<กิเยร์โม เกรเบ(ชิลี), Muro sagrado de la dignidad (กำแพงศักดิ์สิทธิ์แห่งศักดิ์ศรี), 2021>

แด่สหาย

สวัสดีและทักทายจากโต๊ะทำงานไตรทวีป:สถาบันวิจัยทางสังคม

กำแพงเมืองซานติอาโก ประเทศชิลี เมืองที่ผมอาศัยอยู่ ถูกจารึกด้วยกราฟฟิตี้สีซีดจางจากเหตุการณ์ ในปี 2019: estallido social (การลุกฮือทางสังคม) หลายปีต่อมา คำขวัญเหล่านี้ยังคงปรากฏบนทางเท้า ตั้งแต่ Nos quitaron tanto que nos quitaron hasta el miedo (พวกเขาพรากสิ่งต่างๆ ไปมากมายจนแม้แต่ความกลัวของเราก็ถูกพรากไปด้วย) ไปจนถึง No son 30 pesos, son 30 años (ไม่ใช่ 30 เปโซ แต่มันคือ 30 ปี) คำขวัญทั้งสองนี้กล่าวถึงมาตรการรัดเข็มขัดแบบเสรีนิยมใหม่ที่บังคับใช้กับประชาชนชาวชิลีตลอด 30 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการขึ้นราคาตั๋วรถไฟใต้ดิน 30 เปโซ และการตัดลดระบบค่าจ้างทางสังคมของประเทศอย่างรุนแรง การลุกฮือครั้งนี้นำโดยนักเรียนมัธยมปลายที่เกิดระหว่างปี 2001 (อายุ 18 ปี) และ 2005 (อายุ 14 ปี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเจเนอเรชัน Z หรือ “เจน Z” อย่างไรก็ตาม คำนี้ซึ่งสื่อกระแสหลักบังคับให้โลกต้องยอมรับ มักจะลบล้างความซับซ้อนทางสังคมและลักษณะเฉพาะของการลุกฮือระดับชาติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คำนี้และแนวคิดเรื่อง “รุ่น” ก็ยังสมควรที่จะศึกษา

การประท้วงในชิลี ซึ่งท้ายที่สุดแล้วดึงดูดผู้คนทุกเพศทุกวัยมาเข้าร่วมอีกทั้งยังทำให้รัฐบาลฝ่ายขวาของเซบาสเตียน ปิเญราขาดความชอบธรรมได้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว คนหนุ่มสาวที่เกิดในยุคนี้ได้นำการประท้วงไปทั่วโลก เช่นการระดมพลครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านการข่มขืนหมู่ในกรุงเดลี ประเทศอินเดีย (2012) แคมเปญ March for Our Lives (เดินเพื่อชีวิตของเรา) เพื่อต่อต้านความรุนแรงจากอาวุธปืนในสหรัฐอเมริกา (2018) และแคมเปญ Fridays for Future (วันศุกร์เพื่อวันหน้า) เพื่อต่อต้านวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (2018) ซึ่งริเริ่มโดยเกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดน (เกิดในปี 2003 และเพิ่งถูกทรมานโดยรัฐบาลอิสราเอล) ต่อมาการลุกฮือในชิลีตามมาด้วยการหยุดงานประท้วงทั่วประเทศในโคลอมเบียในปี 2021 การต่อสู้ในอารากาลายาในศรีลังกาในปี 2022 และการลุกฮือในเนปาลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลฝ่ายกลาง-ขวาต้องลาออก ในแต่ละกรณีนี้ สิ่งที่เริ่มต้นจากความไม่พอใจในศีลธรรมเกี่ยวกับปัญหาเฉพาะเรื่อง ได้ขยายตัวกลายเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างที่พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถสร้างชีวิตให้กับเยาวชนได้

<โจเซฟ เอ็มบาเทีย เบอร์เทียร์ส (เคนยา) หนึ่งสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง, 2007>

แนวคิดเรื่องการแบ่งรุ่นได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อนโดยคาร์ล มันน์ไฮม์ นักวิชาการชาวเยอรมัน ในบทความเรื่อง “ปัญหาทางสังคมวิทยาของรุ่น” (The Sociological Problem of Generations) (1928) สำหรับมันน์ไฮม์ รุ่นไม่ได้ถูกกำหนดโดยยุคสมัยที่กลุ่มคนรุ่นหนึ่งถือกำเนิดขึ้น แต่ถูกกำหนดโดย “ตำแหน่งสังคม” (soziale Lagerung) ของพวกเขา ในทางการเมือง การแบ่งแยกทางรุ่นเกิดขึ้นเมื่อพวกเขาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้พวกเขากลับมาเผชิญกับประเพณีอีกครั้งผ่าน “ผู้ส่งผ่านทางวัฒนธรรม”ใหม่ๆ (Kulturträger) ซึ่งก็คือปัจเจกบุคคลและโครงสร้างที่ถ่ายทอดวัฒนธรรม และกลายเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทั้งนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการที่ รุ่น ถูกทำให้กลายเป็นรูปแบบการตลาดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (เช่น เบบี้บูมเมอร์ เจเนอเรชัน X เจเนอเรชัน Y เป็นต้น) มันน์ไฮม์มองว่าคนรุ่นหนึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในขณะที่วัฒนธรรมเสรีนิยมใหม่ได้เปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็น “กลุ่ม” ในกลยุทธ์การสร้างแบรนด์

คำว่า เจน Z ถูกใช้ในการบรรยายการประท้วงที่เกิดขึ้นตั้งแต่เทือกเขาแอนดีสไปจนถึงเอเชียใต้ ซึ่งคนหนุ่มสาวที่รู้สึกท้อแท้กับโอกาสในการพัฒนาสังคมที่จำกัด ได้ออกมาเดินขบวนบนท้องถนนเพื่อปฏิเสธระบอบที่ล้มเหลว ทฤษฎีของมานน์ไฮม์บางส่วนก็ถูกนำมาใช้ในที่นี้ จริงอยู่ที่พลังจักรวรรดินิยมมักเข้ามาแทรกแซงเพื่อปลุกปั่นและกำหนดทิศทางการประท้วงเหล่านี้ แต่การมองการประท้วงเหล่านี้เป็นเพียงผลพวงจากการแทรกแซงจากภายนอกนั้นก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เพราะมีปัจจัยทางสังคมวิทยาภายในที่สำคัญหลายประการที่จำเป็นต้องวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจ ดังนั้น “การประท้วง Gen Z” เหล่านี้ ปัจจัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดยกระบวนการที่ทับซ้อนกันหลายอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากบริบทระดับชาติ ขณะเดียวกันก็ถูกจำกัดด้วยบริบทระหว่างประเทศ ในจดหมายข่าวฉบับนี้ เราขอเสนอแนวคิด 7 ประการ เพื่อเริ่มต้นทำความเข้าใจพัฒนาการเหล่านี้ และอาจนำไปสู่ทิศทางที่ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

<มูวินดู บินอย (ศรีลังกา), การประท้วงด้วยสี 4, 2022>

ปาฐกถา 1: โลกใต้มีประชากรเยาวชนเป็นจำนวนมาก โดยมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ปี และวัยรุ่นในสังคมเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อของนโยบายรัดเข็มขัดหนี้สาธารณะที่รุนแรง ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ และสงครามที่ยืดเยื้อ ในแอฟริกา อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 19 ปี ซึ่งต่ำกว่าทวีปอื่นๆ ในไนเจอร์ อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 15.3 ปี ในมาลี 15.5 ปี ในยูกันดาและแองโกลา 16.5 ปี และในแซมเบีย 17.5 ปี

ปาฐกถา 2: เยาวชนในประเทศโลกใต้ล้วนไม่พอใจกับปัญหาการว่างงาน แนวคิดเสรีนิยมใหม่ทำให้ศักยภาพของรัฐอ่อนแอลง และทำให้มีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหานี้น้อยมาก (ซึ่งนำไปสู่ข้อเรียกร้องต่างๆ เช่น การเปิดโอกาสการจ้างงานของรัฐ ในกรณีของขบวนการปฏิรูปโควตาในบังกลาเทศ) เยาวชนที่มีการศึกษาและใฝ่ฝันอยากเป็นชนชั้นกลางไม่สามารถหางานที่เหมาะสมได้ นำไปสู่การว่างงานเชิงโครงสร้างหรือความไม่สมดุลของทักษะ แต่ละประเทศล้วนมีสำนวนเรียกงานที่ไม่มั่นคงหลากหลายทาง ในแอลจีเรีย มีคำเรียกคนว่างงานที่ใช้มาจากภาษาอาหรับและภาษาฝรั่งเศสว่า ผู้ที่ “พิงกำแพง” เพื่อค้ำจุนกำแพง (hittiste มาจากคำว่า hayt ในภาษาอาหรับ ซึ่งแปลว่า กำแพง) ในช่วงทศวรรษ 1990 ระบบมหาวิทยาลัยได้รับการขยายและแปรรูปเป็นเอกชน ซึ่งหมายความว่า มีการเปิดประตูสู่กลุ่มคนรุ่น Gen Z จำนวนมาก(โดยมีค่าธรรมเนียม) ลูกหลานเหล่านี้คือลูกหลานของชนชั้นกลางและชนชั้นกลางล่าง รวมถึงชนชั้นแรงงานและเกษตรกรรายย่อยที่สามารถไต่เต้าในสังคมได้ คนรุ่น Gen Z เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการศึกษาสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีหนี้สินและตกงานมากที่สุดเช่นกัน ความขัดแย้งระหว่างความทะเยอทะยานและความไม่มั่นคงนี้ก่อให้เกิดความขุ่นเคืองใจอย่างมาก

ปาฐกถา 3: คนหนุ่มสาวไม่ต้องการที่จะต้องอพยพเพื่อมีชีวิตที่สง่างาม ในเนปาล กลุ่มผู้ประท้วงวัยรุ่นตะโกนต่อต้านการบังคับให้ย้ายถิ่นฐานทางเศรษฐกิจ: “เราต้องการงานในเนปาล เราไม่ต้องการอพยพเพื่อหางาน” การบังคับให้ย้ายถิ่นฐานนี้ก่อให้เกิดความอับอายและความห่างเหินในวัฒนธรรมของตนเอง อีกทั้งยังตัดขาดจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่หล่อหลอมสังคมของตนเอง ทั่วโลกมีแรงงานอพยพเกือบ 168 ล้านคน หากนับพวกเขาเป็นประเทศ พวกเขาจะใหญ่เป็นอันดับเก้าของโลก รองจากบังกลาเทศ (169 ล้านคน) และมากกว่ารัสเซีย (144 ล้านคน) ในจำนวนนี้คือคนงานก่อสร้างชาวเนปาลในรัฐอ่าวเปอร์เซีย และแรงงานเกษตรกรรมในแถบเทือกเขาแอนดีสและโมร็อกโกในสเปน พวกเขาส่งเงินกลับประเทศเพื่อประคับประคองการบริโภคในครัวเรือนในประเทศของตน ในหลายกรณี เงินโอนกลับทั้งหมด (ซึ่งมีมูลค่า 857 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023) สูงกว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เช่นเดียวกับเม็กซิโก) ความเหลื่อมล้ำทางสังคม เส้นแบ่งของแรงงานในระดับสากล การเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการไม่คำนึงถึงวุฒิการศึกษา ทำให้การย้ายถิ่นฐานแทบจะไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเลย

<ซาบิตา ดังโกล(เนปาล), ที่พักพิงป้องกัน, 2020.>

ปาฐกถา 4: ธุรกิจการเกษตรและบริษัทเหมืองแร่ขนาดใหญ่กำลังเพิ่มความรุนแรงในการโจมตีเกษตรกรรายย่อยและแรงงานภาคเกษตร (ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เกิดการประท้วงของเกษตรกรในอินเดีย) เยาวชนจากชนชั้นเหล่านี้ซึ่งเบื่อหน่ายกับความทุกข์ยากในชนบทและถูกปลูกฝังแนวคิดสุดโต่งจากการประท้วงของพ่อแม่ที่มักจะล้มเหลว ต่างย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองและไปทำงานต่างประเทศ พวกเขานำประสบการณ์จากชนบทมาสู่เมือง และมักเป็นกลุ่มหลักของขบวนการประท้วงเหล่านี้

ปาฐกถา 5: สำหรับ Gen Z ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความทุกข์ยากทางสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นสาเหตุสำคัญของกระบวนการการกลายเป็นชนชั้นกรรมาชีพผ่านการอพยพและภาวะช็อกจากราคาสินค้า ผู้คนในพื้นที่ชนบทมองว่าธารน้ำแข็งที่ละลาย ภัยแล้ง และน้ำท่วม ล้วนต่างพบได้ตรงจุดที่ห่วงโซ่อุปทาน “สีเขียว” ของจักรวรรดินิยมที่แสวงหาทรัพยากรอย่างลิเธียม โคบอลต์ และพลังงานน้ำ พวกเขาเข้าใจว่าภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศเชื่อมโยงโดยตรงกับความไม่สามารถดำรงกับปัจจุบัน ส่วนอนาคตยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ปาฐกถา 6: การเมืองแบบสถาบันนิยมไม่สามารถจัดการกับความคับข้องใจของ Gen Z ได้ ในเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง และองค์กรตุลาการที่ไร้ความรับผิดชอบดูเหมือนจะอยู่บนโลกอีกใบหนึ่ง ปฏิสัมพันธ์หลักของคนรุ่นนี้กับรัฐคือผ่านข้าราชการที่ไม่สนใจเสียงเรียกร้องและตำรวจที่ถูกควบคุมด้วยกำลังทหาร พรรคการเมืองถูกทำให้เป็นอัมพาตจากการประหยัดหนี้สาธารณะและมาตรการรัดเข็มขัดของวอชิงตัน และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) มุ่งเน้นไปที่ประเด็นเฉพาะบุคคลมากกว่าระบอบทั้งหมด พรรคปลดแอกแห่งชาติที่มีอยู่ทีเดิมได้ใช้วาระของตนจนหมดสิ้นแล้ว หรือถูกทำลายด้วยมาตรการรัดเข็มขัดและหนี้สิน ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองในประเทศโลกใต้ การ “กำจัดให้สิ้นซาก” เป็นการเมืองที่จบลงด้วยการหันไปพึ่งผู้มีอิทธิพลทางโซเชียลมีเดีย (เช่น บาเลน ชาห์ นายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุ) ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการเมืองแบบพรรคการเมือง แต่มักใช้แพลตฟอร์มของตนเพื่อเผยแพร่หลักคำสอนต่อต้านการเมืองและความขุ่นเคืองของชนชั้นกลาง

ปาฐกถา 7: การเพิ่มขึ้นของงานนอกระบบได้สร้างสังคมที่ไร้ระเบียบ ไร้ซึ่งความหวังที่จะได้มิตรภาพระหว่างคนงานหรือการเป็นสมาชิกขององค์กรขนาดใหญ่ เช่น สหภาพแรงงาน ภาวการณ์จ้างงานแบบ”อูเบอร์” ทำให้ชีวิตเองเกิดความไม่เป็นทางการ แรงงานถูกแยกตัวออกจากการเชื่อมโยงทุกรูปแบบ ความสำคัญของโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของงานนอกระบบ อินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นสื่อหลักในการถ่ายทอดแนวคิด และเข้ามาแทนที่รูปแบบการจัดการทางการเมืองแบบเดิม การกล่าวอ้างว่าโซเชียลมีเดียเองเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังกระแสการประท้วงนี้ แม้จะดูน่าสนใจแต่ก็ไม่ถูกต้องนัก โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของความรู้สึกและกลยุทธ์ต่างๆ แต่มันไม่ใช่เหตุจูงใจของความรู้สึกเหล่านี้ สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคืออินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำหรับการดึงเอาส่วนแบ่งที่เกินของพนักงานแพลตฟอร์ม ผู้ซึ่งถูกควบคุมโดยอัลกอริทึมที่ผลักดันให้พวกเขาทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแลกกับค่าจ้างที่น้อยลงเรื่อยๆ

 <คามิโล เอกัส (เอกวาดอร์) Fiesta indígena (เทศกาลพื้นเมือง), 1926>

ปาฐกถาทั้งเจ็ดเบื้องต้นพยายามสรุปเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการลุกฮือของคนรุ่น Gen Z ในประเทศโลกใต้ การลุกฮือเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเมือง และแทบไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าได้ดึงดูดชาวนาและแรงงานในชนบทเข้ามาด้วย ยิ่งไปกว่านั้น วาระของการประท้วงเหล่านี้แทบจะไม่ได้กล่าวถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาวในประเทศที่ด้อยพัฒนาเลย พูดตรงๆ ก็คือ การเมืองแบบฉบับของการลุกฮือของคนรุ่น Gen Z นำไปสู่ห้วงเหวแห่งความขุ่นเคืองต่อชนชั้นกลางเพียงเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นในบังกลาเทศและเนปาล การประท้วงเหล่านี้มักถูกครอบงำโดยพลังทางสังคมที่ฝังรากลึก โดยเอาเปรียบเสียงสะท้อนจากผู้คนบนท้องถนนเพื่อพัฒนาวาระที่เป็นประโยชน์ต่อนายหน้าทางการเงินของตะวันตก อย่างไรก็ตาม การลุกฮือเหล่านี้ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะความถี่ของการลุกฮือจะเพิ่มขึ้นก็ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เรากล่าวมาข้างต้น ดังนั้นความท้าทายในการผลักดันสังคมนิยมคือการถ่ายทอดความคับข้องใจที่มีอยู่จริงของ Gen Z สู่โครงการที่เรียกร้องส่วนแบ่งของส่วนเกินทางสังคมที่สูงขึ้น และนำส่วนเกินนั้นไปใช้เพื่อส่งเสริมการลงทุนสุทธิคงที่เพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมในที่สุด

ด้วยความเคารพ

วิเจย์