<อาเลฆันดรา ลาเปรอา หรือ Alejandra Laprea ศิลปินและนักเคลื่อนไหวสตรีนิยมจากเวเนซุเอลา (Venezuela), El acuerpamiento de las mujeres es nuestra estrategia de defensa (ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้หญิงผ่านร่างกาย คือ ยุทธศาสตร์ป้องกันของเรา), 2022.>
มาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว หรือ Unilateral Coercive Measures (UCMs) คือ มาตรการทางการเมือง เศรษฐกิจการค้า ที่รัฐประเทศหนึ่งใช้กดดันอีกประเทศ โดยไม่ได้รับฉันทามติจากองค์กรระหว่างประเทศหรือฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การคว่ำบาตร การอายัดทรัพย์สิน และการจำกัดเทคโนโลยี ตัวอย่าง สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านและเวเนซุเอลา สหภาพยุโรปคว่ำบาตรรัสเซีย
ถึงเหล่าเพื่อนที่รัก,
ทักทายสวัสดีจากโต๊ะทำงานของไตรทวีป: สถาบันวิจัยทางสังคม Tricontinental: Institute for Social Research
ในปี 1945 ขณะที่กฎบัตรสหประชาชาติกำลังถูกร่างขึ้น ผู้เขียนและผู้ที่ให้การรับรองฉบับแรกได้เลือกใช้คำอย่างระมัดระวังเพื่อกำหนดแนวทางจัดการกับความขัดแย้งทางอาวุธทั่วโลก ระหว่างที่กฎบัตรกำลังจะถูกลงนามในเดือนมิถุนายนและบังคับใช้ในเดือนตุลาคม สหรัฐอเมริกากลับทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองในญี่ปุ่นสองแห่ง ได้แก่ ฮิโรชิมา (วันที่ 6 สิงหาคม) และนางาซากิ (วันที่ 9 สิงหาคม) บทนำของกฎบัตรสหประชาชาติกำลังถูกบัญญัติขึ้น — โดยมีปณิธานแน่วแน่ที่จะ “ปกป้องคนรุ่นหลังจากมหันตภัยแห่งสงคราม ซึ่งในช่วงชีวิตของเราเกิดมหันตภัยขึ้นสองครั้งและได้สร้างความทุกข์ระทมอย่างหาที่สุดมิได้แก่มนุษยชาติ” — แต่กองทัพสหรัฐฯ กลับกำลังเตรียมทำลายล้างเมือง (ฮิโรชิมา-นางาซากิ) ที่เต็มไปด้วยพลเรือนจากประเทศที่ใกล้ยอมจำนนอยู่แล้ว
กระนั้นก็ตาม ผู้ร่างกฎบัตรสหประชาชาติก็มิได้มองข้ามปัญหาของรัฐที่ยังคงกระหายสงคราม พวกเขาใช้เวลาครุ่นคิดไตร่ตรอง จนกลั่นกรองออกมาเป็นบทที่ 7 ของกฎบัตร ซึ่งกำหนดแนวทางในการป้องกันสงครามอยู่สองประการ แนวทางแรก คือการใช้มาตรการที่ไม่ใช่การทหารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (ตามมาตรา 41) ก่อนที่องค์การสหประชาชาติจะอนุมัติให้ใช้กำลังกับรัฐผู้รุกราน หรือรัฐที่ก่อสงคราม (ตามมาตรา 42) ซึ่งกฎบัตรระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) “อาจมีมติ” ให้ดำเนินมาตรการต่างๆ อาทิ “การระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดหรือบางส่วน ตลอดจนการคมนาคมทางรถไฟ ทางเรือ ทางอากาศ ไปรษณีย์ โทรเลข วิทยุ และช่องทางสื่อสารอื่น ๆ รวมถึงการตัดขาดความสัมพันธ์ทางการทูต”
แต่คำว่า “อาจมีมติ” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เด็ดขาดของระบบที่อ้างว่าต้องการสันติภาพ ข้อความดังกล่าวเปิดทางให้มหาอำนาจเลือกปฏิบัติได้ตามผลประโยชน์ของตน มากกว่าจะยึดมั่นในหลักความยุติธรรมสากล
ตลอดประวัติศาสตร์ มีเพียงครั้งเดียวที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ใช้อำนาจของมาตรา 41 อย่างเต็มที่ คือบังคับใช้กับรัฐบาลเหยียดผิวของโรดีเซียตอนใต้ (Southern Rhodesia) ตั้งแต่ปี 1968 (มติ UNSC ที่ 253) จนถึงปี 1979 (มติ UNSC ที่ 460) และมีการบังคับใช้มาตรานี้เกือบเต็มรูปแบบกับประเทศอิรักระหว่างปี 1990 ถึง 2003 และยูโกสลาเวียระหว่างปี 1992 ถึง 1995 ประเด็นสำคัญของมติดังกล่าวคือ การใช้มาตรการคว่ำบาตร (คำว่า “คว่ำบาตร” ไม่ได้ปรากฏในตัวกฎบัตรสหประชาชาติ) ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเท่านั้น รัฐใดรัฐหนึ่งสามารถออกมาตรการคว่ำบาตรของตนเองต่ออีกรัฐหนึ่งในกรณีพิพาททวิภาคีได้ แต่รัฐนั้นไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะบังคับให้รัฐอื่นๆ ต้องทำตามมาตรการของตน การกระทำเช่นนั้นถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน
![]()
<วาเลนตินา มาชาโด และ วาเลนตินา ลาซัลเวีย หรือ Valentina Machado and Valentina Lasalvia สองศิลปินชาวอุรุกวัย (Uruguay), Untitled, 2021.>
ประเด็นสุดท้ายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินมาตรการคว่ำบาตร (ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว – UCMs) กับประเทศต่างๆ ประมาณ 40 ประเทศ โดยปราศจากอำนาจหน้าที่ที่ได้รับการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และที่น่าตกใจก็คือ จำนวนของประเทศที่ถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรฝ่ายเดียวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ถึง 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาล่าสุดที่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้ทำการรวบรวมข้อมูล จำนวนมาตรการคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นถึง 933%
เหตุผลที่มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งโดยปกติหากเป็นเพียงข้อพิพาททวิภาคี (ระหว่างสองประเทศ) อาจถูกกฎหมาย แต่กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เพราะสหรัฐฯ มิได้หยุดเพียงแค่การคว่ำบาตรรัฐเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังบังคับ ข่มขู่ และลงโทษประเทศที่สามที่ไม่ยอมปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้ และยังคงทำธุรกรรมทางการค้าตามปกติกับประเทศที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสถานะของสหรัฐฯ ในฐานะศูนย์กลางของระบบการเงินโลกที่มีทั้งอำนาจครอบงำของเงินดอลลาร์ (สกุลเงินหลักของเศรษฐกิจโลก) และควบคุมระบบการชำระเงินระหว่างประเทศอย่าง SWIFT รวมถึงมีอำนาจวีโต้ในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทำให้สหรัฐฯ สามารถใช้กลไกทางการเงินนี้ในการ “บีบคอ” ประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านั้นควรจะสามารถชดเชยความเสียหายจากการสูญเสียการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยการทำการค้ากับประเทศอื่นทั่วโลกได้โดยเสรี
การใช้คำว่า “บีบคอ” (strangle) นั้น ไม่ใช่แค่การเปรียบเปรยเกินจริง แต่สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติอย่างชัดเจน เราจำเป็นต้องเข้าใจกลไกของมาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ให้มากขึ้น:
- มาตรการคว่ำบาตรขั้นต้น (primary sanctions) กำหนดเป้าหมายไปที่ประเทศที่ถูกคว่ำบาตรโดยตรง
- – มาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สอง (secondary sanctions) ถูกใช้คุกคามและลงโทษบริษัทหรือประเทศอื่นๆ ที่ยังทำการค้ากับประเทศเป้าหมาย
- มาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สาม (tertiary sanctions) ถูกใช้เพื่อกดดันบริษัทหรือประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศที่ถูกลงโทษในขั้นที่สองอีกทีหนึ่ง—มาตรการนี้เป็นกระบวนการที่ไม่มีวันจบสิ้น
นี่คือวิธีเดียวกันกับที่ใช้ในการกดขี่คิวบา มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 จนถึงปัจจุบัน งานศึกษาวิจัยจำนวนมากได้ยืนยันตรงกันว่ามาตรการคว่ำบาตรในลักษณะนี้ไม่ต่างอะไรจากอาวุธที่ทำลายล้างสังคม เพราะผลกระทบสุดท้ายจะตกอยู่ที่ประชาชนกลุ่มที่ยากจนและเปราะบางที่สุดในประเทศที่ถูกโจมตีเสมอ ความเป็นจริงก็คือ มาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ อ้างว่า “พุ่งเป้าเฉพาะจุด” (targeted sanctions) นั้นแม่นยำไม่ต่างอะไรกับระเบิดที่เรียกว่า “ระเบิดอัจฉริยะ (smart bombs)” ซึ่งสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการทำลายล้างทั้งชุมชน และกวาดล้างชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทั้งครอบครัวไปพร้อมกัน
แม้ช่องว่างระหว่างมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (UCMs) กับสงครามที่ใช้ระเบิดโจมตี ดูเหมือนจะห่างไกลกันมาก เพราะสงครามที่ใช้ระเบิดนั้นมุ่งเน้นทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางวัตถุของประเทศเป้าหมายได้รุนแรงกว่าหลายเท่า แต่เนื้อแท้ของทั้งสองอย่างนี้กลับไม่ต่างกัน นี่คือสงครามสองรูปแบบที่ต่างกันเพียงวิธีการเท่านั้น—วิธีหนึ่งทำสงครามทางเศรษฐกิจ ด้วยความโหดร้ายของการปิดกั้นทางการค้า=การเงิน ทำให้ตัดช่องทางชีวิต ส่วนอีกวิธีหนึ่งทำสงครามด้วยความป่าเถื่อนของระเบิดทำลายล้าง ใช้ระเบิดและอาวุธ บางครั้ง ผู้มีอำนาจก็ยอมรับตรงไปตรงมาถึงความเสียหายจากมาตรการเหล่านี้ เมื่อปี 2019 ไมค์ ปอมเปโอ (Mike Pompeo) รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ในขณะนั้น ถูกถามโดย แมตต์ ลี นักข่าวจากสำนักข่าว Associated Press ถึงมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวที่สหรัฐฯ ใช้กับเวเนซุเอลา ปอมเปโอก็ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “วงล้อมกำลังบีบรัดแน่นขึ้น วิกฤตมนุษยธรรมในเวเนซุเอลาทวีความรุนแรงขึ้นทุกชั่วโมง… คุณสามารถเห็นความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของชาวเวเนซุเอลาได้อย่างชัดเจน” แล้วมาตรการที่ผิดกฎหมายเช่นนี้สร้างอะไรขึ้นมา? มันสร้างได้เพียงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนเท่านั้น
![]()
< ปกบทความเชิงลึก >
เรามีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นผลกระทบร้ายแรงที่เกิดจากมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (UCMs) ซึ่งผิดกฎหมายต่อสังคมมนุษย์ ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา อเลนา ดูฮาน (Alena Douhan) ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยผลกระทบด้านลบของมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวต่อสิทธิมนุษยชน ได้จัดทำรายงานเชิงลึกและมีคุณค่าสูงยิ่งในการเปิดโปงและบันทึกความเสียหายจากมาตรการเหล่านี้ ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ตั้งแต่ซีเรียไปจนถึงเวเนซุเอลา
ในปี 2021 ดูฮานได้แถลงต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) อย่างชัดเจนว่า ผลกระทบจากมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวนั้นส่งผล “รุนแรงเป็นพิเศษต่อกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม” ซึ่งหมายรวมถึงผู้หญิง เด็ก ชนพื้นเมือง ผู้พิการ ผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ผู้อพยพ ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคร้ายแรง และผู้คนอีกมากมายที่เผชิญกับความเปราะบางหรืออุปสรรคทางสังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สร้างความทุกข์ทรมานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังกระทำซ้ำเติมความเปราะบางของกลุ่มคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบที่สุดในสังคมโลกอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วย
![]()
บทความเชิงลึกชิ้นล่าสุดของเรา “สงครามจักรวรรดินิยมและการต่อต้านของขบวนการสตรีในประเทศโลกใต้” (Imperialist War and Feminist Resistance in the Global South, มีนาคม 2025) เปิดเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (UCMs) ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีประเทศและสังคมต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในฐานะปฏิปักษ์ต่ออำนาจของประเทศซีกโลกเหนือ (Global North) การศึกษาของเราสอดคล้องอย่างมากกับข้อสรุปที่ อเลนา ดูฮาน (Douhan) เคยรายงานไว้เมื่อปี 2021 ว่า มาตรการบีบบังคับเหล่านี้ส่งผลกระทบร้ายแรงที่สุดต่อกลุ่มประชาชนที่เปราะบางในสังคมโลก แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำก็คือ กลุ่มคนที่ถูกตีตราว่า ‘เปราะบาง’ เหล่านี้ ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อโดยไร้การต่อสู้ ตรงกันข้าม พวกเขาและเธอคือกำลังสำคลัญในการต่อต้านและลุกขึ้นนำหน้าการต่อสู้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของพวกเขาจากความโหดร้ายของสงครามลูกผสม (Hybrid War) ที่จักรวรรดินิยมใช้กดขี่อย่างไร้มนุษยธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาไม่ได้อ่อนแอและไร้ทางสู้ตามภาพที่โลกเหนือพยายามวาดไว้ แต่พวกเขาคือกองหน้าของการต่อต้านการกดขี่และความโหดร้ายของสงครามไฮบริดอย่างกล้าหาญ
สงครามไฮบริด (Hybrid War) คือสงครามที่จักรวรรดินิยมใช้วิธีการโจมตีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเศรษฐกิจ สื่อ การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยี เพื่อทำลายเสถียรภาพของรัฐที่แข็งขืนต่ออำนาจของตน โดยไม่ต้องทำสงครามแบบเปิดเผย
บทความเชิงลึกชิ้นนี้มุ่งเน้นไปที่เวเนซุเอลาเป็นหลัก ซึ่งเราได้พูดคุยกับผู้นำ องค์กรแรงงานและชาวนา เช่น องค์กรวีรสตรีไร้พรมแดน (Organización Heroínas sin Fronteras) และ สมัชชาที่อยู่อาศัยแห่งเวเนซุเอลา ฮอร์เก โรดริเกซ ปาเดร (Asamblea Viviendo Venezolanos Jorge Rodríguez Padre)
ในสถานการณ์ที่ต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบจากความโหดร้ายของมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (UCMs) และยังต้องเผชิญแรงกดดันทางสังคมจากโครงสร้างปิตาธิปไตยที่โยนภาระการผลิตซ้ำทางสังคม (Social Reproduction) มาไว้บนบ่าของผู้หญิงอย่างหนักหน่วง ผู้หญิงชนชั้นแรงงานและชาวนาจึงลุกขึ้นมาจัดตั้งกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Mutual aid groups) เพื่อเสริมสร้างอำนาจทางการเมืองในสังคมของพวกเธอเอง เมื่อพวกเธอไม่มีน้ำประปา ยารักษาโรค หรือแม้แต่อาหาร สิ่งที่พวกเธอทำก็คือ การรวมตัวกันจัดตั้งคลินิกชุมชนและธนาคารอาหาร ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากรัฐ แต่หัวใจสำคัญคือการเคลื่อนไหวและการลงมือปฏิบัติจริงของผู้หญิงชนชั้นแรงงานเองทั้งสิ้น
ในเดือนธันวาคม ปี 2021 ฉันได้ไปเยือนชุมชนอัลโตส เด ลิดิเซ (Altos de Lídice Commune) และได้พบกับกลุ่มสตรีที่รวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับความยากลำบากในช่วงการระบาดของโควิด-19 ชุมชนแห่งนี้ประกอบด้วยประชากรกว่า 6,000 คน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นสภาชุมชน (Consejos Comunales) จำนวนแปดสภา คอมมูน (Comunas) ในเวเนซุเอลาถูกสร้างขึ้นบนฐานของการประชุมประชาธิปไตยโดยตรงของประชาชน โดยถูกจินตนาการให้เป็นพื้นที่ของการปกครองตนเองระดับท้องถิ่น และเป็นรากฐานสำคัญของการก่อร่างสร้างสังคมนิยม การขับเคลื่อนประชาชนให้มีส่วนร่วมในทางการเมืองโดยตรง แทนที่จะรอให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างระบบราชการ คือหัวใจสำคัญของปรัชญาที่ขับเคลื่อนคอมมูนแห่งนี้
(มีการจัดตั้งครัวชุมชน คลินิกชุมชน และศูนย์แจกจ่ายอาหาร เพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างหนักจากโรคระบาด ประกอบกับการถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ)
วันนั้น ผู้หญิงที่ฉันได้พบในชุมชนเล่าให้ฟังถึงคลินิกชุมชนที่พวกเธอจัดตั้งขึ้นมาเอง ซึ่งดึงดูดบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลใกล้เคียงให้มาช่วยบริการตรวจรักษา และจ่ายยาฟรีที่ได้รับบริจาคมาจากเครือข่ายที่พวกเธอสร้างขึ้นกับโรงพยาบาลสตรีแห่งหนึ่งในประเทศชิลี งานทั้งหมดนี้นำโดยผู้หญิงในชุมชนเอง อาเลฆานดรา เตรสปาลาซิออส (Alejandra Trespalacios) หนึ่งในผู้นำกลุ่ม พูดติดตลกในระหว่างการพูดคุยว่า “พวกเราใช้ผู้ชายให้เป็นประโยชน์ค่ะ”
หนึ่งในกิจกรรมที่น่าประทับใจและเปี่ยมพลังมากที่สุดของพวกเธอคือการจัดกิจกรรมที่เรียกว่า “อาเรปาโซ (Arepazo)” โดยการแจกจ่าย “อาเรปา” (ขนมแป้งข้าวโพดไส้ต่างๆ) ให้กับกลุ่มประชาชนที่เปราะบางที่สุดในชุมชน กิจกรรมนี้จะมีการชั่งน้ำหนักเด็กและผู้สูงอายุทุกๆ 3 เดือน หากพบว่าใครน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานก็จะได้รับแจกอาเรปาทันที เพื่อแสดงถึงพันธะสัญญาของพวกเธอที่มีต่อทุกชีวิตในชุมชน ข้อมูลจากการชั่งน้ำหนักยังช่วยให้กลุ่มรู้ว่าอาหารควรถูกกระจายไปที่ไหนและอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด “นี่คือช่วงเวลาของการต่อสู้” เตรสปาลาซิออส กล่าวอย่างหนักแน่น
กิจกรรม “อาเรปาโซ (Arepazo)” จึงไม่ใช่แค่การแจกอาหารธรรมดา แต่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ของชุมชนในการต่อต้านความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากการกดขี่โดยระบบทุนนิยมและจักรวรรดินิยมที่กดทับประชาชนเวเนซุเอลาอย่างไม่เป็นธรรม
ขณะเดียวกัน บทความเชิงลึกของเราก็เน้นย้ำว่า จำเป็นต้องมีการคิดพิจารณาอย่างจริงจังเกี่ยวกับการที่เพศสภาพยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “ตอกย้ำการแบ่งแยกหน้าที่ทางเพศของแรงงานทางการเมือง” (Sexual Division of Political Labour) ในการต่อสู้ที่สำคัญเช่นนี้ด้วยเช่นกัน ‘แม้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการนำและการจัดตั้งองค์กรระดับชุมชน ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่บทบาทความเป็นผู้นำเหล่านั้นกลับไม่ค่อยถูกขยายออกไปสู่พื้นที่อื่นของอำนาจรัฐหรือเวทีทางการเมืองที่สูงขึ้นกว่านี้มากนัก” ดังนั้น การต่อสู้เพื่อให้ผู้นำสตรีสามารถก้าวจากการเมืองระดับชุมชนไปสู่การมีอำนาจทางการเมืองในวงกว้างมากขึ้น จึงเป็นภารกิจสำคัญในการต่อสู้ของผู้หญิงชนชั้นแรงงานและชาวนา เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของสังคมให้เป็นธรรมอย่างแท้จริง
ผู้หญิงไม่เพียงควรมีบทบาทนำในระดับรากหญ้าเท่านั้น แต่ต้องมีส่วนในการตัดสินใจทางการเมืองทุกระดับ เพราะฉะนั้นการแบ่งแยกหน้าที่ทางเพศของแรงงานทางการเมือง” (Sexual Division of Political Labour) จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนถึงระบบปิตาธิปไตยที่ฝังรากลึก และเป็นการกีดกันผู้หญิงออกจากอำนาจในระดับสูง หรือจำกัดบทบาทของผู้หญิงให้แคบลงอยู่เฉพาะพื้นที่ “ส่วนตัว” หรือ “ชุมชน” เท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้หญิงไม่ได้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองในวงกว้าง หรือมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
![]()
<TBT โอลกา ลูซาร์โด หรือ Olga Luzardo หญิงนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายชาวเวเนซุเอลา>
“TBT” ย่อมาจาก “Throwback Thursday” ซึ่งเป็นเทรนด์อินเทอร์เน็ตที่ใช้ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จะมีการโพสต์รูปภาพหรือเนื้อหารำลึกถึงผลงานและชีวิตของเธอในวันพฤหัสบดี
ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี โอลกา ลูซาร์โด (1916–2016) ได้เข้าร่วมกับกลุ่มมาร์กซิสต์ในเมืองมาราไกโบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวเนซุเอลา และในปี 1931 เธอก็กลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวเนซุเอลา (Partido Comunista de Venezuela – PCV) ลูซาร์โดในวัยเยาว์รับหน้าที่สอนที่โรงเรียนโฮจิมินห์ของพรรค PCV และริเริ่ม “โรงเรียนเคลื่อนที่” ของเธอเอง เพื่อเผยแพร่ความคิดแบบมาร์กซิสต์ไปทั่วประเทศเวเนซุเอลา ในปี 1937 เธอมีบทบาทสำคัญในการประชุมสตรีแห่งเวเนซุเอลา (Congreso de Mujeres) ซึ่งถือกำเนิดจากกลุ่มวัฒนธรรมสตรีของพรรค PCV
ในยุคเผด็จการของ มาร์กอส เปเรซ ฮิเมเนซ ลูซาร์โดถูกจับกุมและถูกเนรเทศไปยังสหภาพโซเวียต ก่อนจะได้กลับมายังเวเนซุเอลาในปี 1958 ตลอดชีวิตของเธอ เธอใช้หลายนามปากกา เช่น “ฮอร์เฆ” (Jorge) เพื่อการต่อสู้กับชนชั้นนายทุนเวเนซุเอลา และชื่อ “เปตรอฟนา” (Petrovna) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติเดือนตุลาคม (October Revolution) เธอมีชื่อเสียงในฐานะนักหนังสือพิมพ์และกวีที่พยายามรังสรรค์ภาษาใหม่สำหรับการปฏิวัติและการกบฏ ในช่วงที่เธอถูกจำคุกระหว่างปี 1950 ถึง 1952 ลูซาร์โดได้แต่งบทกวีหลายชิ้นซึ่งต่อมารวบรวมไว้ในหนังสือชื่อ Huellas frescas (รอยเท้าสดใหม่) ตีพิมพ์ในปี 1998 ในบทกวีเหล่านั้น เธอได้เขียนบทหนึ่งที่ส่งถึงลูกสาวของเธอ อิกวารายา เปเรซ (Iguaraya Pérez) และถึงเด็กผู้หญิงทุกคน โดยเรียกร้องให้พวกเธอกลายเป็น “นักรบ” นักสู้เพื่อความยุติธรรมโดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจอยุติธรรมที่พวกเธอต้องเผชิญหน้า
ลูกสาวเอ๋ย: แม่อยากให้เธอเป็นนักรบ
ขอให้เลือดของลูกหลั่งริน
รดบนผืนธงหลากสีที่โบกสะบัดทั่วหล้า
หากว่ามันจำเป็นสำหรับการต่อสู้ของเรา
ขอให้สันติภาพ — ซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้
ตราบใดที่โลกยังมีชาติที่ถูกขีดด้วยเส้นเขตแดน
อย่าให้มันมาพบเธอในยามที่กำลังหลับใหลโดยไม่มีอาวุธที่พร้อมสู้ไว้บนบ่า
เมื่อถึงวันที่พวกเราทุกชีวิต
ลุกขึ้นถืออาวุธด้วยความหวังจะสร้างชีวิตใหม่
ทั้งโลกนี้จะกลายเป็นบ้านเดียวกัน
เพราะสันติภาพที่แท้จริง, ลูกสาวเอ๋ย
จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนจนทั้งโลกลุกขึ้นสู้จับอาวุธอย่างกล้าหาญ
และนี่คือเหตุผล ที่ฉันอยากให้เธอเป็นนักรบ
ด้วยความนับถือ,
วิเจย์ (Vijay)





![ความแปลกแยก Alienation [TH/EN]](https://dindeng.com/wp-content/uploads/2022/02/your-all-caught-up.jpg)












