<อูโซ อีกูโน (ไนจีเรีย), สมัชชาคนไร้สัญชาติ, ค.ศ. 1982.>
แด่สหาย
สวัสดีทักทายจากโต๊ะทำงานไตรทวีป สถาบันวิจัยสังคม
เมื่อปี ค.ศ. 2014 องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ของสหประชาชาติ (UN) ได้ริเริ่มโครงการผู้โยกย้ายถิ่นที่หายไป (Missing Migrants Project) ซึ่งจัดบันทึกข้อมูลผู้อพยพ โยกย้ายถิ่นฐานที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทางทั่วโลกไว้ในคลังข้อมูลออนไลน์ โครงการนี้ประเมินว่ามีผู้อพยพที่เสียชีวิตหรือสาบสูญหายจากการข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอย่างน้อย 33,220 รายตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ตัวเลขนี้ถือว่าเป็นการประเมินอย่างต่ำ เพราะองค์การ IOM ไม่สามารถบันทึกเรือทุกลำที่แล่นออกจากชายฝั่งแอฟริกาตอนเหนือและเรือที่มาไม่ถึงฝั่งยุโรป ทะเลทรายซาฮาร่าทางตอนใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนยังอันตรายยิ่งกว่าทะเล IOM คาดว่ามีผู้อพยพเสียชีวิตต่อปีระหว่างข้ามทะเลทรายซาฮาร่ามากกว่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วยซ้ำ แต่ผู้คนสนใจข้อมูลเหล่านี้น้อยกว่ามาก เนื่องจากความตายเหล่านี้อยู่ห่างไกลจากยุโรป
เส้นทางข้ามทะเลทรายซาฮาร่า จากเมืองอากาเดส ประเทศไนเจอร์ สู่เมืองซาบาห์ ประเทศลิเบีย ใช้เวลาประมาณสามวัน หากสภาพอากาศเป็นใจและพายุทรายไม่รุนแรงนัก เกือนสิบปีก่อนระหว่างที่ผมเดินทางในละแวกนั้น ผมได้ฟังผู้รอดชีวิตจากเส้นทางนั้นเล่าถึงเหล่าร่างผู้อพยพจมที่อยู่ในกองทราย ท่ามกลางเสียงร้อยคร่ำครวญของคนที่ถูกทิ้งไว้ระหว่างทาง โดยปกติจะมีผู้อพยพเสียชีวิตสักคนสองคนต่อหนึ่งขบวนอพยพ บางคนอาจพลัดตกจากรถบรรทุก หรือบางคนอาจถูกยิงเสียชีวิต คนทั่วทวีปแอฟริกาต่างใช้เส้นทางนี้ รวมถึงชาวเอริเทรียด้วย เท็คเล็บราห์น เทฟามาเรียม เท็คเล ผู้ลี้ภัยชาวเอริเทรียในสวีเดน เล่าประสบการณ์ของเขา อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘เล่าเรื่องจริง’ ให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ฟังว่า ‘อุบัติเหตุต่าง ๆ เกิดขึ้นที่ทะเลทรายซาฮาร่า ทะเลทรายเต็มไปด้วยศพชาวเอริเทรีย’ เท็คเล็บราห์น ถูกจับกุมและคุมขังเมื่อถึงลิเบีย เขาถูกคุมขังอีกรอบที่ศูนย์กักกันเมืองซูวาร่า เมื่อหน่วยยามฝั่งลิเบียสกัดเรือของเขาและผู้ลี้ภัยคนอื่น ๆ ระหว่างที่เขาพยายามข้ามทะเล หลังจากถูกคุมขังอยู่แปดเดือน เท็คเล็บราห์น นึกว่าทางการจะให้เขาลี้ภัยต่อ แต่เขากลับถูกหลอกให้ลงนามยินยอมส่งตัวเขากลับเอริเทรีย เขาหนีออกจากเอริเทรียอีกครั้ง จนสามารถตั้งถิ่นฐานใหม่ในสวีเดนได้สำเร็จ
![]()
<ฟิเคร เกเบรเยซุส (เอริเทรีย), งานศพชาวประมงปลาซาร์ดีน, ค.ศ. 2002.>
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้นึกถึง เท็คเล็บราห์น และเหล่าผู้อพยพคนอื่น ๆ ที่ผมพบเจอในทะเลทรายซาฮาร่า พวกเขากล้าออกเดินทางเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อหางานทำในทวีปยุโรป น้อยคนที่จะเลือกยุโรปเพราะสถานที่ จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของพวกเขา คือ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ประเทศของพวกเขาเองไม่สามารถให้คุณภาพชีวิตและการงานที่มั่นคง ตราบเท่าที่ยังมีสงคราม ถูกคว่ำบาตรและปล้นทรัพยากรภายให้โครงสร้างอาณานิคมใหม่
สถิติผู้อพยพชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของโครงสร้างเหล่านี้ จำนวนผู้อพยพย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 154 ล้านคนในปี ค.ศ. 1990 เป็น 304 ล้านคน ในปี ค.ศ. 2024 หากคิดผู้อพยพเหล่านี้เป็นหนึ่งประเทศ ประเทศผู้อพยพจะมีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลกรองจาก อินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ ธนาคารโลกประมาณการว่า จำนวนเงินโอนจากแรงงานข้ามชาติกลับไปยังประเทศภูมิลำเนา เพิ่มขึ้นถึง 4.6% จาก 865 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2023 มาเป็น 905 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ. 2024 หากคิดผู้อพยพเหล่านี้เป็นหนึ่งประเทศ จำนวนเงินทั้งหมดนี้จะสูงกว่าจำนวนเงินลงทุนต่างประเทศของ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีนในปี ค.ศ. 2024 รวมกันทั้งหมด หนึ่งในแปดของทุกคนบนโลกอาศัยเงินโอนระหว่างประเทศนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายได้ ปัญหาการอพยพจึงไม่ใช่แค่เศษเงินท่ามกลางเศรษฐกิจโลก แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่างหาก
![]()
<เลย์ล่า อัลอาวี (โมร็อกโก), No Pasara (ไม่อนุญาตให้เข้า), ค.ศ. 2008.>
การอพยพเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการพัฒนาในประเทศที่ยากจนกว่า แต่ก็เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและไม่ลงรอย มองในด้านหนึ่ง กระแสการประท้วงนำโดยเยาวชนในประเทศโมร็อกโกและเนปาลในปี ค.ศ. 2025 แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ที่สภาพเศรษฐกิจบีบบังคับให้พวกเขาต้องออกไปหางานทำในต่างประเทศ พวกเขาอยากที่จะทำงานในประเทศท่ามกลางครอบครัว เพื่อนฝูงสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่เขาต้องการมากกว่า กระแสนี้จึงกดดันรัฐบาลของประเทศซีกโลกใต้ ให้กระตุ้นการสร้างงาน และวางแผนพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน ผ่านมาตรการณ์ต่าง ๆ เช่น ปฏิรูปที่ดิน ระเบียบอุตสาหกรรม หรือลงทุนภาคสังคม ในทางกลับกัน เงินโอนระหว่างประเทศนำสกุลเงินต่างชาติเข้าประเทศมากกว่าการลงทุนในหลายประเทศ ท่ามกลางกระแสการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาลดลงถึง 7% ในปีค.ศ. 2023 เหลือเพียง 867 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและแอฟริกา สถานการณ์นี้หมายความว่า ประเทศเหล่านี้กลับยิ่งต้องอาศัยแรงงานต่างชาติเพียงเพื่อที่จะประทังชีวิตมากขึ้น
ไม่ว่าแอย่างไรก็ตาม นโยบายเศรษฐกิจในประเทศซีกโลกใต้จำต้องแก้ปัญหากระแสแรงงานไม่เพียงพอจากการอพยพ และปัญหาความพึ่งพิงเงินจากแรงงานอพยพเหล่านั้นที่ไหลกลับเข้ามาสร้างเสถียรภาพทางการเศรษฐกิจ กระแสทั้งสองนี้สวนทางกัน ในระยะสั้น ประเทศเหล่านี้ต้องแปรเงินโอนเหล่านี้เป็นสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อการพัฒนา เพื่อไม่ให้จำนวนเงินทั้งหมดหายไปกับการใช้จ่ายรายวันของชนชั้นแรงงาน และครัวเรือนที่ยากจนซึ่งอาศัยเงินเหล่านี้ อาจใช้เป็นวิธีส่งเสริมการออมในกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) หรือเครื่องมือเครดิต แทนที่จะพยายามควบคุมการใช้จ่ายหรือการโอนเงินของครัวเรือน ในระยะยาว รัฐต้องลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างงานในประเทศ และสร้างเสถียรภาพทางการเศรษฐกิจ เพื่อลดความจำเป็นของแรงงานในการอพยพออกนอกประเทศ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ (AMLO) เม็กซิโกเริ่มทดลองนโยบายลดค่าโอนเงินระหว่างประเทศ และขยายวงกว้างบริการการเงินสาธารณะ
![]()
<ฟรีดา คาห์โล (เม็กซิโก), El camión (รถบัส), ค.ศ. 1929.>
ภายใต้การนำของประธานาธิบดี อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ (AMLO) เม็กซิโกเริ่มทดลองนโยบายลดค่าโอนเงินระหว่างประเทศ และขยายวงกว้างบริการการเงินสาธารณะ รัฐบาล AMLO อาศัยองค์กร Financiera para el Bienestar หรือ Finabien ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมการเงินของรัฐเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงระบบการเงินมากขึ้น องค์กร Finabien สร้างบัตร และแอปพลิเคชันของตัวเอง ทำให้แรงงานชาวเม็กซิกันในสหรัฐอเมริกาสามารถโอนเงินผ่าน Finabien สู่ครอบครัวโดยตรง โดยไม่ต้องเสียค่านายหน้า ทำให้ลดค่าโอนเงินระหว่างประเทศลดลง ถึงกระนั้น การโอนเงินระหว่างประเทศยังคงเป็นจุดเสี่ยง เพราะระบบธุรกรรมทางการเงินยังคงถูกบริหารจัดการโดยประเทศซีกโลกเหนืออยู่ดี ในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลทรัมป์ เริ่มเก็บภาษีสรรพสามิต 1% สำหรับการโอนเงินต่างประเทศบางประเภทตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2026 ซึ่งสอดคล้องกับคำขู่ที่จะระงับการโอนเงินต่างประเทศสู่ภูมิภาคลาตินอเมริกา เพื่อเป็นการกดดันทางการเมือง
หากโครงการเช่น Finabien ขยายวงกว้างขึ้น และเชื่อมโยงกับนโยบายอื่น ๆ ทั่วโลก การโอนเงินต่างประเทศสู่บัญชีที่รัฐบริหารโดยตรง อาจช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการออม การเข้าถึงทางการเงิน และเพิ่มวงเงินในการกู้ยืมต่าง ๆ ของระบบธนาคารของรัฐ ยิ่งถ้ามีหน่วยงานรัฐที่ดี เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนา หรือนโยบายเครดิตทางตรง เงินส่วนนี้อาจนำไปต่อยอดเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรืออุตสาหกรรมที่ยั่งยืนก็เป็นได้ วิธีนี้จะแปรเปลี่ยนเงินโอนต่างประเทศให้เป็นทุนงอกเงย แทนที่จะหายไปกับค่าใช้จ่ายรายวัน
![]()
<บุษบา กุมารี (อินเดีย), แรงงานข้ามชาติกลับภูมิลำเนา, ค.ศ. 2020.>
นโยบายปรับโครงสร้าง (SAPs) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ถูกบังคับใช้กับประเทศกำลังพัฒนา มุ่งเน้นแต่เอื้อประโยชน์เจ้าหนี้ และผู้มีสินทรัพย์ทางการเงินในนามของ ‘เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ’ มาหลายต่อหลายทศวรรษแล้ว แทนที่จะเน้นการลงทุนที่ยั่งยืน และกระตุ้นการสร้างงาน ข้อตกลงในนโยบาย SAP คอยแต่ที่จะบังคับมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง ลดการจ้างงานของภาครัฐ ควบคุมค่าแรง และลดการลงทุนของรัฐ มาตรการเหล่านี้ล้วนจำกัดขอบเขตของรัฐในการดำเนินนโยบายด้านอุตสาหกรรม โครงการสาธารณะ หรือกระตุ้นการสร้างงาน ในทางปฏิบัติ นโยบาย IMF สร้าง ‘ประชากรส่วนเกิน’ ในประเทศซีกโลกใต้ที่ถูกบีบบังคับให้ออกแสวงหางานนอก การอพยพเหล่านี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น จากสภาวะสงครามจักรวรรดินิยม และอาวุธทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งลดรายได้ของรัฐ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ลดการเข้าถึงระบบการค้า และการเงิน รวมไปถึงทำให้ครอบครัวต้องแตกแยกจากกัน องค์กร UNHCR ประเมินว่า เมื่อสิ้นปี ค.ศ. 2024 ผู้คนจำนวน 122 ล้านคนทั่วโลกต้องพลัดพรากจากภูมิลำเนา เนื่องด้วยภัยรุกราน ความรุนแรง สงคราม และสถานการณ์อันตรายอื่น ๆ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่กระตุ้นการสร้างงานอย่างยั่งยืน จำได้แต่จะส่งออกแรงงาน และอาศัยพึ่งพิงเงินโอนจากต่างประเทศมากขึ้น การสร้างงานภายในประเทศ ผ่านนโยบาย เช่น เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายระบบงานสาธารณะ ปฏิรูปที่ดิน กระตุ้นอุตสาหกรรม จะให้โอกาสแรงงานได้อยู่ในชุมชนของตนเอง สร้างความมั่นคงในเศรษฐกิจของชาติ และลดการอพยพที่ถูกบีบบังคับ การพัฒนาโดยไม่สร้างงานที่ดี สุดท้ายกลับบังคับให้คนจนต้องพลัดถิ่น แทนที่จะขจัดความยากจน
เราจึงต้องมองปัญหาการอพยพว่าเกิดมาจากปัญหาของความด้อยพัฒนา และการแลกเปลี่ยนอย่างไม่เป็นธรรม ระหว่างประเทศซีกโลกเหนือกับประเทศซีกโลกใต้ ไม่ใช่ว่าเป็นแค่ปัญหาความมั่นคงของประเทศซีกโลกเหนือ การสร้างงานที่ดี มีศักดิ์ศรีแรงงานในประเทศที่ยากจนกว่า คือวิธีแก้ปัญหาหลัก แต่นโยบายนี้จะนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อเราเปลี่ยนมาตรการรัดเข็มขัดของ IMF ให้เป็นแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่เปิดกว้างการเข้าถึงทางการเงิน สนับสนุนการลงทุนภาครัฐ และกระตุ้นนโยบายอุตสาหกรรม
![]()
<บัสซิม อัล–ชัคเคอร์ (อิรัก), หนีไปยังนรก, ค.ศ. 2021.>
แน่นอนว่าปัจจัยอื่นก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ประเทศซีกโลกเหนือกำลังพึ่งพิงแรงงานประเทศซีกโลกใต้ ในหลายกลุ่มงานสำคัญ เช่น งานดูแลบริบาล เกษตรกรรม งานก่อสร้าง และโลจิสติกส์ เนื่องจากอัตราการเกิดประชากรลดลง และผู้สูงอายุมากขึ้น ในรัฐอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน เช่น อิสราเอล ความพึ่งพิงนี้รวมไปถึง แรงงานฝีมือทางการแพทย์ วิศวกรรม และในมหาวิทยาลัย เนื่องจากแรงงานต่างชาติเข้ามาแทนช่องโหว่ที่เกิดขึ้นจากระบบการศึกษาและการฝึกงาน แต่แรงงานเหล่านี้กลับถูกเหยียดหยาม ดูถูกดูแคลน แม้ว่าแรงงานของเขาจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในบางที่ก็มีกระแสทัศนคติเหล่านี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม ประชาชนสหรัฐอเมริกาจำนวนมาก ออกมาประท้วงนโยบายต่อต้านแรงงานข้ามชาติอย่างรุนแรงของรัฐบาลทรัมป์ ที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น กักกัน และส่งแรงงานกลับประเทศเป็นวงกว้าง การประท้วงนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีแรงงานอพยพเสียชีวิตระหว่างถูกคุมตัวหลายสิบคนในปี ค.ศ. 2025 และเหตุพนักงานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ฆ่าพลเมืองสหรัฐฯ สองคนในเมืองมินนีแอโพลิส
ความขัดแย้งประเด็นผู้อพยพยังคงสะท้อนในนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ข้อตกลงเพื่อการอพยพที่เรียบร้อยและปลอดภัย (GCM) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่สมัชชาใหญ่ยอมรับเมื่อปี ค.ศ. 2018 วางหลักสำคัญไว้ 23 ประการ เราสรุปจุดมุ่งหมายสำคัญสำหรับการออกนโยบายไว้สามข้อ
- ลดปัจจัยการอพยพผ่านการลงทุนที่ยั่งยืน สอดคล้องกับหลักการลำดับที่สองของ GCM ‘ลดสถานการณ์และปัจจัยที่บีบบังคับให้ผู้คนต้องอพยพออกจากภูมิลำเนา’ ในทางทฤษฎี เราต้องเพิ่มคุณภาพชีวิตในครัวเรือน แต่นโยบายเหล่านี้ต้องมีพื้นที่ทางการเงิน และอิสระในการวางนโยบายซึ่งระบอบรัดเข็มขัดทางการเงินมักไม่ยอมให้พื้นที่นี้
- ทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานสอดคล้องกับความเป็นจริงของข้อมูลประชากร สอดคล้องกับหลักการลำดับที่ห้าของ GCM ‘เพิ่มความยืดหยุ่นและเปิดกว้างแนวทางในการอพยพอย่างเป็นระเบียบ’ และลำดับที่สิบแปด ‘ลงทุนในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน และกระตุ้นการรับรองทักษะ และคุณสมบัติของแรงงานต่างชาติ’ ในทางปฏิบัติแล้ว GCM สนับสนุนแผนการณ์ที่เปิดโอกาสให้แรงงานย้ายถิ่นฐานได้อย่างเป็นระเบียบและโปร่งใส และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศปลายทาง นโยบายนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการอพยพและการขูดรีดแรงงาน แต่ก็อาจทำให้เราพึ่งพิงการส่งออกแรงงานเพื่อพัฒนาประเทศมากขึ้น
- ลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศและเปิดกว้างโอกาสทางการเงิน สอดคล้องกับหลักการลำดับที่ยี่สิบของ GCM ‘พัฒนาการโอนเงินระหว่างประเทศให้ถูกลง และสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้แรงงานอพยพเข้าถึงระบบการเงิน GCM ยังระบุว่าเงินโอนจากต่างประเทศถือเป็นเงินภาคเอกชน และไม่ควรนับรวมกับเงินทุนเพื่อการพัฒนาอย่างอื่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความย้อนแยงของเงินส่วนนี้ เนื่องจากครัวเรือนจำต้องแบกรับภาระที่ควรจะเป็นหน้าที่ของการลงทุนภาครัฐ
![]()
<ม้วนกระดาษปาปิรุสฟาโรห์ ลำดับที่ห้า, ประมาณ 1300–1200 ปีก่อนคริสตกาล, พิพิธภัณฑ์อียิปต์, กรุงไคโร.>
ขณะที่ผมเดินทางในประเทศลิเบียเมื่อสองปีก่อน ผมพบเห็นนกนางแอ่นทำรังอยู่บนหลังรถบรรทุกทหาร นกนางแอ่นเป็นนกอพยพที่ข้ามทั้งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลทรายซาฮาร่าทุก ๆ ปี พวกมันไม่สนใจใยดีต่อด่านตรวจใดใด และยังทำรังท่ามกลางซากอุตสาหกรรมของเราอีกด้วย แต่ไหนแต่ไรเราถือนกนางแอ่นเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางไกล และความหวังในการกลับมาโดยสวัสดิภาพ ชาวประมงบางคนจะสักลายนกนางแอ่นเพื่อช่วยคุ้มครองเวลาพวกเขาออกหาปลา เผชิญคลื่นลมทะเล บางที่ในยุโรปถือว่าเป็นลางร้ายหากเผลอทำลายนกนางแอ่นเข้า บางทีความเชื่อเหล่านี้อาจเป็นบทเรียนสอนใจพวกเราให้เราควรเคารพผู้อพยพ คนเดินทาง และปลูกฝังสังคมโลกที่ไม่ปล่อยให้ต้องมีคนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพียงเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น ดังที่กวีชาวปาเลสไตน์ มะห์มุด ดาร์วิช เขียนไว้ว่า ‘เมื่อเธอกลับถึงบ้าน – บ้านของเธอ – จงนึกถึงคนอื่น’ (وأنتَ تعودُ إلى البيتِ، بيتِكَ، فكِّرْ بغيرِكَ).
ด้วยความเคารพ
วิเจย์