คอมมิวนิสม์อันมีชีวิตจากสำนึกของรากหญ้า (Abahlali baseMjondolo)

by | Aug 26, 2021 | Articles บทความ, Common School, Translation, การประท้วง Protest, ไทย

ผู้เขียน Quixote Joe
ผู้แปล Nalanda Maleeya Buatong
บรรณาธิการ Editorial Team

หมายเหตุ บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนก้าวหน้า โดย Common School


คอมมิวนิสม์อันมีชีวิตจากสำนึกของรากหญ้า (Abahlali baseMjondolo)

ในวันที่ 10 มีนาคมปี 2005 สหายชาวแอฟริกาใต้จากสลัมเคเนดี้โรด (Kennedy road) (เดอร์บัน, แอฟริกาใต้) ต้องตกตะลึงเมื่อพวกเขาเผชิญกับฝูงรถแทร็กเตอร์ดันดินเริ่มเข้าเคลียร์พื้นที่จัดสรรติดกับแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกเขา แม้ว่ารัฐให้คำมั่นสัญญาว่าที่ดินนี้จะถูกใช้สำหรับการเคหะ แต่ไม่นานพวกเขาก็ค้นพบว่าแท้จริงพื้นที่นั้นจะถูกใช้เพื่อสร้างโรงอิฐ และเมื่อไม่เป็นไปตามคำมั่นสัญญา ผู้อยู่อาศัยในกระต๊อบทั้ง 750 คน ก็ทำการปิดทางหลวงหลักหกเลนใกล้ย่านธุรกิจหลักของเมือง ยื้อหยุดตำรวจไว้ได้สี่ชั่วโมงกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ “คนยากจนสุดๆ ในหมู่คนจน” ท้าทายความชอบธรรมตามกฎหมายของรัฐบาลสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา (ANC) ซึ่งถูกรู้จักกันว่าเป็นพรรคสังคมนิยม การเผชิญหน้าส่งผลให้ผู้อาศัยในสลัมถูกปราบและ 14 รายถูกจับกุม ในเดือนต่อมาการขับไล่และมาตรการกดดันได้เริ่มขึ้น แต่ก็ได้รับการต่อต้านอย่างแข็งขันจากชุมชนสลัมอื่นๆ ที่เริ่มตัดขาดการพึ่งพาจากรัฐบาลแอฟริกาใต้ และสร้างรูปแบบการปกครองของตนเองขึ้นมา เดือนตุลาคมในปีเดียวกันนั้นเอง 12 แหล่งชุมชนได้ร่วมจัดตั้งสมัชชาอิสระ โดยเลือกชาย 17 คนและหญิง 15 คนขึ่นมาเป็นผู้แทน และจัดตั้งขบวนการอิสระของตัวเอง ขบวนการนี้ถูกรู้จักในนาม “Abahlali baseMjondolo (AbM)” (ภาษาซูลูแปลว่า “ขบวนการชาวกระต๊อบ”) ซึ่งไม่นานก็พัฒนากลายเป็นชุมชนสมาพันธรัฐอิสระที่เน้นย้ำ ‘การเมืองแบบทำมือ (homemade politics)’ ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าใจและสามารถค้นพบบ้านของตนเอง 

ขบวนการชาวกระต๊อบในแอฟริกาใต้เป็นกรณียกเว้น ที่มักพิสูจน์ให้เห็นถึงขบวนการอันมีชื่อว่าต่อต้านอาณานิคม หรือเป็นขบวนการสังคมนิยม/มาร์กซิสม์ นำโดยผู้นำไม่ธรรมดาประมาณเนลสัน แมนเดลา ที่ให้คำมั่นสัญญาต่อการปฏิวัติเปลี่ยนผ่าน แต่สุดท้ายก็เห็นสิ่งที่พยายามและใฝ่ฝันมาค่อยๆ เลือนหายไป เนื่องจากระบบรัฐการ (bureaucrats) ในอนาคตที่เน่าเฟะ และทุนนิยมที่ค่อยๆ แทรกซึมสู่ขบวนการ นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดจากแนวคิดบันดาลใจของเหล่านักปฏิวัติ แต่มาจากแนวคิดที่ว่า การปฏิวัติต้องดำเนินงานจากพวกแนวหน้า ซึ่งจะเข้าไปมีอำนาจรัฐและดำเนินนโยบายหลังจากนั้น ในกรณีนี้เอง เราจะเห็นคนที่ยังผลักดันการปฏิวัติ ค่อยๆ มีชนชั้นรัฐการ (bureaucratic class) ของตนเองขึ้นมา และไม่นานก็โอบรับนโยบายแบบเสรีนิยมด้วยอำนาจนำของทุนนิยมจากตะวันตก สุดท้ายทิศทางก็เป็นไปตรงข้ามกับแนวคิดปฏิวัติสังคมนิยมนั้นเสียเอง

แล้วเราก็เห็นผลที่ตามมาจากการเกิดขึ้นขององค์กรที่เหมือนกับอนาคิสต์ระดับรากหญ้า ก่อร่างจากผู้คนที่ก่อนเคยสนับสนุนขบวนการปฏิวัติสังคมนิยม แต่ภายหลังกลับกลายเป็นว่าฟ่อนเฟะไม่ต่างจากเจ้าอาณานิคมก่อนหน้านั้น ทำนองเดียวกับซาปาติสตา (EZLN) และโรยาวา (Rojava) ขบวนการ AbM ได้ตกลงกันว่าจะร่วมมือและมีโครงสร้างการปกครองแบบกระจายอำนาจ (การปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเสรี) ซึ่งเป็นอิสระจาก ‘เงื้อมเงาที่ฟ่อนเฟะ’ ของรัฐบาลแห่งชาติและระบบทุนโลก มันเป็นความร่วมมือที่ทุกหัวข้อปัญหาจะถูกสนทนาอย่างเป็นทางการในการประชุมแบบเปิดทุกๆ สัปดาห์ บางหัวข้อพิจารณากันยาวจนบางครั้งต้องประชุมกันหลายครั้ง จนผู้เข้าร่วมแสวงหาฉันทามติกันได้ ผู้แทนก็จะส่งไปถามความเห็นแต่ละชุมชนตามลำดับ หากไม่สามารถแสวงหาฉันทามติได้ หัวข้อปัญหานั้นจะต้องโหวต พวกเขาเน้นย้ำการทลายอำนาจรวมศูนย์ ผู้แทนเทศบาลจะถูกเลือกมากจากแต่ละชุมชนถิ่นฐาน และทำหน้าที่เป็นผู้ประสานเชื่อมต่อแต่ละชุมชน พวกเขารับคำสั่งให้ตัดสินใจตามที่ตัดสินใจร่วมกันมาแล้ว มากกว่าจะตัดสินใจในนามขบวนการใดขบวนการหนึ่งหรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง พวกเขาเน้นย้ำการกระจายอำนาจเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่แต่ละชุมชนจะมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทั้งในลักษณะที่อิสระและรวมกลุ่ม ซึ่งกลยุทธ์ทั้งสองแบบของระบบองค์กรนี้เองจะช่วยตรวจจับผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการของพวกเขา ที่ว่าเมื่อมีเหตุกระทำการภายนอกเข้ามากำหนดบังคับชุมชน โครงสร้างการเอารัดเอาเปรียบและการครอบงำก็จะมีแนวโน้มจะพัฒนาตัวขึ้นมา อันนำไปสู่พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์และยกตนว่าดีกว่าเหล่าผู้มีส่วนร่วมกันเอง ซึ่งเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างถึงรากเช่นนี้  

AbM ยังเน้นย้ำเรื่องการประชุมพบปะ ตั้งแต่สถาปนาตัวเองขึ้นมา การประชุมพบปะก็กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการต่อสู้ของพวกเขา มันแทบจะเป็นแง่มุมเชิงพิธีกรรม มีกิจกรรมมากมายที่สานสามัคคีและรักษาความกล้าหาญในหมู่ชุมชน การประชุมพบปะมีทั้งดนตรี เต้นรำ และการระลึกถึงผู้ที่ตายไป เช่นเดียวกับการสนทนาตัดสินใจในทางเรื่องการเมือง เนื่องจากผู้อาศัยในสลัมส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนา การประชุมพบปะจึงเริ่มขึ้นด้วยการสวดร้อง จากนั้นก็จะเป็นการอภิปรายอย่างจริงจังในหัวข้อปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การสนทนาอภิปรายจะถูกขัดอยู่เนืองๆ ด้วยบทเพลงและจบลงด้วยการร้อง I am a Socialist โดยการประชุมพบปะนี้ได้กำหนดแนวทางที่เป็นภาระผูกพันสองประการหลัก นั่นคือจัดสร้าง “บ้านของคนจน” และความมุ่งมั่นต่อเรื่อง ‘การเมืองที่มีชีวิต’ ในด้านการจัดตั้งถิ่นฐาน “บ้านของคนจน” จะต้องคำนึงถึงความต้องการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนได้รับความเคารพ จะไม่มีการโกหกและกินแหนงแคลงใจกัน ทุกชาติพันธุ์ เพศ กลุ่มคนอายุต่างๆ คนรวยและคนจน จะต้องรู้สึกปลอดภัยในพื้นที่นี้ เพื่อตนเองจะสามารถแสดงออกและความเห็นได้รับการเคารพ วิธีการนี้ช่วยผูกความคิดของคนในชุมชนเข้ากับหลักการที่ว่า ทุกคนล้วนสำคัญและควรค่าแก่การเคารพ ส่วน ‘การเมืองที่มีชิวิต’ อันเป็นข้อตกลงที่สองเป็นหัวใจหลักของ Abm เพื่อหลีกเลี่ยงการยึดติดรูปแบบและขจัดความเป็นลัทธิ ‘-นิยม’ (ภาษาทางวิชาการ) ที่ลอยตัวออกจากความเป็นจริง และส่วนใหญ่จะเป็นการให้อำนาจเพิ่มแก่พวกที่มีความรู้เฉพาะทางในโลกวิชาการ ข้อตกลงผูกพันในเรื่อง ‘การเมืองที่มีชีวิต’ คือการแสวงหาการพูดคุยและกระทำการที่มุ่งเน้นไปยังแนวคิดที่เป็นจริงและเป็นความต้องการของชุมชนเอง นี่ไม่ใช่การต่อต้านความรู้ แต่เป็นความรู้ที่ตอบโจทย์สถานการณ์จริง มากกว่าเพียงหลบอยู่ในภาษาที่ว่างเปล่า

Abahlali baseMjondolo

AbM ประสบความสำเร็จในการสร้างขบวนการและต่อต้านความพยายามของรัฐที่จะโยกย้ายชุมชนสลัมออกไป ในเดือนมิถุนายนปี 2021 ขบวนการมีสมาชิกมากขึ้นถึง 100,000 คน ขยับขยายเป็น 86 สาขาใน 5 จังหวัด พวกเขามีการประท้วงทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอยู่เป็นประจำ เช่นมีการกระทำซึ่งหน้า (direct actions) อย่างการยึดครองที่ดินและติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอิสระจากรัฐ อย่างเช่นระบบน้ำและไฟฟ้า รวมถึงมาตรการกฎหมายในเชิงกลยุทธ์เมื่อต้องต่อสู้ในศาล ในปี 2007 พวกเขาได้รับชัยชนะเรื่องรัฐบัญญัติสลัมควาซูลู-นาทาล (KwaZulu-Natal Slums Act) ที่พยายามบังคับให้เทศบาลต้องขับไล่ผู้อาศัยอยู่ในสลัมเมื่อเจ้าของที่ไม่สามารถทำได้ พวกเขายังคงเผชิญกับการควบคุมปราบปรามที่รุนแรง หนึ่งในเหตุการณ์รุนแรงที่สุดคือปี 2009 มีการโจมตีที่อยู่อาศัยเขตถนนเคนเนดี้จากพวกอันธพาลที่ถูกจ้างวานโดยตำรวจท้องถิ่น อันธพาลปล้นบ้าน ข่มขู่ผู้อยู่อาศัย และทำให้คนนับพันไร้ที่อยู่ และอีกสองคนที่ถูกฆ่าตาย เร็วๆ นี้พวกเขายังคงเผชิญหน้ากับการขับไล่และกระสุนจริง แม้ว่าจะมีการระงับการขับไล่เนื่องจากโรคระบาดโควิด-19 อย่างไรก็ตาม พันธกิจของพวกเขายังคงต้องสานต่อ มุ่งมั่นในการเมืองของผู้คนที่แสวงหาการอยู่ใต้อำนาจรัฐไปสู่ภาคประชาสังคม และด้วยบริบทที่เฉพาะตัวของแต่ละแหล่งอาศัย เอาชนะในการเข้าถึงบริการของรัฐเช่นเรื่องน้ำ ไฟฟ้า ห้องน้ำ การกำจัดขยะ การศึกษา และสาธารณสุข    

“ทุกคนย่อมรู้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์แบบสตาลินทั่วโลกนั้นทำหน้าที่ปกป้องรัฐที่ต่อต้านการต่อสู้ของประชาชน นี่เป็นเรื่องจริงในบูดาเปสต์ปี 1968 ในปารีสปี 1968 และเป็นจริงในตอนนี้ที่กัลกัตตา เราไม่ได้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ที่มีเลือดเนื้อและชีวิต เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ที่เกิดขึ้นมาจากการต่อสู้ของคนธรรมดา ก่อเป็นรูปเป็นร่าง และเป็นของคนธรรมดาสามัญชน เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ที่สร้างมาจากรากฐานของชนชั้นล่าง เราอยู่เพื่อคอมมิวนิสต์ซึ่งที่ดินและความมั่งคั่งถูกแบ่งปันและจัดการอย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะพรรคหรือกลุ่มหรือเอ็นจีโอใดๆ ที่ประกาศจากด้านบนว่าเป็นกองหน้าของการต่อสู้ของประชาชน ประชาชนต้องยอมรับอำนาจตามหน้าที่ของตนนั้น ก็ล้วนแต่เป็นศัตรูของการต่อสู้ของเหล่าประชาชนเอง ความเป็นผู้นำนั้นคือสิ่งที่ได้รับมาและไม่มีทางอยู่ได้ถาวรมันไม่สามารถประกาศจากเบื้องบนได้ มันจะคงอยู่ตราบเท่าที่การต่อสู้ของชุมชนได้เลือกที่จะฝากความหวังไว้กับโครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่ง บ่อยครั้งก็มีอยู่มากมายที่ความชอบธรรมและโครงสร้างประชาธิปไตยได้รวมอยู่ในขบวนการการต่อสู้เดียวกัน แหละนั่นคือเหตุผลที่ทำไมเรายังคงยืนยันว่า ความเป็นอิสระขององค์กรประชาธิปไตยของคนจนนั้นจะต้องได้รับการเคารพและยอมรับ”

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้