บ้านใหญ่และวิธีการโกงเลือกตั้ง – การเมืองระดับหมู่บ้านเค้าทำกันยังไง

by | Feb 19, 2026 | Articles บทความ, ความคิดเห็น Opinion, ไทย

มีการถกเถียงและความสับสนมากมายเกี่ยวกับการเมืองในประเทศไทยและในประเทศอื่นๆ ในซีกโลกใต้ เกี่ยวกับ “การเมืองที่เน้นพรรคการเมือง” “ตัวบุคคล” และ”เงินทุนที่หมุนเวียนอยู่ในเมืองหลวง” แต่ถ้าหากต้องการเข้าใจการเคลื่อนไหวของอำนาจในพื้นที่และเศรษฐกิจเหล่านี้ โดยเฉพาะภายในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในชนบท เราจำเป็นต้องมองลึกลงไปที่ระดับหมู่บ้าน นั่นคือจุดที่รากฐานของเครือข่ายอุปถัมภ์ ซึ่งเหตุของชัยชนะของพรรคปฏิกิริยารุนแรงอย่างพรรคภารติยะชนาตา (BJP) ในอินเดีย และพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของไทย ปรากฏให้เห็นขึ้นมา

ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบททั่วไปทางตอนเหนือของประเทศไทย ในชุมชนนั้นมีกลุ่มนายทุนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง น่าจะประมาณห้าถึงสิบคน พวกเขาเป็นเจ้าของที่ดิน เจ้าของอุปกรณ์การเกษตร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ฯลฯ เขาไม่ใช่นายทุนรายใหญ่ในระดับชาติ แต่เป็นเพียงนายทุนท้องถิ่นเท่านั้น และค่อยมีคนอื่นๆ อีกมากมาย เช่น คนงานในไร่ คนงานก่อสร้าง ช่างซ่อมบำรุง คนงานบริการ คนขับรถ ฯลฯ

สิ่งที่คนนอกหรือคนในเมืองมักไม่เข้าใจคือ เส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในชุมชนเหล่านี้ แม้แต่หากมองข้ามมิติทางการเงินไป ความไม่สมดุลของต้นทุนทางสังคมนั้นลึกซึ้งมาก

ตัวอย่างคุณป้าที่ผมได้มีโอกาสสนิทด้วย เธอเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างร่ำรวยและเป็นคนจิตใจดีมากในหลายๆ ด้าน แต่ความสัมพันธ์ของเธอกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้านนั้นค่อนข้างซับซ้อน

เธอปฏิบัติต่อคนงานดีกว่านายทุนท้องถิ่นคนอื่นๆ จ่ายค่าจ้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่ เวลาท่อน้ำประปาของคนงานแตก เธอจะจ่ายค่าซ่อมให้โดยไม่ต้องกู้ยืม ไม่ต้องชำระคืน เธอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ และบริจาคเงินอย่างใจกว้างให้กับงานแต่งงานและงานศพ ในยามฉุกเฉิน เธออนุญาตให้คนงานไม่ต้องจ่ายค่าเช่าเป็นเวลาหลายเดือน และให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับค่าใช้จ่ายใหญ่ๆ 

มองเผินๆ เธออาจดูใจกว้างอย่างเหลือเชื่อ แต่ยังมีอีกแง่มุมหนึ่ง ความใจกว้างนี้ไม่ใช่ความเสียสละโดยไม่ได้หวังผล และไม่ได้หายไปง่ายๆ แต่มันสะสมเป็นหนี้ทางสังคม หรือที่คนไทยเรียกว่า หนี้บุญคุณ และหนี้บุญคุณนี้เองที่ซื้อความภักดีได้ คนงานของเธอจะทำทุกอย่างเพื่อเอาใจเธอ กล่าวได้ว่านี่คือความสัมพันธ์แบบศักดินาใหม่ เป็นรูปแบบสมัยใหม่ของความสัมพันธ์แบบศักดินา-ผู้อุปถัมภ์

เมื่อเธอกินข้าวกับคนงาน เธอจะแต่งตัวแบบสบายๆ สวมชุดพนักงาน นั่งกินข้าวกลางแจ้ง พูดภาษาถิ่น เธอดูกลมกลืนไปกับคนอื่นๆ เหมือนคนบ้านนอกธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญจ่ายค่าจ้างให้พวกเขา

ทว่า เมื่อเธอพบปะกับบรรดานายทุนรายย่อยคนอื่นๆ เธอเป็นคนละคนเลย แต่งตัวดูดีมีสกุล กินข้าวในห้องแอร์ พูดภาษากลางกรุงเทพฯ คนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่คนในเมืองจะมองออกว่าเป็นผู้มีอำนาจ บางทีพวกเขาอาจจะไม่ถูกจัดว่าเป็นชนชั้นกลางด้วยซ้ำ อันที่จริง คนในเมืองไม่มีความรู้ด้านความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นแบบเดียวกันกับคนต่างจังหวัด เนื่องจากความใกล้ชิดและลักษณะของการเป็นเจ้าของทุน นายทุนในเมืองไม่ได้พบปะและมีปฏิสัมพันธ์กับคนงานของตนทุกวัน และนายทุนในเมืองก็ไม่ได้ใช้คนงานกลุ่มเดียวกันกับนายทุนในชนบท ในงานสังคมเหล่านี้ ส่วนสำคัญของการสนทนาจะวนเวียนอยู่กับคนงาน ชาวบ้านทั่วไปในหมู่บ้าน ใครน่าเชื่อถือ ใครกำลังลำบากทางการเงิน ใครอาจจะสร้างปัญหา โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ พวกเขาแบ่งกลุ่มแรงงาน แรงงานท้องถิ่น และผู้สนับสนุนในท้องถิ่นกันอย่างแท้จริง มันเป็นเหมือนกลุ่มอิทธิพลขนาดเล็ก แนว “กลุ่มอิทธิพลระดับท้องถิ่นในหมู่บ้าน” – คนเหล่านี้คือกลุ่มที่เคยเป็นแนวหน้าของการต่อต้านการปฏิวัติทั่วโลกมาโดยตลอด

แน่นอน พวกเขาไม่ได้มองว่านี่เป็นกลุ่มผู้มีอำนาจอะไร มันเป็นเพียง “วิถีชิวิต” พวกเขา ที่ถูกปลูกฝังให้เป็นเช่นนั้นอย่างลึกซึ้งจนกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในทางปฏิบัติ การประชุมเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนการแบ่งกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการของแรงงานในท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพล เป็นเครือข่ายชนชั้นนำระดับท้องถิ่นที่เงียบขรึม ไม่เป็นทางการ และมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

ผมอยู่ในจุดที่แปลกประหลาดในสภาพแวดล้อมนี้ ในฐานะคนนอกที่บังเอิญย้ายมาอยู่ที่นี่ ไม่มีทุนทรัพย์ แต่มีทุนทางสังคมมากพอที่จะสามารถเข้าออกระหว่างกลุ่มต่างๆ ได้ ผมเป็นเหมือนตัวแทนอิสระ ผู้คนพูดคุยกันอย่างเปิดเผยรอบตัวผม ไม่ใช่เพราะผมได้รับความไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง แต่เพราะผมอยู่นอกเหนือกรอบของระบบ ผมสังเกตได้ และสิ่งที่ผมสังเกตความสัมพันธ์ที่แสดงถึงความจงรักภักดีอย่างแท้จริง

คนงานไม่เพียงแต่ทำงานให้พวกนายทุนเท่านั้น แต่พวกเขามอบความรักความห่วงใยอย่างแท้จริง และก็เป็นเพราะคุณป้าเป็นห่วงเป็นใยพวกเขาอย่างแท้จริง เมื่อคุณใช้ชีวิตอยู่บนขอบเหว เมื่อค่ารักษาพยาบาลหรือท่อน้ำแตกอาจทำให้คุณตกอยู่ในจุดวิกฤต ใครสักคนที่เข้ามาช่วยเหลือคือผู้ช่วยชีวิตและผู้ปกป้องอย่างแท้จริง

ผมจำได้ว่าเคยอ่านบทกวีภาษาอังกฤษยุคกลางเรื่อง “เพียร์ส พลอว์แมน” พลอว์แมนซึ่งเป็นตัวแทนของสามัญชน แสดงออกถึงความรักอันลึกซึ้งที่มีต่อเจ้านายของเขา (ซึ่งในบทกวีนั้นก็คือพระเยซูคริสต์) ความรักของพลอว์แมนที่มีต่อเจ้านายนั้นแสดงออกมาในรูปของความกตัญญูต่อการคุ้มครอง หากปราศจากเจ้านาย ชาวนาจะต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ราวกับตกนรก นี่คือสัญญาแบบศักดินา: ธัญพืชและแรงงานแลกกับการปกป้องคุ้มครอง ชาวนามอบธัญพืชให้แก่เจ้านาย และเจ้านายก็ปกป้องชาวนาจากผู้รุกราน โจร และความอยุติธรรมภายนอกต่างๆ เมื่อมีใครสักคนปกป้องคุณจากการล่มสลาย จากความพินาศ จากภัยคุกคามที่แท้จริงของความยากจน เป็นธรรมชาติที่คุณจะรักพวกเขา พวกเขาจะกลายเป็นคนที่ห่วงใยคุณมากที่สุดในความหมายที่แท้จริง พลวัตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอังกฤษยุคกลางเท่านั้น แต่ยังคงเกิดขึ้นในชนบทของประเทศไทยในปัจจุบัน

ที่น่าสังเกตคือ ความจงรักภักดีที่แข็งแกร่งที่สุดจากคนจนต่อคนรวยนั้นไม่ได้มาจากสามัญชนที่พอมีฐานะ คนเหล่านี้มักต่อต้านมากกว่า และมักไม่พอใจกับ “ความช่วยเหลือ” ที่คนจนได้รับจากชนชั้นนายทุน นี่เป็นเพราะพวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้มากกว่า ความจงรักภักดีที่ลึกซึ้งที่สุดมาจากคนจนที่สุด ผู้ที่มีโอกาสให้พลาดน้อยที่สุด พวกเขาพึ่งพาชนชั้นนายทุนในท้องถิ่นมากที่สุด และนี่คือจุดที่ความตึงเครียดทางชนชั้นที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ระหว่างคนรวยมากกับคนจนมาก แต่ระหว่างคนค่อนข้างจนกับคนค่อนข้างรวย

สิ่งที่เราสังเกตเห็นมาทั้งหมดเกิดขึ้นในระดับหมู่บ้าน แต่โครงสร้างนี้ขยายขึ้นไปเหนือหัวด้วย คุณป้าและผองเพื่อนไม่ใช่ชนชั้นสูงที่แท้จริง พวกเขาเป็นเพียงคนที่มีที่ดินและธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ เหนือขึ้นไปเป็นชั้นของทุนเพิ่มเติม ซึ่งกระจายตัวอยู่ในเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในระดับภูมิภาค คุณจะได้พบกับศูนย์อำนาจที่แท้จริง ซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเมืองในรัฐสภาอย่างไร?

อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ โมเดลเพื่อไทยนั้นโดยพื้นฐานแล้วเป็นการทดลองของความร่วมมือระหว่างชนชั้น โดยใช้รูปแบบของเกษตรกรรมฝ่ายซ้ายประชานิยมแบบหลากหลายกลุ่ม ด้วยการกระจายความมั่งคั่งออกจากเมืองและกระจายอำนาจการตัดสินใจด้านโครงสร้างพื้นฐานไปยังระดับท้องถิ่น ดังนั้น พวกเขาจึงหลีกเลี่ยงชนชั้นนำทุนนิยมระดับภูมิภาคเหล่านั้นได้ นโยบายต่างๆ เช่น เงินกู้รายย่อยปลอดดอกเบี้ย (กองทุนหมู่บ้าน) และการโอนเงินโดยตรง (แจกเงินหมื่น) ทำให้คนทั่วไปมีแหล่งสนับสนุนทางเลือก พวกเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลุ่มอิทธิพลในหมู่บ้านสำหรับทุกเหตุฉุกเฉินอีกต่อไป เพื่อไทยทำหน้าที่ดูแลขั้นพื้นฐานเหล่านั้นแทน แต่สิ่งนี้ไม่ได้คุกคามกลุ่มอิทธิพลเหล่านั้นแต่อย่างใด เพราะพวกเขาก็ได้รับผลประโยชน์จากการกระจายความมั่งคั่งออกจากเมืองเช่นกัน ในระดับท้องถิ่น ทุกคนต่างได้รับประโยชน์

อย่างไรก็ตาม สำหรับภูมิใจไทยนั้น ข้อตกลงกลับแตกต่างออกไป การทดลองนี้เป็นการดูดซับและเสริมสร้างตำแหน่งของกลุ่มอิทธิพลในหมู่บ้าน รวมถึงกลุ่มนายทุนที่อยู่เหนือกว่าพวกเขา ผ่านการใช้หน่วยงานรัฐในการให้สัมปทาน การให้เงินใต้โต๊ะ การช่วยเหลือด้านใบอนุญาต ข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และการคุ้มครองนอกกฎหมาย รวมถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นและระบบราชการ หากมองข้อเสนอทั้งสองนี้จากมุมมองของกลุ่มอิทธิพลในหมู่บ้าน โครงการภูมิใจไทยอาจจะดีกว่าเล็กน้อย และคุณจะเผชิญกับแรงกดดันที่มากขึ้นจากกลุ่มนายทุนที่อยู่เหนือกว่าคุณให้เปลี่ยนจากเพื่อไทยมาภูมิใจไทย ส่วนกลุ่มคนที่โครงการนี้ไม่ช่วยเหลือเลยคือ “สามัญชนที่พอมีฐานะ” ที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งไม่ต้องพึ่งพาเครือข่ายอุปถัมภ์และ “เงินช่วยเหลือ” จากกลุ่มอิทธิพลในหมู่บ้าน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วนี่คือฐานเสียงที่แท้จริงของพรรคเพื่อไทย

หมายเหตุสั้นๆ เกี่ยวกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ความสัมพันธ์ในท้องถิ่นเหล่าบางครั้งก็พัฒนาไปสู่โครงสร้างที่คล้ายกับมาเฟีย ในพื้นที่ชนบท ความผิดกฎหมายแพร่หลายไปทั่ว การค้ายาค้ามนุษย์ การค้าประเวณี ข้อพิพาทเล็กๆ น้อยๆ ที่แก้ไขด้วยการใช้เงินจ้างความรุนแรง เป็นต้น

ผู้ปฏิบัติตามและบังคบใช้กฏสังคมเหล่านี้มักมาจากชนชั้นที่ยากจนที่สุด ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่แสดงความจงรักภักดีอย่างแรงกล้าต่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้าน เจ้าของแรงงานของคนเหล่านี้ ผู้ที่สั่งการของพวกเขา คือสมาชิกของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้านขึ้นไป ตำรวจมักเป็นผู้มีส่วนร่วมในระบบนี้ พวกเขาไม่ต่อต้านอาชญากรรมตราบใดที่พวกเขาได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไร และในทางกลับกัน พวกเขาแค่เพียงรักษาความสงบเรียบร้อยในระดับที่ยอมรับได้

หากคุณต้องการโกงการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น กลไกต่างๆ ก็ถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว คุณมีอำนาจเชิงสถาบันของกลุ่มอิทธิพลในหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์กับระบบราชการท้องถิ่น และคุณมีอำนาจผูกขาดด้านความรุนแรง ซึ่งกระจายอยู่ระหว่างตำรวจและผู้บังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่น สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยสามารถทำได้คือ การวางตำแหน่งตนเองและพันธมิตรไว้ในจุดสำคัญๆ ภายในเครือข่ายอุปถัมภ์เหล่านี้ ซึ่งขยายจากกลุ่มทุน 1% ชั้นนำในกรุงเทพฯ เช่น นายอนุทิน หัวหน้าพรรค ไปจนถึงกลุ่มอิทธิพลในหมู่บ้าน นี่ไม่ใช่รูปแบบการจัดตั้งองค์กรใหม่ อันที่จริงมีการวิจัยจำนวนมากในหัวข้อนี้ในภูมิภาคนี้[1][2][3] สิ่งที่ใหม่คือความเร็วในการขยายตัวของพรรคภูมิใจไทย จาก 50 ส.ส. ในปี 2019 เป็นเกือบ 200 ส.ส. ในปี 2026 (ซึ่งเป็นเสียงข้างมากอย่างสบายๆ)

แม้ว่ามันจะดูน่ารังเกียจ แต่การจะบอกว่าระบบนี้เป็นเพียงการเอารัดเอาเปรียบก็เป็นการมองที่แคบเกินไป ระบบนี้ไม่ได้ดำรงอยู่บนความมุ่งร้าย แต่กลับอาศัยความรักและความผูกพันในรูปแบบที่บิดเบี้ยว มันเพียงแต่ต้องการให้หนทางหลักในการพ้นจากความยากลำบากนั้นพึ่งพาบนความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้อื่น ซึ่งเป็นกับดัก กับดักแห่งการพึ่งพา หนี้สินที่สะสม และความภักดีในรูปแบบที่ยากจะแยกแยะออกจากความรักและความผูกพันที่แท้จริง เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย

คนในระดับล่างสุดของโครงสร้างนี้ไม่ได้ถูกหลอกลวง พวกเขาเข้าใจเงื่อนไขของความสัมพันธ์ แต่เมื่อทางเลือกอื่นคือการเฝ้ามองสมาชิกในครอบครัวทนทุกข์ทรมานโดยไม่ได้รับการรักษา หรือสูญเสียบ้าน หรือตกอยู่ในวังวนหนี้สินที่ไม่มีทางกลับคืนมา โดยทั่วไปแล้วคนเราจะไม่เลือกที่จะต่อต้าน พวกเขาจะทำงานหนัก พวกเขาจะยังคงจงรักภักดี บางคนอาจถึงขั้นมีส่วนร่วมในการโกงการเลือกตั้ง พวกเขาจะกล่าวขอบคุณ และในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาอาจคิดเช่นนั้นจริงๆ

นี่คือการเมืองในระดับหมู่บ้านอย่างแท้จริงที่เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยที่บกพร่องอย่างร้ายแรงของภูมิภาคนี้ ปัญหาของความล้มเหลวเหล่านี้มีรากฐานมาจากการแย่งแยกทางชนชั้น ไม่ใช่การถกเถียงเชิงนามธรรมเกี่ยวกับอุดมการณ์หรือนโยบาย แต่เป็นเรื่องท่อน้ำแตก หนี้สิน ทุนทางสังคม ค่ารักษาพยาบาล และเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ มันเป็นระบบที่สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ผ่านทั้งการบังคับและการดูแล และตราบใดที่การดูแลยังคงเป็นเครือข่ายความปลอดภัยที่เป็นทางเลือกเพียงอย่างเดียว ตำแหน่งของชนชั้นนำระดับสูงก็จะได้รับการคุ้มครองโดยกลุ่มผู้นำของกลุ่มผู้มีอำนาจในหมู่บ้าน

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้