<จีจี้ สกาเรีย การตั้งถิ่นฐาน 2010>

 

แด่สหาย

สวัสดีและทักทายจากโต๊ะทำงานไตรทวีป สถาบันวิจัยสังคม

ในวันประกาศอิสรภาพครบรอบ 79 ปีของอินเดีย ในเดือนสิงหาคม ปี 2025 นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับโครงการวิกสิต ภารัต 2047 (อินเดียที่พัฒนาแล้ว 2047) และประกาศภารกิจการผลิตระดับชาติ โดยกล่าวว่าภารกิจนี้จะต้อง “ลดการพึ่งพาการนำเข้าและเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ” ในภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่การบินและอวกาศไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ เขากระตุ้นให้รัฐทั้ง 28 รัฐ ดินแดนสหภาพ 8 แห่ง และรัฐบาลกลางของอินเดียระบุ “ผลิตภัณฑ์สำคัญ” 100 รายการสำหรับการผลิตภายในประเทศ และเสริมว่ารัฐบาลของรัฐควรปรับปรุงกฎระเบียบและการอนุมัติ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดิน สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” เพื่อ “ดึงดูดบริษัทระดับโลก” โครงการวิกสิต ภารัต 2047 เป็นโครงการที่ปรับปรุงมาจากโครงการ Make in India ของโมดีในปี 2014 โดยทั้งสองโครงการสร้างขึ้นบนพื้นฐานสามประการ:

  1. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะผลักดันการผลิตภายในประเทศ
  2. บริษัทอินเดียสามารถผลิตสินค้าได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ
  3. บริษัทเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด หรือแม้แต่ส่วนใหญ่ของห่วงโซ่คุณค่าเพิ่ม ภายในอินเดีย ก็ไม่จำเป็นเช่นกัน เพราะการประกอบชิ้นส่วนก็เพียงพอที่จะจัดว่าเป็น “ผลิตในอินเดีย” แล้ว

เมื่อเศรษฐกิจของอินเดียเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศในปี 1991 ในช่วงที่เรียกว่าการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (liberalisation) ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับลักษณะและองค์ประกอบของการลงทุนที่จำเป็นต่อการสร้างศักยภาพทางอุตสาหกรรมและความสามารถทางเทคโนโลยี หรือเงื่อนไขใดที่ควรควบคุมเงินทุนจากต่างประเทศ รวมถึงแผนระยะยาวสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ดังนั้น ไตรทวีป สถาบันวิจัยสังคมของเราจึงขอเสนอรายงานฉบับล่าสุด ความผันผวนของเศรษฐกิจอินเดีย (The Turbulence of the Indian Economy (มกราคม 2026)) ซึ่งวิเคราะห์ว่าการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจได้ทำลายวิสาหกิจของรัฐเชิงกลยุทธ์ เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และทำให้ประเทศอินเดียติดกับดักในการเป็นผู้ส่งออกบริการ รวมถึงความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการว่างงานอันใหญ่หลวง

<จีจี สคาเรีย, ล้อ, 2009>

ประเทศเศรษฐกิจทุนนิยมที่พัฒนาแล้วไม่ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนเพียงเพราะพวกเขาเริ่มต้นเร็วกว่า หรือเพราะการผลิตในยุคแรกนั้นใช้แรงงานเข้มข้นกว่าโดยเนื้อแท้ การพัฒนาอุตสาหกรรมของพวกเขาเกิดขึ้นได้จากเงื่อนไขทางการเมืองและเศรษฐกิจที่แทบจะไม่มีอยู่ในประเทศหลังยุคอาณานิคมในปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ การคุ้มครองตลาดภายในประเทศอย่างยาวนาน การเข้าถึงดินแดนอาณานิคมในฐานะแหล่งแรงงานและวัตถุดิบ และที่สำคัญที่สุดคือ ตลาดภายนอกที่สามารถรองรับความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำภายในประเทศอย่างรุนแรงจำกัดกำลังซื้อของประชาชนเป็นอย่างมาก

อาณานิคมมีบทบาทสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้กับการสั่งสมอุตสาหกรรมในยุโรปและอเมริกาเหนือ อาณานิคมได้ดูดซับแรงงานส่วนเกิน จัดหาอาหารและปัจจัยการผลิตราคาถูก และทำหน้าที่เป็นตลาดผูกขาดหรือตลาดพิเศษสำหรับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม การถ่ายโอนความต้องการไปยังต่างประเทศเช่นนี้หมายความว่าการผลิตสามารถขยายตัวต่อไปได้แม้จะมีข้อจำกัดจากความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ ทำให้การจ้างงานในภาคการผลิตยังคงอยู่และเทคโนโลยีสามารถพัฒนาต่อไปได้ แม้แต่ในกรณีของสหรัฐอเมริกา การพัฒนาอุตสาหกรรมในช่วงแรกก็ได้รับการสนับสนุนจากการเข้าถึงตลาดภายนอก โดยเริ่มจากดุลการค้าที่ขาดดุลกับอังกฤษ และต่อมาผ่านสถานะที่โดดเด่นที่เป็นอำนาจครอบงำของตนเองในเศรษฐกิจโลก ในช่วงหลังสงคราม ระบบนี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งโดยการจัดการความต้องการแบบเคนส์ และอำนาจต่อรองของแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากการมีอยู่ของค่ายสังคมนิยม

ในทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย ดำเนินการภายใต้โครงสร้างระดับโลกที่จำกัดพื้นที่ในการกำหนดนโยบาย ต่อต้านการแทรกแซงของรัฐ และให้ความสำคัญกับการเปิดเสรีทางการค้าและการเคลื่อนย้ายเงินทุน ในบริบทนี้ ข้อจำกัดสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยี แต่เป็นการขาดแคลนทั้งอุปสงค์ภายในและภายนอกประเทศ ในอินเดีย ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่รุนแรงจำกัดอุปสงค์ภายในประเทศสำหรับสินค้าอุตสาหกรรม ในขณะที่ตลาดต่างประเทศมีการแข่งขันสูงและถูกครอบงำโดยบริษัทและรัฐที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและได้รับการสนับสนุนจากรัฐมากกว่ามาก

ดังนั้น ความซบเซาของภาคการผลิตในอินเดียจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นผลมาจากโอกาสทางประวัติศาสตร์ที่พลาดไป หรือกระบวนการ “การลดบทบาทอุตสาหกรรมก่อนเวลาอันควร” ที่ไม่อาจย้อนกลับได้ การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการนั้นไม่เคยมีจำนวนมากตั้งแต่แรก และการขยายตัวที่จำกัดก็ส่งผลให้เกิดความซบเซามากกว่าการล่มสลาย ปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้นอยู่ที่การกัดเซาะอย่างเลือกสรรของกำลังการผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อการพัฒนาในระยะยาว เช่น สินค้าทุน เครื่องจักรกลหนัก และอิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่อุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นผู้บริโภคบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ กลับเติบโตขึ้น

<จีจี้ สกาเรีย, ภายหลังที่ดิน, 2018.>

เอกสารดังกล่าวจึงโต้แย้งว่า วิกฤตอุตสาหกรรมของอินเดียนั้นควรทำความเข้าใจว่าเป็นผลมาจากทางเลือกทางการเมืองและนโยบายที่มีอุปสงค์ที่จำกัด ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์อ่อนแอลง และบูรณาการเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลกในเงื่อนไขที่ด้อยกว่า ผลผลิตภาคการผลิตหยุดชะงักไม่ใช่เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป แต่เป็นเพราะเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการขยายตัว ได้แก่ การกระจายรายได้ นโยบายอุตสาหกรรมที่นำโดยรัฐ และการเข้าถึงตลาดที่มั่นคง ได้ถูกบั่นทอนอย่างเป็นระบบ

เอกสารของเรามีประเด็นสำคัญ 5 ข้อดังนี้:

  1. นับตั้งแต่ปี 2000 อินเดียประสบกับภาวะการผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนของภาคการผลิตต่อ GDP ลดลงสู่ระดับที่เคยเห็นครั้งสุดท้ายเมื่อกว่าหกสิบปีที่แล้ว ภาวะนี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแอและการจ้างงานในระบบที่ลดลง นักเศรษฐศาสตร์ อาร์. นคราช กล่าวว่า สัดส่วนของภาคการผลิตต่อ GDP ของอินเดียทรงตัวอยู่ที่ 15%-17% แม้ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตก็ตาม สัดส่วนการจ้างงานในภาคการผลิตลดลง ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นสัญญาณของการลดลงของภาคอุตสาหกรรมก่อนกำหนด นคราชชี้ให้เห็นว่า การลงทุนที่ลดลงและการพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าขั้นกลางและสินค้าทุน เป็นสาเหตุโดยตรงของสถานการณ์นี้
  2. นโยบายริเริ่มต่างๆ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Make in India, Atmanirbhar Bharat (อินเดียพึ่งพาตนเอง) และโครงการส่งเสริมการผลิต ล้วนล้มเหลวในการสร้างภาคอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและครอบคลุมเทคโนโลยีขั้นสูง ตรงกันข้าม กลับส่งเสริมการผลิตแบบประกอบชิ้นส่วนที่ต้องพึ่งพาส่วนประกอบนำเข้า (ดังที่แสดงในบทความปี 2020 โดย Ramaa Arun Kumar และ Biswajit Dhar)
  3. ความล้มเหลวในการดำเนินการปฏิรูปที่ดินและความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นอย่างรุนแรงในอินเดียได้จำกัดความต้องการภายในประเทศ ทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่สามารถเติบโตได้อย่างกว้างขวาง
  4. การเปิดเสรีทางการค้า การแปรรูปเป็นเอกชน และการลดบทบาทของภาครัฐ ได้กัดเซาะสินค้าทุนและอุตสาหกรรมขั้นกลาง ทำให้ความเข้มข้นของการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น และบั่นทอนศักยภาพทางเทคโนโลยีภายในประเทศ (เราจะแสดงให้เห็นสิ่งนี้ผ่านตัวอย่างจากภาคส่วนคอมพิวเตอร์)
  5. สุดท้ายนี้ เราขอเสนอว่าการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการนั้นไม่ใช่สิ่งทดแทนที่ดีสำหรับภาคการผลิต เนื่องจากรูปแบบการเติบโตนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคไอทีและภาคการเงิน ไม่สามารถดูดซับแรงงานหรือเสริมสร้างศักยภาพทางอุตสาหกรรมได้ รูปแบบนี้ทำให้คนงานส่วนใหญ่ติดอยู่ในงานที่มีค่าจ้างต่ำและไม่มั่นคง และทำให้ประเทศชาติอยู่ในภาวะที่ไม่มั่นคง

<จีจี้ สกาเรีย ความพยายามอย่างลังเล 2008>

เราขอเสนอประเด็นต่อไปนี้เพื่อสานต่อการอภิปรายเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของอินเดีย:

  1. นโยบายอุตสาหกรรมต้องถูกมองว่าเป็นโครงการทางการเมือง ไม่ใช่การดำเนินการทางเทคนิค จำเป็นต้องมีการระดมประชาชนอย่างชัดเจน – รวมถึงสหภาพแรงงาน สหภาพเกษตรกร รัฐบาลระดับรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันและองค์กรอื่นๆ – เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการอภิปรายทางเศรษฐกิจ
  2. เป้าหมายหลักของนโยบายอุตสาหกรรมใดๆ ก็ตามจะต้องเป็นการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพ (ดังที่ Satyaki Roy เคยกล่าวไว้เมื่อสิบปีก่อน) ความสำเร็จทางอุตสาหกรรมจะต้องวัดจากอัตราการดูดซับแรงงานจากภาคเกษตรกรรมและแรงงานนอกระบบ ไม่ใช่จากปริมาณการส่งออกหรือมูลค่าในตลาดหุ้น ซึ่งจะต้องมีการลงทุนด้านการศึกษาและการฝึกอบรม เพื่อไม่ให้ประเทศอินเดียติดอยู่ในรูปแบบแรงงานทักษะต่ำ
  3. การกระจายรายได้ควรถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการเติบโตทางอุตสาหกรรม การเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศต้องอาศัยการขึ้นค่าแรง การรับประกันการจ้างงานในชนบทและในเมือง และการจัดหาบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง (อาหาร ที่อยู่อาศัย สุขภาพ การศึกษา และการขนส่ง)
  4. รัฐต้องเป็นผู้ผลิต ไม่ใช่แค่ผู้ควบคุม นั่นหมายความว่า ศักยภาพของภาครัฐในการผลิตสินค้าทุน พลังงาน เครื่องจักร ยา และอุปกรณ์ขนส่ง จำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างและพัฒนาผ่านการสร้างการแข่งขันในตลาดภายในภาครัฐ
  5. การพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งเป็นภัยร้ายของประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศ จำเป็นต้องเอาชนะด้วยการใช้มาตรการภาษีและการจำกัดปริมาณการนำเข้าอย่างเหมาะสม ควรมีข้อกำหนดเกี่ยวกับส่วนประกอบภายในประเทศสำหรับสินค้าบางประเภท และระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตในประเทศ
  6. โครงการพัฒนาใดๆ ก็ตามจำเป็นต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ การบูรณาการเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกไม่ควรเป็นเป้าหมายสุดท้าย แต่ควรเป็นเครื่องมือในการเพิ่มพูนการเรียนรู้ผ่านการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี และเพื่อขยายการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ
  7. เป้าหมายของนโยบายอุตสาหกรรมต้องมีความเฉพาะเจาะจงตามแต่ละภาคส่วน ตัวอย่างเช่น ภาคส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น สิ่งทอและวิศวกรรมเบา ควรเน้นไปที่การดูดซับการจ้างงาน ในขณะที่เภสัชกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ควรเน้นไปที่การรักษาอธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์ แต่ละภาคส่วนต้องการการผสมผสานที่เหมาะสมของการลงทุนภาครัฐ การคุ้มครองโดยรัฐ และการกำกับดูแล การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องกระจายอำนาจและไม่จำกัดอยู่เฉพาะในเขตเมือง หากต้องการหลีกเลี่ยงทั้งความแออัดในเมืองและความเดือดร้อนในชนบท
  8. การเงิน (ไฟแน้นซ์) ควรรับใช้การผลิต ไม่ใช่ในทางกลับกัน การควบคุมเงินทุนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยับยั้งการเก็งกำไร สินเชื่อควรถูกส่งไปยังภาคส่วนเชิงกลยุทธ์ (โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง) และธนาคารของรัฐต้องได้รับคำสั่งให้ทำงานเพื่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่เพียงเพื่อผลกำไรของเอกชน

นี่ไม่ใช่ลิสต์ที่ครอบคลุมทั้งหมดอย่างแน่นอน แต่เป็นเพียงคำเชิญชวนให้เกิดการถกเถียงและอภิปราย ไม่ใช่แค่ในอินเดียเท่านั้น แต่รวมถึงประเทศต่างๆ ในซีกโลกใต้ที่กำลังดิ้นรนเพื่อออกจากรูปแบบการพัฒนาของ IMF 

<จีจี้ สกาเรีย ไม่มีชื่อ 2020>

ขณะที่เขียนจดหมายข่าวฉบับนี้ ผมคำนึงถึงว่าการพูดคุยเรื่องอุตสาหกรรมเหล่านี้จะมีความหมายอย่างไรในชีวิตของผู้หญิงจากวรรณะที่ถูกกดขี่ ซึ่งมักไม่ได้รับการพิจารณาในนโยบายอุตสาหกรรม ผมนึกถึงกวีชาวทมิฬ คุณสุคิรธารานี ผู้ปฏิเสธรางวัลจากกลุ่มบริษัทอดานี โดยกล่าวว่าทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อโลกนั้น “ขัดแย้งกับหลักการของฉัน” กวีผู้ทรงพลังที่เขียนต่อต้านระบบปิตาธิปไตยและระบบวรรณะ บทกวี “บ่อเกิดแห่งธรรมชาติ” ของเธอให้ความรู้สึกถึงการปลดปล่อยมนุษย์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งควรเป็นหัวใจสำคัญของการคิดของเราทุกคน

 

Say you bury me alive.
I will become a green grass-field
and lie outspread, a fertile land.

You may set me on fire;
I will become a flaming bird
and fly about in the wide, wide space.

You may wave a magic wand
and shut me up, a genie in a bottle;
I will vaporise as mercury
and stand upright towards the sky.

You may dissolve me into the wind
like water immersed into water;
from its every direction
I will emerge, like blown breath.

You may frame me, like a picture,
and hang me on your wall;
I will pour down, away past you,
like a river in sudden flood.

I myself will become
earth
fire
sky
wind
water.
The more you confine me, the more I will spill over,
Nature’s fountainhead.

สมมติหากเจ้าฝังข้าทั้งเป็น

ข้าจะกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี 

แผ่กายราบเรียบเป็นดินดี

 

เจ้าอาจจุดไฟเผาข้า 

ข้าจะกลายเป็นนกเพลิง

บินว่อนเวิ้งว้างในพื้นที่อันกว้างใหญ่

 

เจ้าอาจโบกไม้กายสิทธิ์ 

ขังข้าไว้ในขวดดุจยักษิณ 

ข้าจะระเหยเป็นปรอท 

ตั้งตระหง่านสู่ท้องนภา

 

เจ้าอาจสลายข้าเป็นสายลม 

ดุจน้ำละลายในน้ำ 

ข้าจะอุบัติจากทิศาทุกด้าน 

ดุจลมปราณที่พวยพ่น

 

เจ้าอาจขังข้าในกรอบรูป 

แขวนไว้บนฝาผนัง 

ข้าจะไหลทะลักผ่านเจ้าไป 

ดุจธาราประดังสาย

 

ข้าจะกลายเป็น

ดิน

ไฟ

ฟ้า

ลม

น้ำ

ยิ่งกักขัง ยิ่งไหลล้น 

เป็นบ่อเกิดแห่งธรรมชาติ

 

ด้วยความเคารพ 

วิเจย์