ผืนน้ำที่ใสสะอาดและขุนเขาอันเขียวขจี ล้ำค่าเช่นเดียวกับภูเขาทองภูเขาเงิน: จดหมายข่าวฉบับที่เจ็ด (2025)

by | Feb 14, 2025 | Tricon Newsletter

ในแต่ละสัปดาห์ เราจะเผยแพร่จดหมายข่าวจากพันธมิตรของเรา “ไตรทวีป: สถาบันวิจัยทางสังคม (The Tricontinental: Institute for Social Research)” ซึ่งนำเสนอการวิเคราะห์ที่เฉียบคมเกี่ยวกับพัฒนาการร่วมสมัย รวมถึงการต่อสู้ในที่ต่างๆ และความขัดแย้งในยุคสมัยปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเผยแพร่ไฮไลท์สื่อสิ่งพิมพ์ที่เพิ่งเปิดตัว และเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับงานของนักคิดฝ่ายซ้ายและสถาบันวิจัยจากทั่วทุกมุมโลก


 


<หวง ยู่ซิง ศิลปิน (จีน), ชื่อภาพ ดินแดนแห่งการเจริญเติบโต (
Land of Growth), 2015–2016.>

<จิตรา คเณศ (สหรัฐอเมริกา), ชื่อภาพ Sultana’s Dream, 2018, ชุดภาพพิมพ์แกะยาง (linocuts) จำนวน 27 ภาพ จัดพิมพ์โดย Durham Press, © จิตรา คเณศ>

**จิตรา คเณศ (Chitra Ganesh) ศิลปินชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ผลงานของเธอสะท้อนและตั้งคำถามในสังคม ทางการเมือง และสนับสนุนสตรีนิยม ดูเพิ่มเติม

 

ผืนน้ำที่ใสสะอาดและขุนเขาอันเขียวขจี ล้ำค่าเช่นเดียวกับภูเขาทองภูเขาเงิน: จดหมายข่าวฉบับที่เจ็ด (2025)

 

ถึงเหล่าเพื่อนรัก,

 

สวัสดี ทักทายจากโต๊ะทำงานของไตรทวีป: สถาบันวิจัยทางสังคม  Tricontinental: Institute for Social Research

 

หลงทางอยู่ในม่านหมอกแห่งความต่ำต้อยกว่าที่ลัทธิล่าอาณานิคมสร้างขึ้น นักเขียนทั่วเอเชียต่างจินตนาการถึงโลกที่อยู่เหนือเงื้อมมือการทำลายล้างของจักรวรรดินิยม

 

ในปี 1835 กีลาส จันทรา ดัตต์ หรือ Kylas Chunder Dutt (1817–1859) ได้เขียนเรื่องราวอันน่าทึ่งชื่อ “บันทึก 48 ชั่วโมงในปี 1945 ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน The Calcutta Literary Gazette งานเขียนชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ ขณะที่จูลส์ เวิร์น หรือ Jules Verne (1828–1905) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส (ผู้ได้รับยกย่องให้เป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์) ยังเป็นเด็กชายอายุเพียงเจ็ดขวบ ซึ่งเรื่องราวที่ดัตต์เขียนไม่ได้เป็นนิยายวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง ส่วนใหญ่เป็นการมองถึงอนาคตข้างหน้า ดัตต์ นักเขียนหนุ่มวัย 18 ปีนี้เปิดเรื่องด้วยประโยคที่ว่า:

“ประชาชนชาวอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนในเมืองหลวง ต้องตกอยู่ภายใต้การกดขี่ทุกรูปแบบมาเนิ่นนานกว่าห้าสิบปี… ทว่า ด้วยความเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบ จิตวิญญาณแห่งการกบฏได้แผ่ขยายไปในหมู่ประชาชน ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้รักสงบสันติ” แต่เวลานี้ พวกเขาพร้อมที่จะก่อกบฏแล้ว นิยายดังกล่าวแสดงภาพช่วงสองวัน (ตามชื่อเรื่อง บันทึก 48 ชั่วโมง) ในปี 1945 ให้เราเห็น โดยมีชายหนุ่มวัย 25 ปีชื่อ ภูพรรณ โมหันต์ (Bhoobun Mohun) เป็นผู้นำการลุกฮือต่อต้านการปกครองของอังกฤษ แต่ท้ายที่สุดเขาพ่ายแพ้และถูกประหารชีวิต

 

ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา มีหนังสือสำคัญหลายเล่มปรากฏขึ้นในแคว้นเบงกอล ซึ่งล้วนจินตนาการถึงโลกที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณานิคม เช่น ลูกพี่ลูกน้องของดัตต์ ชื่อ โชชี จันทรา ดัตต์ (Shoshee Chunder Dutt) ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “สาธารณรัฐโอริสสา: บันทึกจากหน้าประวัติศาสตร์แห่งศตวรรษที่ยี่สิบ” ในปี 1845

เฺฮมลาล ดัตตา (Hemlal Dutta) ตีพิมพ์ “รหัสลับ (Rahasya)” ในปี 1882 ปันฑิต อัมพิกา ดัตต์ วยาส (Pandit Ambika Dutt Vyas) ตีพิมพ์ “อัศจรรย์วฤตตานต์ (Ascharya Vrittant) หรือ  เรื่องเล่าอันแปลกประหลาด” ในช่วงปี 1884–1888 จักรดิษฐ์ จันทรา โบส (Jagdish Chandra Bose) ตีพิมพ์ “นิรุทเทศร กาฮินี (Niruddesher Kahini) หรือ เรื่องราวของผู้ที่หายไป” ในปี 1896 เบกุม โรเกยา สะคาวาต ฮุสเซน (Begum Rokeya Sakhawat Hossain) ตีพิมพ์ “ความฝันของสุลตานา (‘Sultana’s Dream’)” ในปี 1905  

 

นิยายของเบกุม โรเกยา นับว่าเป็นนิยายแนววิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เธอจินตนาการถึงโลกอนาคตที่มีเทคโนโลยี (อาทิ รถยนต์บินได้  พลังงานแสงอาทิตย์ และหุ่นยนต์ทำการเกษตรกรรม) ช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากระบบปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) ได้

 

เช่นเดียวกับผลงานต่างๆ ที่ผุดขึ้นในอินเดีย เหล่านักเขียนชาวจีนซึ่งต้องทนทุกข์ภายใต้ราชวงศ์ชิงยุคปลายและการยึดครองแบบกึ่งอาณานิคมในประเทศจีน พวกเขาเริ่มจินตนาการถึงการลุกขึ้นสู้และการปลดปล่อยชาติ ในปี 1902 เหลียง ฉีเฉา (Liang Qichao) ได้ตีพิมพ์งานแปลภาษาจีนของนวนิยายเรื่อง “ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์” (1869–1870) ของจูลส์ เวิร์น (Jules Verne) และงานเขียนของเขาเอง ชื่อ “ซินจงกั๋วเหวยล่ายจี (Xin Zhongguo weilaiji) หรือ อนาคตของจีนใหม่” จากประสบการณ์การอ่านผลงานของเวิร์น จึงคาดการณ์ล่วงหน้าถึงวิธีการที่วิทยาศาสตร์จะช่วยปลดปล่อยมนุษยชาติ ซึ่งได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เหลียง ฉีเฉา รวมถึง หลู่ซิ่น หนึ่งในนักเขียนที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค ได้แปลนิยายของเวิร์น ชื่อ “จากโลกสู่ดวงจันทร์” (1865) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1903 โดยในนิยายชื่อ “ซินจงกั๋วเหวยล่ายจี หรือ อนาคตของจีนใหม่” เหลียง ฉีเฉา ฉายภาพถึง งานเวิลด์เอ็กซ์โปในเซี่ยงไฮ้ช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นยุคที่จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศที่สำคัญที่สุดของโลก เช่นเดียวกับที่เบกุม โรเกยาได้ฉายภาพ ให้เราเห็นว่า พลังงานแสงอาทิตย์ จะเป็นพลังที่ปลดปล่อยเบงกอลให้เป็นอิสระ นอกจากนี้ นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์จีนในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ยังได้จินตนาการถึง การเดินทางใต้น้ำ รถไฟพลังงานลม และบอลลูนไฮโดรเจน ซึ่งเป็นหนทางในการปลดปล่อยจีนจากการครอบงำของเจ้าอาณานิคม

 

‘วิทยาศาสตร์’ ในแง่การวาดมโนภาพต่างๆ เพื่อต่อต้านการล่าอาณานิคมเช่นนี้ จึงถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้สร้างสังคมอุดมคติ หรือ ยูโทเปีย  

หน้าปกของวารสารเหวินฮวา จงเหิง (Wenhua Zongheng) ฉบับล่าสุด (เป็นวารสารชั้นนำด้านความคิดทางการเมืองและวัฒนธรรมร่วมสมัยในประเทศจีน)

 

ขณะที่ผมอ่านบทความในวารสารเหวินฮวา จงเหิง: วารสารความคิดจีนสมัยใหม่ ฉบับล่าสุด 

ผมมักนึกถึงแนวคิดสำคัญในงานเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ วารสารฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่ “การเปลี่ยนผ่านทางนิเวศวิทยาของจีน” แม้ว่าเนื้อหาในบทความจะเป็นรายงานจากภาคพื้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในจีนเป็นเวลาร่วมชั่วอายุคน แต่สิ่งที่ทั้งสามบทความในวารสารบรรยายไว้นั้น แทบไม่ต่างจากนิยายวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว เมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา คุณภาพอากาศในปักกิ่งนั้นอยู่ในระดับเลวร้ายจนน่าตกใจ บางวันฝุ่นเขม่าควันจะเกาะหนาบนใบหน้า จนเหลือคราบของสารเคมีไม่ทราบชนิดติดอยู่ ความลำบากทุกข์ยากจากสถานการณ์นี้ นำไปสู่การประกาศ “แผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศ 2013-2017” เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2013 โดยสภาแห่งรัฐ ซึ่งประกอบด้วยมาตรการเชิงนโยบายสิบประการ ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเกือบ 1.7 ล้านล้านหยวน ภายในหนึ่งทศวรรษ คุณภาพอากาศในกรุงปักกิ่งดีขึ้นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความพยายามมุ่งเน้นลดการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอน ในปี 2004 นายพัน เยว่ (Pan Yue) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยที่สำคัญ ซึ่งเสนอการคำนวณ “GDP สีเขียว” ใหม่ หรือเป็นวิธีวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจไม่ทำลายธรรมชาติ  การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 ในปี 2012 ได้เสนอกรอบแนวคิดการพัฒนาใหม่ในชื่อ “อารยธรรมเชิงนิเวศ” (生态文明) มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ย้อนกลับไปในปี 2005  สี จิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประจำมณฑลเจ้อเจียง ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่ต่อมากลายเป็นแนวคิดหลักในการพัฒนาประเทศ นั่นคือ

 

“ผืนน้ำที่ใสสะอาดและขุนเขาอันเขียวขจี ล้ำค่าเช่นเดียวกับภูเขาทองภูเขาเงิน” (綠水青山就是金山银山)

<ซาง หยาง ศิลปิน (จีน), Remaining Water-1, สื่อผสม, 2015>

 

รายงานโดย เซียง เจี๋ย และ ถิงส์ ชัก (Xiong Jie and Tings Chak) ทั้งสองมาจากกองบรรณาธิการวารสารเหวินฮวา จงเหิง (Wenhua Zongheng)  และไตรทวีป (Tricontinental) แสดงให้เราเห็นว่า ทะเลสาบเอ๋อไห่ (Erhai) ในมณฑลยูนนาน เปลี่ยนจากหนึ่งในแหล่งน้ำที่มีมลพิษมากที่สุดในจีน กลายเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สะอาดที่สุด โดยมีปัจจัยสำคัญสี่ประการที่ทำให้การฟื้นฟูครั้งนี้ประสบความสำเร็จ อย่างแรกคือ ความมุ่งมั่นของชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบในการปกป้องและอนุรักษ์ทะเลสาบ อย่างที่สองคือ วินัยของหน่วยงานรัฐบาลในท้องถิ่น ในการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการระยะสั้นของประชาชนกับเป้าหมายระยะยาวในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อย่างที่สาม คือ ความเชี่ยวชาญของชุมชนนักวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค ที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับทะเลสาบ ค้นหาสาเหตุของมลพิษ และจัดทำแผนการฟื้นฟูคุณภาพน้ำที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ อย่างสุดท้าย คือ ความทุ่มเทของคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการทำงานอย่างหนักเพื่อดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมให้บรรลุผล สิ่งที่ทำให้รายงานฉบับนี้น่าสนใจก็คือ กระบวนการฟื้นฟูทะเลสาบเอ๋อไห่ (Erhai) ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม แต่เป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทะเลสาบที่เผชิญมลพิษในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคโลกใต้ (Global South)

<พาน ยู่เหลียง (จีน), Penguins, 1942>

**พาน ยู่เหลียง (Pan Yuliang) เป็นที่จดจำในฐานะผู้หญิงคนแรกของจีนที่วาดภาพในแบบตะวันตก

 

บทความเขียนโดยศาสตราจารย์ ติงหลิง หรือ Ding Ling (มหาวิทยาลัยอันฮุย) และ สวี่ จุน หรือ Xu Zhun (มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งนิวยอร์ก) รวมถึงบทนำโดย ชูเอา เปโดร สเตดิลี หรือ João Pedro Stédile (ขบวนการเกษตรกรไร้ที่ดินแห่งบราซิล – MST) กล่าวถึงความจำเป็นของ เกษตรเชิงนิเวศ ที่ให้ความสำคัญทั้งการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กัน แต่คำถามสำคัญคือ แนวทางนี้มีความเป็นไปได้อย่างไร? ตัวอย่างจากเขตว่านจือ (Wanzhi) ราคากุ้งเครย์ฟิชที่สูง ทำให้เกษตรกรของสหกรณ์หมู่บ้านตงปา (Dongba) สามารถทำกำไรได้มากขึ้นหากเพาะเลี้ยงกุ้งในบ่อเพาะเลี้ยงโดยตรง อย่างไรก็ตาม สหกรณ์ได้ตัดสินใจเลือกใช้รูปแบบเกษตรแบบผสมผสาน ที่รวมการปลูกข้าวเข้ากับการเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิช ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการ ประการแรก การปลูกข้าวมีความสำคัญต่อสหกรณ์ เนื่องจากเป็นอาหารหลักของพื้นที่ จึงช่วยให้ชุมชนมี ความมั่นคงทางอาหาร ประการที่สอง ฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวถูกนำกลับมาใช้เป็นอาหารสำหรับกุ้งเครย์ฟิชในฤดูกาลถัดไป ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังเข้ามาศึกษาและเพาะเลี้ยงสาหร่ายและแบคทีเรียที่มีประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำ เครื่องยืนยันความสำเร็จของแนวทางนี้คือ การกลับมาของนกกระยาง ซึ่งเคยหายไปจากพื้นที่ ได้กลับมาปรากฏให้เห็นอีกครั้งในบริเวณทุ่งนา

 

ในบทความที่สาม ศาสตราจารย์ เฟิง ไค่ตง (Feng Kaidong) และ เฉิน จวิ้นถิง (Chen Junting ) จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้นำเสนอภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของจีน โดยเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า แม้ว่า Tesla จะเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ปัจจุบันกำลังถูกท้าทายด้านส่วนแบ่งตลาดจากรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน ที่ผลิตโดยแบรนด์ต่างๆ เช่น Omoda และ MG (ทั้งสองแบรนด์เป็นรัฐวิสาหกิจ) รวมถึง BYD และ Ora รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเหล่านี้มียอดขายแซงหน้าแบรนด์ตะวันตกในตลาดเอเชียไปแล้ว และส่วนใหญ่ผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีของจีนเอง กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ มีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าต่อประชากรสูงที่สุดในโลก แต่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ เป็นสองเมืองหลักของจีนที่มีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในแง่ของตัวเลขรวม ท้องถนนในเมืองเหล่านี้เงียบสงัด มีเพียงเสียงฮัมเบา ๆ ของ รถยนต์ไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่แล่นผ่านไปอย่างเงียบเชียบ เหตุผลสำคัญที่ทำให้จีนสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของเครื่องยนต์สันดาปภายในได้ มีอยู่สองประการ ประการแรกคือ รัฐบาลจีนไม่ได้ถูกครอบงำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงสามารถผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดได้อย่างเต็มที่ ประการที่สอง คือ ภาคเทคโนโลยีของจีน (ทั้งในอุตสาหกรรมคมนาคมและสารสนเทศ) มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงธุรกิจแสวงหากำไร แต่ร่วมมือกันเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวม

 

ในปี 2019 เฉิน ฉิวฝาน (Chen Qiufan) ได้ตีพิมพ์นวนิยายวิทยาศาสตร์แนวดิสโทเปียเรื่อง “กระแสขยะกลืนโลก (Waste Tide)” ซึ่งเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่น เล่าเรื่องเกี่ยวกับ “เกาะซิลิคอน” สถานที่ที่เต็มไปด้วยขยะอิเล็กทรอนิกส์จนก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ทางชีวเคมี ทั้งในมนุษย์และสัตว์ “ผู้คนแห่งขยะ (waste people)” บนเกาะนี้อาศัยอยู่ท่ามกลาง แมงกะพรุนที่เปล่งแสงสีฟ้า-เขียวคล้ายไฟ LED พวกเขาต้องดำรงชีวิตด้วยการคุ้ยหาเศษขยะจากน้ำที่เป็นพิษ จนผิวหนังลอกหลุดจากการสัมผัสสารพิษเป็นเวลานาน ในช่วงหนึ่งของเรื่อง “มิมิ” (Mimi) ตัวเอกของนิยาย ได้พบกับสุนัขที่ตายแล้วตัวหนึ่ง แต่เมื่อเธอเข้าไปใกล้ มันกลับกระดิกหาง — ร่างของมันถูกทำให้เคลื่อนไหวอีกครั้งจากสารเคมีและเศษซากเทคโนโลยีที่ถูกทิ้งไว้ นิยายของเฉินเป็น ภาพสะท้อนอันน่าสะพรึงกลัวของหายนะทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ความรู้สึกไม่ต่างจาก สารคดีภาคพื้น หรือ รายงานจากเมืองกุ้ยอวี๋ (Guiyu) ในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ของโลก อีกทั้งยังอาจถูกมองเป็นภาพจำลอง “มหาสมุทรขยะพลาสติกแปซิฟิก” (Great Pacific Plastic Patch) — ขยะพลาสติกกว่า 20 ล้านตารางกิโลเมตร ที่ถูกพัดมาติดกันกลางกระแสน้ำวนในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ เฉินเคยกล่าวว่า “Waste Tide” ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงของเมืองกุ้ยอวี๋ (Guiyu) ซึ่งดินและอากาศในเมืองนี้ปนเปื้อนโลหะหนักและสารเคมีจากสังคมดิจิทัล (สังคมที่พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินชีวิตประจำวัน) 

 

ในปี 2013 รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองกุ้ยอวี๋ (Guiyu) ได้เริ่มก่อสร้างสวนอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการรีไซเคิล และควบคุมมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม กำกับดูแลการรีไซเคิลขยะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อสวนเปิดใช้งานในอีกสองปีต่อมา (2015) โรงงานรีไซเคิลขนาดเล็กส่วนใหญ่ต้องปิดตัวลง ขณะที่โรงงานขนาดใหญ่ย้ายเข้าไปอยู่แทน จากนั้น ในปี 2018 รัฐบาลจีนได้ประกาศแบนขยะนำเข้าจากต่างประเทศจำนวน 24 ประเภท ซึ่งรวมถึง ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก และขยะสิ่งทอ (ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วทางซีกโลกเหนือ) มาตรการนี้ส่งผลให้เมืองกุ้ยอวี๋ (Guiyu) ไม่ต้องรับมือกับขยะจำนวนมหาศาลที่ถูกนำเข้ามาใหม่ แต่สามารถมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมจากขยะเดิมที่หลงเหลืออยู่ ในขณะที่นิยายเรื่อง Waste Tide นำเสนอโลกที่ถูกทำลายล้างโดยขยะอิเล็กทรอนิกส์ ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของเมืองกุ้ยอวี๋ (Guiyu) กำลังเขียน “ตอนจบใหม่” ให้กับเรื่องราวของเมืองนี้ — ไม่ใช่ในฐานะดินแดนรกร้างที่ล่มสลาย แต่เป็น ตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบรีไซเคิลที่ยั่งยืน

 

ด้วยความนับถือ, 

วิเจย์ (Vijay)

 

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?