ผู้เขียน ไร้นาม
บรรณาธิการ Pathompong Kwangtong
นี่คือเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่ผูกร้อยไว้ด้วยแสงประดิษฐ์จากหลอดไฟเมื่อยามดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นและฟ้าที่มืด มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งสมัครใจที่จะก้าวเท้าออกจากที่พักและเดินทางมายังสนามกีฬา พวกเขาคือชุมชนผู้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งในลู่ แม้จะเป็นชุมชนเล็กๆ แต่ชุมชนชั่วคราวที่วางอยู่บนกิจกรรมการวิ่งนี้ก็ประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลายตั้งแต่นักศึกษา อาจารย์เกษียรอายุ นักวิ่ง คนเดิน และอื่นๆอีกมากมายหลากหลาย พวกเขาคือผู้ที่เข้ามาใช้งานลู่วิ่งของสนามกีฬา สนามของมหาวิทยาลัยรัฐที่เปิดให้เข้าใช้งานฟรีเฉกเช่นเดียวกับสนามกีฬาของรัฐแห่งอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งลู่วิ่งใหม่ เวลาที่เปิดให้แต่เช้า ห้องน้ำ การเข้าใช้งานฟรี และแสงไฟที่สว่างมากพอ ล้วนแต่เป็นเหตุผลที่พวกเขาเลือกมาใช้งานสนามนี้ แม้บางคนจะต้องวิ่ง (หรือเดิน) ฝ่าความมืดของทางเท้าแสนสะดวกของประเทศนี้มาก็ตาม ไฟสว่างและสนามที่เปิดไว้คือความสม่ำเสมอที่คาดหวังได้สำหรับพวกเขา (การปิดสนามกีฬาเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็จะมีการปิดประกาศล่วงหน้าด้วยกระดาษไว้ที่ประตูของสนามกีฬา)
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังก็เป็นเพียงความคาดหวังของผู้มาใช้บริการ ความสม่ำเสมอสามารถสะดุดหยุดลงได้โดยประกาศจากกระดาษบนโลกดิจิทัล เมื่ออากาศกลายเป็นพิษ มหาวิทยาลัยก็ได้ออกประกาศปิดสนามกีฬาตราบที่สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ประตูสนามถูกล็อค แสงไฟดับลง และชุมชนแบบหลวมๆ ดังกล่าวก็ปิดฉากลงไปจนกว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ออกมาจากมหาวิทยาลัย
เมื่อเหตุการณ์มีความเปลี่ยนแปลง กล่าวคือพิษคลี่คลายกลายเป็นปกติ สนามกีฬาก็กลับมาเปิด หากมหาวิทยาลัยประกาศให้สนามเปิด สนามก็พลันเปิดขึ้นได้ ความสม่ำเสมอคืนกลับสู่ชุมชนผู้สมัครใจออกกำลังกายโดยการวิ่งอีกครั้ง ทว่าบางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกลับไม่ได้เกิดซ้ำ มีสิ่งหนึ่งหายไปจากความสม่ำเสมอที่เคยมีมาตลอด นั่นคือแสงไฟ แม้รอคอยจนแสงจากดวงอาทิตย์มาเยือน แสงจากหลอดไฟที่เคยเปิดก็ยังไม่ปรากฏ ไม่เพียงแค่ไฟที่ส่องไปยังสนามเท่านั้นที่หายไป กระทั่งไฟที่ตามทางเดินก็หายไปราวกับว่าสนามแห่งนี้ยังคงปิดตายเพราะมลพิษยังคงอยู่ สัญญาณว่าสนามแห่งนี้ยังเปิดให้ “บริการ” คือเสียงเดินค่อนข้างเงียบของเจ้าหน้าที่มาเปิดประตูท่ามกลางความมืด ความมืดที่มีแค่แสงจากเครื่องขายของอัตโนมัติและสัญญาณไฟที่ป้ายทางออก ไฟที่ไม่ปรากฏนั้นกระตุ้นให้ชุมชนที่เคยชินกับสนามที่มีไฟสว่างเกิดความสงสัยว่าเหตุใดไฟจึงต้องปิดลง สิ่งที่พวกเขารู้คือไฟปิด แต่สิ่งที่พวกเขารู้ว่ายังไม่รู้คือทำไมมันถึงต้องปิด
แน่นอนว่าบรรดาชุมชนนั้นได้รับคำตอบเบื้องต้นของความสงสัยจากกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ติดไว้ท่ามกลางความมืด ป้ายกระดาษที่แทบจะอ่านไม่ออกท่ามกลางความมืด กระดาษใบดังกล่าวระบุถึงความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงของ “สถานการณ์สู้รบ“ ใน “ตะวันออกกลาง” ที่ผลักให้มหาวิทยาลัยต้องบริหารจัดการพลังงานอย่าง “ประหยัด” และ “มีประสิทธิภาพ” ตามตัวอักษรของประกาศ มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องขบประเด็น “ปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์” (economic problem) [ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการเป็นสิ่งไม่จำกัด ดังนั้นจึงต้องบริหารให้คุ้มค่า] ว่าด้วยการใช้พลังงาน แนวทางหลักที่มหาวิทยาลัยประกาศโดยอาศัยอำนาจของอธิการบดีคือการลดการใช้พลังงาน เวลาการเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศที่สั้นลงและกำหนดช่วงเวลาหยุดพักรวมทั้งกำหนดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เข้าใจกันว่าประหยัดกว่าปกติ ส่งเสริม (?) ให้เกิดการใช้ระบบรถร่วมและแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อน (ที่ปกติไม่กำหนดให้สอดคล้อง?) ในกรณีของสนามกีฬา ระยะเวลาการเปิด/ปิดของสนามถูกย่นให้สั้นลง กล่าวคือสนามกีฬาจะเปิดในช่วงเย็นสั้นขึ้น สำหรับชุมชนชั่วคราว การปิดไวขึ้นในช่วงเย็นแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาเลย แต่การขบปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยกลับสร้างผลกระทบต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน นั่นคือแสงไฟที่หายไป สนามกีฬาที่เคยเปิดไฟในตอนเช้า บัดนี้ไม่เปิดอีกต่อไปแล้วภายใต้การบริหารพลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การปิดไฟอาจไม่ส่งผลอะไรกับคนบางกลุ่มที่อาศัยเพียงแสงไฟเล็กน้อยจากถนนใหญ่หน้าสนามกีฬาก็เพียงพอต่อการวิ่งในลู่ที่แทบจะไม่มีอันตรายใดๆ แต่คนบางกลุ่ม (เช่นผู้สูงวัย) มันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น ความมืดผลักให้พวกเขาต้องออกจากบ้านช้าขึ้นและต้องผ่านถนนหนทางที่เต็มไปด้วยรถมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเช้า หรือบางครั้งพวกเขาก็หายไป ชุมชนชั่วคราวของผู้สมัครใจออกกำลังกายนี้ค่อย ๆ หดเล็กลง แม้เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนในช่วงเวลาที่หนาวที่สุดของปีก่อนๆ
แม้จะมีคำอธิบายจากแผ่นกระดาษ แต่บางคนในชุมชนนั้นก็ยังไม่ “แล้วใจ” พวกเขาต่างพยายาม “คิดแทน” มหาวิทยาลัยว่าทำไมไฟจึงต้องปิด บ้างก็ว่าไฟสปอร์ตไลท์กินไฟมาก มหาวิทยาลัยจึงประหยัด บ้างก็มองว่าทำไมจึงไม่ลดเวลาการเปิดไฟสปอร์ตไลท์แทนที่จะปิดไปเสียหมด ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามคิดแทนหรือทำความเข้าใจการกระทำของมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ แต่สิ่งที่พวกเขาบางคนไม่อาจเข้าใจได้เลยก็ยังคงอยู่ นั่นคือทำไมไฟที่มีคนใช้งานจึงปิด แต่ไฟที่ไม่มีคนใช้จึงเปิด ในขณะที่พวกเขาวิ่งอยู่ พวกเขาก็เห็นรัศมีของแสงที่ส่องมายังลู่วิ่งอันมืดมนที่พวกเขากำลังใช้งาน แสงนั้นคือแสงของเสาไฟประดับถนน แต่ความน่าสนใจคือถนนดังกล่าวไม่ใช่ถนนที่รถสัญจรไปมา หากแต่เป็นถนนที่ยังไม่แม้แต่จะเปิดใช้งาน เป็นเวลาหลายสิบวันที่ไฟของถนนเปิดโดยแทบจะไม่มีรถขับผ่านในช่วงเวลาก่อนย่ำรุ่ง ความไม่อาจทำความเข้าใจนี้ได้กระตุ้นให้คนในชุมชนนี้บางคนทดลองการ “คิดแทน” นี้นอกชุมชนเล็กๆ ช่วงเช้านี้ สิ่งที่เขาค้นพบคือความสมเหตุสมผลของการกระทำ การเลือกปิดไฟของมหาวิทยาลัยถูกอธิบายโดยคนอื่นว่ามันวางอยู่บนเหตุผลแบบการจัดลำดับความสำคัญ (priority-driven rationale) การจัดลำดับความสำคัญดังกล่าววางอยู่บนการรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมหาวิทยาลัย หรือกล่าวอีกแบบว่า เหตุผลเบื้องหลังการกระทำของมหาวิทยาลัยคือการจัดหาสิ่งที่ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ สำหรับคน (หรือกลุ่มคน) ที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ เมื่อชุมชนที่เข้าไปใช้งานสนามกีฬาตอนเช้าไม่ใช่คนที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบหลัก (ส่วนมากไม่ใช่นักศึกษา (และส่วนมากก็ไม่ “จ่าย” เงินให้แก่มหาวิทยาลัย (กาฝากหรือปรสิต))) มหาวิทยาลัยก็ต้องบริหารและจัดการพลังงานไปใช้กับส่วนอื่น ส่วนที่ “มีความเป็นไปได้” ที่คนสำคัญกลุ่มอื่นจะต้องใช้ เช่น ถนนของทั้งมหาวิทยาลัย เสาไฟบนอ่างเก็บน้ำ หมู่ตึกสำหรับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยที่ประดับประดาไปด้วยไฟบนตัวอาคารและพื้นดินรายล้อมซึ่งยิงไฟเพื่อขับความโดดเด่นของตัวอาคารอันสวยงามให้ประจักษ์แก่ผู้คนที่ผ่านทาง หรือแม้แต่การเปิดไฟของสนามกีฬาตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้ายามเย็น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความพยายามคิดแทนของชุมชนหรือเหตุผลแบบการจัดลำดับความสำคัญที่ดูสมเหตุสมผลก็ล้วนแต่เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจการตัดสินใจอันเรียบง่ายของมหาวิทยาลัย ความพยายามเหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับการพยายามหาความหมายให้แก่การตัดสินใจที่มากจากที่อันแสนไกล นั่นคือการแก้ปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์อันเป็นเรื่องเฉพาะของผู้บริหาร มีแค่ผู้บริหารเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมวิกฤติพลังงานจึงสมควรแก้ไขด้วยการลดการใช้พลังงานในสถานที่ซึ่งมีผู้ใช้งาน แต่คงระดับการใช้พลังงานในที่อื่นๆ ไว้เช่นเดิม ปลายทางของเส้นทางวกวนของความพยายามทำความเข้าใจได้พาชุมชนที่อยู่นอกวงของผู้บริหารนี้กลับมายังจุดตั้งต้น นั่นคือพวกเขารู้ว่าไฟปิดและไม่รู้ว่าทำไมมันจึงต้องปิด แต่จุดตั้งต้นนี้ต่างออกไปเพราะพวกเขามีสิ่งที่รู้เพิ่มเติม พวกเขารู้แล้วว่าพวกเขาไม่รู้ว่าทำไมมหาวิทยาลัย (และผู้บริหาร) จึงเลือกที่จะเปิดไฟในที่หนึ่งและปิดไฟในที่หนึ่ง หรือกล่าวอีกแบบว่า แม้จะมีเหตุผลที่ดูสมเหตุสมผลมากมายเพียงใด แต่สิ่งที่ผู้คนนอกวงอำนาจการบริหารไม่อาจเข้าใจได้เลยคือเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเลือกของมหาวิทยาลัย การเลือกที่ปรากฏออกมาเป็นการปฏิบัติการณ์รูปธรรมที่เต็มไปด้วยความขัดกันเอง
ความผิดปกติที่แทรกสอดเข้ามาในความสม่ำเสมอและหนทางอันวกวนของความพยายามคิดแทนผู้บริหารและมหาวิทยาลัยเผยให้เราเห็นถึงสิ่งที่ดำเนินอยู่ ณ ใจกลางของการเลือกเปิดหรือปิดไฟ ความสมเหตุสมผลเป็นภาระของผู้ที่อยู่ “นอก” อำนาจการตัดสินใจเสมอ บรรดาคนนอกอำนาจเหล่านี้ทุ่มสรรพความคิด ถกเถียงกันไปมาหาเหตุผลเบื้องหลังการเลือกของผู้บริหารมหาวิทยลัย แต่การเลือกนั้นกลับไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลยกับความพยายามเข้าใจหรือคิดแทนผู้บริหาร บรรดาผู้บริหารที่ยึดกุมตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจ ตำแหน่งที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเหนือและในนามของใครก็ตามที่พวกเขาอ้างว่า “ต้องรับผิดชอบ” หรือ “รับใช้” หรือ “เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” เราอาจเรียกการตัดสินใจแบบนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า อำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียว หรือเราอาจเรียกด้วยภาษาที่ดูน่ารักกว่านั้นว่า การตัดสินใจจากเหตุผลเชิงการบริหารจัดการ (administrative rationale) อำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียวสถาปนาความสมเหตุสมผลเสมอ พวกเขาผู้ใช้อำนาจนี้มีเหตุผลเป็นพะเรอเกวียนสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจใดๆ ก็ตาม ใครเล่าจะ “รู้” เหตุผลของการกระทำได้ดีกว่าพวกเขาที่เป็นผู้เข้าถึงข้อเท็จจริงทุกอย่างอยู่ตลอด และใครเล่าจะ “รู้” ดีกว่าพวกเขาว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำหรืออะไรดีและอะไรไม่ดีสำหรับคนที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ (นักศึกษาปัจจุบัน/เก่า/อนาคต พนักงานของมหาวิทยาลัย ผู้ใช้งานบัณฑิต หน่วยงานที่ให้เงิน รัฐ ฯลฯ) หรือกล่าวในกรณีของไฟสนามกีฬา ใครเล่าจะรู้ดีกว่ามหาวิทยาลัยว่าจะต้องบริหารไฟอย่างไรในสถานการณ์ “สู้รบ” เพื่อให้ก่อประโยชน์ต่อลำดับชั้นความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กล่าวอย่างง่าย สิ่งที่ผลักดันการเลือกของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เหตุผลที่พวกเราหรือชุมชนผู้สมัครใจวิ่งรู้ว่าเราไม่อาจรู้ หากแต่เป็นอำนาจฝ่ายเดียวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผลของผู้ที่อยู่นอกตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจ หรือกล่าวอีกแบบ การตัดสินใจนั้นคือสิ่งที่พวกเราไม่อาจรู้ได้จริงๆ ว่ามันคืออะไร
การเผยตัวของสถานะของสิ่งที่ไม่มีทางรู้นั้นสะท้อนรูปแบบเชิงอำนาจที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งความพยายามเข้าใจการเลือกของมหาวิทยาลัยและการตัดสินใจจากมหาวิทยาลัย รูปแบบเชิงอำนาจนั้นเป็นสิ่งเรียบง่าย อำนาจในมหาวิทยาลัยคือการตัดสินใจโดยไม่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมใดๆ จากสิ่งที่พวกเขาอ้างว่ารับผิดชอบ มหาวิทยาลัยถือครองอำนาจชี้ขาดในขั้นสุดท้ายเหนือเขตอำนาจของพวกเขา เสียงร้องเรียนหรือความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉาก หรือกระทั่งอาภรณ์สวยสดงดงาม และบ่อยครั้งถูกผนวกเข้ามาเพียงเพื่อให้การตัดสินใจฝ่ายเดียวที่กระทำลงไปแล้วนั้น ดำเนินการต่อไปได้อย่างเรียบร้อย อำนาจชี้ขาดในขั้นสุดท้ายนี้ปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อมหาวิทยาลัยใช้ความรุนแรงหรือความเป็นได้ของความรุนแรงนั้นเพื่อคงรักษาคำสั่งของพวกเขาไว้ ความรุนแรงในรูปแบบมนุษย์ปรากฏขึ้นในฐานะการรักษาความปลอดภัยและอุปกรณ์กีดกันประเภทต่างๆ ที่ถูกติดตั้งตามแต่การติดสินใจฝ่ายเดียวของมหาวิทยาลัย ทางลาดใดจะมีขึ้นหรือถูกปิดก็ด้วยการตัดสินใจของมหาวิทยาลัย การเปิดหรือปิดสนามกีฬาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับภัยพิบัติในความเป็นจริง หากแต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่ทำไว้ล่วงหน้าในรูปแบบกฎเกณฑ์ในประกาศของมหาวิทยาลัย หากใครย่างเท้าเข้าไปใช้สนามก่อนการอนุญาต บรรดาความรุนแรงในรูปแบบมนุษย์ก็พร้อมจะปรากฏตัวและ “เชิญ” พวกคุณออกไป และในแง่นี้ ทั้งความเป็นไปได้ของความรุนแรงที่พร้อมจะปรากฏตัวหรือการใช้ความรุนแรงจากมหาวิทยาลัย (อำนาจซึ่งได้รับการหนุนหลังจากรัฐ) ต่างก็เป็นใจกลางของรูปแบบเชิงอำนาจในมหาวิทยาลัย
ความสมเหตุสมผลที่พวกเราไม่อาจค้นพบได้ในการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยไม่ใช่ข้อบกพร่อง หากแต่เป็นคุณลักษณะแบบหนึ่งที่สืบเนื่องจากรูปแบบเชิงอำนาจที่ริบเอาการมีส่วนร่วมของผู้คนที่อยู่นอกวงของการบริหารมหาวิทยาลัยและถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดให้อยู่แค่ในมือของบรรดาผู้บริหาร กลุ่มคนผู้ซึ่งมีองค์ความรู้มากเสียยิ่งกว่าคนที่พวกเขาอ้างว่าจะรับผิดชอบ หรือกล่าวอีกแบบ ความไร้สาระในการกระทำต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเรายังไม่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ แต่ตัวความไร้สาระเองนั่นแหละที่เป็นรูปแบบการบริหารอำนาจของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยตัดสินใจใช้อำนาจโดยโยกย้ายความไร้สาระให้กลายเป็นเป็นภาระของผู้ที่สงสัยและอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจหรืออำนาจ ความไร้สาระแทบไม่เคยเป็นภาระของผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเพราะตำแหน่งแห่งที่เชิงอำนาจของพวกเขานั่นแหละที่พร้อมจะเข้าหนุนเสริมเป็นความสมเหตุสมผลภายหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวที่เต็มไปด้วยอำนาจดิบ
ภายใต้รูปแบบของอำนาจในมหาวิทยาลัยดังที่กล่าวไป การปรากฏตัวของคำที่บ่งชี้ถึงการรับฟังความเห็นคนอื่นนอกผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจึงมีความหมายเปลี่ยนไป ทั้งผู้บริโภค ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย(ง)ต่างแสดงให้เห็นถึงเสียงที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องรับฟังเพื่อประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัย แต่ประเด็นสำคัญคือคำสรรพนามเหล่านั้นล้วนแต่ดำรงอยู่ในตำแหน่งของการส่งเสียงที่ต้องอาศัยการหันมาฟังของผู้บริหาร เสียงนั้นจะเข้าไปมีส่วนแชร์อำนาจการตัดสินใจก็ต่อเมื่อโครงสร้างยอมที่จะนำเสียงเหล่านั้นไปใช้งาน ตราบใดที่รูปแบบอำนาจยังดำเนินไปแบบเดิม พวกเขา (เสียงที่ดูสำคัญต่อการทำงานของมหาวิทยาลัย) ก็ต้องรอคอยความกรุณาจากอำนาจเท่านั้น แม้ความกรุณาเหล่านี้จะต้อนรับเสียงพวกนั้นด้วยถ้อยคำที่สื่อถึงการเอาใจใส่ต่อพวกเขามากเพียงใด แต่หากรูปแบบของอำนาจยังคงตัดการมีส่วนร่วมออกไปแล้ว ในทางปฏิบัติ ก็ต้องดำเนินไปตามความกรุณาจากผู้มีอำนาจหรือผู้สามารถเข้าถึงอำนาจได้เท่านั้นเอง
หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้น อาจพอเสาะหาคาดเดาเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด ปฏิเสธการดำรงอยู่ของอำนาจนั้นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ หรือกล่าวในอีกแบบ ตราบใดที่ความพยายามถูกทุ่มเทลงไปในกรอบที่ตั้งไว้โดยอำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียว ความพยายามนั้นก็จะวิ่งวนอยู่ในกรอบที่อำนาจขีดไว้ แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญหน้ากับความจริงอันปราศจากความหมายในตัวเองของอำนาจที่ไม่เคยแบ่งปันแก่ผู้อื่น พวกเขาก็จะสามารถตั้งคำถาม กดดัน หรือแม้แต่เรียกร้องต่ออำนาจนั้นโดยไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปพึ่งพากรอบที่อำนาจเคยได้ตัดสินใจไว้ก่อนแล้วภายใต้สิ่งที่เรียกว่าเหตุผลเชิงการบริหารจัดการ พวกเขาไม่จำเป็นต้องไล่ตามหาว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่สำคัญต่อมหาวิทยาลัย หรือเหตุใดพวกเขาจึงสำคัญน้อยกว่าอะไรก็ตามที่เดินผ่านหมู่ตึกอาคารผู้บริหารยามค่ำคืน แต่พวกเขาสามารถข้ามไปถามว่าเหตุใดการตัดสินใจเปิดหรือปิดไฟของมหาวิทยาลัยรัฐจึงต้องอยู่ในมือและเหตุผลลึกลับของคนแค่กลุ่มเดียว กลุ่มคนที่ไม่แม้แต่จะต้องใช้งานไฟบางดวงที่พวกเขาสั่งปิดด้วยซ้ำ




![ความแปลกแยก Alienation [TH/EN]](https://dindeng.com/wp-content/uploads/2022/02/your-all-caught-up.jpg)












