คนไม่มีสิทธิ์: ว่าด้วยชีวิตอันเปลือยเปล่าของเราทุกคน

by | Aug 25, 2020 | Articles บทความ, ทฤษฎี Theory, ไทย

[ขอบคุณภาพปกจากแฟนเพจ Saveวันเฉลิม]

ผู้เขียน Peam Pooyongyut

บทนำ

การก่อกําเนิดของรูปแบบการปกครองที่เรียกว่า รัฐชาติ (nation-state) นั้นทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเส้นเขตแดนตามมา เพราะเส้นแขตแดนนั้นเป็นสิ่งที่จะกําหนดว่าอํานาจของรัฐแต่ละรัฐนั้นสิ้นสุดที่ใดบนพื้นที่ทางกายภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่สําคัญมากเพราะว่ารูปแบบอํานาจของรัฐสมัยใหม่จําต้องมีความชัดเจน และแตกต่างไปจากรูปแบบของรัฐโบราณที่ไร้เส้นเขตแดน ความชัดเจนของอํานาจดังกล่าวจึงทําให้เกิดกลไกใหม่ๆ ของรัฐที่ส่งผลต่อการควบคุมสิ่งต่างๆ ในเส้นเขตแดน เช่น ประชากรของรัฐ หรือทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อความคิดที่ว่าเราไม่สามารถเป็นคนของชาติมากกว่าหนึ่งชาติได้พร้อมๆ กัน เป็นต้น

ในรัฐสมัยโบราณนั้น อํานาจรัฐไม่ได้มีขอบเขตชัดเจน กล่าวคืออํานาจจะมีมากเมื่ออยู่ในบริเวณศูนย์กลาง (เมืองที่ผู้ปกครองอาศัยอยู่) และค่อยๆ แผ่วลงเมื่อห่างออกจากศูนย์กลาง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าอํานาจจะไปสิ้นสุดที่จุดใด นั่นทําให้ขอบเขตของอํานาจมีความคลุมเครืออยู่มาก เมื่อเป็นเช่นนี้ อํานาจรัฐที่มีอยู่เหนือประชากรของตนก็ลดหลั่นกันไปตามอาณาบริเวณที่ประชากรเหล่านั้นอาศัยอยู่ด้วย ผู้คนบริเวณชายขอบอํานาจจึงเป็นอิสระจากรัฐได้มากกว่า ประชากรจึงถูกยึดโยงกับตัวอาณาจักรและความสัมพันธ์กับอํานาจของอาณาจักรนั้นๆ การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ก็มีความยืดหยุ่น มีความอิสระของการเคลื่อนย้ายมากกว่า (โดยเฉพาะเมื่ออยู่ห่างจากศูนย์กลางอาณาจักร)

เมื่อเกิดรัฐสมัยใหม่และเส้นเขตแดนขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้ความสัมพันธ์ของประชากรกับรัฐเปลี่ยนแปลงไปด้วย ความเข้มข้นของอํานาจรัฐไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ศูนย์กลางอาณาจักรอีกต่อไป แต่ทว่ามันได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งรัฐ ทั่วพื้นที่ทางกายภาพที่อยู่ภายใต้เส้นเขตแดนของรัฐนั้นๆ ดังนั้นรัฐจึงต้องสร้างกลไกใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อควบคุมประชากรที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางของรัฐ กลไกแบบหนึ่งที่เราน่าจะเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้างก็คืองานของ เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) ชุมชนจินตกรรม ที่แสดงให้เห็นกลไลการสร้างสำนึกความเป็นชาติผ่านภาษา สัญลักษณ์ และจินตนาการร่วมของคนในชาติ แต่อีกหนึ่งในกลไกที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นพลเมือง” (citizenship) ที่กําหนดว่าใครเป็นประชากรของรัฐ นั่นหมายความว่าสถานะพลเมืองเป็นสิ่งที่รัฐมอบให้กับคนที่อยู่ในเขตแดนของตน เป็นหลักประกันความคุ้มครองสิทธิ์ มอบแผ่นดินสำหรับลงหลักปักฐานเพื่อแสดงถึงศีลธรรมของความเป็นพลเมือง (ประเด็นแผ่นดินเกิดกับมโนทัศน์เรื่องการติดกับพื้นที่ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ Liisa Malkki, “National Geographic: The Rooting of Peoples and the Territorialization of National Identity among Scholars and Refugees.” Cultural Anthropology, 7, No. 1 (Feb. 1992): 24-44)

ชีวิตที่เปลือยเปล่า

โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษ หนึ่งในนักคิดทฤษฎีสัญญาประชาคม (socialcontract) ที่กลายมาเป็นคําอธิบายของการเกิดรัฐสมัยใหม่ ได้ให้สาเหตุของการเกิดรัฐเอาไว้ว่า ในสภาวะธรรมชาติ (สภาวะที่ไม่มีรัฐ) มนุษย์นั้นมีความโหดร้าย ป่าเถื่อน และจ้องจะทําร้ายผู้อื่นเสมอเพื่อความอยู่รอดของตนและพวกพ้อง ฮอบส์จึงมองว่าสภาวะไร้รัฐนั้นเหมือนกับ “สงครามของมนุษย์ต่อมนุษย์คนอื่น” อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเพื่อไม่ให้มนุษย์ใช้
ความรุนแรงหรือฆ่ากัน จําต้องให้มนุษย์ทุกคนมาทําสัญญาร่วมกันเพื่อมอบอํานาจของตนให้กับองค์อธิปัตย์ หรือถ้ากล่าวให้มากไปกว่านั้นคือ “มอบอํานาจในการฆ่า” ของตนให้กับองค์อธิปัตย์ และนั่นจะส่งผลให้มนุษย์ไม่ฆ่ากันเอง สังคมจึงจะดำรงอยู่ได้ถ้ามีรัฐที่ยึดสิทธิ์ในการฆ่าเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ในแง่นี้แล้วรัฐจึงมีหน้าที่ในการคุ้มครองชีวิตของมนุษย์ เป็นลักษณะสําคัญของรัฐสมัยใหม่

การมอบสิทธิพลเมืองก็เช่นเดียวกัน การที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีสิทธิ พลเมืองได้ ย่อมต้องได้รับการรับรองจากรัฐ เช่น การมีเอกสารยืนยันตน ที่คุ้นเคยกันดีก็อย่างเช่น บัตรประชาชน (ID card) ซึ่งทําให้ไม่ว่าอยู่แห่งหนใดก็สามารถระบุได้ว่าเป็นพลเมืองของรัฐใด อํานาจของรัฐจึงติดตัวพลเมืองของพวกเขาไปทุกๆ ที่ และการได้สิทธิพลเมืองก็นับว่าเป็นสิ่งสําคัญ เพราะมันทําให้ได้รับสิทธิ์อื่นๆ ตามมามากมาย เช่น สิทธิ์ในการรักษาพยาบาล สิทธิ์ในการใช้บริการของรัฐ สวัสดิการที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต อย่างไรก็ตาม สิทธิพลเมืองเมื่อได้รับมาจากรัฐก็ย่อมสามารถถูกถอดถอนออกโดยรัฐได้เช่นกัน (denationalization) กระบวนการถอดถอนความเป็นพลเมืองนั้นเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในช่วงที่นาซีเยอรมันออกกฏหมายที่ชื่อว่า กฏหมายเนินแบค (Nuremberg Law) ซึ่งเป็นกฏหมายที่ระบุว่ามีเพียงชนชาติเยอรมันเท่านั้นที่เป็นพลเมืองของรัฐเยอรมนี กล่าวอีกทางนึงนี่คือการถอดทอนความเป็นพลเมืองของชนเชื้อชาติอื่นๆ โดยเฉพาะชาวยิว ซึ่งนําไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

จิออจิโอ อกัมเบน (Giorgio Agamben) นักปรัชญาการเมืองชาวอิตาลีได้เสนอแนวคิดเรื่อง “ชีวิตที่เปลือยเปล่า” (naked life, bare life, homo sacer) เพื่ออธิบายถึงสภาวะของชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะชีวิตมนุษย์ในสภาวะสมัยใหม่ อกัมเบนสนใจเรื่องนี้เพราะเขามองว่าชีวิตของมนุษย์ในสภาวะสมัยใหม่นั้นไม่สามารถแยกออกจากการเมืองและอํานาจขององค์อธิปัตย์ได้ เขาจึงศึกษาการทํางานของอํานาจอธิปัตย์ต่อชีวิตมนุษย์ ซึ่ง “ชีวิตที่เปลือยเปล่า” ก็เป็นตัวแบบอันหนึ่งที่เขานํามาใช้อธิบาย โดยการมองหาตรรกะของตัวอย่างที่เขายกมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าอํานาจอธิปัตย์ทํางานกับชีวิตมนุษย์อย่างไร และชาวยิวกับค่ายกักกันเอาท์ชวิตท์ก็เป็นตัวอย่างที่อากัมเบนมักจะนํามาใช้บ่อยๆ

Giorgio Agamben

อกัมเบนกล่าวว่าชีวิตที่เปลือยเปล่านั้นเป็นชีวิตที่ถูกทะลุทะลวงจากอํานาจอธิปัตย์อย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะการไม่สามารถตัดสินความเป็นความตายให้กับตัวของมันเองได้ โดยเขาได้ยกตัวอย่างกฎหมายโรมันที่กล่าวถึงชีวิตที่เปลือยเปล่า homo sacer (sacred man) เอาไว้ว่าเป็นบุคคลที่มีความผิด และไม่มีความจําเป็นต้องเคารพบุคคลนั้นในฐานะมนุษย์ การฆ่าบุคคลดังกล่าวก็ส่งผลให้ผู้ฆ่าไม่มีความผิดไปด้วย ในแง่นี้ชีวิตที่เปลือยเปล่าจึงไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นอะไรที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่ามนุษย์ อยู่นอกปริมณฑลทางการเมือง สอดคล้องกับคําพูดของอริสโตเติลที่ว่า ‘ผู้ที่ไม่ได้อยูในสังคมการเมือง ถ้าไม่เป็นสัตว์ก็เป็นพระเจ้า’ ชีวิตที่เปลือยเปล่าจึงเป็นชีวิตที่ได้รับการยกเว้นออกจากสังคมการเมือง ถูกกีดกันออกไปแต่ก็ยังถูกดึงเข้ามาเพื่อโดนกระทำจากอำนาจ

ดังนั้นเมื่อการฆ่าชีวิตที่เปลือยเปล่านั้นไม่ได้ส่งผลให้ผู้ฆ่าต้องรับโทษ ชีวิตที่เปลือยเปล่าจึงเป็นชีวิตที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ เป็นชีวิตที่ปราศจากสิทธิ์ของพลเมือง ส่งผลให้พวกเขาแทบไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ เว้นเสียแต่องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่หลายองค์กรก็ยังเป็นการใช้อำนาจรัฐเข้ามาควบคุมจัดการชีวิตที่เปลือยเปล่าเหล่านี้

ผู้ลี้ภัย มนุษย์ผู้ไม่มีสิทธิ์

ผู้ลี้ภัย (refugee) คือบุคคลที่จำเป็นต้องแสวงหาที่ลี้ภัย (refuge) เนื่องด้วยสาเหตุหลายประการที่ทำให้ไม่สามารถอาศัยอยู่ในแผ่นดินเกิดของตนเองได้ เช่นสงครามกลางเมือง โรคระบาด วิกฤตเศรษฐกิจ หรือจะเป็นสาเหตุทางการเมืองต่างๆ หรืออีกประการหนึ่ง ฮันนาห์ อาเรนท์ (Hannah Arendt) กล่าวว่าผู้ลี้ภัยคือกลุ่มคนโชคร้ายที่ต้องเดินทางไปยังประเทศใหม่โดยที่ไม่ได้ตั้งตัว หรือเตรียมใจเอาไว้ก่อน ซึ่งตัวอาเรนท์เองก็เป็นผู้ลี้ภัยชาวยิว ที่ลี้ภัยจากเยอรมันไปยังประเทศต่างๆ มากมาย ดังนั้นแล้วอาจจะสรุปได้ง่ายๆ ว่าผู้ลี้ภัยคือผู้ที่ต้องออกจากประเทศต้นทางไปยังประเทศใหม่ด้วยสาเหตุต่างๆ นั่นเอง

โรงฮิงญา (Rohingya) คือหนึ่งในกลุ่มชาติพันธ์ุที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ประเทศพม่า ซึ่งพวกเขากลายมาเป็นผู้ลี้ภัยที่กำลังเป็นวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศอยู่ในปัจจุบัน ชาวโรฮิงญานั้นเป็นมุสลิม จึงไม่ได้รับการยอมรับทางการพม่าที่นับถือพุทธเป็นหลัก รวมทั้งมีข่าวมากมายที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาถูกชาวพม่ารังแก ใช้ความรุนแรง รวมไปถึงการสังหารอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทําให้ชาวโรงฮิงญาจํานวนมากต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ โดยหลักๆ แล้วบังคลาเทศซึ่งมีอาณาเขตอยู่ติดกับรัฐยะไข่เป็นที่ที่มีการรับชาวโรงฮิงญาเข้าไปมากที่สุด หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็เคยมีผู้ลี้ภัยชาวโรงฮิงญาเข้ามาขอลี้ภัย โดยเดินทางมาทางเรือผ่านเข้าภาคใต้ของไทย ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวโรงฮิงญานั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วภูมิภาคต้องเผชิญ โดยพม่าก็ยังคงมีท่าทีไม่สนใจและพยายามดําเนินการใช้ความรุนแรงกับชาวโรงฮิงญาในพม่าต่อไปท่ามกลางการปิดกั้นสื่อเพื่อปกปิดความจริง

เมื่อลองวิเคราะห์ความเปลือยเปล่าของชีวิตชาวโรงฮิงญาแล้ว เราจะพบความน่าสนใจดังนี้

ชาวโรงฮิงญานั้นถือว่าเป็นบุคคลไร้รัฐ (stateless) เนื่องจากทางการพม่าไม่ยอมรับรองสถานะพลเมืองให้กับพวกเขา นั่นส่งผลให้พวกเขากลายเป็นเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่ไม่มีใครสามารถเอาผิดกับผู้กระทําได้เลย เพราะความรุนแรงส่วนมากนั้นทางพม่าเองก็มีส่วนรู้เห็นรวมถึงเป็นผู้ดำเนินการเสียเอง แม้ว่านานาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศจะพยายามเรียกร้องให้ทางการพม่าจัดการเรื่องดังกล่าวด้วยการไม่ใช้ความรุนแรง แต่ก็แทบไม่มีผลอะไร บริบทของรัฐชาตินั้นให้ความสําคัญกับอํานาจอธิปไตยของรัฐ ดังนั้นจึงไม่มีหนทางที่อํานาจภายนอกจะไปแทรกแซงอํานาจอธิปไตยของพม่าได้ ทำได้เพียงกดดันชาวโรงฮิงญาที่อยู่ในพม่าจึงต้องเผชิญกับอํานาจขององค์อธิปัตย์ที่คอยข่มเหงรังแก และเข่นฆ่าพวกเขาราวกับไม่ใช่มนุษย์

ชีวิตของโรฮิงญาจึงเป็นชีวิตที่เปลือยเปล่าโดยแท้ เพราะพวกเขาไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ เลย ในขณะเดียวกัน ชาวโรงฮิงญาที่ลี้ภัยออกมาเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ก็เผชิญหน้ากับความโหดร้ายจากประเทศปลายทางเช่นกัน การตั้งค่ายผู้ลี้ภัยคือกระบวนการหนึ่งของอํานาจอธิปัตย์ที่ใช้ในการจัดการกับชีวิตที่เปลือยเปล่าเหล่านี้ พวกเขาต้องอยู่อาศัยอย่างแออัดภายในค่ายโดยไม่ได้ทําอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน พวกเขาไม่สามารถคิดถึงอนาคตได้เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร ไม่สามารถหางานทําได้เพราะต้องถูกกักบริเวณภายในค่าย พวกเขาสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้เพราะถูก ทําให้เงียบ และไม่สามารถพัฒนาชีวิตของพวกเขาเองได้เลย บางคนเกิดในค่ายและไม่เคยออกนอกค่ายเลยชั่วชีวิต ชีวิตแบบนี้จึงเป็นชีวิตที่เปลือยเปล่าเช่นกัน ดังนั้นต่อให้พวกเขาจะหนแห่งใด สถานภาพที่ไม่ได้เป็นพลเมืองของรัฐใดรัฐหนึ่งนั้นทําให้พวกเขาต้องยากลําบากกับชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เรื่องใกล้ตัวเข้ามาอีก กรณีผู้ลี้ภัยการเมืองชาวไทยที่ถูกบังคับให้สูญหายในประเทศเพื่อนบ้าน เราอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าเขาเหล่านั้นมีชื่อเสียงเรียงนามอะไรบ้าง แต่ที่อยากพูดถึงคือ เหตุการณ์เหล่านี้คือตัวอย่างของการที่องค์อธิปัตย์ได้ปลดเปลื้องสิทธิ์ความเป็นพลเมืองของพวกเขา ทำให้กลายเป็นชีวิตที่เปลือยเปล่า ไม่ว่าพวกเขาจะถูกกระทำเช่นไรก็ไม่สามารถเอาผิดใครได้ สถานะของผู้ลี้ภัยทางการเมืองจึงไม่แตกต่างอะไรกับโรงฮิงญา หรืออาจจะร้ายแรงกว่าด้วยซ้ำในบางแง่มุม

เราทุกคนก็เปลือยเปล่า

เมื่อมีข่าวผู้ลี้ภัยชาวโรงฮิงญาเข้ามาในเขตแดนของรัฐไทย เราจะเห็นถึงความคิดเห็นของผู้คนบนโลกออนไลน์ที่น่าสนใจไม่น้อย คือมองว่าชาวโรงฮิงญาเหล่านี้เป็นภาระ เพราะในสายตาของชาวไทยทั้งหลายนั้น ชาวโรงฮิงญาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ต่างจากสัตว์เลย เช่น คํากล่าวหาว่าชาวโรงฮิงญาโง่ คิดไม่เป็น เอาแต่กินกับนอน สืบพันธ์ออกลูกหลานมาเต็มไปหมด เข้ามาเบียดเบียบทรัพยากรของไทย หรือแม้แต่การบอกว่าคนเหล่านี้สมควรถูกทางการพม่าเข่นฆ่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดเรื่องรัฐชาติและชาตินิยมได้ซึมแผ่ซ่านเข้าไปในตัวของพลเมืองไทยผู้มีสิทธิ์ทั้งหลาย และจะไม่ยอมให้คนจาก ภายนอกเข้ามาแย่งสิทธิ์และทรัพยากรในประเทศของตน แม้แต่ชาวต่างชาติที่เข้ามาหางานทำในประเทศไทยก็ตกเป็นเป้าเช่นกัน

แล้วเรามีสิทธิ์จริงหรือ? ในฐานะพลเมืองผู้มีบัตรประชาชนก็ย่อมใช่ แต่คนจํานวนมากก็มองว่าสิทธิเป็นเรื่องของความเป็นพลเมืองอย่างเดียว และคําว่าสิทธิมนุษยชนก็แทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกันกับสิทธิพลเมืองไปเสียแล้ว ในแง่นี้ความเป็นพลเมืองจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนไขว่คว้าในกรณีที่ตนเองไม่มี และรักษามันไว้อย่างดีในกรณีที่ได้รับสิทธิ์แล้ว เพราะการมีสิทธิพลเมืองทําให้ได้รับสิทธิ์อื่นๆ ตามมานับไม่ถ้วนดังที่กล่าวไปแล้วในตอนต้น แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิทธิ์นี้จะถาวรมั่นคงตลอดไป เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเสื้อผ้าที่เราสวมใส่จะไม่ถูกปลดเปลื้องออกจากชีวิตของเรา

เราอาจจะมั่นใจไม่ได้เต็มที่ เพราะประวัติศาสตร์ก็บอกเราแล้วว่า อํานาจอธิปัตย์มีศักยภาพเสมอที่จะถอดถอนความเป็นพลเมืองของเราออกไป สักวันหนึ่งเราอาจจะกลายเป็นวันเฉลิม กลายเป็นสุรชัย กลายเป็นสยาม และผู้ลี้ภัยอื่นๆ ที่ไม่อาจกล่าวในที่นี้ได้หมด ดังนั้นจึงจําเป็นอย่างยิ่งว่าทําไมเราถึงต้องทําความเข้าใจผู้อื่นที่มีชีวิตที่เปลือยเปล่า เมื่อเราเผชิญหน้ากับคนเหล่านั้นเราจะรู้สึกอย่างไร เราจะมองว่าเขาเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับเราหรือเปล่า หรือจะมองพวกเขาในสายตาขององค์อธิปัตย์ที่พร้อมจะเข้ามาก้าวก่ายกับชีวิตของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะการทําความเข้าใจชีวิตที่เปลือยเปล่าจะต้องหันกลับมาเข้าใจตัวเอง ว่าตัวเองจะรู้สึกเช่นไรเมื่อต้องอยู่ในสภาวะแบบนั้น ไม่ใช่มองจากมุมมองของผู้มีสิทธิ์ทุกอย่างแล้วตัดสินว่าคนอื่นไม่สมควรได้รับแบบเดียวกับตน

 

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

  • Agamben, Giorgio. 1998. Homo Sacer: Sovereign Power and Bare Life. Stanford: Stanford University Press.
  • Arendt, Hannah. 1943. “We Refugees,” Menorah Journal 31, no. 1, pp. 69-77.
  • Hobbes, Thomas. 2008. Leviathan. London: Pearson Longman.
  • Malkki, Liisa. 1992. “National Geographic: The Rooting of Peoples and the Territorialization of National Identity among Scholars and Refugees.” Cultural Anthropology 7, no. 1, pp.  24-44.
  • เก่งกิจ กิติเรียงลาภ. 2550. “ความคิดทางการเมืองของ Giorgio Agamben: ว่าด้วยชีวิตที่เปลือยเปล่าองค์อธิปัตย์ในสภาวะสมัยใหม่และการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด”, รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 28 ฉบับที่ 3, หน้า 91-124.
ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้