ณ ปี 1918 ในระหว่างที่มหาสงครามจักรวรรดินิยมดำเนินไปกว่า 4 ปีโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง จังหวะเวลานั้นใครจะเป็นคนเริ่มก่อนไม่ใช่ปัญหาที่สำคัญเท่าจะจบมันอย่างไร ฝ่ายนิยมสงครามยังคงมุ่งหวังถึงชัยชนะบนเศษซากปรักหักพังของสถานที่ ชีวิต และจิตใจที่ถูกบดขยี้อย่างเรื้อรัง แต่ในเวลาเดียวกัน กลุ่มผู้ฝักใฝ่สันติภาพ ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเกิดใหม่ได้เสนอสิ่งที่เหลือจะเชื่อ นั่นคือการยอมทุกอย่างแม้กระทั่งเสียดินแดนเพื่อออกจากสงคราม1ตามสนธิสัญญา Brest-Litovsk กระทั่งถูกประนามจากพลพรรคของตนในทำนองขายชาติเสียดินแดน แต่แนวทางดังกล่าวกลายเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์ สงครามฝั่งตะวันออกของยุโรปยุติลงทันใด แล้วสงครามก็ค่อยๆ จบลงหลังจากนั้นผ่านการปฏิวัติประชาธิปไตยในเยอรมันนีเอง สงครามระหว่างรัฐไม่ได้ให้อะไรไว้นอกจากความพังทลายที่ส่งต่อไม่จบสิ้น หากรัฐจะมีความหมาย มันก็ต้องเป็นความหมายของประชาธิปไตยปวงชนที่ร่วมกันกำหนดชะตาชีวิตตนเองภายใต้เขตแดนหนึ่งเพื่อความสะดวกในชีวิตแต่เพียงเท่านั้น หาใช่เรื่องความเป็นเจ้าของในเชิงการครอบครองตามกรรมสิทธิ์แต่ใดไม่ เราไม่ได้เป็นเจ้าของผืนดิน ผืนน้ำ หรืออากาศใดๆ แต่เราอยู่ร่วมกันบนพื้นที่แห่งนี้เพื่อดูแลกันและกัน ระหว่างมนุษย์ อมนุษย์ และพื้นที่ทั้งหมด รัฐต้องเป็นความรับผิดชอบในการดูแล หาใช่เรื่องความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเพื่อยึดเอา อวดเบ่ง ตักตวง แสดงความเหนือกว่าแต่อย่างใด
สงครามเป็นสิ่งต่อเนื่องของการแข่งขันที่มีเดิมพันด้วยเกียรติศักดิ์ศรีที่ผู้ถือหางมันยึดมั่นเอาไว้ ในยุคสมัยแห่งการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่กำลังดำเนินไป เราได้เห็นน้ำท่วมใหญ่ทลายการป้องกันเชิงรับอย่างกำแพงกั้นน้ำของรพ.น่านเสียสิ้นไปต่อหน้าต่อตา เรายังจะผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิสเพื่อฆ่าคนกันอีกฤๅ? สงครามทุบทำลายทั้งมนุษย์และอมนุษย์ มันทุบทำลายทุกสิ่งที่พ้นไปกว่ารัฐชาติคู่กรณีเสียด้วยซ้ำ ไม่แน่ใจว่าโลหิตในคลังที่ไม่เคยพออยู่แล้วนั้นจะต้องให้ขาดอีกเท่าไหร่ที่จะเสริมสร้างศักดิ์ศรีของพวกคุณได้มากกว่านี้? คลายกำปั้นที่กุมศักดิ์ศรีของคุณเถอะ เพราะเลือดของคุณคงจะไหลเป็นคนสุดท้าย น้ำตาของคุณจะไหลเท่าใดก็ไม่เท่าน้ำตาของพวกเรา คนธรรมดาที่ไม่มีศักดิ์ศรีและไม่อยากได้อยากมีศักดิ์ศรีใดๆ จากการห้ำหั่น ใช้ส้นเท้าเหยียบคันเร่งจักรกลสังหารเป็นแน่แท้
เลิกเสียที ยิงแล้วก็หยุดได้ คุณไม่ได้ปราบอธรรม คุณแค่ชี้นิ้วสั่งตามบัญชาของธรรมเนียมป่าเถื่อนแห่งยุคสมัย หยุดยั้งยุคสมัยแห่งแรงปรารถนาไปสู่ความตายนี่เสียที
เรื่องและภาพ: Pathompong Kwangtong


















