ผู้หญิงกับอนาธิปไตย

by | May 25, 2021 | Articles บทความ, Translation, ทฤษฎี Theory, สตรีนิยม Feminism, ไทย

แปลจาก Women and Anarchism
ผู้แปล Peam Pooyongyut
บรรณาธิการ Editorial Team


 

ผู้หญิงกับอนาธิปไตย (Women and Anarchism)

[เรา] เหล่าสตรีจำต้องฉกฉวยที่ทางของเรามาอย่างเรียบง่ายโดยมิต้องอ้อนวอน
ลูอิส มิเชล

เป็นอันชัดเจนว่าลัทธิอนาธิปไตยนั้นไปได้ดีกับการปลดแอกผู้หญิง อนาธิปไตยประกาศตนว่าต่อต้านลำดับชั้นทุกรูปแบบ ซึ่งนั่นรวมถึงการกดขี่ผู้หญิงด้วย

มิคาเอล บาคูนิน (Michael Bakunin) นักอนาธิปไตยคนสำคัญเคยกล่าวไว้ว่า “เหล่าสตรีที่ถูกกดขี่! พึงระลึกไว้ว่าท่านมีเป้าหมายร่วมกันกับเหล่ากรรมกรนั่นแหละ ไม่ว่าจะชายหรือหญิงก็ล้วนแต่ต้องสู้ด้วยหลักการเดียวกัน” ดังนั้นการเรียกร้องให้เกิดการปลดปล่อยผู้หญิงก็ถูกผนวกรวมอยู่ในแผนการเคลื่อนไหวของบาคูนินและมิตรสหายของเขาในช่วงทศวรรษ 1860 ถึง 1870 ด้วย ตัวอย่างเช่นในเอกสาร หลักการและองค์กรแห่งคณะภราดรภาพสากล (Principles and Organisation of the International Brotherhood 1866) ที่เขียนเอาไว้ว่า

“ผู้หญิงแตกต่างจากผู้ชายแต่ก็ไม่ได้ด้อยกว่า พวกเธอมีปัญญา ความอุตสาหะ และเสรีภาพเช่นเดียวกันกับผู้ชาย มีความเท่าเทียมทั้งในด้านสิทธิทางสังคมการเมืองและหน้าที่ทางสังคม (ของทั้งสองเพศ – ผู้แปล)” เขายังกล่าวต่ออีกว่า “แต่ในทางกฎหมายแล้ว แม้แต่ผู้หญิงที่มีการศึกษาที่สุด ฉลาดที่สุด ก็ยังด้อยกว่าผู้ชายที่แสนโง่เขลาเสียอีก”

ข้อถกเถียงของบาคูนินที่มีต่อเสรีทางเพศของสตรีแสดงให้เห็นว่ากฎหมายทำให้ผู้หญิงกลายเป็น “ผู้อยู่ใต้การปกครองของเพศชายโดยสัมบูรณ์”1อ้างจาก Sam Dolgoff, Bakunin on Anarchism (1980) อย่างไรก็ตาม บาคูนินก็ยังมีความคิดที่ล้าหลังไม่ต่างจากคนอื่นๆ เช่นในงานเลี้ยงอาหารเย็นที่เมืองซูริค เขาสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังดื่มไวน์ และแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยที่ผู้หญิงจะดื่มของมึนเมา การถกเถียงเรื่องสิทธิของสตรีที่ตามมาในภายหลังก็ยังชัดเจนอยู่ว่าบาคูนินไม่ชอบใจนักเวลาที่เขาเห็นผู้หญิงสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า! มันจึงทำให้เราเห็นภาพของการปะทะกันระหว่างทฤษฎีของการปลดแอกกับความคิดอันโบราณคร่ำครึที่ยึดโยงกับธรรมเนียมและการเหมารวม โชคยังดีที่เหล่าผู้หญิงในแวดวงปัญญาชนรัสเซียได้ออกมาเคลื่อนไหวและผลักดันประเด็นดังกล่าวในขบวนการการปฏิวัติ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นผู้บุกเบิกแผ้วทางให้เกิดการปลดแอกขึ้น

ในขณะที่อย่างน้อยบาคูนินก็เป็นผู้หนึ่งที่มีทฤษฎีและแนวคิดไปในทางก้าวหน้าเกี่ยวกับการปลดแอกสตรี แต่นักคิดชาวฝรั่งเศสรุ่นก่อนเขาอย่าง ปิแอร์-โจเซฟ พรูดอง (Pierre-Joseph Proudhon) กลับเห็นแย้งอย่างหัวชนฝาต่อมุมมองในเรื่องนี้

อัจริยภาพคือจิตวิญญาณที่สมความเป็นชายและการประกอบเข้าด้วยกันของอำนาจเชิงนามธรรม หลักเกณฑ์ ความสร้างสรรค์ และความเข้าใจต่อเรื่องต่างๆ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว พวกเด็ก พวกขันที (ในที่นี้พรูดองอาจจะหมายถึงชายที่ไม่สมชาย – ผู้แปล) และผู้หญิงไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย

ในทัศนะของพรูดอง ผู้หญิงถูกธรรมชาติสร้างมาเพื่อเป็นกลไกในการสืบเผ่าพันธ์ุเพียงเท่านั้น และในเชิงกายภาพพวกเธอก็ย่อมด้อยกว่าผู้ชาย พรูดองสนับสนุนข้อเสนอของตัวเองด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์แบบปลอมๆ นอกเหนือจากหน้าที่ในการสืบเผ่าพันธ์ุแล้ว ผู้หญิงก็ไม่มีเหตุผลอะไรในการดำรงอยู่และเอาแต่ผลาญเงินผู้ชาย ผู้หญิงมีบทบาทเพียงแค่ 2 อย่างเท่านั้นคือ “แม่บ้านหรือโสเภณี” เขายังกล่าวต่อไปว่า การฆ่าภรรยานั้นเป็นเรื่องสมควรแล้วในกรณีที่พวกเธอ “มีชู้ โอหัง กระด้างกระเดื่อง ขี้เมาเสเพล สุรุ่ยสุร่ายหรือขี้ขโมย และขัดขืนดื้อดึง” พรูดองมัดรวมคำด่าทอเหล่านี้เอาไว้ด้วยคำพูดอันยืดยาว เป็นการต่อต้านพวกมักมากในกามและพวกเพศที่สาม2อ้างจาก Pierre-Joseph Proudhon, La justice dans la révolution et dans l’église (1858)

Pierre-Joseph Proudhon and his children in 1853

มุมมองต่อผู้หญิงของพรูดองถูกท้าทายอย่างรุนแรงจาก จูเลียต แลมเบิร์ต (Juliette Lambert (Adam)) ซึ่งเธอได้โต้ตอบเอาไว้ใน ต่อต้านแนวคิดเรื่องสตรี ความรัก, และการแต่งงาน ของลัทธิพรูดอง (Anti- Proudhonist ideas on Woman , Love and Marriage, 1858) เธอวิพากษ์อย่างรุนแรงในหนังสือของเธอว่า “ผู้ชายอย่างพรูดองนั้นอยากให้พวกเรากลับไปสู่สังคมชายเป็นใหญ่โดยการกักขังผู้หญิงเอาไว้แต่ในครอบครัว” ส่วนงานของ เจนนี เดรีกูรท์ (Jenny d’Héricourt) ได้กล่าวเกี่ยวกับมุมมองที่พรูดองมีต่อผู้หญิงไว้ว่า “พรูดอง: ผู้หญิงเป็นพวกไร้ค่าแบบที่ไม่อาจเยียวยาได้ ซึ่งสมควรจะหุบปากเงียบๆ อยู่ใน Gynaeceum (γυναικεῖον) และรีดนมวัวไปวันๆ”3อ้างจาก Jenny d’Héricourt,  La Femme Affranchie (1860) – Gynaeceum คือพื้นที่ของผู้หญิงในสมัยกรีก มักจะแบ่งสัดส่วนออกไปให้อยู่ห่างไกลตัวบ้าน และเป็นที่รวมตัวกันของผู้หญิงในเวลากลางวัน พื้นที่ลักษณะนี้ยังปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมอินเดีย และศาสนาอิสลามด้วย นอกจากนี้ โจเซฟ เดฌากค์ (Joseph Déjacque) นักปฏิวัติผู้มีความคิดก้าวหน้ากว่าพรูดองหลายขุมก็ได้ให้ข้อสังเกตไว้ในปี 1882 ว่า

“เป็นไปได้หรือ ท่านนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ที่เราจะได้พบเจอแต่ความโง่เขลาที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้หนังสิงโตของท่าน […] คุณพ่อพรูดองครับ ผมพูดได้ใช่ไหม [พูดได้ไหมคะพี่จี้… -บก.] เวลาที่ท่านพูดถึงผู้หญิงทีไร เหมือนกับท่านกลายเป็นพวกเด็กนักเรียนที่เอาแต่โวยวายด้วยเสียงแหลมๆ พูดเรื่อยเปื่อยและมีแต่ความโอหัง ทำตัวรู้ดี เหมือนกับที่ชอบทำกับพวกสาวกวัยละอ่อนที่นิยมชมชอบในตัวท่าน คนอย่างท่านไม่รู้จักในสิ่งที่ตัวเองกำลังกล่าวถึงด้วยซ้ำ […] ฟังนะครับท่านพรูดอง! ก่อนที่ท่านจะพูดเกี่ยวกับผู้หญิง ท่านควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับพวกเธอเสียก่อน ไปโรงเรียนซะ หยุดเรียกตัวเองว่าเป็นนักอนาธิปไตย หรือไม่ก็ทำตัวให้สมกับการเป็นนักอนาธิปไตยหน่อย ถ้าท่านอยากจะพูดให้เราฟังเกี่ยวกับความไม่รู้และความรู้ พระเจ้าที่ชั่วช้า ทรัพย์สินคือการปล้น ท่านก็พูดมาเถิด แต่เวลาพูดถึงผู้ชาย ท่านช่วยเลิกยกยอให้พวกเขาเป็นพวกเทพบุตรผู้มีอำนาจเหลือล้นเสียที เพราะผมจะกล่าวตอบท่านว่า ผู้ชายนี่แหละที่ชั่วร้าย ความฉลาดเฉลียวมิใช่คุณสมบัติของพวกเขา แต่เป็นสิทธิ์ในการเอาชนะ ความรักที่ผูกติดกับเรื่องเงินทอง การขูดรีดทุนที่มาจากผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว รวมทั้งผลผลิตที่มาจากจิตวิญญาณของพวกเธอ อย่าอาจหาญที่จะกล่าวว่าพวกผู้ชายมีคุณสมบัติที่ได้มาจากผู้อื่น ไม่เช่นนั้นผมก็คงบอกท่านได้คำเดียวว่า ‘[การครอบครอง]ทรัพย์สินคือการปล้น’ […] ท่านครับ จงทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามเถอะ นั่นคือการส่งเสียงเพื่อต่อต้านการกดขี่ผู้หญิงโดยพวกผู้ชาย”

ในเวลาต่อมา นักอนาธิปไตย เอลีซี เรกลูส์ (Elisée Reclus) ก็ยังพูดอย่างไม่พอใจเกี่ยวกับพรูดองว่า

“…คำพูดเกี่ยวกับผู้หญิงของเขานั้นยังคงเป็นเรื่องที่หนักหนาที่สุดสำหรับพวกเรา”4คำพูดนี้ของเรกลูส์สามารถตีความได้ว่า ในฐานะที่พรูดองเป็นนักอนาธิปไตยผู้มีชื่อเสียง และเป็นคนแรกที่กล่าวว่าตนเองเป็นนักอนาธิปไตย แต่ความคิดหลายๆ อย่างของเขานั้นดูไม่ก้าวหน้าเอาเสียเลย นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ผู้อื่นอ้างความคิดแย่ๆ ของพรูดองมาครหาขบวนการอนาธิปไตยในภายหลังได้ และส่งผลให้เกิดภาวะอิหลักอิเหลื่อในความคิดและตัวตนของพรูดองด้วย

เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าผู้หญิงเข้าร่วมกับขบวนการอนาธิปไตยเพราะพวกเธอถูกดึงดูดด้วยความคิดใหม่ๆ ในการปลดแอกเพื่อเสรีภาพและความเท่าเทียม แต่ในทุกๆ ขบวนการ พวกเธอกลับถูกบังคับให้ต้องต่อสู้กับทัศนคติหัวโบราณและมีแต่ความเอนเอียงของมิตรสหายเพศชาย แต่กระนั้นพวกเธอก็ยังไม่ยอมแพ้ เมื่อเราพูดถึงนักอนาธิปไตยสตรี ชื่อของ เอมมา โกลด์แมน (Emma Goldman), โวลแทร์รีน เดอ เคลย์ (Voltairine de Cleyre), ลูอิส มิเชล (Louise Michel), และลูซี่ พาร์สัน (Lucy Parsons) มักจะเป็นรายชื่อแรกๆ ที่เรานึกถึง แต่ยังมีนักอนาธิปไตยหญิงอีกหลายคนที่มีความมุ่งมั่น อุทิศตนและกล้าหาญไม่แพ้กัน หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ต้องการแสดงให้เห็นถึงชีวิตของพวกเธอเหล่านั้นที่มักไม่เป็นที่รู้จักเท่าใดนัก5เนื่องจากบทความแปลนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ Revolutionary Women ซึ่งรวบรวมประวัตินักอนาธิปไตยหญิงที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเอาไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเธอมีที่ทางในประวัติศาสตร์มากขึ้น (เหตุผลว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงไม่มีประวัติของ เอมมา โกลด์แมน ก็เพราะเธอมักถูกพูดถึงในที่อื่นๆ เป็นประจำอยู่แล้ว)

ลูอิส มิเชล นักอนาธิปไตยสตรีและสมาชิกปารีสคอมมูนชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวเอาไว้ว่า

สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนแปลงก็คือความสัมพันธ์ระหว่างเพศ มนุษย์มีสองส่วนคือผู้ชายกับผู้หญิงและเราควรจะเดินเคียงข้างกันไป แต่เรากลับเป็นปรปักษ์กัน มันจะเป็นเช่นนี้ตราบนานเท่านาน ถ้าฝ่ายที่คิดว่าตนเอง ‘แข็งแกร่ง’ กว่ายังพยายามควบคุมฝ่ายที่พวกเขาคิดว่า ‘อ่อนแอ’ กว่า6อ้างจาก Louise Michel, Red Virgin: Memoirs Of Louise Michel (2003)

ในขณะที่ความเข้าใจเรื่องเพศในยุคสมัยใหม่นั้นขัดแย้งกับการแบ่งเพศออกเป็น 2 เพศหลักๆ แต่หัวใจสำคัญของความคิดนี้ ที่ว่าเราต้องต่อสู้กับระบบที่กดขี่ผู้อื่นโดยใช้เพศสภาพเป็นตัวตั้งนั้นยังคงเป็นจริงอยู่

เมื่อผู้หญิงในขบวนการอนาธิปไตยเริ่มจัดตั้งตนเองอย่างอิสระมากขึ้น เช่น ในอาร์เจนตินาและสเปน พวกเธอต้องประสบกับการคัดค้านจากพรรคพวกบางคนที่เป็นผู้ชาย ในอาร์เจนตินา นักอนาธิปไตยหญิงได้จัดตั้งหนังสือพิมพ์ ‘เสียงของผู้หญิง’ (La Voz de la Mujer) เพื่ออ้างอิงถึงถ้อยคำ ‘ไร้พระเจ้า ไร้นาย ไร้สามี’ (No God, No Boss, No Husband)7ไร้พระเจ้า ไร้นาย (No Gods, No Masters) เป็นคำขวัญของลัทธิอนาธิปไตยที่แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจใดๆ ดังนั้นนักอนาธิปไตยสตรีกลุ่มนี้จึงเอามาเพิ่มเติมว่า ‘ไร้สามี’ เพื่อต่อต้านอำนาจของผู้ชาย หนังสือพิมพ์ฉบับนี้อธิบายตนเองว่า “ทุ่มเทให้กับความก้าวหน้าของอนาธิปไตยคอมมิวนิสต์” หัวข้อหลักของมันคือการพูดถึงการกดขี่ผู้หญิงในหลายๆ ลักษณะ บรรณาธิการได้เสริมว่า “เราเชื่อว่าในสังคมทุกวันนี้ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าอนาถใจมากไปกว่าเหล่าสตรีอีกแล้ว” พวกเธอยังกล่าวต่อไปอีก “ผู้หญิงถูกกดขี่ซ้ำสองทั้งจากสังคมกระฎุมพี และจากพวกผู้ชาย” ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างแรงกล้าโดยบางส่วนของขบวนการเคลื่อนไหวในอาร์เจนตินา  อย่างไรก็ตาม มีบทความหนึ่งใน ‘La Voz de La Mujer’ ที่ออกความเห็นอย่างดุเดือดเอาไว้ด้วยเช่นกัน

 

“เมื่อผู้หญิงที่โง่เขลาเบาปัญญาและไม่เป็นที่ยอมรับอย่างพวกเราหันมาเริ่มต้นตีพิมพ์เผยแพร่ La Voz de la Mujer แน่ล่ะ อย่างไรเราก็รู้ก่อนอยู่แล้วว่า โอ้ อันธพาลพวกนี้จะตอบรับความคิดริเริ่มของพวกเราด้วยปรัชญาทื่อๆ ล้าสมัยของพวกเอ็งเท่านั้นแหละ เอาอย่างนี้ พวกท่านควรตระหนักเสียทีว่าพวกเรา หญิงโง่ ก็มีความสร้างสรรค์เหมือนกัน และมันคือผลผลิตของความคิด ท่านรู้ไหม เรายังนึกต่อไปอีกด้วยว่า เมื่อหนังสือพิมพ์ฉบับแรกของเราเผยแพร่ออกไป จะต้องมีพวกปากหมาออกมาสาดน้ำลายกันยกใหญ่อย่างแน่นอน ‘ปลดแอกผู้หญิงหรือ เพื่ออะไรกัน’ ‘ปลดแอกผู้หญิงหรือ ไม่มีทาง!’ … ‘ให้การปลดแอกของพวกฉันมาถึงเสียก่อน เมื่อผู้ชายถูกปลดปล่อยและมีเสรีภาพแล้ว ค่อยไปว่ากันเรื่องผู้หญิงนะ’

Mujeres Libres

Mujeres Libres

การปรากฏขึ้นขององค์กรอิสระนิยมสตรี Mujeres Libres ในช่วงการปฏิวัติและสงครามกลางเมืองสเปน ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงที่คล้ายคลึงกัน อย่างที่ มาร์ธา เอ. เอคเคลส์เบิร์ก (Martha A. Ackelsberg) ได้หมายเหตุเอาไว้ในบทความ ‘แบ่งแยกและเท่าเทียม: Mujeres Libres กับยุทธวิธีแนวอนาธิปไตยสำหรับการปลดแอกสตรี’ (Separate and equal: Mujeres Libres and anarchist strategy for women’s emancipation) ว่า

“ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญาในการสร้างสังคมที่เท่าเทียม นักอนาธิปไตยสเปนยังคงแสดงให้เห็นถึงทัศนคติอันซับซ้อนต่อการตกเป็นรองของผู้หญิง บางคนให้เหตุผลว่าการที่ผู้หญิงตกอยู่ใต้บัญชา (ของผู้ชาย – ผู้แปล) นั้นมีต้นกำเนิดมาจากการแบ่งงานกันทำโดยใช้เพศเป็นตัวกำหนด จาก “การอยู่แต่ในบ้าน” ของผู้หญิง และจากการที่พวกเธอถูกกีดกันออกจากการทำงานที่ได้รับค่าจ้าง เพื่อที่จะก้าวผ่านตรงนี้ไป เหล่าสตรีต้องเข้าสู่การใช้แรงงานในฐานะคนงาน ร่วมกับพวกผู้ชาย และต่อสู้ในสหภาพแรงงานเพื่อยกระดับคนงานทั้งหมด บางคนยืนกรานว่าการตกเป็นรองของผู้หญิงนั้นเป็นผลมาจากปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม ที่สะท้อนให้เห็นถึงการลดคุณค่าผู้หญิงพร้อมทั้งกิจกรรมของพวกเธอให้อยู่เพียงสถาบันบางอย่าง เช่น ครอบครัวและโบสถ์ ถ้าสังคมอนาธิปไตยถูกสถาปนาขึ้นมาได้ การลดทอนคุณค่าเช่นนี้ก็จะสิ้นสุดเสียที รวมถึงสถาบันเหล่านั้นด้วย

แต่การตกเป็นรองของสตรีกลับเป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญเอาเสียเลยสำหรับนักอนาธิปไตยทั้งมวล พวกเขาส่วนใหญ่มักจะปฏิเสธว่าเรื่องนี้ไม่มีความสลักสำคัญอันใดนัก และมีผู้ชายจำนวนเพียงน้อยนิดที่จะยอมละทิ้งอำนาจเหนือผู้หญิงที่พวกเขาเคยครอบครองมาเนิ่นนาน ดั่งที่เลขาธิการของสหภาพแรงงานแห่งชาติ (Confederación Nacional del Trabajo – CNT) เคยเขียนไว้ในปี 1935 เพื่อตอบกลับชุดบทความในประเด็นเกี่ยวกับสตรีเอาไว้ว่า “เรารู้ว่าการออกคำสั่งนั้นให้ความพึงพอใจมากกว่าการเชื่อฟังคำสั่ง… ไม่ต่างกันเลยระหว่างหญิงกับชาย ผู้ชายรู้สึกพอใจที่มีคนคอยรับใช้ คอยทำอาหารให้กิน คอยซักล้างเสื้อผ้าของเขา… นั่นเป็นความจริง และถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาล่ะก็ การร้องของให้เขาละทิ้ง [อภิสิทธิ์ของพวกเขา] เป็นความฝันเฟื่อง”

ทัศนคติของ ซาทูร์นิโน คารอด (Saturnino Carod) ผู้นำกลุ่มนักอนาธิปไตยแนวหน้าแห่งอารากอน (Aragon) ได้รวบยอดมุมมองของเหล่านักอนาธิปไตยชายทั้งหลายที่มีต่อปัญหาการปลดแอกผู้หญิงในสังคมที่ความคิดแบบผู้ชาย และความเหนือกว่าของบุรุษเพศได้ซึมซาบอย่างลงลึก เขาพูดว่า “ จะอย่างไรก็ตาม การถกเถียงเกี่ยวกับการปลดแอกสตรี จำต้องกล่าวถึงบทบาททางสังคมของผู้หญิงด้วย โดยเฉพาะในฐานะมารดา และเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเธอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานที่ต้องใช้กำลังความแข็งแรง มันไม่ถูกต้องที่จะให้หญิงสาวไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองเหมือนกับที่ผู้ชายทำ”

ปัจจุบันเรายังคงต้องเผชิญกับปัญหานานาประการที่จะต้องเอาชนะมันไปให้ได้ พวกฝ่ายซ้ายอำนาจนิยมแสดงให้เราเห็นแล้วว่ามันมีวัฒนธรรมการซุกซ่อนปัญหาการข่มขืน และการทารุณสตรีเอาไว้ใต้พรม รวมถึงการไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามามีตำแหน่งสูงๆ หรือตำแหน่งสำคัญในพรรค เราต้องไม่นิ่งนอนใจแล้วคิดว่าปัญหาเช่นนี้ไม่เกิดกับขบวนการอนาธิปไตย และผู้หญิงไม่ได้ประสบกับปัญหาการถูกคุกคามทางเพศ ไม่ถูกเหยียดหยามจากผู้ชาย ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร และอื่นๆ การที่เราจะสร้างขบวนการอนาธิปไตยที่แท้จริง เราก็ต้องเรียกร้องการปลดแอกสตรีด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการพูดเกี่ยวกับระบบการเลี้ยงเด็กแบบส่วนรวม การทำให้สถานเลี้ยงเด็กเป็นสาธารณะ การคุมกำเนิด สิทธิในร่างกายตนเอง สิทธิในการตั้งคำถามเกี่ยวกับงานที่ไม่ได้รับค่าแรง การต่อสู้เพื่อค่าแรงที่เท่าเทียม การปฏิรูปงานบ้าน แต่ว่าเราควรจะตั้งคำถามและยกประเด็นเรื่องการทำให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุ และการเหมารวมเพศหญิงที่มักจะปรากฏในสื่อหรือโฆษณา เราต้องต่อต้านการคุกคามทางเพศในทุกแห่งหน ทั้งบนถนน ในที่ทำงาน รวมถึงในบ้าน รวมไปถึงเราต้องเปิดโอกาสและช่วยเหลือทางการแพทย์ให้แก่ผู้ที่ต้องการข้ามเพศด้วย ถ้าพูดรวมๆ แล้วก็คือ มันคือการต่อต้านความเกลียดชังเพศหญิงเชิงโครงสร้าง และรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่น การเกลียดกลัวผู้หญิงข้ามเพศ (transmisogyny) และการเกลียดชังสตรีผิวดำ (misogynoir)

เหล่านี่คือการต่อสู้อย่างเป็นรูปธรรมที่ต้องถูกยกมาเป็นประเด็นในขบวนการของเราอย่างจริงจัง

ถ้าปราศจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แล้ว ความพยายามในการปฏิวัติสังคมใดๆ ก็ย่อมไม่เพียงพอและถูกเมินเฉยจากเหล่าสตรี ที่ต้องการการแตกหักที่ราดิคัลต่อระบบอันชั่วร้าย กดขี่ และแบ่งชนชั้นเช่นนี้ เท่านั้นเอง

 

 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and...

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine.