ยาโยอิ คุซามะ (ประเทศญี่ปุ่น), ห้องกระจกเงาอนันต์ – ดวงวิญญาณจากระยะห่างล้านปีแสง, ค.ศ. 2013
แด่สหาย
สวัสดีและทักทายจากโต๊ะทำงานของไตรทวีป: สถาบันวิจัยทางสังคม
ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำว่า ‘โรคซึมเศร้า’ คือตอนที่อายุประมาณสิบหกปี แม่พาผมไปที่ สถาบันสุขภาพจิตและประสาทวิทยาแห่งชาติ (NIMHANS) ในนครเบงกาลูรู ประเทศอินเดีย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจดูอาการที่ผมเคยคิดว่าเป็นเพียงแค่ฝันร้ายและช่วงเวลาที่ยากลำบากในยามบ่าย ผมถือว่าโชคดีมาก เพราะในปัจจุบัน มีผู้คนทั่วโลกเพียงร้อยละ 9 ที่ได้รับการบำบัดรักษาโรคซึมเศร้า คุณหมอพูดคุยกับผมเป็นเวลานาน และผมได้ใช้เวลาอีกหลายวันที่สถาบัน NIMHANS ภายใต้การดูแลของหมอท่านนี้และหมอท่านอื่นๆ สำหรับผมแล้ว เห็นได้ชัดว่าปัญหาส่วนใหญ่ของผมมีที่มาจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น ตอนที่ผมถูกข่มขืนในโรงเรียน
พ่อแม่คอยประคับประคองผมมาตลอดกระบวนการนั้น พวกท่านมอบความกล้าหาญให้ผมก้าวผ่านเหตุการณ์หลังเหตุร้าย และปกป้องผมจากสิ่งที่ท่านคิดว่าคือความอับอายที่สุดจากการเปิดเผยเหตุการณ์ความรุนแรงต่อสาธารณะ ผมยังคงรู้สึกขอบคุณท่านที่ใจดีและให้อภัยเช่นนั้น ยอมให้ผมใช้เวลาตามที่ต้องการ กว่าที่ผมจะพร้อมพูดเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องที่เด็กคนหนึ่งไม่อาจเข้าใจและไม่ควรต้องเข้าใจได้เลย อันที่จริง ประสบการณ์จากโรคซึมเศร้าและผลกระทบต่อความมั่นใจนั้นยังคงติดตามไปตลอดชีวิต ยาช่วยได้ และความรักจากเพื่อนๆช่วยเช่นกัน แต่ไม่มี ‘การรักษา’ ใดๆ ที่จะทำให้ความเจ็บปวดที่ซับซ้อนหมดไปได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมต้องเผชิญกับความอับอายอย่างลึกๆ ที่มาพร้อมกับประสบการณ์เช่นนี้ รวมถึงความไม่แน่ใจในข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ (ผมเป็นคนยั่วยุให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นหรือไม่) ความอับอายเช่นนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ที่ต้องพบกับเหตุการณ์รุนแรงและมันจะเป็นรอยตราติดตัวผู้คนไปตั้งแต่เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้น จนถึงวินาทีที่พวกเขาจากโลกนี้ไป ดังจะเห็นได้จากอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงกว่าอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้ที่เคยประสบความรุนแรงในช่วงเยาว์วัย ด้วยเหตุผลอันดี ความสำคัญของการใช้ยาและการบำบัดจึงไม่สามารถลดทอนได้ แต่ในโลกที่ให้ความสำคัญกับการชำระหนี้และการซื้ออาวุธมากกว่า ในขณะที่งบประมาณด้านสาธารณสุขลดลง การสนับสนุนด้านสุขภาพจิตจึงอยู่ในระดับที่ต่ำอย่างน่าตกใจ
![]()
อเล็กซานเดอร์ ‘สกันเดอร์’ บอกอสเซียน (ประเทศเอธิโอเปีย), ทางแยก, ค.ศ. 1997
เหตุผลหนึ่งที่ผมเป็นผู้สนับสนุนอย่างเหนียวแน่นให้กับหน่วยงานต่างๆ ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็เพราะว่าสถาบันเหล่านี้จับตาดูปัญหาสุขภาพจิตและการขาดแคลนเงินทุนสนับสนุนอย่างร้ายแรงสำหรับโครงสร้างที่ช่วยเหลือผู้ที่เผชิญกับความท้าทายเหล่านี้อย่างใกล้ชิด รายงานสองฉบับได้แก่ Mental Health Atlas 2024 และ World Mental Health Today (ทั้งสองฉบับเผยแพร่ในปี 2025) พบว่ามีผู้คนมากกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความผิดปกติทางจิต ซึ่งขัดกับความเข้าใจทั่วไปที่ว่าผู้ประสบภัยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง โรคที่พบบ่อยที่สุดคือโรควิตกกังวลและโรคซึมเศร้า โดยผู้หญิงได้รับผลกระทบที่ไม่สมสัดส่วน
ผู้หญิงยังประสบกับความรุนแรงในครัวเรือนในอัตราที่สูงกว่า ซึ่งนำไปสู่ความเครียดทางจิตที่เพิ่มขึ้น และผู้หญิงที่มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความรุนแรงทางเพศและรูปแบบอื่นๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม น่าประหลาดใจที่การศึกษาของ WHO พบว่าผู้หญิงสามารถเข้าถึงการบำบัดรักษาได้น้อยกว่า ด้วยเหตุผลหลายประการ การศึกษาหนึ่งจากอินเดีย ซึ่งอ้างโดย WHO ชี้ให้เห็นว่า ‘ผู้หญิงที่เป็นโรคซึมเศร้ามีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินสดด้านสุขภาพเกินครึ่งหนึ่งของรายได้ครัวเรือนต่อเดือนมากกว่าผู้หญิงอื่นๆ ถึงสามเท่า’ ปัจจัยสามประการคือ ค่าใช้จ่าย, การตีตรา, และความกลัว กีดขวางกระบวนการด้านสุขภาพและความยุติธรรมสำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับโรคทางจิต
![]()
ดิง ลี่เหริน (ประเทศจีน), ตั๊กแตนไหมกุหลาบ, ค.ศ. 2019
ข้อมูลดังกล่าวน่าสะพรึงกลัว การใช้จ่ายของรัฐบาลโดยเฉลี่ยสำหรับการดูแลสุขภาพจิตคิดเป็นประมาณ 2% ของงบประมาณด้านสุขภาพ ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 2017 มีเพียง 9.89% ของจีดีพีโลกที่ใช้ไปกับการดูแลสุขภาพในปี 2022 แม้ว่าตัวเลขการใช้จ่ายด้านสุขภาพของโลกจะทำให้เข้าใจผิด เนื่องจากจำนวนมากถูกใช้ในกลุ่มประเทศโลกเหนือ สำหรับบริษัทประกันและการรักษาพยาบาลที่แพงซึ่งบิดเบือนข้อมูล การใช้จ่ายด้านสาธารณสุขโดยเฉลี่ยในกลุ่มประเทศโลกใต้อยู่ที่ 1.2% ของจีดีพี ณ ปี 2022 โดยมี 141 รัฐบาลที่ใช้จ่ายน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานการใช้จ่ายด้านสุขภาพของ WHO ที่ 5% ของจีดีพี (รายงานปี 2010 ที่คล้ายกันเสนอว่าการใช้จ่ายที่ 6% จะป้องกันค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่สูง) ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้สูงใช้จ่าย 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนสำหรับสุขภาพจิต ประเทศที่มีรายได้ต่ำใช้จ่ายเพียง 0.04 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน
ในเวลาที่ประเทศที่ยากจนกว่ากำลังใช้จ่ายประมาณ 6.5% ของรายได้จากการส่งออกเพื่อชำระหนี้ต่างประเทศ ขณะที่การใช้จ่ายทางทหารและตำรวจของโลกพุ่งสูงขึ้น เป็นไปได้ยากที่ประเทศส่วนใหญ่จะมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะเปลี่ยนลำดับความสำคัญจากการทำลายล้างทางสังคมไปสู่การดูแลทางสังคม
![]()
ออกุสแตง เลอซาจ (ประเทศฝรั่งเศส), ไม่มีชื่อ, ค.ศ. 1923
ความล้มเหลวในการสร้างระบบการดูแลสุขภาพที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงระบบสุขภาพจิต ส่งผลกระทบอย่างไร?
- จำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสูงอย่างน่าอัปยศ มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 720,000 คนทุกปี หรือประมาณ 8 ต่อประชากร 100,000 คน อัตราการฆ่าตัวตายของเยาวชนมีแนวโน้มคงที่หรือเพิ่มขึ้น ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ (ข้อมูลที่น่าเชื่อถือล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาจากปี 2021) เกือบสามในสี่ของการฆ่าตัวตายทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ตัวอย่างเช่น ในประเทศแอฟริกัน ตัวเลขเหล่านี้กำลังเพิ่มขึ้น และปัจจุบันอยู่ที่ 11.5 ต่อประชากร 100,000 คน
- รายงานใหม่จาก WHO พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากความเหงา 100 คนต่อชั่วโมง รวมเป็น 871,000 คนต่อปี ในบรรดาปัจจัยที่ขับเคลื่อนความเหงาหรือการโดดเดี่ยวทางสังคม รายงานอธิบายว่าได้แก่ ‘สุขภาพกายหรือใจที่ไม่ดี (โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า), ลักษณะบุคลิกภาพเช่นสภาพวิตกจริต, การไม่มีคู่ชีวิตหรือไม่ได้สมรส, การอาศัยอยู่ตามลำพัง และลักษณะของสภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นเช่น การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ยากลำบาก’ ปัจจัยขับเคลื่อนเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถเอาชนะได้โดยการเพิ่มการเชื่อมต่อทางสังคมผ่านการปฏิรูปง่ายๆ เช่น ระบบขนส่งสาธารณะที่ดีขึ้น, การมีศูนย์วัฒนธรรม, และศูนย์ดูแลชุมชน
- บุคลากรด้านสุขภาพจิตเองก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความท้าทายทางจิตและกายเนื่องจากงานที่หนักเกินไปและการขาดการสนับสนุน มีบุคลากรด้านสุขภาพจิตเพียง 13 คนต่อประชากร 100,000 คน โดยประเทศที่มีรายได้ต่ำสามารถระดมบุคลากรด้านสุขภาพจิตได้เพียง 1 คนต่อประชากร 100,000 คน สองในสามของประเทศทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ยากจนกว่า มีจิตแพทย์เพียง 1 คนต่อประชากร 200,000 คน ความเครียดที่เกิดกับบุคคลผู้มีจิตใจดีที่ทำงานในวิชาชีพนี้มีมากมาย ประเทศรายได้ต่ำเพียงแห่งเดียวที่ผมเคยพบกับบุคลากรสุขภาพจิตที่มีความสุขอย่างแท้จริงคือคิวบา ซึ่งระบบได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่ผู้ที่ทำงานในระดับชุมชน ท่ามกลางความยากลำบากทั้งหมด กับประชากรที่ได้รับผลกระทบทางระบบประสาทจากมาตรการคว่ำบาตร
- งานวิชาการเกี่ยวกับการดูแลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการรักษาผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงผ่านศูนย์ดูแลในชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้กับบ้านครอบครัวของผู้ป่วยนั้นดีกว่าการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชซึ่งมักมีขนาดใหญ่เกินไปและไร้ซึ่งบรรยากาศที่เอื้อต่อการรักษา อย่างไรก็ตาม มีน้อยกว่า 1 ใน 10 ของประเทศที่เปลี่ยนจากระบบโรงพยาบาลจิตเวชไปเป็นระบบการดูแลในชุมชน (หากพวกเขามีระบบเหล่านี้อยู่แล้ว) และประเทศที่ทำได้สำเร็จหลายประเทศเป็นประเทศสังคมนิยม ศูนย์ดูแลในชุมชนท้องถิ่นเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถรวมตัวเข้ากับสังคมได้ดีขึ้น และทำให้บุคลากรสุขภาพจิตเข้าใจประวัติจิตสังคมอย่างเต็มรูปแบบของผู้ป่วยและชุมชนที่พวกเขามาได้ดียิ่งขึ้น การรักษาจึงเป็นไปทั้งทางสังคมและการแพทย์
เราต้องใช้ความมั่งคั่งทางสังคมของเราเพื่อการดูแลให้มากขึ้น และเพื่อความตายและหนี้ให้น้อยลง
![]()
อิมราน กูเรชี (ประเทศปากีสถาน), การรู้แจ้งอย่างพอประมาณ, ค.ศ. 2007
เมื่อผมค้นพบอัลบั้ม The Dark Side of the Moon (1973) ของ Pink Floyd ในช่วงวัยรุ่น มันเป็นการเปิดโลกใหม่ ผมมักนั่งอยู่ในอพาร์ตเมนต์ของเราตอนบ่าย ขณะที่แสงแดดจากกัลกาตากรองผ่านใบไม้ใหญ่ด้านนอกและเสียงรถรางลอยเข้ามาในห้อง แล้วฟังอัลบั้มนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันยากที่จะอธิบายว่าการหลับตาแล้วบินเข้าไปในโลกของเพลง ‘Breathe (In the Air)’ มีความหมายกับผมมากเพียงใด:
หายใจ หายใจเอาอากาศเข้าไป
อย่ากลัวที่จะใส่ใจ
จากไป แต่อย่าทิ้งฉันไป
มองไปรอบๆ และเลือกผืนดินของเธอเอง
เธอจะมีชีวิตยืนยาว และบินสูง
และเธอจะให้รอยยิ้ม และร้องไห้
และทุกสิ่งที่เธอสัมผัส และทุกสิ่งที่เธอเห็น
คือทุกสิ่งที่มีในชีวิตของเธอ
วิ่งเถอะกระต่าย วิ่งไป
ขุดหลุมนั้น ลืมแสงตะวันเสีย
และเมื่องานทั้งหมดเสร็จสิ้น
อย่าเพิ่งนั่งลง
ถึงเวลาที่ต้องขุมหลุมอีกหลุมหนึ่ง
เธอจะมีชีวิตยืนยาว และบินสูง
แต่เพียงถ้าเธอขี่คลื่นนั้นไป
และรักษาสมดุลบนคลื่นลูกใหญ่ที่สุด
เธอจะวิ่งไปสู่หลุมฝังศพก่อนวัย
ผมมักรู้สึกว่าเพลงนี้คือสิ่งที่ช่วยให้ผมมีชีวิตอยู่รอดมาได้ พร้อมกับความรักของพ่อแม่ของผม โรซี่ แซมมวล และครอบครัวและสหายทั้งหลายของผม
ช้าลงบ้างเถอะ เจ้ากระต่าย จ้องมองดวงอาทิตย์บ้าง
ด้วยความปรารถนาดี,
วิเจย์