื่ออย่างหมดใจว่าตัวเองจะเป็นผู้ชนะ 1 ใน 1,000 คน (หากมีความพยายามมากพอ) ภายใต้ระบบตลาดที่ออกแบบให้คนส่วนใหญ่แพ้ แต่นั่นก็เป็นความงมงายรูปแบบนึงเพราะก็ มันยังไม่มาถึง/ยังไม่เกิดขึ้น และ ไม่มีอะไรการีนตีว่าตัวเองจะไม่ตกเป็นเหล่าผู้แพ้ 999 คน

จะเห็นได้ว่าแม้ประชากรคนรุ่นใหม่จะนับถือศาสนาน้อยลง แต่ทว่าก็มีกลุ่มคนที่เรียกว่า “สายมู” ซึ่งสะสมเครื่องรางของขลัง (ทั้งในรูปลักษณ์คลาสิค และ รูปลักษณ์ร่วมสมัย) ไปเข้าร่วมพิธีตามเทวาลัย หรือ สักการะศาลเจ้า เพื่อให้ได้โชคลาภ, ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน,โชคในเรื่องความรัก มีการดูดวงทำนายทายทัก พร้อมกับ “ไม่มีศาสนา” ไปด้วย 

ผมจึงมีความเห็นว่า 

  1. “การไม่มีศาสนา” ไม่เท่ากับการ “ไร้ความเชื่อ – ไม่งมงาย” โดยเราต้องมองว่า “ความรู้” นั้นเป็นอำนาจ (Power) ในตัวเองด้วย นั่นก็ คือ การได้มี “ความรู้” แบบชาติมหาอำนาจ (ยุโรป) ทำให้ผู้ที่มีความรู้ดังกล่าวรู้สึกมีอำนาจมากขึ้น (ดูมีการศึกษา, ฉลาด, หัวสมัยใหม่ ฯลฯ) และในทางกลับกันตัวความรู้เองก็เป็นอำนาจซึ่งครอบงำตัวผู้รู้ไปด้วยกัน 
  2. ในเมื่อในตัวความรู้มันมีอำนาจครอบงำในตัวเองแล้ว การที่เราปฏิเสธแนวคิด ความเชื่อบางอย่าง จึงเป็นการต่อต้านต่ออำนาจและความเป็นสถาบันไปในตัว 
  3. ไม่มีใครมีอุดมการณ์บริสุทธิ์ 100% ในตัวมนุษย์ทุกคนอาจมีลูกผสมของอุดมการณ์แบบศักดินา, เสรีนิยม, สังคมนิยม ฯลฯ ปะปนกันอยู่ ขึ้นอยู่กับว่าบริบทใดอุดมการณ์ตัวไหนจะขึ้นมามีอำนาจนำเด่นชัดที่สุด ดังนั้นสภาวะของความย้อนแย้งในตัวเองเป็นเรื่องปกติ 

หรือถ้าพูดให้ชัดไปกว่านั้น คือ จริงๆ แล้วคนไทยเราอาจไม่ได้มีปัญหากับตัวศาสนา (พุทธ) เท่ากับอำนาจครอบงำที่มาพร้อมกับศาสนา (พุทธ) เราชาวไทยที่เรียนโรงเรียนรัฐก็คงจะเคยประสบการการโดนยัดเยียดกิจกรรมทางศาสนาพุทธให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับนั่งสมาธิคาบพระพุทธ, การบังคับไปค่ายปฏิบัติธรรม, การบังคับสวดมนตร์หน้าเสาธง, การบังคับให้ท่องจำ ซึ่งให้ความรู้สึกถูกกดทับและมีอำนาจน้อยลง ในขณะที่การใช้ความรู้แบบยุโรปๆ วิทยาศาสตร์ ๆ ทำให้เรามีอำนาจไปใช้ในการต่อต้าน, ถกเถียง, กบฏ ต่อผู้ที่ใช้อำนาจบังคับเรา (ทั้งจากสถาบันครอบครัว และ สถาบันการศึกษา” เหมือนที่ มิเชล ฟูโกต์ เคยกล่าวไว้ว่า “ที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน” 

อยากขอแทรกประเด็นนอกเรื่องสักเล็กน้อย นั่นคือ การบังคับนักเรียนให้ทำพิธีกรรม และ เข้าร่วมการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ นั้นไม่ได้เป็นผลดีต่อใครเลยนอกจากชนชั้นปกครอง กลายเป็นการว่านั่งสมาธิที่เอาเข้าจริงแล้วมีประโยชน์หลายอย่าง และ มีผลการวิจัยรองรับ กลับกลายเป็นแผลทางใจของการถูกบังคับ ผมเองเคยไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรมที่โรงเรียนบังคับให้ไป ซึ่งต้องนั่งสมาธิและเดินจงกรมสลับกันไปมาตลอดทั้งวัน โดยจะมีคนเดินถือไม้เรียวคอยหวดเด็กๆ ที่เผลอหลับ ซึ่งค่ายดังกล่าวให้นักเรียนได้นอนแค่วันละ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น นัยของค่ายนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อสอนให้นักเรียนมีเครื่องมือทางจิตวิญญาณหรือได้ข้อคิดอะไรกลับไป แต่เป็นไปเพื่อตอกย้ำสถานะที่เหนือว่าของ “พระ-ครู-พี่เลี้ยง-ระบบ” ที่จะคอยลงโทษถ้าหากไม่ประพฤติตนตามระบบที่วางไว้ หลังจากจบค่ายที่ว่ามา นักเรียนก็ยิ่งแปลกแยกออกจากศาสนา ศาสนาก็ยิ่งถอยห่างจากประชาชนไปแนบแน่นกับชนชั้นปกครองมากขึ้น 

ซึ่งการสอนศาสนาพุทธแบบอำนาจนิยมนี้เอง เลยเป็นหนึ่งในเหตุผลให้คนไทยรุ่นใหม่เลิกนับถือศาสนาพุทธ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเหตุมาจากความรู้ความเข้าใจ, ข้อถกเถียงในระดับปรัชญา หรือ การเชื่อในวิทยาศาสตร์ แต่ก็เป็นความรู้สึกของการต่อต้านการถูกกดทับด้วยอำนาจ จึงไม่แปลกที่คนๆ นึงสามารถจะมูไปด้วย ไม่มีศานาไปด้วย เชื่อในวิทยาศาสตร์ไปด้วยได้ 

ศาสนาพุทธเองต่างจากศาสนาแนวอับราฮามิคอยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องที่น่าสนใจมาก คือ หลักกาลามสูตร ที่เน้นเรื่องของการ “ไม่เชื่อ” แต่ให้ทดลองเอง พิสูจน์เอง แต่นั่นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเพราะโดยพฤตินัยสถาบันการศึกษาไทยก็เน้นเรื่องการเชื่อโดยไม่ตั้งคำถามมากกว่าเยอะมาก และ ชัดเจนว่าตัวผู้สอนเองก็สอนเรื่อง “กาลามสูตร” ไปโดนที่ตัวเองก็ไม่ได้เชื่อ หรือ ปฏิบัติตามหลักคิดนี้ 

ปัญหาอีกประการของศาสนาพุทธไทย คือ มันเป็นส่วนผสมของพุทธ-พราหมณ์-ผี โดยศาสนาพราหมณ์เมื่อก่อนเราจะเรียกว่าเป็น “ไสยศาสตร์” ซึ่งเอาไว้ใช้ในฟังก์ชันทางโลก หรือก็คือ ทางสายมู นั่นเอง เรื่องปลุกเสกเลขยันต์ เสริมดวง สะเดาะเคราะห์ เมตตามหานิยมต่างๆ ส่วนพุทธเอาไว้สำหรับฟังก์ชันทางโลกตระ (ทางธรรม) คือ การดับทุกข์ โดยมีธีมหลัก คือ ชีวิตแบบพระสงฆ์สละแล้วซึ่งทุกสิ่ง ในเวลาต่อมาเมื่อมีแนวคิดที่ต้องการ “ชำระพุทธให้บริสุทธิ์จากพราหมณ์-ผี” อย่างแนวคิดพุทธทาสภิกขุ, ลัทธิพุทธวจน หรือ สายธรรมยุติ ที่ส่วนนึงต้องการทำให้ศาสนาพุทธ “มีความเป็นวิทยาศาสตร์” กลับกลายเป็นทำให้ศาสนาพุทธไทยๆ ขาดฟังก์ชันทางสายมู ก่อเกิดเป็นเหล่าคนรุ่นใหม่ไร้ศาสนาแต่ทว่าก็มูขึ้นมา นั่นเอง 

  • ไม่มีศาสนาไม่ได้แปลว่าคนไม่งมงายเช่นสายมู
  • ศาสนาไทยเป็นเรื่องอำนาจมากกว่าจิตวิญญาณ
  • พุทธไม่ได้สอนให้เชื่อแต่สอนให้ตั้งคำถาม 
  • ความรู้ คือ อำนาจ ดังนั้นคนไม่มีศาสนามักจะมีแพคเกจแถมมาเป็นลิเบอทาเรี่ยน psuedo-materialism ไปด้วย
ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้