ถอนทุนการทำกำแพงภูมิอากาศรอบโลก

by | Jan 30, 2022 | Articles บทความ, Translation, ความคิดเห็น Opinion, เศรษฐศาสตร์ Economics, ไทย

Todd Miller – Roar Magazine

รายงานชิ้นใหม่ชี้ให้เห็นถึงการที่ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 7 รายของโลกทุ่มเงินไปกับชายแดนมากกว่าเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศถึงสองเท่า

ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเมื่อเดือนกันยายน แอนโธนี บลิงเคน (Anthony Blinken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “กำลังถาโถมใส่ประชากรกลุ่มเปราะบางและมีรายได้น้อย” เขากล่าวต่ออีกว่า “และผลกระทบดังกล่าวก็ทำให้สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ลง นอกจากนั้นยังซ้ำเติมความทุกข์ทรมานของผู้คนในพื้นที่ที่เดิมทีถูกรุมเร้าเร้าไปด้วยความขัดแย้ง ความรุนแรงในระดับสูง ความไม่มั่นคง อยู่แล้ว” เขาย้ำกับเพื่อนร่วมงานของเขาว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็น “องค์ประกอบหลักของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ” และ “ทุก ๆ การมีส่วนร่วมระดับทวิภาคีและพหุภาคีที่เราร่วม ทุก ๆ การตัดสินใจด้านนโยบายที่เราตัดสินใจทำ จะส่งผลต่อเป้าหมายของเรา นั่นคือ เป้าหมายที่จะทำให้โลกอยู่ในครรลองที่มั่นคงปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น ”

ทัศนคติของบลิงเคนสะท้อนให้เห็นในรายงานจากทำเนียบขาวเมื่อต้นเดือนนี้ เป็นรายงานเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอพยพ โดยเป็นหนึ่งในรายงานจำนวนหนึ่งที่สหรัฐฯ ได้จัดเตรียมไว้สำหรับการประชุมสุดยอดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ซึ่งเริ่มขึ้นในกลาสโกว์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ตามรายงานระบุว่า “สถานการณ์การอพยพย้ายถิ่นฐานในปัจจุบันที่ขยายจากชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกไปยังอเมริกากลาง เป็นโอกาสของสหรัฐอเมริกาที่จะสร้างแบบจำลองแนวปฏิบัติที่ดีและหารือเรื่องการจัดการการย้ายถิ่นฐานอย่างมีมนุษยธรรมด้วยความเปิดเผย และเน้นถึงบทบาทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการอพยพดังกล่าว”

โดยสมมุติฐานแล้ว ถ้อยคำเหล่านี้น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับชาวฮอนดูรัสและชาวกัวเตมาลากว่า 1.3 ล้านคนที่ถูกพลัดถิ่นฐานในปี ค.ศ. 2020 โดยภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง พายุเฮอริเคน และน้ำท่วม แต่โวหารอันเลิศหรูดังกล่าวกลับขัดแย้งกับอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ เรื่องงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เอง

ในรายงานชื่อ กำแพงภูมิอากาศรอบโลก (The Global Climate Wall) ซึ่งฉันเขียนร่วมกันกับสถาบันข้ามชาติในอัมสเตอร์ดัม เราได้สรุปตัวเลขงบประมาณของเจ็ดประเทศที่มีส่วนในการรับผิดชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ประเทศเหล่านี้รวมกันแล้วปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ประเทศเหล่านี้ได้แก่ แคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา (ซึ่งนำโด่ในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตัวเลขอยู่ที่ 30.1%) เมื่อรวมกันแล้ว ประเทศที่ร่ำรวยและเต็มไปด้วยมลพิษเหล่านี้ใช้งบประมาณในการบังคับใช้ (กฎหมาย) เกี่ยวกับชายแดนและการตรวจคนเข้าเมืองมากเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับ “งบด้านสภาพภูมิอากาศ” ที่เป็นการช่วยเหลือประเทศที่อ่อนแอในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด

แม้รายงานจากทำเนียบขาวจะเน้นความสำคัญของความช่วยเหลือจากต่างประเทศ (โปรดทราบว่า ผู้สนับสนุนอ้างถึงรายงานดังกล่าวว่า “น่าผิดหวัง”) แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่สหรัฐฯ ทุ่มงบประมาณมากถึง 11 เท่าของงบด้านสภาพภูมิอากาศไปกับการตรึงกำลังทหารที่ชายแดนและสร้างระบบกฎหมายที่สุดจะเข้มงวดในการตรวจคนเข้าเมือง และในขณะที่สหรัฐอเมริกามีงบประมาณด้านชายแดนที่มากที่สุดในโลก (เฉลี่ย 19 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2013-2018 และสัดส่วนงบด้านชายแดนต่องบสภาพภูมิอากาศก็อยู่ที่ราว ๆ 11 ต่อ 1) แคนาดา (15:1) และออสเตรเลีย (13.5:1) ก็ยิ่งมีสัดส่วนที่สูงกว่า สหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่น ๆ ส่วนมากไม่ได้ “จัดการ” การอพยพย้ายถิ่นฐาน “อย่างมีมนุษยธรรม” แม้แต่นิดเดียว แถมยังทำตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป

รวมทั้งหมดนี้ ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ที่สุดในโลกกำลังคลุกรวมหายนะที่มนุษย์สร้างขึ้นสองอย่างเข้าด้วยกัน พวกเขากำลังสร้างโลกที่มีกำแพงชายแดนมากกว่า 63 แห่งโดยมีเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนหลายหมื่นนาย และพวกเขากำลังใช้เงินหลายพันล้านไปกับเทคโนโลยีที่ปิดล้อมและทำให้ผู้คนตกเป็นอาชญากรภายใต้สถานการณ์ที่เข้าตาจนแทนที่จะช่วยเหลือพวกเขา นักวิจัยขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการย้ายถิ่นฐาน (International Organisation on Migration) ระบุว่า มีผู้คนมากกว่า 44,000 คน (ซึ่งเป็นการนับต่ำกว่าจำนวนจริงมาก) เสียชีวิตจากการข้ามพรมแดนระหว่างปี ค.ศ. 2014 ถึง 2020 ไม่ว่าจะเป็นกลางทะเลทรายหรือกลางทะเล และผู้คนอีกหลายหมื่นคนถูกจองจำในเครือข่ายของสถานกักกันที่มีอยู่ทั่วโลกมากกว่า 2,000 แห่ง ในขณะที่บริษัทในอุตสาหกรรมชายแดนคาดการณ์ไว้ว่าจะมีสัญญาเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่น บริษัท G4S บอกกับโครงการ Climate Disclosure Project ในปี 2014 ว่า สหประชาชาติ “คาดการณ์ว่า เรา (โลก) จะมีผู้ลี้ภัยอันเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมกว่า 50 ล้านคน” ซึ่งอาจเปิดโอกาสในการลงทุนต่าง ๆ 

ตามที่ G4S ได้คาดคะเนเอาไว้ ตอนนี้กำลังเกิดการพลัดถิ่นฐานและการอพยพย้ายถิ่นอันเนื่องมาจากสภาพอากาศและคาดว่าจะมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากจะมีพายุกับน้ำท่วมที่ถี่และรุนแรงขึ้นซึ่งมาไวไปไว ยังมีภัยพิบัติที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาช้า ๆ ด้วย เช่น การกลายสภาพเป็นทะเลทราย (desertification) และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาได้และทำให้สถานที่ต่าง ๆ อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ศูนย์เฝ้าติดตามการพลัดถิ่นภายในประมาณการว่า ผู้คนเกือบ 25 ล้านคนพลัดถิ่นฐานทุกปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 ตัวเลขเหล่านี้ยิ่งจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ “ตามปกติ” นี่เป็นสถานการณ์ที่พื้นผิวโลก 19 เปอร์เซ็น ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนราว ๆ หนึ่งในสามของโลก จะกลายมาเป็น “พื้นที่ที่ร้อนจนแทบอยู่ไม่ได้” ภายในปี ค.ศ. 2070

กำแพงภูมิอากาศรอบโลก
ประเทศที่ร่ำรวยติดอันดับโลกให้ความสำคัญกับชายแดนมากกว่าการดำเนินการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของ TNI (https://www.tni.org/en/publication/global-climate-wall)

ทศวรรษที่ผ่านมา รายงานอีกฉบับหนึ่งชื่อ In Search of Shelter หนึ่งในงานศึกษาเชิงประจักษ์ชิ้นแรก ๆ ที่เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับการพลัดถิ่นฐาน รายงานนี้เตือนว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน “ผู้คนที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอาจจะโซซัดโซเซและแซงหน้าทุกสิ่งที่เคยมีมาในอดีต” ทศวรรษต่อมา ดูเหมือนว่า ผู้คนจะไม่สนใจคำเตือนนี้

การโต้ตอบสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการเสริมกำลังชายแดนคือการสร้างหายนะดิสโทเปีย เช่นเดียวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เราต้องลดกำแพงขวางกั้น โดรนสอดแนม และกล้องไฮเทค การทำเช่นนี้วิธีหนึ่งก็คือ ย้ายงบที่ทุ่มไปกับชายแดนและการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองไปที่สู่การทุ่มงบด้านสภาพภูมิอากาศแทน

ประเทศเจ็ดแห่งที่ระบุไว้ใน กำแพงภูมิอากาศรอบโลก (The Global Climate Wall) อยู่ในบรรดาประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เป็นกลุ่มประเทศที่มุ่งมั่นบริจาคเงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี ค.ศ. 2020 เพื่อเป็นเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศในการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ซึ่งจัดขึ้นโคเปนเฮเกนเมื่อปี ค.ศ. 2009 ทว่า นับตั้งแต่นั้นมาเงินก็ไม่ถึงเป้าที่วางไว้ ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม หลายฝ่ายซึ่งรวมไปถึง Group of 77 (G77) ก็ได้โต้แย้งว่า เงิน 1 แสนล้านดอลลาร์ที่ตั้งเป้าเอาไว้นั้นไม่เพียงพอที่จะเผชิญหน้ากับวิกฤตขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น การจัดหาเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่มักจะทุ่มเทไปกับการสร้างความทนทานด้านสถานที่ เช่น กำแพงทะเล พืชพันธุ์ใหม่ที่ยืดหยุ่น เพื่อให้ทนต่อความแห้งแล้ง และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับน้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม ต้องมีการจัดหาเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นฐานและผู้ที่ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานท่ามกลางภัยพิบัติทางธรรมชาติที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นนี้ กล่าวอีกอย่างก็คือ ต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการสร้างกำแพงชายแดนที่ว่านี้ การเงินสามารถถูกจัดสรรมาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้าย (อพยพถิ่น) หรือนำมาช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานในสถานที่ที่ผู้คนใช้เคลื่อนย้าย (อพยพย้ายถิ่น) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่ในเมืองภายในประเทศนั้น ๆ แม้แต่รายงานของทำเนียบขาวที่อ้อมหน้าอ้อมหลังก็ยังกล่าวว่า “การย้ายถิ่นฐานเป็นรูปแบบหนึ่งที่สำคัญในการปรับตัวเข้ากับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในบางกรณี เป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านสภาพภูมิอากาศที่กำลังคุกคามการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี”

ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ 7 รายของโลกใช้งบไปกับชายแดนโดยเพิ่มขึ้นถึง 29% ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2013 ถึง 2018

การเลิกทุ่มเงินไปกับการทหารชายแดนสามารถทำให้สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นไปได้ ในรายงานดังกล่าว เราเขียนไว้ว่า “การถอนการลงทุนและการลงทุนนี้สามารถบรรเทาความทุกข์ยากและความตายอันยากที่จะเชื่อซึ่งเกิดจากระบบชายแดนในปัจจุบัน และสามารถทำให้ผู้คนอาศัยอยู่ใกล้บ้านได้ง่ายดายยิ่งขึ้น” แน่นอนว่า นี่จะเป็นก้าว ๆ หนึ่งในการสร้างโลกที่มั่นคงปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้นดังที่บลิงเคนกล่าวเอาไว้



กระนั้นเอง กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (The Department of Homeland Security-DHS) ก็มีแผนอื่น ในรายงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทรวงฯ เผยแพร่ออกมาเดือนนี้ DHS ได้วางกรอบยุทธศาสตร์ไว้ว่า “ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลยเถิดไปไกลกว่าการละลายของน้ำแข็งในทะเล โดยส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงปลอดภัยของพรมแดน ต่อความมั่นคงของระเบียบอันมีกฎกติกาเป็นรากฐาน และต่อวิถีชีวิตแบบอเมริกัน”

รายงานดังกล่าวระบุต่อว่า “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีศักยภาพที่จะปรับโฉมภารกิจของ DHS ในอนาคตอันใกล้” รวมถึง “การดำเนินการเชิงรุกเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ชายแดนในอนาคต”

รัฐบาลสหรัฐฯ จึงย้อนแย้งในตัวเอง ทำเนียบขาวกล่าวโวหารอันสูงส่งเกี่ยวกับความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ทว่า งบประมาณจากรัฐสภาก็เลี้ยงไข้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ และก็ไม่ประหลาดใจนักที่ตำรวจชายแดนกับอุตสาหกรรมชายแดนจะตะโกนหาสรรหากันแต่เม็ดเงิน ขณะที่ขบวนการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกเตรียมพร้อมจับตาดูการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติที่จะจัดขึ้นในกลาสโกว์ คำถามก็ยังคงมีอยู่ว่า พวกเขาจะยอมรับฟังข้อเรียกร้องของประชาชนหรือไม่? ข้อเรียกร้องในความยุติธรรม ข้อเรียกร้องให้ถอนทุนออกจากชายแดน และข้อเรียกร้องให้ระดมทุนไปจัดการกับปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Roar Magazine

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้