ถึง สหายที่รัก
ทักทายสวัสดีจากโต๊ะทำงานของไตรทวีป: สถาบันวิจัยทางสังคม Tricontinental: Institute for Social Research
ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปยังเมืองแห่งใหม่ของจีนชื่อ “ซีอ่งอัน (Xiong’an)” ซึ่งหากใช้รถยนต์จะใช้เวลาเดินทางจากปักกิ่งไม่เกินสองชั่วโมง เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบรรเทาความแออัดในเมืองหลวง แต่ขณะเดียวกันก็จะเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนที่มุ่งมั่นตั้งใจจะพัฒนาขุมกำลังการผลิตแนวใหม่ของจีน และจะกลายเป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สถาบันวิจัย รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีล้ำสมัยและเกษตรกรรมสมัยใหม่ โดยเมืองซีอ่งอัน ตั้งเป้าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (net-zero) และใช้บิ๊กดาต้าผสานกับองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประจำวันของประชาชน
เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ที่โอบล้อมด้วยทะเลสาบ แม่น้ำ ลำคลอง โดยมีทะเลสาบไป่หยางเตี้ยน (Baiyangdian) เป็นจุดศูนย์กลาง ในบ่ายวันหนึ่งที่หนาวเย็น คณะของพวกเราซึ่งรวมถึงทีมจากไตรทวีป: สถาบันวิจัยทางสังคม – ถิงส์ ชัก (Tings Chak) เซียง เจี๋ย (Jie Xiong) โจโจ้ หู (Jojo Hu) เกรซ เฉา (Grace Cao) และอาตุล จันทรา (Atul Chandra) ได้นั่งเรือข้ามทะเลสาบ เพื่อไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศให้แก่การต่อสู้ต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ชั่วโมงที่เราเดินชมรอบพิพิธภัณฑ์และเดินทางกลับลงเรือนั้นเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจมาก เมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ายึดครองมณฑลเหอเป่ย์ – Hebei (ซึ่งปักกิ่งเป็นศูนย์กลาง) พวกเขาได้พยายามกดขี่ปราบปรามกลุ่มชาวไร่ชาวนา รวมถึงเกษตรกรและชาวประมงในพื้นที่รอบทะเลสาบไป่หยางเตี้ยนด้วย
การลุกขึ้นต่อต้านโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ในพื้นที่นี้ ทำให้กองทัพญี่ปุ่นตอบโต้ด้วยการกวาดล้างหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ และบริเวณชายขอบของทะเลสาบขนาดใหญ่ พรรคคอมมิวนิสต์จีนร่วมกับเหล่าอดีตนายทหารได้สร้างฐานต่อต้านญี่ปุ่นจี้จง (Jizhong Anti-Japanese Base) และจัดตั้งกองกำลังกองโจรเหยียนหลิง (Yanling Guerrilla Detachment) ขึ้น การได้ล่องเรืออยู่กลางทะเลสาบอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ลัดเลาะไปตามเกาะเล็กเกาะน้อยที่เต็มไปด้วยกอหญ้าคา พร้อมจินตนาการถึงเหล่าชาวนาและชาวประมงผู้กล้าหาญที่พายเรือลำเล็กของตน เพื่อต่อกรกับกองทัพญี่ปุ่นซึ่งใช้เรือยกพลขึ้นบกขนาดกลาง ไดฮัตสึโดเท (Daihatsudōtei) ที่กองทัพญี่ปุ่นใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 — มันช่างน่าทึ่งเหลือเกิน!
![]()
หญิงชายแห่งไป่หยางเตี้ยนทำให้ผมหวนนึกถึงเรื่องราวของผู้คนผู้กล้าหาญในเขตซาตารา – Satara (อินเดียตะวันตก) ผู้ก่อตั้งกองทัพพายุ – ทูฟาน เสนา (Toofan Sena) ที่ลุกขึ้นยึดหมู่บ้านจากการปกครองของอังกฤษได้ถึง 600 แห่งในระหว่างปี 1942 ถึง 1943 เพื่อสร้างรัฐบาลคู่ขนาน – ปราตี ซาร์การ์ (Prati Sarkar) พวกเขาก็เป็นชาวนาเช่นเดียวกัน หลายคนมีเพียงปืนพื้นบ้าน หรือปืนที่ยึดมาจากอังกฤษ แต่ยอมเสียสละแขนขา หรือแม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและสิทธิของมวลชน จากไป่หยางเตี้ยนและซาตารา เส้นทางแห่งการต่อสู้ยังทอดยาวไปถึงที่ราบสูงของเคนยา ที่ซึ่งกองทัพแผ่นดินและเสรีภาพ (Land and Freedom Army) หรือที่รู้จักในชื่อ เมาเมา (Mau Mau) ภายใต้การนำของเดแดน คิมาธี วาชิอูรี (Dedan Kimathi Waciuri) ได้จุดประกายการลุกขึ้นสู้กับจักรวรรดิอังกฤษอย่างเด็ดเดี่ยวในระหว่างปี 1952 ถึง 1960 การลุกฮื้อนี้คือหนึ่งในแรงสะเทือนของขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมในแอฟริกา ที่ปักธงแห่งเสรีภาพลงบนแผ่นดินที่เคยถูกยึดครองด้วยกระบอกปืนและอำนาจของเจ้าอาณานิคม
คือหญิงชายเหล่านี้เอง—ผู้ที่มีนิ้วมือฝังลึกอยู่ในผืนดินบ้านเกิดเมืองนอน—คือผู้ที่ร่วมกันก่อร่างสร้างจิตสำนึกต่อต้านจักรวรรดินิยมขึ้นมาด้วยแรงมือของตนเอง จิตสำนึกนี้มิได้เกิดจากทฤษฎีในตำรา หากแต่ถักทอผ่านกระบวนการต่อสู้ที่แท้จริงต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปลดแอกชาติจากการล่าอาณานิคม (เช่น การได้มาซึ่งเอกราชของอินเดียในปี 1947 การปฏิวัติของจีนในปี 1949 และการได้มาซึ่งเอกราชของเคนยาในปี 1963 – ทั้งหมดล้วนคือหมุดหมายของการลุกขึ้นยืนด้วยสองมือของประชาชนที่ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจภายนอก) พวกเขายังมีบทบาทอย่างแข็งขันในเวทีต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมระดับโลก — โดยเฉพาะในการประชุมเอเชีย-แอฟริกา ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซียในปี 1955 และยังยืนหยัดผลักดันให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะองค์การระหว่างประเทศ ต้องยอมรับหลักการสำคัญของการล้มล้างระบอบอาณานิคมให้ได้ เช่นใน “ปฏิญญาว่าด้วยการให้เอกราชแก่ประเทศและประชาชนอาณานิคม” ปี 1960 ที่ระบุชัดว่า “กระบวนการปลดปล่อยนั้นไม่อาจหยุดยั้งได้ และไม่มีวันหวนกลับ”
สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างการต่อสู้ของประชาชนในช่วงหลายทศวรรษก่อนกระบวนการปลดแอกอาณานิคมที่เริ่มต้นในช่วงปลายทศวรรษ 1940 ได้หล่อหลอมให้เกิดสิ่งที่ต่อมาถูกเรียกว่า จิตวิญญาณแห่งบันดุง (Bandung Spirit) คำนี้หมายถึงการประชุมที่จัดขึ้น ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 1955 ซึ่งผู้นำรัฐบาลจาก 29 ประเทศในแอฟริกาและเอเชียได้มาร่วมกันหารือและร่วมกันวางรากฐานของ โครงการโลกที่สาม (Third World Project) โครงการนี้เสนอแนวทางเชิงนโยบายที่ชัดเจน เพื่อพลิกโฉมเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจโลก และร่วมกันสร้างสังคมที่ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และต่อต้านลัทธิฟาสซิสม์ ในเวลานั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำที่ผลักดันโครงการโลกที่สามนี้กับมวลชนในแต่ละประเทศของพวกเขา ยังเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและเป็นเนื้อเดียวกัน สายสัมพันธ์เช่นนี้เองที่ทำให้แนวคิดจิตวิญญาณบันดุง ไม่ใช่แค่คำสวยหรูในถ้อยแถลง แต่กลายเป็นพลังทางวัตถุที่ขับเคลื่อนวาระสากลนิยมของประชาชน แผ่ขยายไปทั่วแอฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกา (โดยเฉพาะหลังชัยชนะของการปฏิวัติคิวบาในปี 1959)
บทความเชิงลึกล่าสุดของเรา The Bandung Spirit ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2025 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปีของการประชุมบันดุงในปี 1955 ได้สำรวจความสำคัญของสายสัมพันธ์แบบออแกนิค (organic link) ระหว่างผู้นำกับมวลชน (ความสัมพันธ์ที่มิได้ถูกสร้างจากเบื้องบน แต่เติบโตจากการต่อสู้ร่วมกัน) ซึ่งเป็นหัวใจแก่นหลักในการธำรงไว้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งบันดุง — บทความนี้เน้นให้เห็นว่า บรรดาผู้นำของรัฐบาลปลดแอกในแต่ละประเทศล้วนก่อร่างมาจากการลุกฮือของมวลชนเพื่อต่อต้านล่าอาณานิคม พวกเขาจึงต้องรับผิดชอบต่อเจตจำนงของประชาชน และต่อขบวนการ คำถามสำคัญที่เอกสารชุดนี้ตั้งไว้คือ: จิตวิญญาณบันดุงยังคงอยู่หรือไม่ในโลกปัจจุบัน?
organic link ในบริบทฝ่ายซ้าย หมายถึง ความสัมพันธ์เชิงอินทรีย์ หรือ ความสัมพันธ์ที่เป็นเนื้อเดียวกันและเติบโตมาจากการต่อสู้ร่วมกันของผู้นำกับมวลชน ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบสั่งการจากบนลงล่าง หรือถูกสร้างขึ้นอย่างผิวเผินเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
พร้อมกันนั้น เอกสารยังชูเกียรติแห่งการต่อสู้ปลดแอกของมวลชนทั่วโลก และความพยายามในการสร้างรัฐใหม่หลังอาณานิคม บนซากปรักหักพังของการปล้นสะดม ความอดอยาก และการกดขี่ที่อำนาจเจ้าอาณานิคมทิ้งไว้
อย่างไรก็ตาม ดังที่เราชี้ให้เห็นไปข้างต้น จิตวิญญาณบันดุงส่วนใหญ่ถูกกวาดล้างทำลายลงไปในช่วงทศวรรษ 1980 — โดยเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่ชาติจักรวรรดินิยมเดิมกระทำต่อขบวนการต่อต้านอาณานิคม (ไม่ว่าจะผ่านรัฐประหาร สงคราม หรือมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ) และยังถูกซ๊ำเติมด้วยวิกฤตหนี้สินที่ถูกยัดเยียดโดยระบบการเงินของโลกตะวันตก (ระบบซึ่งตัวมันเองก็ก่อกำเนิดมาจากการปล้นสะดมทรัพยากรของโลกอาณานิคมในอดีต) การจะบอกว่า จิตวิญญาณบันดุงยังมีอยู่และเข้มแข็งนั้นคงเป็นคำกล่าวที่คลาดเคลื่อน ความเป็นจริงคือ จิตวิญญาณนั้นยังคงอยู่ แต่ส่วนใหญ่ในรูปของความโหยหาอดีต มากกว่าจะเป็นผลจากสายใยแบบออแกนิคระหว่างมวลชนที่กำลังต่อสู้อย่างถึงรากกับขบวนการมวลชนปลดแอกที่กำลังจะช่วงชิงอำนาจรัฐ (ด้วยการลุกขึ้นสู้สู่การจัดตั้งอำนาจของตนเองแทนที่อำนาจเก่า) อีกต่อไป
![]()
ทุกวันนี้ หลังจากผ่านความชะงักงันมาหลายทศวรรษ เราเริ่มเห็นการเติบโตของสิ่งที่เราเรียกว่า “อารมณ์ใหม่” (new mood) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในโลกใต้ (Global South) ทว่าอารมณ์ใหม่นี้ยังไม่ใช่จิตวิญญาณแบบเดียวกับที่เคยหล่อหลอมขบวนการบันดุง มันเป็นเพียงแววของความเป็นไปได้ใหม่ที่กำลังจะก่อตัวขึ้น แต่ถึงกระนั้น มันก็ซ่อนศักยภาพทางประชาธิปไตยไว้ภายใน โดยมีแนวคิดเรื่อง “อธิปไตย” เป็นแกนกลางของการเคลื่อนไหว ต่อไปนี้คือบางแง่มุมของอารมณ์ใหม่นี้ —
- มีความเข้าใจเป็นวงกว้างในหมู่ประเทศโลกใต้ว่า นโยบายภายใต้การนำของ IMF ซึ่งบีบบังคับให้ประเทศต้อง กู้หนี้จากต่างชาติ แล้วส่งออกทรัพยากรดิบโดยไม่ได้แปรรูป นั้น ไม่อาจดำรงอยู่ได้อีกต่อไป (สร้างการพึ่งพา สร้างกับดักหนี้ใต้เท้าของระบบจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ)
- มีความตื่นรู้ชัดเจนมากขึ้นว่า การต้องคอยรับคำสั่งจากวอชิงตัน หรือเมืองหลวงของยุโรปนั้น ไม่เพียงแต่ขัดกับผลประโยชน์ของประเทศตนเองอย่างร้ายแรง แต่ยังเป็นความสัมพันธ์แบบอาณานิคมอย่างลึกซึ้ง ความมั่นใจเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ในหมู่ประเทศโลกใต้—ความมั่นใจที่ว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องเงียบเสียง หรือยอมกลืนคำของตนเองอีกต่อไป แต่ควร ประกาศแนวคิดของตนเองอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา
- มีการยอมรับอย่างชัดเจนว่า การเติบโตทางอุตสาหกรรมของจีน และประเทศอื่น ๆ ที่เปรียบเสมือนเป็นหัวรถจักรของโลกใต้ (โดยส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย) ได้เขย่าดุลอำนาจของโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในแง่ของการเปิดทางเลือกใหม่ด้านแหล่งเงินทุนให้แก่ประเทศที่เคยต้องพึ่งพานักลงทุนพันธบัตรตะวันตกและ IMF มาตลอดอย่างเลี่ยงไม่ได้
- ความมั่นใจที่กำลังก่อตัวในโลกใต้ได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า—จีนสามารถเป็นพันธมิตรในการสนับสนุนได้ แต่ไม่อาจเป็นผู้กอบกู้โลกใต้ได้โดยลำพัง ภารกิจปลดแอกและสร้างระบบใหม่ ต้องเป็นของประเทศในโลกใต้เอง พวกเขาจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเอง พัฒนาทรัพยากรของตนเอง และฟื้นฟูพลังภายในของตนเอง ควบคู่ไปกับการสร้างพันธมิตรที่เท่าเทียมกับจีนและประเทศแนวหน้าอื่น ๆ ของโลกใต้
- ความสำคัญของการวางแผนเศรษฐกิจส่วนกลางได้หวนกลับมาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง หลังจากถูกลดทอนและดูแคลนโดยแนวคิดเสรีนิยมใหม่มานานหลายทศวรรษ การสึกกร่อนของสถาบันรัฐ รวมถึงกระทรวงการวางแผน ได้เผยให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนว่า ประเทศในโลกใต้จำเป็นต้อง ฟื้นฟูความสามารถทางเทคนิคของรัฐ และ สร้างรัฐวิสาหกิจที่เข้มแข็ง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อไปให้ถึงจุดนั้น ความร่วมมือระดับภูมิภาคจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น ประเทศโลกใต้จะต้อง ผนึกกำลังกันอย่างมีเป้าหมาย (เพื่อสร้างระบบการพัฒนาที่ไม่ขึ้นต่อทุนข้ามชาติ หรือคำสั่งจากสถาบันการเงินของจักรวรรดินิยม)
![]()
สิบปีหลังการประชุมบันดุง กองทัพอินโดนีเซีย—โดยได้รับสัญญาณไฟเขียวอย่างชัดเจนจากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย—ได้ก้าวออกจากค่ายทหารและทำการโค่นล้มรัฐบาลของซูการ์โน ระหว่างการรัฐประหารในปี 1965 กองทัพและเครือข่ายพันธมิตรของมันได้สังหารหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (Partai Komunis Indonesia หรือ PKI) รวมถึงองค์กรแรงงาน ชาวนา และขบวนการประชาชนระดับรากหญ้า ราวหนึ่งล้านคน พวกเขายังได้จับกุมประชาชนจำนวนมหาศาลที่เห็นใจหรือยืนอยู่ข้างฝ่ายซ้าย การรัฐประหารครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การล้มล้างพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) เท่านั้น แต่มันคือ การรัฐประหารต่อ “จิตวิญญาณบันดุง” โดยตรง (มุ่งทำลายขบวนการปลดแอกของประชาชนในระดับภูมิภาค)
ระหว่างที่ถูกจองจำระหว่างเดือนธันวาคม 1966 จนถึงการถูกประหารชีวิตในเดือนตุลาคม 1968 ซูดิสมาน (Sudisman) เลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ได้เขียนบทวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่รัฐประหาร พร้อมกันนั้น เขายังได้เขียนบทกวีสะเทือนอารมณ์ว่าด้วย ความมุ่งมั่นของประชาชน และความจำเป็นของการจัดตั้งทางการเมือง เพื่อธำรงไว้ซึ่งจิตวิญญาณบันดุงไว้ให้ได้
มหาสมุทรแนบชิดภูเขากรากะเตา (Mount Krakatau)
ภูเขากรากะเตาแนบเคียงมหาสมุทร
มหาสมุทรไม่แห้งเหือด
แม้พายุโหมกระหน่ำ
กรากะเตาไม่เอนเอียง
แม้ไต้ฝุ่นคำราม
มหาสมุทรคือมวลชน
กรากะเตาคือพรรค
ทั้งสองอยู่เคียงข้างกันเสมอ
แนบชิดเป็นเนื้อเดียวกัน
มหาสมุทรแนบเคียงภูเขา
ภูเขาแนบชิดมหาสมุทร
จากก้นบึ้งของคุกทหารในจาการ์ตา—ที่ซูดิสมานรู้ดีว่าเขาไม่มีวันได้ออกมาอีก—เขาเขียนไว้ว่า มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนจะไม่ทนอยู่กับความขัดแย้งที่ฝังลึกของจักรวรรดินิยมและทุนนิยมไปตลอดกาล พวกเขาจะลุกขึ้นจัดตั้งองค์กรของตนเอง และองค์กรเหล่านั้น—โอบอุ้มไว้ด้วย จิตวิญญาณใหม่—จะผงาดขึ้นและก้าวข้ามเงื่อนไขอันโหดร้ายของยุคสมัยนี้ไปให้ได้ ช่วงเวลาเหล่านั้นจะมาถึง อารมณ์ใหม่ในวันนี้จะค่อย ๆ พัฒนาเป็นจิตวิญญาณใหม่
ด้วยไมตรีจิต
วิเจย์ (Vijay)


![ความแปลกแยก Alienation [TH/EN]](https://dindeng.com/wp-content/uploads/2022/02/your-all-caught-up.jpg)















