<มาเรีย อ็อกซีเลียดอรา ดา ซิลวา (บราซิล), Parque de diversões (สวนสนุก), ค.ศ. 1973.>
แด่สหาย
สวัสดีทักทายจากโต๊ะทำงานไตรทวีป สถาบันวิจัยสังคม
เราอาศัยอยู่ในโลกที่กลับตาลปัตร ผู้นำประเทศที่ร่ำรวย ประเทศเจ้าอาณานิคมในอดีต อยากจะรื้อฟื้นแนวความคิดจักรวรรดินิยม เชิดชูอาณาจักรในอดีต พร้อมทั้งอยากที่จะรื้อฟื้นในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ประชาชนในประเทศที่ยากจนกว่าต้องการสันติภาพและการพัฒนา รวมถึงคำขอโทษความเลวร้ายของการล่าอาณานิคม และเงินชดเชยค่าเสียหาย ทรัพย์สมบัติที่ถูกชาติตะวันตกขโมยไป ‘เราต้องได้รับความเป็นธรรม’ คือข้อเรียกร้องสั้น ๆ ของเรา ปัจจุบันเสียงเรียกร้องนี้อาจยังแผ่วเบานัก แต่นับวันเสียงนี้จะค่อย ๆ ดังขึ้น
![]()
<คริสโตเฟอร์ โคซิเยร์ (ตรินิแดดและโตเบโก), ค่ำคืนเขตร้อนชื้น, ค.ศ. 2006 – 2014.>
เมื่อนักการทูตสหรัฐฯ เยือนยุโรปเพื่อคุยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เจ้าหน้าที่อาวุโสฝั่งยุโรปนั่งฟังอย่างตั้งใจ เมื่อปีที่แล้วที่การประชุมความมั่นคงมิวนิก รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ ปรามาสทัศนคติเจ้าหน้าที่ยุโรปต่อ ‘สถานการณ์วิกฤตที่พวกเราสร้างขึ้นเอง’ แวนซ์ถูกกล่าวหากลับว่าทำตัวโอหังต่อประชาธิปไตยแบบยุโรป ที่แวนซ์มองว่าไม่ใส่ใจ ‘ปัญหา’ ผู้อพยพอย่างเพียงพอ และมัวแต่กังวลกับกระแสฝ่ายขวาจัดจำพวกหนึ่ง
สื่อยุโรปจำนวนมาก ตั้งแต่ The Guardian จนถึง Le Monde ตำหนิพฤติกรรมของแวนซ์ แต่เหล่าเจ้าหน้าที่เสรีนิยมอาวุโสของยุโรป เช่น ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปด้านการต่างประเทศ คายา คัลลัส และเลขาธิการนาโต้ (NATO) มาร์ค รัทเทอร์ กลับก้มหัวให้แวนซ์แต่โดยดี พร้อมสัญญาว่ายุโรปจะเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการทหารตามที่สหรัฐฯ ตั้งเป้าหมายไว้ กระแสการทหารนี้สัมพันธ์กับการถดถอยให้กับฝ่ายขวาจัดอย่างต่อเนื่อง
ตัวแทนสหรัฐฯ ในการประชุมความมั่นคงมิวนิกปีนี้ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ มาร์ค รูบิโอ ซึ่งมอบบทเรียนประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมาในสุนทรพจน์ของเขา:
กว่าห้าศตวรรษก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ชาติตะวันตกขยายอำนาจไปทั่วโลก – เหล่ามิชชันนารี นักผจญภัย ทหารกล้า และนักสำรวจของเรา ข้ามน้ำข้ามทะเล ตั้งถิ่นฐานในแดนเถื่อน และสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ขึ้นมา แต่เมื่อปี ค.ศ. 1945 อำนาจของเราถดถอยลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ยุคของโคลัมบัส ยุโรปเหลือแต่ซาก ครึ่งหนึ่งของยุโรปอยู่ภายใต้ม่านเหล็ก และครึ่งที่เหลือดูท่าจะตามไปติดติด อาณาจักรยุโรปที่เคยยิ่งใหญ่เสื่อมสลายลง ด้วยภัยคอมมิวนิสต์ไร้ศาสนา และการลุกฮือของประเทศใต้อาณานิคมของเรา ซึ่งพลิกผันชะตากรรมโลก แต่งแต้มหลายภาคพื้นทวีปด้วยธงแดง และสัญลักษณ์ค้อนกับเคียวเป็นเวลานาน
ในภาพรวมแล้ว รูบิโอ พูดไม่ผิด ลัทธิล่าอาณานิคมของยุโรปเริ่มขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1492 เมื่อยุโรป ‘ค้นพบ’ และเข้ายึดครองทวีปอเมริกา จนถึงราวกลางศตวรรศที่ยี่สิบ จากนั้น เมื่อพวกฟาสซิสต์พ่ายแพ้ในสงครามต่อต้านฟาสซิสต์ครั้งใหญ่ของโลก นำโดยกองทัพสหภาพโซเวียต และที่ซึงสร้างความเสียหายมหาศาลในประเทศจีน ลัทธิล่าอาณานิคมยุโรปพ่ายแพ้ให้กับกระแสคอมมิวนิสต์และการต่อสู้เพื่อเอกราชในประเทศโลกที่สาม เช่น เหล่าคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม (ค.ศ. 1945) จีน (ค.ศ. 1949) และคิวบา (ค.ศ. 1959) ซึ่งมีชัยต่อศัตรูที่เหนือกว่า
![]()
<มาเรีย มักดาเลนา กัมโปส-พอนส์ (คิวบา), De las dos aguas (ว่าด้วยสองผืนน้ำ), ค.ศ. 2007.>
รูบิโอ เองเกิดที่ไมอามี ฟลอริดา พ่อแม่ของเขาย้ายมาจากคิวบา สามปีก่อนการปฏิวัติเมื่อ ค.ศ. 1956 ในสุนทรพจน์ของเขา รูบิโอกล่าวอย่างชัดเจนว่าเขามองตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมยุโรป ไม่ใช่กับวัฒนธรรมอันหลากหลายของคิวบา ที่ผสมผสานมรดกแอฟริกา เอเชีย ชนพื้นเมืองทวีปอเมริกา และผู้อพยพจากแคว้น อัสตูเรียส กาลิเซีย กาตาลูญญา จากคาบสมุทรไอบีเรีย การปฏิวัติคิวบาค่อย ๆ ทำลายโครงสร้างเหยียดสีผิวของสังคมไร่สวนที่ใช้แรงงานทาส สู่สังคมที่ชาวคิวบาทุกคนเท่าเทียมกัน นี่คือวิถีสังคมที่ รูบิโอรังเกียจ
รูบิโอกล่าวอีกว่า ในยุคแห่งการประกาศเอกราชจากเจ้าอาณานิคมและสังคมนิยม ‘หลายคนเชื่อว่ายุครุ่งเรืองของชาติตะวันตกสิ้นสุดลงแล้ว และอนาคตของเรามองดูเหมือนเศษเสี้ยวของความยิ่งใหญ่ในอดีต’ แต่ว่าผู้นำของเราไม่ย่อท้อ ‘พวกเขาเห็นว่าความเสื่อมอำนาจเป็นเพียงหนทางหนึ่งเท่านั้น และพวกเขาไม่ยอมที่จะเดินทางนี้’
![]()
<ไอโฮสวานนี ซิสเนโรส (แองโกลา), การลุกฮือและความโกรธ, ค.ศ. 2011.>
ดังนั้น รูบิโอจึงเรียกร้องให้ผู้นำชาติตะวันตกยึดมั่นในอุดมการณ์ ไม่ยอมจำนนต่อชะตากรรมความเสื่อมสลาย ป้องกันค่านิยมตะวันตกจากภัยคอมมิวนิสต์ และลงมือล่าอาณานิคมในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น ในฉนวนกาซา หรือในซีกโลกตะวันตก ยุโรปแบบไหนที่สหรัฐฯ ต้องการเป็นพันธมิตรด้วย? รูบิโอตอบว่า ‘ยุโรปที่มีจิตวิญญาณการผจญภัย ที่ส่งเรือข้ามทะเลที่เราไม่รู้จัก ที่บุกเบิกตั้งรกรากวัฒนธรรมของเราในแดนไกล’ ซึ่งก็คือ ยุโรปนักล่าอาณานิคม สำหรับอเมริกาจักรวรรดินิยม ผู้นำยุโรปในหอประชุมลุกขึ้นปรบมือให้รูบิโอ สงครามในประเทศโลกที่สามนิดหน่อยไม่สะทกสะท้านพวกเขา หากมีสหรัฐฯ คอยคุ้มครอง และสนับสนุนทางการทหาร ไม่มีใครรู้สึกโกรธเคืองสุนทรพจน์ของรูบิโอ หรือมองว่าเป็นความโอหังของชาติตะวันตกและลัทธิล่าอาณานิคม ดูเหมือนว่าสำหรับผู้นำยุโรป การติเตียนประชาธิปไตยแบบยุโรปเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ แต่การล่าอาณานิคมเป็นเรื่องปกติ
ในขณะที่ประเทศซีกโลกใต้อยากที่จะปกครองตนเอง สร้างชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรีให้กับประชาชนในทวีปแอฟริกา เอเชีย ลาตินอเมริกา ผู้นำซีกโลกเหนืออยากจะหวนคืนสู่ยุคโคลัมบัส พวกเขาอยากจะนำหมวก morriones (หมวกของกองกิสตาดอร์ที่ล่าอาณานิคมในอเมริกา) ในพิพิธภัณฑ์กลับมาสวมใหม่ ขึ้นเครื่องบินรบ เอฟ-35 แล้วไปทิ้งระเบิดใส่ผู้คนในซีกโลกใต้จนไม่เหลือซาก นี่คือสิ่งที่สหรัฐฯ ทำกับเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม ค.ศ. 2026 ที่ผ่านมา คือสิ่งที่กำลังทำกับปาเลสไตน์ สิ่งที่อยากทำกับ คิวบา และเขตซาเฮล
พวกเขาอาจมีพลังอำนาจทางทหารอย่างมหาศาล ที่สะสมมาด้วยเงินทองที่ปล้นชิงมา และอาจใช้อำนาจข่มเหงผู้คนจำนวนมากบนโลก แต่พวกเขาไม่มีวันที่จะได้รับความเคารพ หรือความจำนน นี่คือสิ่งที่ชัดเจน จากปฏิกิริยาทั่วโลกต่อการบุรุกอธิปไตยเวเนซุเอลา จากผู้คนที่ออกมาชุมนุมเพื่อช่วยเหลือคิวบาในยามที่สหรัฐฯ อยากจะบีบลมหายใจของการปฏิวัติ และจากความโกรธแค้นของผู้คนแทบทุกคนบนโลกต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์
![]()
<เคลลี่ ซินนาพาห์ แมรี่ (กวาเดอลูป), สมุดบันทึกแห่งการไม่หวนคืน, ค.ศ. 2017.>
เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2025 สภาผู้แทนราษฎรแอลจีเรียเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์กฎหมายที่ระบุว่าการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสบนแผ่นดินแอลจีเรียระหว่าง ค.ศ. 1830 ถึงค.ศ.1962 เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ รัฐบาลแอลจีเรียผลักดันประเด็นนี้ในที่ประชุมสหภาพแอฟริกา ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ได้ออกมติให้
- วันที่ 30 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันแห่งการรำลึกถึงผู้พลีชีพเพื่อแอฟริกา เหยื่อของการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก การล่าอาณานิคม และระบอบการแบ่งแยกสีผิว
- จัดการประชุมนานาชาติหัวข้ออาชญากรรมของลัทธิล่าอาณานิคม ที่ซึ่งมติระบุว่าเป็น ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวแอฟริกา’
- เรียกร้องให้อาชญากรรมเหล่านี้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึงค่าชดเชยอาชญากรรมเหล่านี้
ในวาระประชุมเดียวกัน ประธานาธิบดีกาน่า จอห์น ดรามานี มาฮาม่า กล่าวว่าประเทศของตนจะพยายามผลักดันมติในสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 ให้ยอมรับว่า การค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เป็น ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เลวร้ายที่สุด’ ‘ชาวแฟริกาทุกคนต่างรอคอยวันนี้’ มาฮาม่ากล่าว ‘ความจริงไม่อาจปิดบังไว้ได้ เรามีพื้นฐานกฎหมายรับรอง และในแง่ศีลธรรม เป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้’
ฝั่งหนึ่งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในซีกโลกเหนือ มองว่าการล่าอาณานิคมเป็นเรื่องดี และเรียกร้องให้มันกลับมา อีกฝั่งหนึ่งในซีกโลกใต้ กล่าวประนามการล่าอาณานิคมด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และเรียกร้องค่าชดเชย คำกล่าวของมาฮาม่า มาพร้อม ๆ กับหนังสือเล่มใหม่ของ คเวซี แพรตต์ จูเนียร์ ที่ซึ่งมาฮาม่าได้เขียนคำนิยมให้
ชื่อ ค่าชดเชยการล่าอาณานิคม: ประวัติศาสตร์ การต่อสู้ การเมือง และกฎหมาย ซึ่งตีพิมพ์ในกรุงอัคครา ประเทศกาน่า และนำเสนอในที่ประชุมสหภาพแอฟริกา ณ กรุงมาลาโบ ประเทศอีเควทอเรียลกินี เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2025 แพรตต์ จูเนียร์เขียนว่าประเทศซีกโลกเหนือเป็นหนี้ค่าแรงชาวแอฟริกาในอดีตประมาณ 2-3 ล้านล้านดอลลาร์ และหนี้ค่าทรัพย์สมบัติที่ถูกปล้นชิงไปช่วงล่าอาณานิคมอีก 4-6 ล้านล้านดอลลาร์ รวมหนี้ทั้งหมดแล้วประมาน 6-9 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้เพียงแค่ราวหนึ่งในสิบของ GDP ประเทศซีกโลกเหนือ และยังสูงกว่าหนี้ต่างประเทศของทวีปแอฟริกาทั้งหมด 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ซึ่งอย่างน้อยที่สุดควรจะถูกปลดเพื่อแสดงความสำนึก)
![]()
<ควากู ยาโร (กาน่า), ยืนอยู่ข้างฉัน, ค.ศ. 2022.>
ขณะเดียวกันในแคริบเบียน นายกรัฐมนตรี แกสตัน บราวน์ แห่งแอนติกาและบาร์บิวดา ถอดเสื้อสูท มาโพกผ้าพันคอร่วมร้องเพลงกับดาวเร็กเก แกรมพส์ มอร์แกน ภายใต้สมญานาม ‘แก็ซซี่ เดรด’ ทั้งคู่ออกซิงเกิลใหม่ชื่อ ‘ค่าชดเชย’ เมื่อกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ที่ผ่านมา เนื้อเพลงส่วนหนึ่งร้องไว้ว่า:
ค่าชดเชย และความยุติธรรม
แอฟริกา แคริบเบียน สายเลือดเดียวกัน
ไม่ใช่การกุศล แต่เราอยากเปิดโปง
เงินค่าแรงที่ถูกขโมยขโจร
ข้ามทะเล ไปยังแดนไกล
โซ่ตรวนขา พาดบ่าพาดไหล่
มีเพียงแสงพระเจ้าจาห์ ที่คอยชี้ทาง (พระเจ้าจาห์ คือพระเจ้าในศาสนาราสตาฟารี)
จนชีวิตใหม่ของเราเริ่มเบิกบาน
…
มันปล้นข้าว ปล้นทรัพย์ ปล้นคน
ชนรุ่นใหม่ยังแบกรับทุกข์ระทม
แต่พวกเรายังคงสู้ต่อไป
ด้วยพลังร่างกายและจิตใจ
ถึงเวลาความชอบธรรมบังเกิด
เงินชดเชย เอามาเสียเถิด
นายกฯ บราวน์ควรส่งบทเพลงนี้ให้ มาร์โค รูบิโอและเหล่าผู้นำยุโรปฟัง รูบิโอหวนคนึงถึง ‘จิตวิญญาณ’ การล่าอาณานิคมที่ส่งเรือไปทะเลไกล แต่ประชาชนในซีกโลกใต้ไม่หลงลืมว่าเรือเหล่านั้นพาอะไรมา และนำอะไรไป ถ้าชาติตะวันตกอยากพูดถึงความศิวิไลซ์ พวกเขาควรจะเริ่มที่ชดเชยค่าเสียหาย ผ่านการปลดหนี้ที่ไม่ชอบธรรม คืนทรัพย์สินที่ขโมยไป และจ่ายเงินค่าชดเชยการปล้นชิงทรัพยากรคนและธรรมชาติตลอดหลายร้อยปีผ่านมา ยุคที่การล่าอาณานิคมอย่างลอยนวลจบสิ้นแล้ว เราต้องได้รับความยุติธรรม
ด้วยความเคารพ
วิเจย์
–