ยุทธศาสตร์การปฏิวัติ

by | Feb 22, 2021 | Articles บทความ, Featured ไทย, Translation, ทฤษฎี Theory, ไทย

ผู้เขียน T. Derbent
ผู้แปล Dion de Mandaroon
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute

ยุทธศาสตร์ 11 ข้อดังต่อไปนี้ เป็นการสรุปสั้นๆ ยุทธศาสตร์การปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพในประวัติศาสตร์โลกตามการจำแนกในคู่มือ หมวดหมู่นโยบายทางทหารการปฏิวัติ (Categories of Revolutionary Military Policy) เขียนโดย T. Derbent สหายคอมมิวนิสต์สายยุทธศาสตร์การทหารจากประเทศเบลเยี่ยม

11 ข้อนี้ ไม่ใช่สูตรหลักที่เราต้องหยิบไปใช้อย่างตายตัว (ต้องคำนึงถึงและปรับใช้ตามวัตถุสภาพในประเทศไทย) หากแต่เป็นการสรุปความเป็นไปได้ต่างๆ ทางการปลดแอกทางการเมืองที่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลกเพื่อการเรียนรู้และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ทางทหารใหม่ๆ ให้กับท่านผู้อ่าน ซึ่งไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งการปฏิวัติประชาชนในประเทศไทยที่มีแผนยุทธศาสตร์แบบฉบับของเราเอง จะกลายเป็นข้อ 12 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างให้สหายและผู้ถูกกดขี่ในสมรภูมิอื่นได้ศึกษากันต่อไป

1. ยุทธศาสตร์การกบฏสำนัก Blanquist

เป็นยุทธศาสตร์ของนักปฏิวัติสังคมนิยมชาวฝรั่งเศส Louis Auguste Blanqui วิธีการของเขาคือใช้กองกำลังติดอาวุธขนาดเล็ก (ประมาณ 500 – 800 คน ในการกบฐวันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ.1839) โดยคาดไว้ว่ามวลชนในส่วนมากพร้อมที่จะก่อการกบฏแล้ว แต่ไม่ได้มีการ organize กับมวลชนจริงๆ เป็นการปฏิบัติแทนชนชั้นกรรมาชีพที่ยังไม่พร้อม ยุทธวิธีของ Blanqui คือเข้าโจมตียึดคลังอาวุธเพื่อแจกจ่ายให้มวลชนที่ต้องการเข้าร่วมขยายขนาดกองกำลังเดิม, เข้ายึดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, และตั้งด่านเครื่องกีดขวางเพื่อปิดถนนขัดขวางการเคลื่อนตัวของกองกำลังฝ่ายรัฐ ยุทธศาสตร์สำนักนี้พึ่งพาการใช้ด่านเครื่องกีดขวางตามถนนในเมืองใหญ่มากจนเกินไป ไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวเองได้สะดวกตามที่ Freidich Engels วิเคราะห์ไว้ ขบวนการปฏิวัติกรรมาชีพจึงเลิกใช้ยุทธวิธีนี้ไปในปี ค.ศ.1848 ทางเดียวที่ Blanqui จะชนะได้ในตอนนั้นคือมีทหารจำนวนมากแปรพักตร์มาอยู่ฝั่งผู้ก่อกบฏ

2. ยุทธศาสตร์การกบฏโดยการประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ

เป็นมรดกยุทธศาสตร์จาก Mikhail Bakunin นักสังคมนิยมอนาธิปไตยชาวรัสเซีย โดยมีเป้าหมายคือการทำลายรัฐผ่านการเคลื่อนไหวโดยประชาชนจำนวนมากเพียงครั้งเดียว เช่น การประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะเริ่มขึ้นได้เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยธรรมชาติของมวลชน จะผิดกับยุทธศาสตร์ของ Blanqui ข้างต้น ที่ไม่รอให้มวลชนพร้อม เมื่ออัตวิสัยของมวลชนพร้อมที่จะก่อการกบฏแล้ว ขั้นต่อไปก็คือการวางแผนเชิงวัตถุประสงค์รูปธรรม เช่น การจัดรูปแบบองค์กรและการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งจะเป็นไปได้โดยง่ายเพราะยิ่งมวลชนผู้มีส่วนร่วมมีจำนวนมาก ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ทางยุทธวิธีก็จะมีมากตามกันเป็นสัดส่วน ยุทธศาสตร์นี้พึ่งพา (แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก) การแตกแยกภายในอำนาจรัฐของชนชั้นปกครอง เช่น ทหารจำนวนมากหนีทัพมาอยู่ฝ่ายมวลชน เป็นต้น ในประวัติศาสตร์โลกมีกลุ่มที่ใช้ยุทธศาสตร์นี้ เช่น กลุ่มสหการอนาธิปไตย (Anarcho Syndicalism) ต่างๆ ในทวีปยุโรปตะวันตกในช่วงระหว่างสงครามโลก (ฝรั่ง) ครั้งที่ 1 และ 2, และกลุ่มซ้ายสุดโต่งของสำนัก Amadeo Bordiga ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี เป็นต้น

3.ยุทธศาสตร์การก่อการร้ายที่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง (Exemplary Terrorism)

เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้กันโดยอนาธิปไตยชนบางสำนักและโดยกลุ่มประชานิยมรัสเซีย เช่น Narodniks และกลุ่ม Narodnaya Volya (แปลเป็นไทยว่า เจตจำนงแห่งปวงประชา) ที่ต่อสู้กับระบอบกษัตริย์ในรัสเซียและทำการสังหารซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สองได้สำเร็จ ยุทธศาสตร์นี้ใช้รูปแบบเป็นองค์กรลับที่ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนหรือมีความสัมพันธ์ใดๆ กับมวลชนส่วนใหญ่เลย โดยวิธีเดียวที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับมวลชนคือก่อการให้ประชาชนเห็นเป็นแบบอย่างหรือการวางตัวของผู้ก่อการเมื่อโดนรัฐปราบปราม

ยุทธศาสตร์นี้สามารถทำได้เพียงสร้างความหวาดกลัวในหมู่ศัตรู, เรียกให้ศัตรูมีปฏิกิริยาทำการโต้ตอบด้วยกำลัง, และชนะใจมวลชนในเชิงนามธรรมเท่านั้น ในประวัติศาสตร์แล้วยุทธวิธีนี้ยังไม่สามารถแปรผลที่เกิดขึ้นสามประการที่ว่าให้เป็นกำลังทางรูปธรรมที่สามารถโค่นล้มรัฐบาลได้ มีแต่นำไปสู่ความล้มเหลว เพราะการปลุกให้ส่วนของมวลชนที่พร้อมจะก่อการปฏิวัติตื่นขึ้น ไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มีการ organize โดยตรงจากภายในมวลชน

4. ยุทธศาสตร์การกบฏของ Lenin และองค์กรคอมมิวนิสต์นานาชาติ (Comintern)

นำไปใช้สำเร็จครั้งแรกในการปฏิวัติรัสเซียเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.1917 และเป็นหัวข้อถกเถียงเชิงทฤษฎีอย่างแพร่หลายหลังจากนั้นเป็นต้นมา ยุทธศาสตร์นี้เป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้โดยของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1920s และ 1930s โดยตกผลึกสังเคราะห์การวิเคราะห์ของ Marx และ Engels รวมไปถึงประสบการณ์จากการปฏิวัติรัสเซียครั้งก่อนในปี 1905 การจัดการทางองค์กรจะให้ความสำคัญกับพรรคแนวหน้า (Vanguard Party) ที่เป็นผู้ลงแรงพยายามรวบรวมปัจจัยต่างๆ ทั้งในทางวัตถุ, ในเชิงอุดมการณ์, และเชิงสังคม ที่จะนำมาซึ่งการปฏิวัติที่สำเร็จ เช่น การสร้างจิตสำนึกการปฏิวัติให้มวลชนผ่านการศึกษา, การจัดองค์กรทางการเมืองและทางทหารของมวลชนอย่าง Red Guard, เน้นการฝึกและจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กองกำลังจู่โจมเคลื่อนที่ (Shock Troops) และใช้ยุทธวิธีของกองกำลังนี้แทนการใช้เครื่องกีดขวางแบบยุทธศาสตร์ของสำนัก Blanqui, ตั้งกองบัญชาการให้เป็นรูปร่าง, ร่างแผนการรบ, พิจารณาโอกาสการปฏิบัติการที่เหมาะสม เป็นต้น ยุทธศาสตร์นี้สำเร็จในประเทศรัสเซียแต่ล้มเหลวเมื่อนำไปปรับใช้กับสภาพรัฐอื่นในเวลาต่อมา เช่น การลุกฮือที่เมืองฮัมเบิร์กประเทศเยอรมนีในปี 1923, การลุกฮือนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 1927 ที่ถูกปราบปรามโดยรัฐบาลเจียงไคเช็ค, สงครามกลางเมืองออสเตรียปี 1934 นำโดยพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย, การลุกฮือในบราซิลปี 1935 นำโดยขบวนการปลดแอกแห่งชาติ (National Liberation Alliance) สนับสนุนโดยพรรคคอมมิวนิสต์บราซิล และอื่นๆ

5. ยุทธศาสตร์สงครามประชาชน (อีกชื่อหนึ่งคือ สงครามประชาชนยืดเยื้อ; Protracted People’s War)

มีสามระยะ คือ 1. ช่วงสงครามกองโจร เป็นช่วงยุทธศาตร์เชิงรับที่ค่อนข้างมีการเคลื่อนไหวทางยุทธวิธีอยู่ตลอดเวลา ฝ่ายประชาชนเป็นผู้เริ่มชิงปฏิบัติก่อนมากกว่าที่จะเป็นผู้รอตอบโต้ฝ่ายรัฐ 2. ช่วงยุทธศาสตร์สมดุล 3. ช่วงยุทธศาสตร์เชิงรุก เป็นช่วงที่กองกำลังปฏิวัติสามารถทำสงครามได้ทั้ง สงครามกลยุทธ์ (War of Movement คือการสู้รบทางกำลัง มีจุดมุ่งหมายคือเข้ายึดหรือทำลายส่วนบัญชาการรบของฝ่ายศัตรู) เป็นหลักและสงครามที่ตั้ง (War of Position; ผู้แปลเข้าใจว่าหมายถึงสงครามนอกสนามรบเพื่อสั่งสมอิทธิพลในสังคม ไม่ว่าจะผ่านการสร้างพันธมิตรและการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน เพื่อต่อกรกับอำนาจนำของรัฐตามความคิดของสำนัก Antonio Gramsci) เป็นรอง

เหมาเจ๋อตง สรุปหลักการของยุทธศาสตร์สงครามประชาชนเป็นข้อๆ ดังนี้

  • เริ่มแรกให้โจมตีกำลังของศัตรูที่อยู่กันกระจัดกระจายโดดเดี่ยวก่อน แล้วจึงโจมตีกำลังอื่นที่สำคัญกว่าในภายหลัง
  • ให้ปลดปล่อยอาณาเขตต่างๆในชนบทก่อน (liberated zones; หมายถึงหน่วยพื้นที่การปกครองไม่ว่าจะเป็น อำเภอ,ตำบล, หมู่บ้าน ที่กองกำลังปฏิวัติได้เข้าโจมตีและปลดปล่อยมวลชนออกจากโครงสร้างการปกครองของรัฐแล้ว และประชาชนกลายเป็นรัฐบาลท้องถิ่นบริหารตัวเองไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง) ล้อมตัวเมืองต่างๆ ด้วยอาณาเขตอิสระเหล่านี้ แล้วจึงค่อยๆ เริ่มเข้ายึดจากตัวเมืองเล็กสู่เมืองใหญ่
  • ในการปะทะทุกครั้ง ควรมีกองกำลังมากกว่าฝ่ายศัตรูเป็นจำนวนมาก (กล่าวคือ ในภาพรวมยุทธศาสตร์นี้คือหนึ่งสู้สิบ แต่ในทางยุทธวิธีคือสิบสู่หนึ่ง; มีตัวอย่างให้เห็นที่การปฏิวัติในประเทศอื่นนอกจากจีนนำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้และคำว่า “กองกำลัง” ไม่ได้หมายความถึงจำนวนคนเพียงอย่างเดียว เช่น Viet Minh ขบวนการปลดปล่อยเวียตนามจาก ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, และรัฐบาลเวียตนามใต้ นำโดย โว เหงียน เกียป ซึ่งกองกำลัง Viet Minh นั้นมีจำนวนน้อย บ่อยครั้งที่ไม่สามารถสู้ศัตรูในสภาพสิบต่อหนึ่งได้ ในทางยุทธวิธีส่วนมากจะสู้ด้วยกำลังที่มีจำนวนคนเท่าๆ กัน แต่ตัดสินกันด้วย การโจมตีไม่ให้ข้าศึกตั้งตัว, ความรู้เรื่องภูมิประเทศ, คุณภาพการปฏิบัติการของกองกำลัง เช่น ความพร้อมรบ และความกล้าหาญเชิงปฏิวัติ)
  • ต้องมั่นใจว่ากองกำลังต่อสู้มีจิสำนึกทางการเมืองในระดับสูง เพื่อสร้างความอดทน, ความกล้าหาญ, และความตระหนักถึงการเสียสละตนเอง ที่เหนือกว่าฝ่ายศัตรู
  • ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชน เคารพผลประโยชน์และความต้องการของประชาชน (ในบริบทของประเทศที่ไม่เคยเป็นอาณานิคมของชาติจักรวรรดิ เช่น ประเทศไทยและในศูนย์กลางทุนนิยมใหญ่อื่นๆ มิได้หมายความว่าต้องได้รับเสียงสนุบสนุนจากประชาชน “ส่วนมาก” ภายใต้การจัดสรรทางนามธรรมของอุดมการณ์ชาตินิยม เพราะข้อขัดแย้งหลักคือข้อขัดแย้งระหว่างชนชั้นล่างกับระบอบกษัตริย์และนายทุนภายในประเทศ มิใช่ระหว่างชนชั้นล่างกับนายทุนนอกประเทศ)
  • ศัตรูที่จับได้ให้ส่งเข้าค่ายกักกันนักโทษทางสงคราม
  • ใช้เวลาระหว่างการสู้รบ ฝึกฝน, เรียนรู้, และพัฒนาตนเอง

ยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จใน ยูโกสลาเวีย, อัลแบเนีย, จีน และในภูมิภาคอินโดจีนบางส่วน และล้มเหลวครั้งใหญ่ในประเทศกรีซ (ปี 1945-49) และมาเลเซีย (ปี 1948 – 60)

6. ยุทธศาสตร์การรัฐประหาร

เป็นยุทธศาสตร์ที่อาศัยว่าความสัมพันธ์ระหว่างคณะปฏิวัติกับกองกำลังอื่นๆ ในประเทศอยู่ในระดับดีมากซึ่งเป็นสภาพที่เห็นได้ไม่บ่อยนัก ยกตัวอย่างเช่นการรัฐประหารของพรรคคอมมิวนิสต์ที่นครปราก ในปี 1948 มีปัจจัยต่างๆ เช่น กองทัพโซเวียตประจำอยู่ใกล้, พรรคคอมมิวนิสต์ เช็คโกสโลวาเกียในตอนนั้นมีบารมีและพลังสูงส่ง, มีกองกำลังประชาชนคนงานติดอาวุธอยู่ 15000 – 18000 คน, หน่วยงานความมั่นคงของรัฐและหน่วยทหารถูกแทรกแซงเรียบร้อย เป็นต้น ยุทธศาสตร์นี้เมื่อเทียบกับยุทธศาสตร์อื่นแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะเสียเลือดเนื้อน้อยที่สุด แถมยังสามารถอ้างความชอบธรรมทางกฏหมายได้ ทำให้รัฐบาลชุดใหม่สามารถต่อต้านกลบเสียงครหาของสังคมชนชั้นกลางได้ง่าย ในทางประวัติศาสตร์แล้วการทำรัฐประหารส่วนมากเกิดจากการฉกฉวยโอกาสในสถาณการณ์ที่เอื้ออำนวยมากกว่าเป็นการวางแผนยุทธศาสตร์การปฏิวัติ อย่างไรก็ดีในหลายประเทศโลกที่สามช่วงยุค ค.ศ. 1960s และ 70s ยุทธศาสตร์นี้ถูกนำไปใช้โดยเหล่านายทหารหนุ่มๆ ความคิดก้าวหน้าที่มีความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียต

7. ยุทธศาสตร์การเมืองเลือกตั้งแบบติดอาวุธ

ตั้งอยู่บนทฤษฎีที่ว่าการยึดอำนาจส่วนหนึ่งเป็นไปได้ผ่านวิธีการทางกฏหมาย มีเงื่อนไขคือ มีการเคลื่อนไหวดิ้นรนของมวลชนขนาดใหญ่มากพอที่จะการันตีสิทธิเชิงประชาธิปไตยหลังจากการเลือกตั้ง โดยหลังจากยึดอำนาจผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยได้ส่วนหนึ่งเป็นก้าวแรกแล้ว อำนาจทางกฏหมายหนุนหลังโดยมวลชนที่ได้มาเมื่อเอาไปรวมกับทรัพยากรของกองกำลังปฏิวัติเองจะเป็นเครื่องมือในขั้นตอนการปฏิวัติขั้นต่อไปเพื่อยึดอำนาจรัฐเสร็จสมบูรณ์และมีพลังมากพอจะต่อกรกับปฏิกิริยารุกกลับของอำนาจรัฐเดิมที่จะทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจคืน หรือต่อกรกับการแทรกแซงจากภายนอกประเทศที่จะฉวยโอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

กล่าวง่ายๆ คือองค์กรที่เลือกใช้ยุทธศาสตร์นี้ต้องมีศักยภาพทางทหารมากพอที่จะถือครองอำนาจที่ยึดมาได้ด้วยวิธีการทางกฎหมาย (ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยทางรัฐสภาหรืออะไรก็แล้วแต่) ในประเทศชิลี นายพลปิโนเช่ผู้นำรัฐบาลเผด็จการเสรีนิยมใหม่ทุ่มเทดิสเครดิตสมมติฐานยุทธศาสตร์นี้เพื่อไม่ให้ประชาชนสู้กลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ (เห็นได้จากที่ปิโนเช่ทำรัฐประหารรัฐบาลสังคมนิยมที่มาจากการเลือกตั้งของ ซัลวาดอร์ อะเย็นเด้ ผู้ซึ่งไม่สามารถต่อกรกับกำลังทหารของรัฐได้) แม้ว่ายุทธศาสตร์นี้จะประสบความล้มเหลวขั้นนองเลือดไปแล้วก็ตามเมื่อช่วงสงครามกลางเมืองออสเตรีย ปี 1934 ที่พรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตย (ซึ่งมีความชอบธรรมทางกฏหมายในรัฐสภาออสเตรียอยู่แล้ว) พยายามใช้กำลังรบกึ่งทหารต่อกรกับกำลังทหารของสาธารณรัฐออสเตรียที่หนึ่ง

8. ยุทธศาสตร์โฟกัส หรือโฟโคอิสซึม (The Focoist Strategy; คำว่า foco ในภาษาสเปนแปลว่า focus)

เป็นทฤษฎีที่เกิดจากการอ่านและรวบรวมประสบการณ์จำเพาะของการสู้รบแบบกองโจรช่วงปลายทศวรรษที่ 1950s และต้น 1960s ในทวีปละตินอเมริกาและประเทศคิวบา นักทฤษฎียุทธศาสตร์โฟกัส Regis Debray จัดให้สหาย เช เกวาร์ร่า เป็นผู้ปฏิบัติใช้ยุทธศาสตร์สำนักนี้คนสำคัญ โดยลักษณะหลักของยุทธศาสตร์นี้คือการปฏิวัติจะเน้นหนักการใช้ฐานปฏิบัติการชนบทเคลื่อนที่สำหรับการรบแบบกองโจร ซึ่งโฟโกอิสซึมไม่ได้ถูกกำหนดมาให้นำไปใช้เป็นสากลได้ และจำกัดอยู่ในบริบทของสังคมละตินอเมริกาที่ในตัวเมืองเป็นสังคมทุนนิยมแต่ในชนบทเป็นสังคมศักดินาแบ่งกันเห็นได้ชัด ทำให้กองกำลังปฏิวัติไม่สามารถก่อตั้งอาณาเขตอิสระ (liberated zones) ตามยุทธศาสตร์สงครามประชาชนในข้อ 5 ข้างต้นได้ ในทางทฤษฎีแล้วฐานปฏิบัติการกองโจรเคลื่อนที่ต่างๆ จะขยายขนาดและพัฒนารวมกันกลายเป็นกองทัพประชาชน (ซึ่งไม่มีที่ตั้งถาวร) จนสามารถปิดล้อมตัวเมืองต่างๆ ได้ จนกระทั่งรัฐบาลปัจจุบันถูกโค่นล้มจากภายในโดยคนงานในเมืองที่ไม่พอใจจนประท้วงหยุดงานทั่วประเทศ บทบาทของชนชั้นกรรมาชีพในยุทธศาสตร์นี้ก่อนจะถึงจุดประท้วงหยุดงานจำกัดอยู่เพียงให้การสนับสนุนกองโจรในชนบท ไม่มีส่วนร่วมหลักในกระบวนการ

9. ยุทธศาสตร์การกบฏสมัยใหม่ (The Neo-Insurrectionary Strategy)

ยุทธศาสตร์นี้เกิดขึ้นหลังจากความสำเร็จของการปฏิวัติประชาชนในประเทศนิการากัวนำโดยกลุ่มแนวหน้าประชาชาติปลดแอก Sandanista (Sandanista National Liberation Front) ชัยชนะในนิการากัวทำให้กองกำลังปฏิวัติจำนวนหนึ่งทั่วโลกเลิกใช้ยุทธศาสตร์สงครามประชาชนบางส่วนหรือทั้งหมด และปรับมาใช้ยุทธศาสตร์นี้เพื่อเร่งให้การปะทะกับรัฐบาลปลายขึ้นโดยปลุกระดมให้เกิดการลุกฮือจากภายในตัวเมืองต่างๆ แทน การปรับใช้อย่างไม่ถูกต้องนี้นำไปสู่ความล้มเหลวในช่วงปี 80s ของกองทัพประชาชนใหม่ (New People’s Army) ซึ่งเป็นกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะบนเกาะมินดาเนา ในเวลานั้น NPA ละทิ้งยุทธศาสตร์สงครามประชาชนและฝืนผลักดันช่วงระยะสงครามจากยุทธศาสตร์เชิงรับ เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกตอบโต้ หน่วยรบเล็กเคลื่อนที่ถูกจัดโครงสร้างใหม่เป็นกองพันแต่แกนนำจากพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่พร้อมที่จะบังคับบัญชาการทางทหารในรูปแบบใหม่นี้เพราะเป็นการบริหารแบบมีลำดับชั้นมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถสู้กับกองทัพรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ ในปี 1992 NPA จึงต้องหันกลับไปใช้ยุทธศาสตร์สงครามประชาชนอีกครั้ง

10. ยุทธศาสตร์การสงครามปฏิวัติแบบผสม (The PASS Strategy of Combined Revolutionary Warfare [CRW])

ถูกนิยามและนำไปใช้โดย Mahir Çayan และผู้ก่อตั้งอื่นๆ ของ แนวหน้า/พรรคประชาชนปลดแอกประเทศตุรกี (THKP-C) มีองค์กรอื่นในช่วงยุค 70s และ 80s ที่รับยุทธศาสตร์นี้ไปใช้ เช่น กลุ่มซ้ายปฏิวัติ (Dev Sol), กลุ่มเส้นทางปฏิวัติ (Dev Yol), หน่วยข่าวโฆษณาชักชวนมาร์กซิส-เลนินนิสท์ติดอาวุธ (MLSPB), แนวหน้าปฏิวัติของประชาชน (THKP-C/ People’s Revolutionary Vanguards) เป็นต้น ในทางทฤษฎียุทธศาสตร์นี้ยึดการสู้รบแบบกองโจร(เป็นหลัก) ผสมกับการต่อสู้(เป็นรอง) ทางการเมือง, ทางเศรษฐกิจ, ทางกระบวนการประชาธิปไตย, และทางอุดมการณ์ควบคู่กันไป จนกระทั่งถึงเวลาเหมาะสมเปลี่ยนยุทธวิธีทั้งหมดเป็นการสงครามตามจารีต ยุทธศาสตร์ PASS แบ่งได้เป็นสามระยะ ดังนี้

  • เริ่มจากการจัดตั้งกองโจรเมือง
  • กองโจรจากในเมืองกระจายไปทั่วประเทศและจัดตั้งกองโจรชนบทขึ้นมาคู่ขนาน การปฏิบัติการของกองโจรทั้งสองประเภทไม่เหมือนกันและมีความสำคัญต่างกัน กองโจรชนบทสามารถถอยทัพและเสริมกำลังได้โดยการเกณฑ์กำลังจากชาวบ้านเป็นระยะๆ ในขณะที่กองโจรในเมืองไม่สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่เกินจำนวนหนึ่งได้ หลังจากปฏิบัติการก็ต้องแยกย้ายกันกลับสู่ฐานที่ตั้งลับที่กระจายกันอยู่หลายที่ ทำให้ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์โดยตรงต่อเนื่องกับมวลชนได้
  • เปลี่ยนกำลังกองโจรให้กลายเป็นกองทัพประจำการ

11. ยุทธศาสตร์การสงครามปฏิวัติยืดเยื้อ

ถูกนิยามและนำไปใช้โดยองค์กรคอมมิวนิสต์ในทวีปยุโรป ตั้งอยู่บนพื้นฐานสงครามประชาชนของเหมาเจ๋อตงแต่แตกต่างกันตรงที่ไม่มีการใช้กองโจรชนบท หรือยุทธวิธีการปิดล้อมเมืองจากภายนอก โดยแทนที่จะใช้อาณาเขตอิสระเปลี่ยนเป็นการใช้เครือข่ายแฝงตัวอยู่ในองค์กรมวลชนต่างๆ เช่น ในสหภาพแรงงาน และอื่นๆ, ให้ความสำคัญกับวิธีการติดอาวุธเป็นโฆษณาชักชวน (Armed Propaganda คือ การติดอาวุธปฏิบัติการรุนแรงกับทรัพย์สินและบุคลากรของรัฐและชนชั้นปกครองและในขณะเดียวกันกระจายข่าวตามแพลตฟอร์มสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ของพรรค หรือการประกาศสาธารณะเพื่ออธิบายเหตุผลและวัตถุประสงค์ของแต่ละปฏิบัติการ เป็นการคงตัวอยู่ในสื่อ ทำให้สามารถชักชวนมวลชนในส่วนที่ตื่นตัวทางการเมืองแล้วส่วนหนึ่งมาสนับสนุน) , รวมไปถึงการจัดรูปแบบความสัมพันธ์องค์ใหม่ระหว่างส่วนรับผิดชอบงานที่เกี่ยวกับพรรคและส่วนรับผิดชอบงานทางทหาร เช่น ปฏิเสธการแยกตัวกันอย่างชัดเจนระหว่างตัวพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพแดงซึ่งเป็นโครงสร้างองค์กรตั้งแต่ยุคเหมาเจ๋อตง ปรับเปลี่ยนเป็นพรรคที่พร้อมสู้ (Fighting Party) และอื่นๆ

11 ยุทธศาสตร์ที่กล่าวไปนี้สังเกตได้ว่าสามารถแบ่งเป็น 2 จำพวกใหญ่ๆ (หรือมี 2 จำพวกนี้ผสมผสานกันภายในหลายอัตราส่วน) คือ ยุทธศาสตร์การกบฏ (เป้าหมายคือการทำให้สถานการณ์บานปลายเพื่อเอาชนะรัฐบาลในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายครั้งเดียว) และยุทธศาสตร์กองโจร (ใช้การต่อสู้ย่อยๆ หลายๆ ครั้ง) โดย 2 จำพวกใหญ่นี้ แต่ละอันก็มีข้อผิดพลาดการปฏิบัติภายในที่ออกนอกลู่นอกทางของมันอยู่ที่เราต้องระวังไว้ คือ 1. การปฏิบัติเบี่ยงขวา (right-wing deviation) ที่เกิดขึ้นในยุทธศาสตร์การกบฏ ซึ่งจะมีบุคคลหรือกลุ่มบางส่วนในการเคลื่อนไหวโดยรวมที่เป็นพวกฉวยโอกาส ชอบเลื่อนการปะทะไปเรื่อยๆ ไม่ยอมเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐสักที 2. การปฏิบัติเบี่ยงซ้าย (left-wing deviation) ที่เกิดขึ้นในยุทธศาสตร์กองโจร คือกองกำลังที่ปฏิบัติไม่ยอมเสียเวลา เสียแรงทำงานเชื่อมความสัมพันธ์กับมวลชน สักแต่จะปฏิบัติการอย่างเดียว (ถ้าแม้แต่รัฐไทยยังสามารถ “สร้าง” ความสัมพันธ์กับชาวบ้านในท้องถิ่นชนบทได้ด้วยการลงพื้นที่ของกองทัพบกและโฆษณาชวนเชื่อ แล้วฝ่ายคณะปฏิวัติมีข้ออ้างอะไรที่จะไม่ทำสิ่งนี้?)

 


เนื้อหาแปลและเรียบเรียงจาก บทที่ 9 ของ Categories of Revolutionary Military Policy เขียนโดย T. Derbent (April 2006) ฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Kersplebedeb

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?