<เอนริโก้ บาจ (อิตาลี), เด็กสองคนในค่ำคืนนิวเคลียร์, ค.ศ. 1956>
แด่สหาย
สวัสดีทักทายจากโต๊ะทำงานไตรทวีป สถาบันวิจัยสังคม
ข้อตกลงลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย (ข้อตกลง New START) หมดอายุสัญญาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ที่ผ่านมา ข้อตกลง New START ซึ่งตกลงยินยอมเมื่อปี ค.ศ. 2010 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 ถือเป็นกลไกควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ทางกฎหมายสุดท้ายระหว่างทั้งสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ข้อตกลงนี้จำกัดขอบเขตของขีปนาวุธนิวเคลียร์และมาตรการยิงขีปนาวุธ ผ่านระบบตรวจสอบ ยืนยัน และแลกเปลี่ยนข้อมูลของทั้งสองฝ่าย มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ผิวเผิน แต่เป็นมาตรการอย่างจริงจังที่ใช้ควบคุมอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ข้อตกลงนี้ควรได้รับการต่ออายุ
New START ไม่ได้หมดอายุอย่างกะทันหัน เนื่องจากความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ เสื่อมลงระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียในทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งคู่หยุดการตรวจตาในพื้นที่เมื่อมีนาคมปี ค.ศ. 2020 รัสเซียระงับการมีส่วนร่วมในข้อตกลงเมื่อกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 และสหรัฐฯ ก็ระงับการมีส่วนร่วมเช่นเดียวกัน (แต่รัสเซียยังคงจะควบคุมจำนวนขีปนาวุธตามข้อตกลง หากสหรัฐฯ ควบคุมเช่นเดียวกัน) ระบบตรวจสอบในสัญญาจึงไม่ได้ถูกบังคับใช้มานานแล้ว เมื่อข้อตกลงสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ
เราจึงอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่มีมาตรการ สนธิสัญญา หรือข้อตกลงควบคุมสองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองมากที่สุดโนโลก
![]()
<ฮิลม่า อาฟ คลินท์ (สวีเดน), ผลงานชุดอะตอม ลำดับที่เจ็ด, ค.ศ. 1917>
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 สหรัฐอเมริกาทยอยถอนตัวออกจากข้อตกลงควบคุมอาวุธต่าง ๆ ซึ่งค่อย ๆ ทำลายเสถียรภาพในระบบป้องปรามการใช้อาวุธ ข้อตกลงเช่น
- ข้อตกลงจำกัดอาวุธสกัดขีปนาวุธ ค.ศ. 1972 – สหรัฐฯ ถอนตัว มิถุนายน ค.ศ. 2002
- ข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์ระยะกลาง ค.ศ. 1987 – สหรัฐฯ ถอนตัว สิงหาคม ค.ศ. 2019
- ข้อตกลงเปิดน่านฟ้าเพื่อความปลอดโปร่ง ค.ศ. 1992 – สหรัฐฯ ถอนตัว พฤศจิกายน ค.ศ. 2020
- ข้อตกลง New START ค.ศ. 2011 – หมดอายุสัญญา กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026
การสิ้นสุดลงของ New START ถือเป็นตัวอย่างของกระแสใหม่ในการต่อสู้โดยใช้อาวุธนิวเคลียร์ ที่หลายประเทศกำลังให้ความสนใจในยุทธศาสตร์การ ‘โต้กลับ’ ซึ่งปรากฏในนโยบายนิวเคลียร์ (Nuclear Posture Review) ของสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 2018 ยุทธศาสตร์การ ‘โต้กลับ’ คือการตั้งใจทำลายศูนย์ปฏิบัติการและอาวุธนิวเคลียร์ของศัตรู หลายคนมองยุทธศาสตร์นี้ว่ามีเหตุผลและชอบธรรมกว่าที่จะโจมตีเมืองต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริง การโจมตีศูนย์ควบคุมจะทำลายระบบป้องปรามทั้งหมด ยุทธศาสตร์การ ‘โต้กลับ’ เน้นความรวดเร็วและการโจมตีก่อน ทำให้เกิดความกดดันว่าจะต้องใช้อาวุธมิฉะนั้นข้าศึกจะโจมตีเราก่อน เวลาตัดสินใจจึงน้อยลงและการตัดสินใจอาจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น ยิ่งเทคโนโลยีอาวุธพัฒนามากขึ้น ชุดความคิดแบบนี้ยิ่งมีผลกระทบรุนแรง ระบบอาวุธปัจจุบันต่าง ๆ ที่ยึดโยงการสื่อสาร ควบคุม และพลังทำลายล้างเข้าด้วยกันในกองบัญชาการทำให้ขอบเขตระหว่างอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธธรรมดาลดลง ขีปนาวุธธรรมดาอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการโจมตีนิวเคลียร์ก็เป็นได้ ฐานยิงที่สามารถยิงขีปนาวุธทั้งแบบนิวเคลียร์และธรรมดายิ่งทำให้การแยกประเภทการโจมตียากขึ้น ขอบเขตความผิดพลาดลดน้อยลงเหลือเพียงเสี้ยววินาที
![]()
<โยชิโตะ มัตสุชิเกะ (ญี่ปุ่น), ฮิโรชิม่า, ค.ศ. 1945.>
ยุทธศาสตร์การ ‘โต้กลับ’ ไม่ใช่แค่ข้อถกเถียงทางยุทธวิธี แต่มีผลกระทบต่องบประมาณแผ่นดินและสัญญาซื้อขายอาวุธต่าง ๆ นโยบายนิวเคลียร์สหรัฐฯ ปี ค.ศ. 2022 ยืนยันที่จะพัฒนากองกำลังนิวเคลียร์สามเหล่าทัพ ซึ่งประกอบด้วยขีปนาวุธข้ามทวีป เรือดำน้ำนิวเคลียร์ และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ สิ่งที่สำคัญคือนโยบายนี้ปฏิเสธหลักการ ‘ห้ามยิงก่อน’ และ ‘ใช้เพื่อการป้องกันเท่านั้น’ ในปัจจุบัน สหรัฐฯ จะพิจารณาใช้อาวุธนิวเคลียร์หากมี ‘เหตุการณ์ฉุกเฉินอย่างรุนแรง’ หรือเพื่อป้องกันผลประโยชน์สำคัญของสหรัฐฯ แต่ยังเปิดช่องว่างใน ‘บางสถานการณ์จำเพาะ’ ที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อนเพื่อบรรลุเป้าหมาย ‘ทางยุทธศาสตร์’ วิธีนี้สหรัฐฯ จึงสามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อนตามยุทธศาสตร์ ‘โต้กลับ’ ได้อย่างไม่เปิดเผย คณะกรรมการรัฐสภาว่าด้วยนโยบายนิวเคลียร์เห็นชอบกับนโยบายนี้ แถมยังเสนอให้สหรัฐฯ วางแผนโจมตีเป้าหมายที่ศัตรูเห็นว่า ‘สำคัญที่สุด’ ในเอกสารเหล่านี้ อาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอาวุธทำลายล้างโลกมนุษย์ แต่กลับถูกมองเป็นเครื่องมือธรรมดาอย่างหนึ่งเท่านั้น
ความกระหายนิวเคลียร์ของคนเหล่านี้ มีกำไรมหาศาลจากอุตสาหกรรมอาวุธที่พยายามพัฒนาระบบอาวุธนิวเคลียร์คอยจูงใจอยู่ รายงานชื่อ ราคาที่ต้องจ่าย: เหล่าบริษัทที่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์และเหล่าผู้สนับสนุน ปี ค.ศ. 2025 โดยองค์กร PAX และองค์กรรณรงค์ขจัดอาวุธนิวเคลียร์ (ICAN) พบว่ามีสถาบันการเงิน เช่น กองทุนบำนาญ บริษัทประกัน ผู้จัดการสินทรัพย์ 260 แห่งทั่วโลกกำลังลงทุนกับบริษัทผลิตอาวุธนิวเคลียร์ 24 บริษัท เช่น Airbus, BAE Systems, Bechtel, Boeing, General Dynamics, L3Harris Technologies, Northrop Grumman และ Rolls-Royce ระหว่างเดือนมกราคม ค.ศ. 2022 ถึงสิงหาคม ค.ศ. 2024 เหล่าผู้ลงทุนถือหุ้นและพันธบัตรรวมกว่า 514 พันล้านดอลลาร์ และถือสินเชื่อและการรับประกันอีก 270 พันล้านดอลลาร์ รายงาน ค่าใช้จ่ายลับ: ค่าใช้จ่ายอาวุธนิวเคลียร์ปี ค.ศ. 2024 ของ ICAN ประมาณค่าใช้จ่ายของเก้ามหาอำนาจนิวเคลียร์ในปี ค.ศ. 2024 ไว้ที่ 100.2 พันล้านดอลลาร์ เงินจำนวนนี้มากกว่าค่าใช้จ่ายขององค์กรสหประชาชาติถึง 28 เท่า และสามารถใช้ประทังชีวิตคนอดอยากที่สุดของโลก 345 ล้านคนได้ถึงสองปี อุตสาหกรรมอาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างที่สุด
![]()
<เลอกอร์บูซีเย (ฝรั่งเศส), จัดวางองค์ประกอบด้วยภาพระเบิดไฮโดรเจน, ค.ศ. 1952>
ถึงแม้ระบบควบคุมอาวุธระหว่างประเทศทั้งสองจะพังทลายลง การป้องปรามและการขจัดอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลกยังไม่ได้หายสาบสูญ แต่ระบบที่เหลืออยู่ อยู่ภายใต้อิทธิพลนโยบายสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ ข้อตกลงเหล่านี้ได้แก่
- สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT, ปี ค.ศ. 1970) ยังคงอยู่ สนธิสัญญานี้สนับสนุนการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แม้ในตัวบทสัญญาเองกำหนดให้ลดอาวุธ การหมดอายุของข้อตกลง New START ยิ่งเผยให้เห็นช่องโหว่ของ NPT ว่าไม่ได้บังคับใช้อย่างจริงจัง อินเดีย อิสราเอล และปากีสถาน ไม่ได้ลงนามสัญญา เกาหลีเหนือลงนามเมื่อปี ค.ศ. 1985 แต่ถอนตัวเมื่อ ค.ศ. 2003
- ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA, ปี ค.ศ. 1957) วางฐานระบบตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าติดตามอาวุธนิวเคลียร์ พิธีสารเพิ่มเติม ปี ค.ศ. 1997 เพิ่มขอบเขตอำนาจของ IAEA มากกว่าเดิม แต่ระบบนี้ถูกบังคับใช้อย่างลำเอียง เช่นในการตรวจสอบประเทศอิหร่าน ที่ไม่ได้ตัดสินด้วยหลักฐาน แต่ด้วยความเกลียดชังของประเทศซีกโลกเหนือ
- กลุ่มผู้ผลิตนิวเคลียร์ (NSG, ปี ค.ศ. 1975) เป็นระบบควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีและวัสดุที่สามารถใช้ในทั้งการผลิตพลังงาน และอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่เป็นทางการ แม้จุประสงค์ของ NSG คือการควบคุมการเผยแพร่ ซึ่งมีมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ลำดับที่ 1540 รับรอง แต่ความเป็นจริง NSG ทำให้เกิดช่องว่างทางเทคโนโลยี เหล่ามหาอาจนิวเคลียร์สามารถใช้อำนาจตัดสินกันเอง โดยประเทศอื่น ๆ ถูกกีดกัน
![]()
<ครัสซิเมียร์ เทอร์ซีเอฟ (บัลแกเรีย), ครอบครัว, ค.ศ. 2015>
บรรทัดฐานบางประการอยู่นอกเหนืออำนาจของสหรัฐฯ แต่ข้อตกลงเหล่านี้ไม่อาจครอบคลุมทุกปัจจัยได้ ข้อตกลงเหล่านี้ได้แก่
- สนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ ปี ค.ศ. 2017 สนธิสัญญานี้มีผลบังคับใช้จริง และห้ามไม่ให้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด มี 99 ประเทศทั่วโลกที่ลงนาม หรือบังคับใช้แล้วในปี ค.ศ. 2025 แต่ไม่มีประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ไหนที่ลงนาม ในยุโรป มีแค่ ออสเตรีย นครรัฐวาติกัน ไอร์แลนด์ มอลตา และ ซาน มาริโน ที่บังคับใช้สัญญา สนธิสัญญานี้เริ่มบุกเบิกโดย ขบวนการรณรงค์ขจัดอาวุธนิวเคลียร์นานาชาติ และนำโดยประเทศซีกโลกใต้เป็นหลัก
- เขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ ห้าภูมิภาคทั่วโลกลงนามสนธิสัญญาตกลงให้ภูมิภาคนั้น ๆ ปลอดอาวุธนิวเคลียร์ สนธิสัญญาทั้งห้าได้แก่ สนธิสัญญาทลาเทลโลโค (ค.ศ. 1967) สำหรับลาตินอเมริกา และคาริบเบียน สนธิสัญญาราโรทองกา (ค.ศ. 1985) สำหรับมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ สนธิสัญญากรุงเทพ (ค.ศ. 1995) สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนธิสัญญาเพลินดาบา (ค.ศ. 1996) สำหรับแอฟริกา สนธิสัญญาเซมิพาลาทินสก์ (ค.ศ. 2006) สำหรับเอเชียกลาง ในทางปฏิบัติแล้ว สนธิสัญญาเหล่านี้เป็นมาตรการณ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการลดอาวุธนิวเคลียร์
- สนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์ฉบับครอบคลุม (ปี ค.ศ. 1996) สัญญานี้ยังไม่ถูกบังคับใช้เพราะหลายประเทศยังไม่ได้ให้สัตยาบัน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญเนื่องจากสนธิสัญญานี้ทำให้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์เป็นสิ่งต้องห้ามในสายตาสังคมนานาชาติ สนธิสัญญานี้จะมีระบบตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนของเปลือกโลก และสัญญาณในบรรยากาศทุก ๆ วัน ทำให้การทดลองยากที่จะปิดบังได้
จะเห็นได้ว่า สภาพการณ์หลังจากสนธิสัญญา New START ยังคงเหลือข้อตกลงต่าง ๆ อยู่บ้าง แต่กระบวนการควบคุมคลังอาวุธนิวเคลียร์หลักได้หายไปแล้ว เรากำลังเผชิญสามวิกฤตที่เกี่ยวโยงกัน ได้แก่
- วิกฤตความมั่นคง เมื่อไม่มีความโปร่งใสในการตรวจตราอาวุธนิวเคลียร์ เหล่ามหาอำนาจต่างระแวงกันเอง
- วิกฤตความชอบธรรม ประเทศที่กักตุนอาวุธมากที่สุดต้องการให้แต่ละประเทศยึดมั่นไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แต่กลับไม่ปลดวางอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเอง
- วิกฤตจิตสำนึก อาวุธนิวเคลียร์อันน่าสะพรึงกลัว กลับถูกกล่าวถึงว่าสามารถใช้ได้ ควบคุมได้ และจำเป็นในสมรภูมิรบ
เราจำเป็นที่จะต้องกลับมามีระบบควบคุมอาวุธอีกครั้ง อีกทั้งยังต้องคิดถึงเป้าหมายที่แท้จริงของเราด้วย สนธิสัญญาต่าง ๆ ทำได้แค่ควบคุมภัยอันตราย แต่ไม่ได้ขจัดมัน ความขัดแย้งที่สำคัญกว่านี้ คือเราอยู่ในโลกที่ประเทศมหาอำนาจจำนวนหนึ่ง อ้างสิทธิที่จะทำลายล้างโลกในนามความปลอดภัยของตน เมื่อ New START หมดอายุลง เราจึงได้เห็นว่าอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้ช่วยให้เกิดสันติภาพ แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้รักษาอำนาจ
ลิเบียเลิกพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในปี ค.ศ. 2003 แปดปีให้หลัง มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ลำดับที่ 1973 ตัดสินใจคว่ำบาตรลิเบีย กำหนดให้เป็นเขตห้ามบิน และเป็นข้ออ้างให้นาโต (NATO) บุกทำลายลิเบีย มันจึงไม่น่าประหลาดใจเมื่อเกาหลีเหนือทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในปี ค.ศ. 2006 เพื่อป้องกันการบุกรุกเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรในเอเชีย ยุทธศาสตร์ ‘โต้กลับ’ ของสหรัฐฯ กระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ พัฒนาอาวุธของตัวเองเพื่อป้องกันการถูกรุกราน เป็นเรื่องน่าสลดในโลกที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยมสุดขั้ว
![]()
<ชิน ฮัก-ชุล (เกาหลี), ปลูกข้าว, ค.ศ. 1987>
เมื่อปี ค.ศ. 2003 นักเขียนบทละครชาวอังกฤษ แฮโรลด์ พินเทอร์ (ค.ศ. 1930 – ค.ศ. 2008) ประพันธ์บทกวี ‘เหล่าลูกระเบิด’ ด้วยความโกรธเคืองสงครามต่อต้านการก่อการร้ายสากล ผมจำได้ว่าได้ฟัง พินเทอร์ ท่องกลอนบทนี้ในลอนดอน ท่วงทำนองของกลอนนั้นทรงพลัง ความหวังในความขยะแขยงนั้นชัดเจน แด่ความทรงจำของเขา ผมจึงคัดเอาบทกลอนฝากไว้ให้ผู้อ่าน
ไร้คำพูดอื่นใด
เราเหลือเพียงเหล่าลูกระเบิด
ที่ปะทุออกจากหัวของเรา
เหลือเหล่าลูกระเบิด
ที่รีดเลือดหยดสุดท้านของเรา
เราเหลือเพียงเหล่าลูกระเบิด
ที่ขัดเงากระดูกซากศพ
ด้วยความเคารพ
วิเจย์