ปฏิรูป หรือ ปฏิวัติ ? 

by | Jan 16, 2022 | Articles บทความ, Featured ไทย, ความคิดเห็น Opinion, ไทย

ทบทวนยุทธวิธีของการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบศักดินาในห้วงเวลาปัจจุบัน 

เรื่อง K.Kabot

ในห้วงของวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยในขณะนี้ ผมคิดว่าคงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยิน “ 10 ข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ “ ที่เสนอขึ้นโดยความต้องการของมวลชนผ่าน “กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563 แม้ยังไม่มีข้อเสนอใดที่ถูกนำไปรับฟังและปรับใช้เลย ก็ไม่ได้หมายความว่า ข้อเสนอเหล่านี้รวมไปถึงการต่อสู้ที่ผ่านมาจะไม่มีคุณค่าหรือความหมายใด ๆ

ขั้นต้น ผมอยากจะชวนคิดถึงความแตกต่างของการ “ปฏิรูป” และการ “ปฏิวัติ” ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

การปฏิรูป หมายถึง การปรับเปลี่ยนในรายละเอียดปลีกย่อยของสิ่งที่เราต้องการจะเปลี่ยนแปลง เปรียบเสมือนมีเครื่องจักรชิ้นหนึ่งที่ทำงานขัดข้องเพราะมีน็อตบางตัวหลุด ไฟฟ้าลัดวงจร น้ำมันเครื่องหมด ฯลฯ แต่ในภาพรวม “เครื่องจักร” ดังกล่าวยังสร้างคุณมากกว่าโทษ และราคาของการแก้ไขปรับปรุงยังมีความสมเหตุสมผล สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือ หาช่างมาซ่อมแซมเพื่อให้เครื่องจักรนั้นทำงานต่อไปได้ และสร้างคุณประโยชน์ให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องดังที่เคยเป็นมา

การปฏิวัติ หมายถึง การ “ยกเครื่อง” เปลี่ยนเครื่องจักรและระบบกลไกการทำงานทั้งหมดเสียใหม่ แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่คิดและทำได้ยากกว่าการ “ปฏิรูป” แต่เหตุจำเป็นที่ต้องทำการเปลี่ยนทั้งระบบ ก็เนื่องมาจากการที่เครื่องจักรชิ้นดังกล่าว “สร้างโทษมากกว่าคุณประโยชน์” มีราคาของการซ่อมแซ่มมากเกินไป หรือในหลายกรณี เครื่องจักรนั้น (ถูก) ปฏิเสธที่จะให้มีการซ่อมแซมใด ๆ เกิดขึ้น เนื่องมาจากความชำรุดของเครื่องจักรนั้น สร้างผลประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจไม่กี่คน แม้จะกำลังสร้างโทษมหาศาลให้กับคนส่วนใหญ่ก็ตาม

จะเห็นได้ว่าการที่เราจะเลือก “ปฏิรูป” หรือ “ปฏิวัติ” นั้นขึ้นอยู่กับ “ความจำเป็น” มากกว่าจะเป็นความ “ยาก-ง่าย” มนุษย์เรา เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆบนโลกใบนี้ มีสัญชาตญาณของการ “เลือกสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดน้อยกว่า” ให้แก่ตนเองและคนที่เรารักอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ทำให้เราต่างจากสัตว์ก็คือ สัตว์ทำได้แค่เลี่ยงความเจ็บปวดบนฐานคิดของ “สถานการณ์เฉพาะหน้า” ในทางกลับกัน มนุษย์มีความสามารถที่จะคำนึงและคาดคะเนถึงความเจ็บปวด-เสียหาย-ล้าหลัง อันพึงเกิดขึ้นได้ในอนาคต รวมไปถึงความเจ็บปวดซึ่งจะเกิดขึ้นกับมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ

การปฏิวัติหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทั้งในด้านดีและด้านเสียอย่างมากแน่นอน จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการปะทะ ต่อสู้ได้ ไม่ว่าจะในทางรูปธรรมหรือนามธรรม ในทางทฤษฎีหรือในทางปฏิบัติ .. และเมื่อมีการ “ต่อสู้” สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการกุมชัยชนะก็คือ “ยุทธวิธี” อันหมายถึง การวางแผนในการชิงชัยในสนามการต่อสู้ที่ใกล้จะเกิดขึ้น หรือกำลังเกิดขึ้นอยู่ และ “ยุทธศาสตร์” ซึ่งหมายถึง “เป้าหมายใหญ่” ซึ่งจะถูกนำมานิยาม “ชัยชนะ” ในท้ายที่สุด

ในห้วงเวลาของการต่อสู้ก็ดี รวมไปถึงสงครามก็ดี หลักการพื้นฐานคือ “ศัตรูของศัตรู คือ มิตร” และเราจะจำแนกมิตรหรือศัตรูได้จาก “ยุทธศาสตร์” ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของการต่อสู้ว่ามีเป้าหมายเดียวกันหรือไม่  .. ในห้วงเวลาของการเสื่อมสลายของอำนาจนำ (Hegemony) ของชนชั้นปกครองไทยอันประกอบไปด้วยขุนศึก ศักดินา และนายทุนเสรี ที่ทำให้เกิดเป็นความขัดแย้งทางการเมืองแบบรูปธรรมขึ้น ก็ได้มีความปรารถนาจากหลายฝ่ายที่มีต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสถาบันกษัตริย์ โดยจะขอแบ่งเป็น 3 กลุ่มทางความคิดใหญ่ๆ อันได้แก่ 

  1. ฝั่งอนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยม : มีความต้องการให้กษัตริย์เปลี่ยนแปลงใน “กรอบศีลธรรมแบบศักดินา” นั่นคือ ต้องการให้censorcensorมีพฤติกรรมส่วนตัวที่ดีขึ้น มั่นคงในทศพิธราชธรรม สร้างภาพลักษณ์อันทรงเกียรติน่าเชิดชูบูชา ให้ได้เหมือนกษัตริย์องค์ที่แล้ว หรือไม่ก็กษัตริย์จากประเทศโลกที่ 1 ท่านอื่นๆ
  1. ฝั่งเสรีนิยม-ทุนนิยม : มีความต้องการคล้ายกับฝั่งอนุรักษ์นิยม เพียงแต่มักมองไม่ค่อยเห็นมิติทางความเชื่อมโยงของสถาบันกษัตริย์ไทยที่มีต่อ “ทุน” และ “นายทุน” ใหญ่ ๆ ของประเทศว่ามีความช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างไร และอาจไม่ทราบถึง “ที่มา” ของ “อำนาจนำ” ของcensorcensorว่าเป็นสิ่งที่ได้ความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการกำราบปราบปรามขบวนการคอมมิวนิสต์ที่กำลังเข้มแข็งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริบทยุคสงครามเย็น .. ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า พวกเสรีนิยมบางกลุ่มกับอนุรักษ์นิยมบางส่วน มีอุดมคติต่อสถาบันกษัตริย์ร่วมกันว่า อยากให้สถาบันกษัตริย์คงอยู่ใน “เชิงสัญลักษณ์” เหมือนกับ กษัตริย์อังกฤษ ญี่ปุ่น ฯลฯ แต่ความแตกต่างก็คือ ฝั่งกษัตริย์นิยมสุดขั้วต้องการเพิ่มพระราชอำนาจและบ่อยทำลายระบบประชาธิปไตย ในขณะที่ฝั่งเสรีนิยมต้องการจำกัดอำนาจสถาบันกษัตริย์ และแบ่งดุลอำนาจให้แก่ประชาธิปไตยเสรี-ทุนนิยม มากกว่า และจุดร่วมกันที่ชัดเจนที่สุดของทั้ง 2 ฝั่งที่กล่าวมานั้น คือ การใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี การโอนกิจการของรัฐไปให้เอกชน (privatization) การตัดสิทธิสวัสดิการต่างๆที่เคยมีให้ประชาชน และการคงสภาพของนายทุนยักษ์ใหญ่ หากเป็นฝั่งอนุรักษ์ฯก็จะเชิดชูเขาในฐานะที่เป็น “นายทุนผู้จงรักภักดี” ในฝั่งของเสรีนิยมก็จะเชิดชูเขา (นายทุนใหญ่) ในฐานะของ “นักธุรกิจมากฝีมือ” และปล่อยให้ทุนกับนายทุนทำการกดขี่ประชาชนต่อไป หรือไม่ก็คลอดนโยบายที่ดูเหมือนรัฐสวัสดิการอ่อน ๆ ออกมาแข่งขันกันในสนามเลือกตั้งเพื่อความฮือฮา..เท่าที่จะไม่กระทบต่อความพอใจของเหล่านายทุน
  2. ฝั่งสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ : มีความต้องการการ”ปฏิวัติ” นั่นคือ ยกเลิกระบบเผด็จการโดยคนส่วนน้อย ไม่ว่าจะมาในเครื่องแบบชุดสูทนักธุรกิจ เครื่องแบบทหาร หรือเครื่องทรงทองอร่าม จักร ๆ วงศ์ ๆ และยึดอำนาจคืนสู่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง ซึ่งก็รวมไปถึงการยกเลิกกลไกทางการปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ศาล คุก ฯลฯ รวมไปถึงกลไกทางอุดมการณ์ เช่น วัด โรงเรียน ฯลฯ ที่กำลังทำหน้าที่ผลิตซ้ำรูปแบบการปกครองเดิมโดยคนส่วนน้อย และ “ทดแทน” ด้วยองค์กรทางสังคมแบบใหม่ที่ถูกวางแผนอยู่บนฐานของผลประโยชน์คนส่วนมาก และแน่นอนว่า ต้องมาจากการตัดสินใจผ่านวิถีประชาธิปไตยในชุมชน

ซึ่งเราก็ต้องยอมรับว่า แม้ในโลกออนไลน์กระแสการปฏิรูปและปฏิวัติสถาบันกษัตริย์นั้นจะอยู่ในกระแสสูงยิ่ง แต่ระบบอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เราอยู่ใน “ห้องเสียงสะท้อน” (Echo Chamber) นั่นคือ เรามักจะเห็นโพสต์ ข้อความ ของคนที่ถูกจัดให้อยู่ใน “กลุ่มเป้าหมาย/กลุ่มตลาด” แบบเดียวกับเรา เช่นเดียวกับที่ “ข่าว” ในฟีดของแอพ Line จะเต็มไปด้วยสำนักข่าวและเนื้อหาสุดสลิ่ม เนื่องมาจากคน Gen X – Gen Boomer มักสิงสถิตอ่านข่าวจากฟีดของแอพ Line มากที่สุดนั่นเอง

ดังนั้นถ้าหากเราประมวลประเด็นที่ได้เสนอไว้ข้างต้น เราก็จะสามารถทำความเข้าใจข้อเสนอของกลุ่ม “ธรรมศาสตร์และการชุมนุม” รวมไปถึงกลุ่มแนวร่วมอื่น ๆ ได้ว่าอยู่บนพื้นฐานของ “ยุทธวิธี” กล่าวคือ แม้ใจเราจะอยากเสนอการ “ปฏิวัติ” ในตอนนี้ แต่นอก Echo Chamber ของพวกเรา กระแสของการปฏิวัติยังไม่ได้สูงขนาดนั้น และอาจทำให้เสียมวลชนที่ยังไม่ได้ปลดแอกจากมายาคติของกษัตริย์และทุนนิยม เนื่องจากถูกมองว่าเป็นข้อเสนอที่ “รุนแรงเกินไป” (ถึงอย่างนั้น ลำพังแค่การเสนอ “ปฏิรูป” ก็ยังมีเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยมหลายท่านวิจารณ์ว่าเป็นเรื่อง “รุนแรง และ สุดโต่ง” เกินไป)

และถ้าเรามาพิจารณาในแต่ละ 10 ข้อเสนอของกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ก็จะเห็นได้ว่า มีการ “วางกับดัก” อันบ่งชี้ไปในแนวทางของการปฏิวัติ เช่น

  1. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงเปิดให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ได้ และนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดีเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ทุกคน

– ในข้อนี้ หากถูกปฏิบัติใช้ จะทำให้ประชาชนสามารถนำ “เรื่องความลับ-เรื่องต้องห้าม” ที่censorใช้อำนาจเหนือกฏหมายซุกซ่อนเอาไว้ ออกมาเปิดเผยและพูดคุยกันได้ในที่สาธารณะ ซึ่งจะนำมาสู่ความเสื่อมของอำนาจนำสถาบันcensor แต่ถ้าถูกปฏิเสธ ประชาชนก็จะเกิดความสงสัยว่าถูกปฏิเสธเพราะเหตุใด และมีความลับอะไรที่ซ่อนอยู่ใต้กฎหมายหมิ่นฯ

  1. ยกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 และให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่เป็นของส่วนตัวของกษัตริย์อย่างชัดเจน

– ข้อนี้เป็นการดึงความสนใจของภาคประชาชนให้มาอยู่กับการใช้อำนาจเหนือกฎหมายแย่งยึดเอาสมบัติชาติรวมไปถึงปัจจัยการผลิตของประชาชนหลายภาคส่วนมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของcensorและสืบเนื่องให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของcensorกับ “ทุนนิยม” (เช่นเดียวกับข้อ 4 และ 6 ที่จะเผยถึงความสัมพันธ์ของcensorกับ “เส้นสาย” และระบบอุปภัมภ์ที่มีต่อนายทุนทั้งไทยและต่างชาติ)

  1. ยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการให้การศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียวจนเกินงามทั้งหมด
  2. สืบหาความจริงเกี่ยวกับการสังหารเข่นฆ่าราษฎรที่วิพากษ์วิจารณ์หรือมีความเกี่ยวข้องใด ๆ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

ข้อ 8 และ 9 เป็นการดึงความสนใจและความสงสัยที่มีต่อ “ความชอบธรรม” ของcensorอย่างชัดเจน ถ้าหากไม่ได้ต้องการปกปิดความผิดหรือต้องการสร้างอำนาจบาตรใหญ่ครอบงำประชาชน ทำไมจึงต้องมีการประชาสัมพันธ์และการปลูกฝังให้เชิดชูcensorแต่เพียงด้านเดียว? และหากไม่เคยมีเรื่องการ “สังหารเข่นฆ่าราษฎร” ที่ปรากฏในข้อ 9 มีเหตุผลใดที่ต้องปฏิเสธข้อเรียกร้องนี้ ?

  1. ห้ามมิให้ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหารครั้งใดอีก

ในข้อ 10 จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า แท้จริงแล้วคำว่า “censorทรงอยู่เหนือการเมือง” มิได้หมายความว่าcensorไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เป็นผู้ “สร้างความชอบธรรม” ผ่านการลงพระปรมาภิไธย หรืออาจเป็นผู้บงการให้เกิดการ “รัฐประหาร” ในประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ

จริงอยู่ที่ในตอนนี้กระแสของการชุมนุมอาจแผ่วลงไป หรือยังไม่มีข้อเสนอใดถูกนำมาปรับใช้ หากแต่การต่อสู้นี้ แม้จะเริ่มขึ้นตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในขั้นของการเริ่มต้น หาใช่ขั้นของศึกสุดท้ายที่พ่ายแพ้ไม่ เพราะอำนาจแท้จริงของสถาบันcensorไม่ได้อยู่ที่การครอบครองกองทัพหรืออาวุธปืน หากแต่อยู่ที่ “ความศักด์สิทธิ์และความชอบธรรม”

ถ้าเราประเมินอย่างง่าย ๆ จากจำนวนผู้คนที่ “นั่ง” ในโรงหนังยามเพลงสรรเสริญบรรเลงขึ้นมา .. บรรยากาศการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นของสถาบันกษัตริย์ที่เราเจอในชีวิตประจำวัน ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ .. จะเห็นได้ว่าหากเทียบกับ 7 ปีที่แล้ว หรือ 10-20 ปีที่แล้ว ..จำนวนผู้คนที่ตื่นรู้และร่วมเป็นประจักษ์พยานต่อการเสื่อมสลายของอำนาจนำอันเป็นอาวุธที่น่าหวั่นเกรงสุดของสถาบันกษัตริย์แล้ว

 .. ผมไม่คิดว่าตอนนี้พวกเราอยู่ในสภาพของ “ผู้แพ้”

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้