จำนวนดอกเบี้ยหนี้เพียง 25 วัน เพียงพอที่จะปลดปล่อยผู้หญิงแอฟริกาจากภาระแบกน้ำกว่า 4 หมื่นล้านชั่วโมงต่อปี: จดหมายข่าวฉบับที่ 11 (2025)”

by | Mar 13, 2025 | Tricon Newsletter

(ขยายความ- ประเทศในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สิน วันละประมาณ 447 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากนำเงินที่ต้องจ่ายเป็นเวลา 25 วัน มารวมกัน (ประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์) จำนวนเงินเท่านี้เพียงพอที่จะลงทุนสร้างระบบน้ำประปาให้ทุกครัวเรือนมีน้ำสะอาดใช้ถึงบ้าน ผู้หญิงในภูมิภาคนี้ก็จะไม่ต้องเสียเวลา (40,000 ล้านชั่วโมงต่อปี) เดินไปตักน้ำเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร)

 

ถึงเหล่าเพื่อนที่รัก,

 

ทักทายสวัสดีจากโต๊ะทำงานของไตรทวีป: สถาบันวิจัยทางสังคม  Tricontinental: Institute for Social Research

เดือนมีนาคมเป็นเดือนของ วันแรงงานสตรีสากล ซึ่งมีต้นกำเนิดจากขบวนการสังคมนิยม ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักเรียกวันที่ 8 มีนาคมว่า “วันสตรีสากล” เฉยๆ โดยตัดคำว่า “ชนชั้นแรงงาน” ออกไป แต่ในความจริงแล้ว การทำงานคือส่วนสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันของผู้หญิงทั่วโลก รายงานประจำปีขององค์กร UN Women เรื่อง Progress on the Sustainable Development Goals: The Gender Snapshot 2024 เผยว่า ในปี 2022 ผู้หญิงทั่วโลกประมาณ 63.3% มีส่วนในกำลังแรงงาน แต่เนื่องจากการคุ้มครองทางสังคมและสภาพแรงงานที่ย่ำแย่ ทำให้ในปี 2024 ผู้หญิงเกือบ 10% ต้องมีชีวิตอยู่ในสภาพยากจนขั้นรุนแรง (Extreme Poverty) และจากรายงานเดียวกันนี้ ยังเตือนว่า หากยังดำเนินการกันในระดับนี้ต่อไป เราอาจต้องใช้เวลาถึง 137 ปี จึงจะสามารถขจัดความยากจนขั้นรุนแรงในกลุ่มผู้หญิงได้ทั้งหมด เป้าหมายของชีวิตไม่ใช่แค่การหลุดพ้นจากความยากจนเท่านั้น แต่ควรเป็นการหลุดพ้นจากภาระที่สังคมบังคับให้เราต้องแบกรับด้วย

รายงานชิ้นหนึ่งจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประมาณการว่า ผู้หญิงในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa) ต้องใช้เวลากว่า 4 หมื่นล้านชั่วโมงต่อปี ในการเดินทางไป-กลับเพื่อตักน้ำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจำนวนชั่วโมงข้างต้นเทียบเท่ากับเวลาทำงานของแรงงานทั้งหมดในประเทศฝรั่งเศสต่อปีเลยทีเดียว ในขณะที่คาดว่า งบประมาณการสร้างระบบน้ำประปาภูมิภาคนี้ทั้งหมดขาดอยู่ประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจากรายงานขององค์กร Oxfam ชี้ว่า งบจำนวนนี้เทียบเท่ากับรายได้ไม่ถึง 2 วันของมหาเศรษฐีทั่วโลก และที่สำคัญ ประเทศต่างๆ ในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ต้องจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยหนี้สินประมาณวันละ 447 ล้านดอลลาร์ หากเรานำเงินจำนวนนี้ สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบประปา ก็จะใช้เวลาเพียง 25 วัน ของการจ่ายดอกเบี้ยหนี้เท่านั้น เพื่อสร้างระบบน้ำประปาที่เข้าถึงได้ทุกครัวเรือนในภูมิภาคนี้ได้ทั้งหมด ทว่าทั่วโลกกลับมองข้ามความสำคัญที่จะปลดปล่อยผู้หญิงแอฟริกาออกจากภาระอันหนักหน่วงและวิธีคร่ำครึอย่างการเดินเท้าไปตักน้ำหลายกิโล ทั้งที่ความจริงแล้ว เงินลงทุนจากความมั่งคั่งมหาศาลของโลกเพียงเล็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเธอได้ทันที ยิ่งกว่านั้น โครงการแบบนี้ยังหมายถึง การขยายอุตสาหกรรมที่จำเป็น ด้านการผลิตท่อและระบบน้ำต่างๆ ซึ่งจะช่วยสร้างงานใหม่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนขึ้นจากค่าจ้างที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ซึ่งยังคงกดทับชีวิตของผู้หญิงจำนวนมากทั่วโลกอยู่ในเวลานี้

<Suad al-Attar ศิลปินหญิงชาวอิรัก (Iraq), Untitled, 1966.>

 

ผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องเดินเท้าหลายกิโลเมตรเพื่อตักน้ำกลับบ้านนั้น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท และมีอาชีพเป็นแรงงานเกษตรหรือเป็นเกษตรกรรายย่อย สำหรับผู้หญิงเหล่านี้ วันเวลาที่หมดไปกับการตักน้ำ—รวมถึงการดูแลครอบครัวและงานบ้าน—ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงานในไร่นา ทำให้โดยเฉลี่ยผู้หญิงมีผลผลิตต่ำกว่าผู้ชายประมาณ 24% (ข้อมูลจากรายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ปี 2023 เรื่อง The Status of Women in Agrifood Systems) ทว่า ข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในภาคเกษตรยังคงมีน้อยมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในหลายพื้นที่ทั่วโลก ผู้หญิงไม่ได้รับการยอมรับในฐานะเกษตรกรเต็มตัว แต่ถูกมองว่าเป็นเพียง “ผู้ช่วยงาน” ในไร่นาเท่านั้น ทัศนคติเช่นนี้นำไปสู่ความไม่เท่าเทียมในการจ่ายค่าจ้าง โดยผู้หญิงที่เป็นแรงงานเกษตรจะได้รับค่าแรงต่ำกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ยถึง 18.4%

<โรซิโอ นาวาร์โร หรือ Rocio Navarro ศิลปินหญิงชาวเม็กซิโก (Mexico), Watering Day, 2024.>

เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมที่มีรากฐานมาจากระบบสังคมแบบชายเป็นใหญ่ ในปีที่ผ่านมา สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ลงมติเห็นชอบประกาศให้ปี 2026 เป็น “ปีสากลแห่งเกษตรกรหญิง” (International Year of the Woman Farmer) โดยหวังว่า นอกจากการจัดกิจกรรมมากมายที่ส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในระบบเกษตรและอาหารให้ประจักษ์ชัดขึ้นแล้ว รัฐบาลฝ่ายก้าวหน้า—ซึ่งเป็นกลุ่มรัฐบาลที่มีศักยภาพจะเป็นผู้นำในประเด็นนี้—จะผลักดันนโยบายเพื่อต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติที่ผู้หญิงในภาคเกษตรต้องเผชิญ และช่วยให้ผู้หญิงได้มีบทบาทนำในสหภาพหรือสหกรณ์ชาวนาอย่างแท้จริง

 

<ตาร์ซิลา ดู อามารัล หรือ Tarsila do Amaral ศิลปินหญิงชาวบราซิล (Brazil), A Caipirinha (The Caipirinha), 1923.>

 

คำว่า ‘ระบบเกษตรอาหาร’ (agrifood systems) เป็นการขยายแนวคิดของคำว่า เกษตรกรรม โดยองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) อธิบายว่า ระบบเกษตรอาหารคือ ‘กลุ่มผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และกิจกรรมที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การผลิตทั้งอาหารและผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ไปจนถึงกิจกรรมที่ไม่ได้อยู่ในไร่นาโดยตรง เช่น การเก็บรักษา การรวบรวมผลผลิต การจัดการหลังเก็บเกี่ยว การขนส่ง การแปรรูป การกระจายสินค้า การตลาด การจัดการของเสีย ไปจนถึงการบริโภค’ ซึ่งคำจำกัดความนี้สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศอย่างชัดเจน เพราะผู้หญิงมักถูกกีดกันจากงานที่อยู่ในตำแหน่งสูงขึ้นในห่วงโซ่คุณค่า เช่น การขนส่ง การแปรรูป การกระจายสินค้า การเก็บรักษา และการตลาด ทำให้ผู้หญิงมีรายได้น้อยกว่าผู้ชายในภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้

ในประเทศกลุ่มโลกใต้ (Global South) โดยเฉพาะในแอฟริกาและเอเชียใต้ ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในระบบเกษตรและอาหาร และงานเกษตรยังถือเป็นแหล่งรายได้หลักของผู้หญิงจำนวนมาก (เช่น ในแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา 66% ของผู้หญิงทำงานในภาคเกษตร เทียบกับผู้ชาย 60% ส่วนในเอเชียใต้ผู้หญิงทำงานภาคเกษตรสูงถึง 71% ขณะที่ผู้ชายมีเพียง 47%) ในพื้นที่เหล่านี้ ผู้หญิงจำนวนมากต้องพึ่งพารายได้อันน้อยนิดจากงานเกษตรกรรมในการเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว เมื่อการจ้างงานหรือรายได้จากภาคเกษตรลดลง สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ ผู้หญิงจะลำบากในการหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว และท้ายที่สุด ตัวผู้หญิงเองจะตกอยู่ในภาวะอดอยากก่อนใคร จากข้อมูลที่ประเทศต่างๆ รายงานต่อองค์กรระหว่างประเทศ พบว่า จำนวนผู้หญิงทั่วโลกที่ตกอยู่ในสภาพอดอยากมีสูงกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน สาเหตุหลักคือการจ้างงานผู้หญิงในภาคเกษตรที่ส่วนใหญ่อยู่ในนอกระบบ (informal labour) ซึ่งมักมีค่าจ้างต่ำ และปัญหาจากระบบครอบครัวแบบชายเป็นใหญ่ที่มักให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารของผู้ชายก่อนผู้หญิงเสมอ

<Raquel Forner ศิลปินหญิงชาวอาร์เจนติน่า (Argentina), Fin-Principio (End-Beginning), 1980.>

ระบบการทำเกษตร เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่แปลกใจเลยที่ผู้หญิงมักต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบหลักในการปกป้องฟาร์มและครอบครัวจากวิกฤตนี้ ข้อมูลจากรายงานปี 2024 ของ FAO เรื่อง The Unjust Climate เผยตัวเลขที่น่าตกใจ ประการแรก เมื่อเกิดภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ เช่น คลื่นความร้อน น้ำท่วม หรือภัยแล้ง ผู้หญิงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้ โดยเฉลี่ย 4 นาที ต่อวันที่ฝนตกหนักผิดปกติ 3 นาที ต่อวันที่อุณหภูมิสูงจัด และ 1 นาที ต่อวันที่แล้งจัด เมื่อเทียบกับผู้ชาย หากนำค่าเฉลี่ยของเวลาที่เพิ่มขึ้นมาคิดรวมกัน ผู้หญิงจะต้องทำงานมากกว่าผู้ชายประมาณ 55 นาที ต่อวัน เพื่อชดเชยความเสียหายและสูญเสียจากภัยพิบัติเหล่านั้น

ประการที่สอง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ยเพียง 1 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้รายได้จากฟาร์มของครัวเรือนที่ผู้หญิงเป็นหัวหน้าลดลงถึง 23.6% และรายได้รวมของครัวเรือนลดลงถึง 34% เมื่อเทียบกับครอบครัวที่มีผู้ชายเป็นหัวหน้าครัวเรือน ในช่วงอากาศร้อนจัดหรือเผชิญภัยแล้ง เกษตรกรหญิงมักต้องหางานรับจ้างนอกไร่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานเกษตรในที่อื่นหรือแรงงานรับใช้ตามบ้าน ซึ่งล้วนได้ค่าแรงต่ำกว่าเดิม ทำให้รายได้ของพวกเธอลดลงไปอีก

ประการที่สาม ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด ครัวเรือนที่มีผู้หญิงเป็นหัวหน้าครอบครัวจะขายหรือสูญเสียปศุสัตว์ในอัตราสูงกว่าครัวเรือนที่มีผู้ชายเป็นหัวหน้า ทำให้สูญเสียรายได้จากปศุสัตว์ และสูญเสียผลผลิตที่ได้จากการใช้สัตว์เหล่านี้ในงานเกษตรกรรมอีกด้วย

ประการสุดท้าย รายงานของ FAO ยังแสดงว่า ในช่วงเวลาน้ำท่วม ครัวเรือนยากจนจะสูญเสียรายได้โดยเฉลี่ยประมาณ 4.4% มากกว่าครัวเรือนที่มีฐานะดีกว่า โดยความสูญเสียที่เกิดขึ้นรวมทุกปีของครัวเรือนยากจนจากน้ำท่วมทั่วโลกใต้อยู่ที่ประมาณ 21,000 ล้านดอลลาร์

บทสรุปสำคัญของรายงานนี้ชี้ว่า แม้ว่าภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ยากจนทุกกลุ่ม แต่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบที่หนักกว่าเสมอ ส่งผลให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายในภาคเกษตรกรรมถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ

<ซีนา อามูร์ หรือ Zina Amour ศิลปินหญิงชาวอัลจีเรีย (Algeria), Scène de famille (Family Portrait), 1967.>

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างกับสถานการณ์เช่นนี้? องค์กรอย่างสหประชาชาติมักเสนอทางออกด้วยคำเดียว นั่นก็คือ “การเสริมพลัง (empowerment)” แต่คำถามคือ ผู้หญิงจะมีพลังหรืออำนาจที่แท้จริงได้อย่างไร? มติและข้อเสนอมากมายขององค์กรระหว่างประเทศมักจะเน้นย้ำว่า ต้อง “เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ” หรือ “สนับสนุนให้ผู้หญิงมีบทบาทในตำแหน่งที่มีอำนาจ” แต่คำพูดแบบนี้ไม่ได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหาเลย เพราะความเป็นจริงในพื้นที่ชนบท การรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งสหภาพของแรงงานเกษตร มักถูกกีดกันด้วยข้อกฎหมาย หรือถูกขัดขวางด้วยความรุนแรงทางการเมือง

ตั้งแต่ปี 1975 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ออกอนุสัญญาเกี่ยวกับองค์กรแรงงานในชนบท (Rural Workers’ Organisations Convention) ซึ่งในข้อ 3 ระบุชัดเจนว่า:

“แรงงานชนบททุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือประกอบอาชีพอิสระใดๆ ก็ตาม มีสิทธิในการจัดตั้งหรือเข้าร่วมองค์กรของตนเองได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานใดๆ ก่อน”

แต่ในความเป็นจริง อนุสัญญาฉบับนี้กลับถูกละเลยหรือถูกเพิกเฉยไปเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งกว่านั้น ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ยังมีการใช้ความรุนแรงทางการเมืองกับผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อจัดตั้งสหภาพแรงงานเกษตรเป็นเรื่องปกติ ทว่าประเด็นนี้กลับถูกมองข้ามและแทบไม่ได้รับความสนใจจากสื่อเลย ถ้าหากเราพยายามรวบรวมรายชื่อของนักเคลื่อนไหวหรือผู้นำสหภาพแรงงานในชนบทที่ถูกสังหารจากทั่วโลก คงมีจำนวนมากมายมหาศาลจนแทบจะล้นอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่กรณีของ ดอริส ลิสเซธ อัลดานา คาลเดรอน (Doris Lisseth Aldana Calderón) ในกัวเตมาลา เมื่อปี 2023 ไปจนถึง สุภการัน ซิงห์ (Subhkaran Singh) ในอินเดีย เมื่อปี 2024 ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงอุปสรรคที่แท้จริงในการเสริมพลังให้ผู้หญิงชนบท นั่นคือการที่รัฐและสังคมทั่วโลกยังคงเพิกเฉย แทบไม่เห็นเลยในสื่อต่างๆ หรือถึงขั้นขัดขวางการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่จะทำให้ผู้หญิงมีอำนาจและมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง

 

<เหลียง ไป่ป๋อ หรือ Liang Baibo ศิลปินหญิงชาวจีน (China), 责任均匀的解释 (An Explanation of Even Responsibility), 1938.>

 

ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการรวมตัวของแรงงานเกษตรและชาวนา แล้วจัดตั้งสหภาพแรงงาน เพื่อสร้างอำนาจและใช้สิทธิของตนเองได้อย่างแท้จริง ในปี 2022 กลุ่มผู้หญิงจากขบวนการแรงงานชนบทไร้ที่ดินของบราซิล (Movimento dos Trabalhadores Rurais Sem Terra หรือ MST) ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกที่ทรงพลังชื่อ “จดหมายเปิดผนึกแห่งความรักและการต่อสู้จากผู้หญิงไร้ที่ดิน” (Open Letter of Love and Struggle from Landless Women) (เรามีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ กลุ่มผู้หญิงจากขบวนการแรงงานชนบทไร้ที่ดินของบราซิล (MST) ซึ่งสามารถอ่านได้ที่นี่) โดยมีข้อความบางส่วนที่นำเสนอไว้ ดังนี้:

กี่ครั้งแล้วที่เราต้องต้มน้ำ ต้องดูแลลูกหลานของเราอีกสักเท่าไร เปลี่ยนผืนดินของบรรพบุรุษให้เป็นที่อยู่อาศัยอันอบอุ่น สร้างบ้านจากความยากลำบาก และส่งเสียงทำลายความเงียบงัย ก่อนที่ใครจะทันสังเกตเห็น? พวกเราออกเดินทางตั้งแต่ยามฟ้ามืด ร่วมแรงร่วมใจกัน จุดเปลวไฟขึ้นเพื่อหยุดยั้งรถไฟแห่งความตาย รถบรรทุกสารพิษ และขัดขวางเมล็ดพันธุ์แปลกปลอม (ดัดแปลงพันธุกรรม) ที่ถูกหว่านลงผืนดิน ด้วยร่างกายที่เปื้อนโคลน พวกเราร่ำไห้และฝังร่างของผู้สูญเสีย ในการต่อสู้และการอธิษฐาน เราเสริมสร้างพลังให้แก่กัน เพื่อปกป้องร่างกายและผืนแผ่นดินของเรา ด้วยจิตวิญญาณ เราปรุงยารักษา เตรียมขี้ผึ้งแห่งการเยียวยาบาดแผล เราปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งการต่อสู้ด้วยเสียงกลองบรรพบุรุษที่ปลุกเราให้ลุกขึ้นอีกครั้ง พวกเราสวมใส่ผ้าชีต้า (chita) สีสันสดใส ที่ย้อมด้วยความโกรธแค้น ความกลัว และความสุข เราต่อสู้เพื่อสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ ขอให้โลกรู้ว่า ถึงเวลาที่แผ่นดินจะต้องสั่นสะเทือน—เพราะผู้หญิงที่ลุกขึ้นสู้จะไม่มีวันยอมจำนน! เดือนมีนาคมกำลังเรียกร้องให้เราสร้างทางเลือกใหม่ในการมีชีวิต เพื่อต้านตรรกะแห่งการทำลายล้างที่คุกคามชีวิตเรา ทำร้ายร่างกาย และธรรมชาติของเราในทุกวัน…

หากผู้มีอำนาจคิดว่า เราจะยอมจำนน นั่นเป็นเพราะพวกเขายังไม่รู้ว่าเราเป็นนักสร้างสรรค์ ผู้บ่มเพาะชีวิต ผู้ให้กำเนิดผู้คนและเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ที่ใดมีผู้หญิง ที่นั่นก็มีความหวัง การรวมตัว การต่อสู้ ความกล้าหาญ และการลุกขึ้นต่อต้านเสมอ แม้หนทางข้างหน้าจะมีอุปสรรค เราจะยังคงยืนอยู่แนวหน้า เพราะประวัติศาสตร์ก็เป็นของเรา และเราจะเขียนมันด้วยการลุกขึ้นสู้ บนท้องถนน ในทุ่งนา และทุกที่ที่มีชีวิต พลังของเรามาจากเหล่านักสู้มากมายที่ล้มลงไปแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่ในตัวเรา พวกเขาคือแสงตะวันดวงนั้นที่ยังยืนหยัดจะขึ้น แม้ในห้วงเวลาแห่งสงคราม เป็นแสงที่ปลุกให้เราตื่น และทำให้เลือดในกายเราร้อนรุ่มอีกครั้ง

ด้วยความนับถือ, 

 

วิเจย์ (Vijay)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?