ว่าด้วยสภาวะทางวัตถุ

“วัตถุนิยม หรือ จิตนิยม?” คือคำถามพื้นฐาน และข้อถกเถียงที่เป็นรากฐานของวงการปรัชญาในทุกยุคทุกสมัย ข้อถกเถียงดังกล่าวตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า ระหว่างวัตถุกับจิตใจนั้น สิ่งใดที่มีความสำคัญมากกว่ากัน หรือสิ่งใดที่กำหนดความเป็นไปของอีกสิ่งหนึ่ง และเมื่อเป็นเช่นนั้น สภาวะที่เราเผชิญอยู่นั้นเป็น “ความจริง” หรือไม่ หรือความจริงที่ว่านี้ขึ้นอยู่กับการตีความของเรากันแน่?

ข้อถกเถียงทางปรัชญาที่ว่านี้ยังขยายไปสู่ฐานความคิดในการมองโลกของทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา แนวคิดฝ่ายซ้ายส่วนใหญ่มักถูกจัดให้อยู่ในแนวคิดวัตถุนิยม ในขณะที่แนวคิดของฝ่ายขวามักจะอยู่ในแนวคิดแบบจิตนิยม

เช่นนั้นแล้ว สภาวะทางวัตถุเป็นสิ่งที่กำหนดความคิด หรือความคิดเป็นตัวกำหนดสภาวะทางวัตถุกันแน่?

หลักคิดแบบวัตถุนิยมเชื่อว่า โลกเชิง วัตถุวิสัย ดำรงอยู่ได้โดยไม่ขึ้นต่อความหมายที่จิตใจเป็นผู้ตีความมันใด ๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อต้นไม้ในป่าหักลงกระทบพื้น และไม่มีคนคนใดอยู่ในป่า การหักลงของต้นไม้ยังคงส่งเสียง แม้จะไม่มีใครได้ยินมัน ในขณะที่นักจิตนิยมจะโต้แย้งว่า เราไม่มีทางแน่ใจได้ว่าต้นไม้ที่หักลงกระทบพื้นที่เกิดเสียงหรือไม่ หากเราไม่ได้ยินมันด้วยตัวเอง

การให้เหตุผลของสองหลักคิดสามารถอธิบายได้ผ่านสมการ ดังนี้

วัตถุนิยม

ต้นไม้หัก + กระทบพื้น = เกิดเสียง

สิ่งหนึ่ง + สิ่งหนึ่ง = อีกสิ่งหนึ่ง

X+y=z

จิตนิยม

ต้นไม้หัก + กระทบพื้น =  ฉันไม่รู้ เพราะ *ฉัน* ไม่ได้ได้ยินมันด้วยตัวเอง

สิ่งหนึ่ง + สิ่งหนึ่ง = อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับการตีความของ *ฉัน* เอง

?+?=?

เพื่อจะเข้าใจหลักคิดแบบจิตนิยมให้มากขึ้น เรามาพูดถึงประโยคพื้นฐานอย่าง “ฉันคิดฉันจึงมีอยู่ (I think therefore I am)” กันดีกว่า ประโยคดังกล่าววางอยู่บนแนวคิดที่ว่า สิ่งที่เราประสบและพบเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่มันเป็นจริง ๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่ถูกรับรู้ผ่านประสบการณ์ของปัจเจกบุคคล การดำรงอยู่ของสิ่งสิ่งหนึ่งจึงขึ้นตรงกับการรับรู้ที่ปัจเจกมีต่อสิ่งสิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น เมื่อต้นไม้ในป่าหักลงกระทบพื้น และไม่มีใครในบริเวณนั้น มันอาจจะไม่ได้เกิดเสียงก็ได้ เราเองก็ไม่มีทางรู้ เพราะเราไม่ได้รับรู้มันด้วยตัวเอง แต่กล่าวถึงประโยค “ฉันคิดฉันจึงมีอยู่” นั้น ฝั่งนักคิดสายวัตถุนิยมก็จะโต้กลับว่า ในเมื่อคุณกำลังคิด ร่างกายของคุณก็ต้องดำเนินการเพื่อให้คุณสามารถที่จะคิดได้ ดังนั้นคุณเองก็ดำรงอยู่ด้วยไม่ใช่แค่ในเชิงความคิด แต่เป็นเชิงกายภาพหรือวัตถุด้วย ดังนั้น ไม่เพียงแต่ “คุณ” ที่คิด แล้วคุณจึงดำรงอยู่ แต่ยังรวมถึงฉัน ผู้เขียน และคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบกายคุณด้วย พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นสรรพสิ่งที่คิดเป็นทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกัน จิตนิยมจะกล่าวว่าเรา ไม่สามารถ รู้ได้ว่าคนอื่นดำรงอยู่จริงหรือไม่ มีเพียงแต่ ฉัน เท่านั้นที่รู้ว่า ฉัน ดำรงอยู่

แนวคิดจิตนิยมมักที่โปรดปรานในกลุ่มพลังฝ่ายขวา เนื่องด้วยความที่แนวคิดจิตนิยมนั้นต้องพึ่งพาความสามารถของปัจเจกในการให้ความหมายต่อสภาวะแวดล้อมที่ตนเผชิญอยู่ และเปลี่ยนแปลงมันให้ดียิ่งขึ้น ดังเช่นวลีที่ว่า แม้ว่าคุณจะยากจน แต่คุณก็สามารถมีความสุขได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความยากจน แต่อยู่ที่มุมมองต่อความยากจนของคุณต่างหาก ดังที่กล่าวไปข้างต้น แนวคิดเชิงปรัชญาแบบจิตนิยมนั้นฝังลึกอยู่ในหลักคิดของแทบทุกศาสนาในทุกยุคสมัยอย่างแยกกันไม่ออก ในขณะที่แนวคิดวัถตุนิยมใช้เวลากว่าศตวรรษในการพัฒนาเพื่อเอาชนะแนวคิดจิตนิยมและหรือหลักปรัชญาอื่น ๆ ที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่า มุมมองของพวกเรา คือฐานรากอันก่อรูปความจริงที่พวกเรารับรู้

จากวัตถุนิยม สู่อวัตถุนิยม

โดยทั่วไปแล้ว คำว่า ‘เงื่อนไขทางวัตถุ’ มักหมายความถึง เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และอื่น ๆ หรือสิ่งที่กำหนดความเป็นอยู่ทางกายภาพของชีวิตประจำวันของพวกเรา ส่วนเงื่อนไขทางอวัตถุมักจะถูกหมายความถึง มิตรภาพ ความรัก ความสุข ความเศร้า และอื่น ๆ ดังนั้น มันจึงพาเรามาสู่คำถามพื้นฐานสำคัญคำถามหนึ่ง นั่นก็คือ เงื่อนไขทางวัตถุกำหนดเงื่อนไขทางอวัตถุ หรือเงื่อนไขทางอวัตถุกำหนดเงื่อนไขทางวัตถุกันแน่?

มุมมองแบบวัตถุนิยมจะเสนอว่าที่เงื่อนไขทางอวัตถุของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความสุข มิตรภาพและอื่น ๆ ดำเนินไปอย่างที่เป็นนั้น ก็เพราะเงื่อนไขทางอวัตถุของคุณ อย่างเงินเดือน สถานการณ์ค่าอยู่อาศัย หรืออื่น ๆ ทั้งสิ้น

ตัวอย่างเช่น เงื่อนไขทางวัตถุจะเป็นสิ่งกำหนดว่าคุณจะเป็นเพื่อนกับใครบ้าง กลุ่มเพื่อนของคุณเป็นไปได้สูงที่จะมาจากสถานะสังคมเดียวกันกับคุณ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกันกับคุณด้วย ดังนั้น หากคุณเรียนโรงเรียนชนชั้นสูงที่เต็มไปด้วยลูกหลานของคนมีเงิน ใช้ชีวิตที่แสนจะสุขสบาย คุณจะก็ถูกวางเงื่อนไขทางสังคมด้วยประสบการณ์ชีวิตเช่นนั้น รวมทั้งอาจมีโอกาสที่จะสร้างบทสนทนาที่มีคุณค่ากับคนที่มีชนชั้นต่ำกว่า เพราะการทำความรู้จักกับคนที่ไม่มีประสบการณ์ใดตรงกันเลยอาจจะยากกว่าสำหรับคุณ แน่นอนว่าเงื่อนไขดังกล่าวไม่ใช่กฎสากล ในบางครั้งผลลัพท์ที่เกิดขึ้นอาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไข แต่ตามปัจจัยทางวัตถุแล้ว วงล้อมทางสังคมของคุณก็มีแนวโน้มที่จะถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางวัตถุอยู่ดี

เมื่อเรานำเอาหลักคิดเชิงปรัชญาทั้งสองไปประยุกต์ใช้ในทางการเมืองแล้ว คำถามของเราก็มักจะวางอยู่บนกรอบคิดดังนี้

การเมืองเป็นผลพวงจากวัฒนธรรม

หรือ

วัฒนธรรมเป็นผลพวงจากการเมือง

การเมืองในบริบทที่กล่าวถึง คือการเมืองที่มีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจ เราลองอธิบายโดยใช้เพลงสตริงอีสานในฐานะของวัฒนธรรมกันดีกว่า ทำไมเพลงสตริงอีสานถึงมักจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสูญเสียคนรักและความคิดถึงบ้านเกิดกันล่ะ คำตอบก็คือ เพราะอีสานเป็นภูมิภาคที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย ซึ่งผลักให้ผู้คนต้องจากลาบ้านเกิดเพื่อนมาหางานในกรุงเทพ หรือเมืองใหญ่อื่น ๆ บทเพลง วัฒนธรรมอย่างหนึ่งของอีสาน ก็เป็นภาพสะท้อนของเงื่อนไขทางวัตถุที่เป็นผลมาจากการกำหนดของรัฐและทุน กล่าวโดยคร่าวแล้ว การเมืองและเงื่อนไขทางวัตถุเป็นสิ่งที่สร้างวัฒนธรรมขึ้นมา บทเพลงอาจไม่ได้ทำให้คนรู้สึกปวดร้าว หรือคิดถึงบ้าน เพราะผู้คนต่างรู้สึกเช่นนั้นอยู่แล้ว และบทเพลงเป็นผู้สะท้อนมันต่างหาก ดังเช่นวลีเด็ดของ Ice Cube แร็ปเปอร์จากกลุ่ม NWA ที่กล่าวว่า “ศิลปะของพวกเรา คือสภาพสะท้อนของความจริงของพวกเรา”

ในทางตรงกันข้าม ข้อสันนิษฐานที่ว่าการเมืองเป็นผลพวงของวัฒนธรรมก็นำพาพวกเราไปสู่แนวคิดจิตนิยมแบบขวาจัดได้ หากเราใช้สตริงอีสานเป็นตัวอย่างแล้ว นักจิตนิยมอาจกล่าวว่า นักร้องพวกนั้นกำลังทำให้ผู้คนรู้สึกหดหู่กับความจนที่พวกเขาเผชิญ ทั้งทั้งที่พวกเขาสามารถมองชีวิตของตนอีกแบบเพื่อให้รู้สึกดีขึ้นก็ได้ มุมมองของพวกเขาอาจจะฟังดูน่าขบขัน แต่ในประเทศไทย พวกเราก็เห็นมุมมองเช่นนี้ได้ทั่วประเทศ ดังเช่นกระแสชุมชนพอเพียง และหลักการพึ่งพาตนเองที่ถูกยกย่องในเชิงวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง ชาวนาชาวไร่ที่ยากจนควรจะภูมิใจในความ สมฐานะ ของตน มากกว่าจมปลักอยู่กับ ความยากจน ของเขาเอง

การต่อสู้ทางวัฒนธรรม

ดังที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อเราสังเกตการณ์และมีส่วนร่วมทางการเมืองแล้ว เราก็ควรจะมองมันด้วยมุมมองวัตถุนิยมที่วิพากษ์ และไม่ถูกประเด็นเชิงวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกลับการเมืองทำให้ไขว้เขว ตัวอย่างเช่น แม้ว่านักการเมืองคนหนึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับคุณ หรือเป็นเพศเดียวกันกับคุณ ชื่นชอบวัฒนธรรมเดียวกันกับคุณ หรือมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันกับคุณ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะอยู่ฝั่งเดียวกันกับคุณในทางเศรษฐกิจ และยิ่งในปัจจุบัน การเมืองกระแสหลักก็มุ่งให้ความสนใจ การต่อสู้ทางวัฒนธรรม มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความเห็นแย้งทางสังคมทั่วไป และการแบ่งขั้วของคุณค่าทางสังคม

นิยัตินิยม (Determinism) และโอกาส

อย่างไรก็ดี แนวคิดวัตถุนิยมมักจะถูกใช้อย่างแข็งทื่ออยู่บ่อยครั้ง และในกรณีนี้ เราจะเรียกการใช้งานอย่างแข็งทื่อว่า นิยัตินิยมล้นเกิน (Overly Deterministic)

เช่น หากใช้ตัวอย่างไม้หักลงกระทบพื้นอีกครั้งในอีกบริบทหนึ่ง

ต้นไม้หัก + ตกกระทบพื้น = เกิดเสียง

แต่ถ้าเป็นตัวอย่างนี้หล่ะ:

คนป่วย + ยา = หายป่วย (จริงหรือไม่?)

ในกรณีนี้ ผู้ป่วยอาจจะหายป่วย หรืออาจจะไม่ก็ได้ ยังไม่มีทางรู้ได้ การสันนิษฐานว่าเขาจะหายป่วยเป็นการนิยัตินิยมล้นเกินเนื่องจากเรานำสมการมาใช้อย่างแข็งทื่อเกินไป ฝั่งนักวัตถุนิยมสายวิพากษ์ก็อาจโต้เถียงได้ว่า อย่างน้อยยาก็ยังทำให้ผู้ป่วย มีโอกาส หายป่วยได้ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่กินยา โอกาสที่จะหายป่วยก็แทบไม่มีเลย

เช่นเดียวกัน สิ่งที่ฝ่ายซ้ายหลายคนมักจะทำพลาดไป คือการนำหลักวัตุนิยมที่แข็งทื่อนี้ไปใช้กับการปฏิวัติ ตัวอย่างเช่น เมื่อเงื่อนไขทางวัตถุที่ชนชั้นแรงงานเผชิญคือสภาวะของความอดยากและยากจน ดังนั้นแล้วเงื่อนไขดังกล่าวจึงนำไปสู่ การก่อกบฎเพื่อล้มรัฐบาลและยึดครองปัจจัยการผลิตกลับคืนมา แน่นอนว่าตัวอย่างที่ยกขึ้นมานี้ยากที่จะพิสูจน์ว่ามันเป็นจริง เนื่องด้วยมันเป็นตัวอย่างที่ นิยัตินิยมล้นเกิน

แทนที่เราจะมองแนวคิดวัตถถุนิยมผ่านวิธีการแบบคณิตศาสตร์ การหาสาเหตุและผลลัพท์แบบวิทยาศาสตร์แล้ว เราต้องมองหาโอกาสต่าง ๆ ที่มันมอบให้เรา ในเมื่อยาอาจ เพิ่มโอกาส ให้คนที่ป่วยกลับมาหายดี ในเงื่อนไขทางวัตถุที่ชนชั้นแรงงานเผชิญ ก็ยังมีโอกาสที่ทำให้แรงงานเกิดความตระหนักรู้เรื่องชนชั้น และโค่นล้มระบบทุนนิยมได้เช่นกัน

 

 

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้