เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

by | Jun 24, 2026 | Articles บทความ, ข่าวสารจากพื้นที่, ความคิดเห็น Opinion, ไทย

ผู้เขียน ไร้นาม
บรรณาธิการ Pathompong Kwangtong

นี่คือเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่ผูกร้อยไว้ด้วยแสงประดิษฐ์จากหลอดไฟเมื่อยามดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นและฟ้าที่มืด มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งสมัครใจที่จะก้าวเท้าออกจากที่พักและเดินทางมายังสนามกีฬา พวกเขาคือชุมชนผู้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งในลู่ แม้จะเป็นชุมชนเล็กๆ แต่ชุมชนชั่วคราวที่วางอยู่บนกิจกรรมการวิ่งนี้ก็ประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลายตั้งแต่นักศึกษา อาจารย์เกษียรอายุ นักวิ่ง คนเดิน และอื่นๆอีกมากมายหลากหลาย พวกเขาคือผู้ที่เข้ามาใช้งานลู่วิ่งของสนามกีฬา สนามของมหาวิทยาลัยรัฐที่เปิดให้เข้าใช้งานฟรีเฉกเช่นเดียวกับสนามกีฬาของรัฐแห่งอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งลู่วิ่งใหม่ เวลาที่เปิดให้แต่เช้า ห้องน้ำ การเข้าใช้งานฟรี และแสงไฟที่สว่างมากพอ ล้วนแต่เป็นเหตุผลที่พวกเขาเลือกมาใช้งานสนามนี้ แม้บางคนจะต้องวิ่ง (หรือเดิน) ฝ่าความมืดของทางเท้าแสนสะดวกของประเทศนี้มาก็ตาม ไฟสว่างและสนามที่เปิดไว้คือความสม่ำเสมอที่คาดหวังได้สำหรับพวกเขา (การปิดสนามกีฬาเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็จะมีการปิดประกาศล่วงหน้าด้วยกระดาษไว้ที่ประตูของสนามกีฬา)

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังก็เป็นเพียงความคาดหวังของผู้มาใช้บริการ ความสม่ำเสมอสามารถสะดุดหยุดลงได้โดยประกาศจากกระดาษบนโลกดิจิทัล เมื่ออากาศกลายเป็นพิษ มหาวิทยาลัยก็ได้ออกประกาศปิดสนามกีฬาตราบที่สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ประตูสนามถูกล็อค แสงไฟดับลง และชุมชนแบบหลวมๆ ดังกล่าวก็ปิดฉากลงไปจนกว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ออกมาจากมหาวิทยาลัย

เมื่อเหตุการณ์มีความเปลี่ยนแปลง กล่าวคือพิษคลี่คลายกลายเป็นปกติ สนามกีฬาก็กลับมาเปิด หากมหาวิทยาลัยประกาศให้สนามเปิด สนามก็พลันเปิดขึ้นได้ ความสม่ำเสมอคืนกลับสู่ชุมชนผู้สมัครใจออกกำลังกายโดยการวิ่งอีกครั้ง ทว่าบางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกลับไม่ได้เกิดซ้ำ มีสิ่งหนึ่งหายไปจากความสม่ำเสมอที่เคยมีมาตลอด นั่นคือแสงไฟ แม้รอคอยจนแสงจากดวงอาทิตย์มาเยือน แสงจากหลอดไฟที่เคยเปิดก็ยังไม่ปรากฏ ไม่เพียงแค่ไฟที่ส่องไปยังสนามเท่านั้นที่หายไป กระทั่งไฟที่ตามทางเดินก็หายไปราวกับว่าสนามแห่งนี้ยังคงปิดตายเพราะมลพิษยังคงอยู่ สัญญาณว่าสนามแห่งนี้ยังเปิดให้ บริการคือเสียงเดินค่อนข้างเงียบของเจ้าหน้าที่มาเปิดประตูท่ามกลางความมืด ความมืดที่มีแค่แสงจากเครื่องขายของอัตโนมัติและสัญญาณไฟที่ป้ายทางออก ไฟที่ไม่ปรากฏนั้นกระตุ้นให้ชุมชนที่เคยชินกับสนามที่มีไฟสว่างเกิดความสงสัยว่าเหตุใดไฟจึงต้องปิดลง สิ่งที่พวกเขารู้คือไฟปิด แต่สิ่งที่พวกเขารู้ว่ายังไม่รู้คือทำไมมันถึงต้องปิด

แน่นอนว่าบรรดาชุมชนนั้นได้รับคำตอบเบื้องต้นของความสงสัยจากกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ติดไว้ท่ามกลางความมืด ป้ายกระดาษที่แทบจะอ่านไม่ออกท่ามกลางความมืด กระดาษใบดังกล่าวระบุถึงความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงของ สถานการณ์สู้รบ ใน ตะวันออกกลางที่ผลักให้มหาวิทยาลัยต้องบริหารจัดการพลังงานอย่าง ประหยัดและ มีประสิทธิภาพตามตัวอักษรของประกาศ มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องขบประเด็น ปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์” (economic problem) [ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการเป็นสิ่งไม่จำกัด ดังนั้นจึงต้องบริหารให้คุ้มค่า] ว่าด้วยการใช้พลังงาน แนวทางหลักที่มหาวิทยาลัยประกาศโดยอาศัยอำนาจของอธิการบดีคือการลดการใช้พลังงาน เวลาการเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศที่สั้นลงและกำหนดช่วงเวลาหยุดพักรวมทั้งกำหนดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เข้าใจกันว่าประหยัดกว่าปกติ ส่งเสริม (?) ให้เกิดการใช้ระบบรถร่วมและแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อน (ที่ปกติไม่กำหนดให้สอดคล้อง?) ในกรณีของสนามกีฬา ระยะเวลาการเปิด/ปิดของสนามถูกย่นให้สั้นลง กล่าวคือสนามกีฬาจะเปิดในช่วงเย็นสั้นขึ้น สำหรับชุมชนชั่วคราว การปิดไวขึ้นในช่วงเย็นแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาเลย แต่การขบปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยกลับสร้างผลกระทบต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน นั่นคือแสงไฟที่หายไป สนามกีฬาที่เคยเปิดไฟในตอนเช้า บัดนี้ไม่เปิดอีกต่อไปแล้วภายใต้การบริหารพลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การปิดไฟอาจไม่ส่งผลอะไรกับคนบางกลุ่มที่อาศัยเพียงแสงไฟเล็กน้อยจากถนนใหญ่หน้าสนามกีฬาก็เพียงพอต่อการวิ่งในลู่ที่แทบจะไม่มีอันตรายใดๆ แต่คนบางกลุ่ม (เช่นผู้สูงวัย) มันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น ความมืดผลักให้พวกเขาต้องออกจากบ้านช้าขึ้นและต้องผ่านถนนหนทางที่เต็มไปด้วยรถมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเช้า หรือบางครั้งพวกเขาก็หายไป ชุมชนชั่วคราวของผู้สมัครใจออกกำลังกายนี้ค่อย ๆ หดเล็กลง แม้เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนในช่วงเวลาที่หนาวที่สุดของปีก่อนๆ

แม้จะมีคำอธิบายจากแผ่นกระดาษ แต่บางคนในชุมชนนั้นก็ยังไม่ แล้วใจพวกเขาต่างพยายาม คิดแทนมหาวิทยาลัยว่าทำไมไฟจึงต้องปิด บ้างก็ว่าไฟสปอร์ตไลท์กินไฟมาก มหาวิทยาลัยจึงประหยัด บ้างก็มองว่าทำไมจึงไม่ลดเวลาการเปิดไฟสปอร์ตไลท์แทนที่จะปิดไปเสียหมด ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามคิดแทนหรือทำความเข้าใจการกระทำของมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ แต่สิ่งที่พวกเขาบางคนไม่อาจเข้าใจได้เลยก็ยังคงอยู่ นั่นคือทำไมไฟที่มีคนใช้งานจึงปิด แต่ไฟที่ไม่มีคนใช้จึงเปิด ในขณะที่พวกเขาวิ่งอยู่ พวกเขาก็เห็นรัศมีของแสงที่ส่องมายังลู่วิ่งอันมืดมนที่พวกเขากำลังใช้งาน แสงนั้นคือแสงของเสาไฟประดับถนน แต่ความน่าสนใจคือถนนดังกล่าวไม่ใช่ถนนที่รถสัญจรไปมา หากแต่เป็นถนนที่ยังไม่แม้แต่จะเปิดใช้งาน เป็นเวลาหลายสิบวันที่ไฟของถนนเปิดโดยแทบจะไม่มีรถขับผ่านในช่วงเวลาก่อนย่ำรุ่ง ความไม่อาจทำความเข้าใจนี้ได้กระตุ้นให้คนในชุมชนนี้บางคนทดลองการ คิดแทนนี้นอกชุมชนเล็กๆ ช่วงเช้านี้ สิ่งที่เขาค้นพบคือความสมเหตุสมผลของการกระทำ การเลือกปิดไฟของมหาวิทยาลัยถูกอธิบายโดยคนอื่นว่ามันวางอยู่บนเหตุผลแบบการจัดลำดับความสำคัญ (priority-driven rationale) การจัดลำดับความสำคัญดังกล่าววางอยู่บนการรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมหาวิทยาลัย หรือกล่าวอีกแบบว่า เหตุผลเบื้องหลังการกระทำของมหาวิทยาลัยคือการจัดหาสิ่งที่ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ สำหรับคน (หรือกลุ่มคน) ที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ เมื่อชุมชนที่เข้าไปใช้งานสนามกีฬาตอนเช้าไม่ใช่คนที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบหลัก (ส่วนมากไม่ใช่นักศึกษา (และส่วนมากก็ไม่ จ่ายเงินให้แก่มหาวิทยาลัย (กาฝากหรือปรสิต))) มหาวิทยาลัยก็ต้องบริหารและจัดการพลังงานไปใช้กับส่วนอื่น ส่วนที่ มีความเป็นไปได้ที่คนสำคัญกลุ่มอื่นจะต้องใช้ เช่น ถนนของทั้งมหาวิทยาลัย เสาไฟบนอ่างเก็บน้ำ หมู่ตึกสำหรับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยที่ประดับประดาไปด้วยไฟบนตัวอาคารและพื้นดินรายล้อมซึ่งยิงไฟเพื่อขับความโดดเด่นของตัวอาคารอันสวยงามให้ประจักษ์แก่ผู้คนที่ผ่านทาง หรือแม้แต่การเปิดไฟของสนามกีฬาตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้ายามเย็น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความพยายามคิดแทนของชุมชนหรือเหตุผลแบบการจัดลำดับความสำคัญที่ดูสมเหตุสมผลก็ล้วนแต่เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจการตัดสินใจอันเรียบง่ายของมหาวิทยาลัย ความพยายามเหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับการพยายามหาความหมายให้แก่การตัดสินใจที่มากจากที่อันแสนไกล นั่นคือการแก้ปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์อันเป็นเรื่องเฉพาะของผู้บริหาร มีแค่ผู้บริหารเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมวิกฤติพลังงานจึงสมควรแก้ไขด้วยการลดการใช้พลังงานในสถานที่ซึ่งมีผู้ใช้งาน แต่คงระดับการใช้พลังงานในที่อื่นๆ ไว้เช่นเดิม ปลายทางของเส้นทางวกวนของความพยายามทำความเข้าใจได้พาชุมชนที่อยู่นอกวงของผู้บริหารนี้กลับมายังจุดตั้งต้น นั่นคือพวกเขารู้ว่าไฟปิดและไม่รู้ว่าทำไมมันจึงต้องปิด แต่จุดตั้งต้นนี้ต่างออกไปเพราะพวกเขามีสิ่งที่รู้เพิ่มเติม พวกเขารู้แล้วว่าพวกเขาไม่รู้ว่าทำไมมหาวิทยาลัย (และผู้บริหาร) จึงเลือกที่จะเปิดไฟในที่หนึ่งและปิดไฟในที่หนึ่ง หรือกล่าวอีกแบบว่า แม้จะมีเหตุผลที่ดูสมเหตุสมผลมากมายเพียงใด แต่สิ่งที่ผู้คนนอกวงอำนาจการบริหารไม่อาจเข้าใจได้เลยคือเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเลือกของมหาวิทยาลัย การเลือกที่ปรากฏออกมาเป็นการปฏิบัติการณ์รูปธรรมที่เต็มไปด้วยความขัดกันเอง

ความผิดปกติที่แทรกสอดเข้ามาในความสม่ำเสมอและหนทางอันวกวนของความพยายามคิดแทนผู้บริหารและมหาวิทยาลัยเผยให้เราเห็นถึงสิ่งที่ดำเนินอยู่ ณ ใจกลางของการเลือกเปิดหรือปิดไฟ ความสมเหตุสมผลเป็นภาระของผู้ที่อยู่ นอกอำนาจการตัดสินใจเสมอ บรรดาคนนอกอำนาจเหล่านี้ทุ่มสรรพความคิด ถกเถียงกันไปมาหาเหตุผลเบื้องหลังการเลือกของผู้บริหารมหาวิทยลัย แต่การเลือกนั้นกลับไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลยกับความพยายามเข้าใจหรือคิดแทนผู้บริหาร บรรดาผู้บริหารที่ยึดกุมตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจ ตำแหน่งที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเหนือและในนามของใครก็ตามที่พวกเขาอ้างว่า ต้องรับผิดชอบหรือ รับใช้หรือ เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเราอาจเรียกการตัดสินใจแบบนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า อำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียว หรือเราอาจเรียกด้วยภาษาที่ดูน่ารักกว่านั้นว่า การตัดสินใจจากเหตุผลเชิงการบริหารจัดการ (administrative rationale) อำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียวสถาปนาความสมเหตุสมผลเสมอ พวกเขาผู้ใช้อำนาจนี้มีเหตุผลเป็นพะเรอเกวียนสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจใดๆ ก็ตาม ใครเล่าจะ รู้เหตุผลของการกระทำได้ดีกว่าพวกเขาที่เป็นผู้เข้าถึงข้อเท็จจริงทุกอย่างอยู่ตลอด และใครเล่าจะ รู้ดีกว่าพวกเขาว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำหรืออะไรดีและอะไรไม่ดีสำหรับคนที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ (นักศึกษาปัจจุบัน/เก่า/อนาคต พนักงานของมหาวิทยาลัย ผู้ใช้งานบัณฑิต หน่วยงานที่ให้เงิน รัฐ ฯลฯ) หรือกล่าวในกรณีของไฟสนามกีฬา ใครเล่าจะรู้ดีกว่ามหาวิทยาลัยว่าจะต้องบริหารไฟอย่างไรในสถานการณ์ สู้รบเพื่อให้ก่อประโยชน์ต่อลำดับชั้นความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กล่าวอย่างง่าย สิ่งที่ผลักดันการเลือกของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เหตุผลที่พวกเราหรือชุมชนผู้สมัครใจวิ่งรู้ว่าเราไม่อาจรู้ หากแต่เป็นอำนาจฝ่ายเดียวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผลของผู้ที่อยู่นอกตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจ หรือกล่าวอีกแบบ การตัดสินใจนั้นคือสิ่งที่พวกเราไม่อาจรู้ได้จริงๆ ว่ามันคืออะไร

การเผยตัวของสถานะของสิ่งที่ไม่มีทางรู้นั้นสะท้อนรูปแบบเชิงอำนาจที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งความพยายามเข้าใจการเลือกของมหาวิทยาลัยและการตัดสินใจจากมหาวิทยาลัย รูปแบบเชิงอำนาจนั้นเป็นสิ่งเรียบง่าย อำนาจในมหาวิทยาลัยคือการตัดสินใจโดยไม่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมใดๆ จากสิ่งที่พวกเขาอ้างว่ารับผิดชอบ มหาวิทยาลัยถือครองอำนาจชี้ขาดในขั้นสุดท้ายเหนือเขตอำนาจของพวกเขา เสียงร้องเรียนหรือความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉาก หรือกระทั่งอาภรณ์สวยสดงดงาม และบ่อยครั้งถูกผนวกเข้ามาเพียงเพื่อให้การตัดสินใจฝ่ายเดียวที่กระทำลงไปแล้วนั้น ดำเนินการต่อไปได้อย่างเรียบร้อย อำนาจชี้ขาดในขั้นสุดท้ายนี้ปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อมหาวิทยาลัยใช้ความรุนแรงหรือความเป็นได้ของความรุนแรงนั้นเพื่อคงรักษาคำสั่งของพวกเขาไว้ ความรุนแรงในรูปแบบมนุษย์ปรากฏขึ้นในฐานะการรักษาความปลอดภัยและอุปกรณ์กีดกันประเภทต่างๆ ที่ถูกติดตั้งตามแต่การติดสินใจฝ่ายเดียวของมหาวิทยาลัย ทางลาดใดจะมีขึ้นหรือถูกปิดก็ด้วยการตัดสินใจของมหาวิทยาลัย การเปิดหรือปิดสนามกีฬาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับภัยพิบัติในความเป็นจริง หากแต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่ทำไว้ล่วงหน้าในรูปแบบกฎเกณฑ์ในประกาศของมหาวิทยาลัย หากใครย่างเท้าเข้าไปใช้สนามก่อนการอนุญาต บรรดาความรุนแรงในรูปแบบมนุษย์ก็พร้อมจะปรากฏตัวและ เชิญพวกคุณออกไป และในแง่นี้ ทั้งความเป็นไปได้ของความรุนแรงที่พร้อมจะปรากฏตัวหรือการใช้ความรุนแรงจากมหาวิทยาลัย (อำนาจซึ่งได้รับการหนุนหลังจากรัฐ) ต่างก็เป็นใจกลางของรูปแบบเชิงอำนาจในมหาวิทยาลัย

ความสมเหตุสมผลที่พวกเราไม่อาจค้นพบได้ในการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยไม่ใช่ข้อบกพร่อง หากแต่เป็นคุณลักษณะแบบหนึ่งที่สืบเนื่องจากรูปแบบเชิงอำนาจที่ริบเอาการมีส่วนร่วมของผู้คนที่อยู่นอกวงของการบริหารมหาวิทยาลัยและถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดให้อยู่แค่ในมือของบรรดาผู้บริหาร กลุ่มคนผู้ซึ่งมีองค์ความรู้มากเสียยิ่งกว่าคนที่พวกเขาอ้างว่าจะรับผิดชอบ หรือกล่าวอีกแบบ ความไร้สาระในการกระทำต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเรายังไม่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ แต่ตัวความไร้สาระเองนั่นแหละที่เป็นรูปแบบการบริหารอำนาจของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยตัดสินใจใช้อำนาจโดยโยกย้ายความไร้สาระให้กลายเป็นเป็นภาระของผู้ที่สงสัยและอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจหรืออำนาจ ความไร้สาระแทบไม่เคยเป็นภาระของผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเพราะตำแหน่งแห่งที่เชิงอำนาจของพวกเขานั่นแหละที่พร้อมจะเข้าหนุนเสริมเป็นความสมเหตุสมผลภายหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวที่เต็มไปด้วยอำนาจดิบ

ภายใต้รูปแบบของอำนาจในมหาวิทยาลัยดังที่กล่าวไป การปรากฏตัวของคำที่บ่งชี้ถึงการรับฟังความเห็นคนอื่นนอกผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจึงมีความหมายเปลี่ยนไป ทั้งผู้บริโภค ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย(ง)ต่างแสดงให้เห็นถึงเสียงที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องรับฟังเพื่อประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัย แต่ประเด็นสำคัญคือคำสรรพนามเหล่านั้นล้วนแต่ดำรงอยู่ในตำแหน่งของการส่งเสียงที่ต้องอาศัยการหันมาฟังของผู้บริหาร เสียงนั้นจะเข้าไปมีส่วนแชร์อำนาจการตัดสินใจก็ต่อเมื่อโครงสร้างยอมที่จะนำเสียงเหล่านั้นไปใช้งาน ตราบใดที่รูปแบบอำนาจยังดำเนินไปแบบเดิม พวกเขา (เสียงที่ดูสำคัญต่อการทำงานของมหาวิทยาลัย) ก็ต้องรอคอยความกรุณาจากอำนาจเท่านั้น แม้ความกรุณาเหล่านี้จะต้อนรับเสียงพวกนั้นด้วยถ้อยคำที่สื่อถึงการเอาใจใส่ต่อพวกเขามากเพียงใด แต่หากรูปแบบของอำนาจยังคงตัดการมีส่วนร่วมออกไปแล้ว ในทางปฏิบัติ ก็ต้องดำเนินไปตามความกรุณาจากผู้มีอำนาจหรือผู้สามารถเข้าถึงอำนาจได้เท่านั้นเอง

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้น อาจพอเสาะหาคาดเดาเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด ปฏิเสธการดำรงอยู่ของอำนาจนั้นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ หรือกล่าวในอีกแบบ ตราบใดที่ความพยายามถูกทุ่มเทลงไปในกรอบที่ตั้งไว้โดยอำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียว ความพยายามนั้นก็จะวิ่งวนอยู่ในกรอบที่อำนาจขีดไว้ แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญหน้ากับความจริงอันปราศจากความหมายในตัวเองของอำนาจที่ไม่เคยแบ่งปันแก่ผู้อื่น พวกเขาก็จะสามารถตั้งคำถาม กดดัน หรือแม้แต่เรียกร้องต่ออำนาจนั้นโดยไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปพึ่งพากรอบที่อำนาจเคยได้ตัดสินใจไว้ก่อนแล้วภายใต้สิ่งที่เรียกว่าเหตุผลเชิงการบริหารจัดการ พวกเขาไม่จำเป็นต้องไล่ตามหาว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่สำคัญต่อมหาวิทยาลัย หรือเหตุใดพวกเขาจึงสำคัญน้อยกว่าอะไรก็ตามที่เดินผ่านหมู่ตึกอาคารผู้บริหารยามค่ำคืน แต่พวกเขาสามารถข้ามไปถามว่าเหตุใดการตัดสินใจเปิดหรือปิดไฟของมหาวิทยาลัยรัฐจึงต้องอยู่ในมือและเหตุผลลึกลับของคนแค่กลุ่มเดียว กลุ่มคนที่ไม่แม้แต่จะต้องใช้งานไฟบางดวงที่พวกเขาสั่งปิดด้วยซ้ำ

ช่องแคบฮอร์มุซ ประตูสู่ทะเลใหญ่

ช่องแคบฮอร์มุซ ประตูสู่ทะเลใหญ่

สำหรับหลายประเทศยากจน สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากหลายทศวรรษของการปรับโครงสร้างแบบเสรีนิยมใหม่และวงจรการรัดเข็มขัดหนี้สิน ในขณะที่สงครามคุกคามที่จะทำให้หลายประเทศเหล่านี้ล่มสลาย จึงจำเป็นต้องมีการตอบสนองระหว่างประเทศที่ประสานงานกัน

ต่อต้านสงครามอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ต่อต้านสงครามอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

จิตวิญญาณของมนุษย์นั้นแข็งแกร่งเกินกว่าจะถูกทำลายโดยผู้ทรมาน และจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านโลกที่ประวัติศาสตร์แห่งสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเรา

เซเนกัลอยู่บนขอบเหวแห่งการล่มสลาย

เซเนกัลอยู่บนขอบเหวแห่งการล่มสลาย

เซเนกัลซึ่งแบกรับภาระจากลัทธิล่าอาณานิคมใหม่และการทุจริตมานานหลายทศวรรษ กำลังเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกซึ่งประเทศต่างๆ ในซีกโลกใต้ต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือ จะพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้อย่างไรภายใต้ภาระหนี้สินมหาศาล

คิวบาไม่หวาดกลัว

คิวบาไม่หวาดกลัว

มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ แต่มีพวกเราอีกมากมายที่สนับสนุนการปฏิวัติ และเราไม่หวาดกลัว

ฝ่ายขวาจัดประกาศสงครามกับผู้หญิง

ฝ่ายขวาจัดประกาศสงครามกับผู้หญิง

แทนที่จะให้ความสำคัญกับปัญหาความรุนแรงและความเหลื่อมล้ำที่กระทบต่อผู้หญิงในสังคมปิตาธิปไตย ฝ่ายขวาจัดกลับมองขบวนการสตรีนิยมและความหลากหลายทางเพศว่าเป็นศัตรูหลักที่ต้องกำจัด

หมู่บ้านละเอปสตีน

หมู่บ้านละเอปสตีน

คุณปู่ของคุณอายุเท่าไหร่ตอนที่แต่งงานกับคุณย่าของคุณ? การแต่งงานครั้งนั้นเป็นการจัดขึ้นอย่างไร? คุณย่ารู้สึกอย่างไรในคืนนั้น? แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้หมายถึงคุณย่าทุกคน บางทีคุณปู่ของคุณอาจจะเป็นส่วนที่ “โอเค” คนหนึ่ง แต่เมื่อคุณอ่านเรื่องราวที่น่าสยดสยองเกี่ยวกับ...

ชาวส้ม

ชาวส้ม

นับตั้งแต่ปี 2562 รูปแบบทางการเมืองใหม่ได้ปรากฏขึ้น ซึ่งเลียนแบบการต่อสู้ของสีเดิม จากเดิมที่เป็นการต่อสู้ระหว่างแดงกับเหลือง ได้เปลี่ยนไปเป็นแดงกับส้ม อย่างไรก็ตาม ในแง่มุมที่แปลกประหลาด การเปลี่ยนแปลงนี้กลับถูกตีความโดยคนภายนอกและผู้ที่เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยว่าเป็นความพลิกผันทางการเมืองนับตั้งแต่พรรคแดงได้กลับมาครองรัฐสภาอีกครั้งหลังการเลือกตั้งปี 2566

อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถชนะสงครามอิหร่าน

อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาไม่สามารถชนะสงครามอิหร่าน

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลละเมิดอธิปไตยโจมตีอิหร่านอีกครั้ง สังหารพลเรือนอิหร่านจำนวนมาก สหรัฐฯ กล่าวอ้างว่าอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่ไม่มีอยู่จริง จนกลายเป็นความโหดร้ายซ้ำรอยประธานาธิบดี บุช บุกอิรัก ค.ศ. 2003

Each Village Its Own Epstein

Each Village Its Own Epstein

The revelations of the Epstein Network has provided an insight into how these elite networks of sexual abusers function. While this may come as a shock to the respectable journalist/ commentariat class, the existence and prevalence of such networks have been long known by generations of poor women of Southeast Asia, a people who have been fetishised, captured, trafficked and commodified for centuries. In this sense, The Epstein revelations reveal nothing new to us. These networks are not unique to the international elite, the crimes of class society are synchronous, there is an Epstein in Singapore, there is an Epstein in Bangkok, an Epstein in Kalasin, an Epstein in Surat Thani and they are persistent and entrenched at the hyper local level

สำนึกร่วมแบบนายทุน: ทุนนิยมกินรวบ, อำนาจทางชนชั้น และมหาวิทยาลัยมวลชน, 1890-2025

สำนึกร่วมแบบนายทุน: ทุนนิยมกินรวบ, อำนาจทางชนชั้น และมหาวิทยาลัยมวลชน, 1890-2025

ภายใต้การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ เจ้านายรื้อถอนทักษะของแรงงาน และค้นหาวิธีการคงรักษางานที่ใช้ความรู้เอาไว้เพื่อจัดการการผลิตขึ้นมาใหม่ และเพิ่มพูนอัตราของมูลค่าส่วนเกิน. ในโรงงานความรู้ ปัญญาชนก็ถูกถอนทักษะเช่นกัน:พวกเขาแค่ไม่ตระหนักถึงมันก็เท่านั้น. พวกเขาเชื่อตลอดว่าความเชี่ยวชาญและ “การกลายเป็นเฉพาะทาง” คือการเพิ่มพูนทักษะทั้งที่ความเป็นจริงคือสิ่งตรงกันข้าม. นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนักวิชาการจำนวนมากสามารถดูฉลาดเมื่อพูดถึงเรื่องเฉพาะ แต่แสนจะโง่งมเมื่อพูดถึงสิ่งอื่นนอกจากนั้น.

เงินชดเชย – ความยุติธรรมที่ยังคงรอคอย

เงินชดเชย – ความยุติธรรมที่ยังคงรอคอย

ตลอดหลายร้อยปีที่ชาติตะวันตกล่าอาณานิคมและปล้นชิงทรัพยากร แรงงาน และทรัพย์สมบัติประเทศซีกโลกใต้นั้น พวกเราไม่เคยได้รับความยุติธรรมหรือค่าชดเชยที่เราสมควรได้รับเลย

ลูกระเบิดที่ขัดเงากระดูกซากศพ

ลูกระเบิดที่ขัดเงากระดูกซากศพ

บทคัดย่อเว็บไซต์: หลังสนธิสัญญา New START หมดอายุลง ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา และการถอนตัวออกจากข้อตกลงควบคุมอาวุธต่าง ๆ เสี่ยงให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ที่จะทำลายล้างโลกมากยิ่งขึ้น