<เหงียน ฟาน ชานห์ (เวียดนาม) ภาพตลาด 1937>
แด่สหาย
สวัสดีและทักทายจากโต๊ะทำงานของไตรทวีป: สถาบันวิจัยทางสังคม
ในวันสุดท้ายของเดือนตุลาคม 2025 ผู้นำจาก 21 ประเทศสมาชิกกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) จะประชุมกันที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดครั้งที่ 33 ของเอเปค นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1989 ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เอเปคได้ส่งเสริมการสร้างเขตการค้าเสรีและเปิดกว้าง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ร่างขึ้นโดยเป้าหมายโบกอร์ ซึ่งได้รับมาจากการประชุมสุดยอดที่ประเทศอินโดนีเซียในปี 1994
เอเปกเป็นผลผลิตของยุคสมัย ประการแรก เอเปกเกิดขึ้นในฐานะเครื่องมือของสภาความร่วมมือเศรษฐกิจแปซิฟิกของญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคหลังจากข้อตกลงพลาซา (1985) ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นเทียบกับดอลลาร์ ประการที่สอง เอเปกถูกออกแบบขึ้นระหว่างการเจรจารอบอุรุกวัย (1986-1994) ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า ซึ่งจบลงด้วยการก่อตั้งองค์การการค้าโลก นี่คือยุคแห่งการเปิดเสรีทางการค้า เมื่อสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรกลุ่ม G7 ซึ่งหลงใหลกับความรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ได้สิ้นสุดลงแล้วและทุกประเทศจะโคจรรอบสหรัฐฯ ไปชั่วนิรันดร์ ผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ เปิดเศรษฐกิจให้กับบรรษัทจากกลุ่มนอร์ทแอตแลนติกและญี่ปุ่น สหรัฐฯ หวังว่าสนธิสัญญามาสทริชต์ (1993) ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งสหภาพยุโรป จะส่งผลให้เกิดความตกลงการค้าเสรีข้ามแอตแลนติก (แม้สิ่งนี้จะไม่เคยเกิดขึ้นจริง) และหวังว่าความตกลงการค้าเสรีนอร์ทแอตแลนติก (ค.ศ. 1994) จะผนวกแคนาดาและเม็กซิโกเข้ากับสหรัฐฯ อย่างถาวร
![]()
<เล้ง เซคคอน (กัมพูชา), พนมเปญใหม่, 2010.>
เป็นเวลาหลายปีที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปคและผลักดันเขตการค้าเสรีที่จะเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆ ของสหรัฐฯ มีอำนาจเหนือภูมิภาค เป้าหมายโบกอร์ปี 1994 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ แต่ล้มเหลวด้วยเหตุผลหลายประการ รวมถึงความกังวลภายในประเทศว่าศักยภาพทางอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตของเอเชียจะเหนือกว่าสหรัฐอเมริกา ในปี 2005 มีสี่ประเทศ (บรูไน ชิลี นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์) ลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก ซึ่งได้เพิ่มประเทศอีกแปดประเทศ (ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก เปรู สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม) ภายในปี 2013 แต่ข้อตกลงนั้นน้อยเกินไปและสายเกินไป วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงไปทั่วโลกใต้ ซึ่งเริ่มตระหนักถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และความจำเป็นในการสร้างทางเลือกทางการค้าและการพัฒนาแบบใต้-ใต้
ในปี 2007 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน จีนมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของโลกแล้ว และในปี 2010 จีนแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสอง ปัจจุบัน จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในบรรดาประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึง 13 ประเทศจากทั้งหมด 21 ประเทศสมาชิกเอเปค หลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 ประเทศแถบแปซิฟิกใต้ได้ลดความสำคัญของการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐอเมริกาลง และเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นแปซิฟิกในปี 2017 ประเทศที่เหลือยังคงเจรจากันต่อไปโดยไม่มีวอชิงตันเข้าร่วม สิบในสิบเอ็ดประเทศที่ลงนามในข้อตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นแปซิฟิก ซึ่งเกิดขึ้นจากการหารือเหล่านี้ เป็นสมาชิกเอเปค
![]()
<คิม อิน ซก (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี), อาบฝนที่ป้ายรถเมล์, 2016.>
ในการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในปี 2011 สมาชิกบางประเทศได้หารือถึงความเป็นไปได้ของข้อตกลงการค้าเสรีที่มีเอเชียเป็นศูนย์กลาง การเจรจาดำเนินไปด้วยความมั่นใจว่าสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศ รวมถึงจีนและอินเดีย จะเป็นเสาหลักให้กับเครือข่ายการค้าที่สำคัญ ในที่สุดอินเดียก็ถอนตัว แต่ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งสิบประเทศ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ยังคงอยู่ในกระบวนการเจรจา ในปี 2020 ประเทศเหล่านี้ได้ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรเกือบหนึ่งในสามของโลก (2.3 พันล้านคน) และคิดเป็น 28% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของโลก เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สหภาพยุโรปมีสัดส่วนประมาณ 18% ของ GDP โลก ขณะที่ ความตกลงทางการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) มีสัดส่วนประมาณ 30% ของ GDP โลก โดยที่ RCEP ได้บรรลุ ‘การค้าเสรีและเปิดกว้าง’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เอเปคปรารถนาที่จะบรรลุด้วยเป้าหมายโบกอร์ ในขณะที่สหรัฐอเมริกายังคงเดียวดาย
แต่สหรัฐฯ ยังคงรักษาเครื่องมืออย่างน้อยสองอย่างเพื่อใช้อำนาจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ เอเปค ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเวทีเศรษฐกิจเท่าใดอีกแล้ว แต่เป็นเครื่องมือสำหรับสหรัฐฯ ในการควบคุมพันธมิตรชาวเอเชีย และอีกอย่างคือ RIMPAC (การฝึกทางเรือริมวงแหวนแปซิฟิก) ซึ่งเป็นหน่วยงานทางทหารของสหรัฐฯ RIMPAC ก่อตั้งขึ้นในปี 1971 โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสงครามเย็นเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียต แต่ได้พัฒนาเป็นกลไกเพื่อใช้อำนาจทางเรือต่อต้านจีนและประเทศอื่นๆ ที่แสวงหาอธิปไตยของตนเอง RIMPAC ซึ่งจัดตั้งโดยกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของกองทัพเรือสหรัฐฯ และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮาวาย ปัจจุบันได้รวมเอาทรัพยากรทางทหารของอิสราเอลไว้ด้วย สิ่งนี้น่าจะสร้างปัญหาให้กับสมาชิก เช่น โคลอมเบีย ชิลี และมาเลเซีย ซึ่งมีจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ของอิสราเอลที่กำลังดำเนินอยู่ ประเทศเอเปกทั้งหมดเข้าร่วมใน RIMPAC ยกเว้นจีน รัสเซีย และเวียดนาม (จีนเคยเข้าร่วมจนถูกกีดกันในปี 2018)
ความคาบเกี่ยวของระบบสมาชิกของ APEC และ RIMPAC เผยให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการใช้อำนาจเหนือด้วยกลวิธีทางเศรษฐกิจ (APEC ซึ่งประสานงานวงจรเศรษฐกิจของระบบทุนนิยม) และการบีบบังคับทางทหาร (RIMPAC ซึ่งรักษาเงื่อนไขทางทหารสำหรับระเบียบเศรษฐกิจนั้น) แม้ว่า APEC จะดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องของการลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯมั่นใจว่าจะรักษาฐานทัพและฐานปฏิบัติการหมุนเวียนทางทหารอย่างน้อย 260 แห่ง ตั้งแต่ฐานทัพอากาศดาร์วินของออสเตรเลียไปจนถึงฐานทัพอากาศคาเดนาของญี่ปุ่น นอกจากนี้การซ้อมรบของ RIMPAC ยังคงเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นจีนในปัจจุบันได้หยั่งรากลึกในพลวัตของ APEC-RIMPAC สหรัฐฯ ไม่สามารถต้านทานความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจของจีนและประเทศเพื่อนบ้านได้ จึงหันไปใช้การกดดันทางทหารและการทูต
![]()
<โรเดล ทาปายา (ฟิลิปปินส์), ตำนานลำอ่าง, 2012.>
การประชุมสุดยอดที่เกาหลีใต้จะเต็มไปด้วยการชุมนุมประท้วงใหญ่ที่นำโดยสหภาพแรงงานภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม กลุ่มสิทธิมนุษยชน และองค์กรนักศึกษา แต่นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้สนับสนุนชาตินิยมสุดโต่งของอดีตประธานาธิบดียุน ซุก ยอล (2022-2025) แห่งพรรคพลังประชาชนฝ่ายขวา ซึ่งได้มีการประกาศกฎอัยการศึกในปี 2024 อย่างไรก็ตาม กลุ่มเหล่านี้จะไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการชุมนุมประท้วง เพราะการประท้วงนี้มุ่งสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในเกาหลีใต้ และต่อต้านความพยายามที่จะใช้การประชุมสุดยอดเอเปคเพื่อเสริมสร้างฐานเสียงของชนชั้นนำทางการเมืองของประเทศที่ยังคงหวั่นไหวต่อการล่มสลายของยุน
![]()
<ฮุน กยู คิม (เกาหลีใต้) ร่างของซัมเมอร์อันแสนยาว 2017.>
ขณะที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวไปยังเอเชีย สหรัฐฯ จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อยัดเยียดตัวเอง แต่ทว่า สหรัฐฯ กลับไม่มีเครื่องมือที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ดังเช่นในอดีต ประโยชน์อย่างหนึ่งของเอเปคคือการเป็นเวทีให้ผู้นำสหรัฐฯ และจีนได้พบปะกันในช่วงเวลาที่พื้นที่สำหรับการเจรจาทวิภาคีกำลังลดน้อยลง นี่คือเหตุผลที่สื่อให้ความสนใจกับการประชุมระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน
ในปี 2013 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ใช้วลี “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อมนุษยชาติ” (人类命运共同体) ซึ่งบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2017 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในการประชุมสุดยอดเอเปคปี 2014 ณ กรุงปักกิ่ง สี จิ้นผิง ได้กล่าวว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไม่ควรกลายเป็น “เวทีแห่งการแข่งขัน” แต่ควรเป็นที่ตั้งสำหรับ “ประชาคมแห่งโชคชะตาร่วมกัน” เจ้าหน้าที่รัฐของจีนเริ่มพูดถึง “ประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่มีอนาคตร่วมกัน” (亚太命运共同体) ซึ่งสะท้อนถึงวลีในปี 2013 แก่นแท้ของวลีเหล่านี้คือ ประเทศในเอเชียไม่ควรมุ่งสู่การเมืองแบบกลุ่มหรือพันธมิตรทางทหาร แต่ควรเปิดกว้างในการเจรจากับทุกคน และสร้างเวทีที่ธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของทุกคน แม้ว่าวลีเหล่านี้จะมีความน่าสนใจ แต่ความรู้สึกอันสูงส่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านกระบวนการประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น นั้นคือ เมื่อผู้คนทั่วภูมิภาคเห็นว่าชีวิตของพวกเขาดีขึ้นผ่านสันติภาพและการพัฒนา
ด้วยความเคารพ
วิเจย์