มาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (UCMs) และสงครามต่อผู้หญิง: จดหมายข่าวฉบับที่สิบสอง (2025)

by | Mar 23, 2025 | Tricon Newsletter

<อาเลฆันดรา ลาเปรอา หรือ Alejandra Laprea ศิลปินและนักเคลื่อนไหวสตรีนิยมจากเวเนซุเอลา (Venezuela), El acuerpamiento de las mujeres es nuestra estrategia de defensa (ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้หญิงผ่านร่างกาย คือ ยุทธศาสตร์ป้องกันของเรา), 2022.>

 

มาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว หรือ Unilateral Coercive Measures (UCMs) คือ มาตรการทางการเมือง เศรษฐกิจการค้า ที่รัฐประเทศหนึ่งใช้กดดันอีกประเทศ โดยไม่ได้รับฉันทามติจากองค์กรระหว่างประเทศหรือฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การคว่ำบาตร การอายัดทรัพย์สิน และการจำกัดเทคโนโลยี ตัวอย่าง สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านและเวเนซุเอลา สหภาพยุโรปคว่ำบาตรรัสเซีย 

 

ถึงเหล่าเพื่อนที่รัก,

 

ทักทายสวัสดีจากโต๊ะทำงานของไตรทวีป: สถาบันวิจัยทางสังคม  Tricontinental: Institute for Social Research

 

ในปี 1945 ขณะที่กฎบัตรสหประชาชาติกำลังถูกร่างขึ้น ผู้เขียนและผู้ที่ให้การรับรองฉบับแรกได้เลือกใช้คำอย่างระมัดระวังเพื่อกำหนดแนวทางจัดการกับความขัดแย้งทางอาวุธทั่วโลก ระหว่างที่กฎบัตรกำลังจะถูกลงนามในเดือนมิถุนายนและบังคับใช้ในเดือนตุลาคม สหรัฐอเมริกากลับทิ้งระเบิดปรมาณูใส่เมืองในญี่ปุ่นสองแห่ง ได้แก่ ฮิโรชิมา (วันที่ 6 สิงหาคม) และนางาซากิ (วันที่ 9 สิงหาคม) บทนำของกฎบัตรสหประชาชาติกำลังถูกบัญญัติขึ้น — โดยมีปณิธานแน่วแน่ที่จะ “ปกป้องคนรุ่นหลังจากมหันตภัยแห่งสงคราม ซึ่งในช่วงชีวิตของเราเกิดมหันตภัยขึ้นสองครั้งและได้สร้างความทุกข์ระทมอย่างหาที่สุดมิได้แก่มนุษยชาติ” — แต่กองทัพสหรัฐฯ กลับกำลังเตรียมทำลายล้างเมือง (ฮิโรชิมา-นางาซากิ) ที่เต็มไปด้วยพลเรือนจากประเทศที่ใกล้ยอมจำนนอยู่แล้ว 

 

กระนั้นก็ตาม ผู้ร่างกฎบัตรสหประชาชาติก็มิได้มองข้ามปัญหาของรัฐที่ยังคงกระหายสงคราม พวกเขาใช้เวลาครุ่นคิดไตร่ตรอง จนกลั่นกรองออกมาเป็นบทที่ 7 ของกฎบัตร ซึ่งกำหนดแนวทางในการป้องกันสงครามอยู่สองประการ แนวทางแรก คือการใช้มาตรการที่ไม่ใช่การทหารให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (ตามมาตรา 41) ก่อนที่องค์การสหประชาชาติจะอนุมัติให้ใช้กำลังกับรัฐผู้รุกราน หรือรัฐที่ก่อสงคราม (ตามมาตรา 42) ซึ่งกฎบัตรระบุไว้อย่างชัดเจนว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) “อาจมีมติ” ให้ดำเนินมาตรการต่างๆ อาทิ “การระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดหรือบางส่วน ตลอดจนการคมนาคมทางรถไฟ ทางเรือ ทางอากาศ ไปรษณีย์ โทรเลข วิทยุ และช่องทางสื่อสารอื่น ๆ รวมถึงการตัดขาดความสัมพันธ์ทางการทูต” 

 

แต่คำว่า “อาจมีมติ” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เด็ดขาดของระบบที่อ้างว่าต้องการสันติภาพ ข้อความดังกล่าวเปิดทางให้มหาอำนาจเลือกปฏิบัติได้ตามผลประโยชน์ของตน มากกว่าจะยึดมั่นในหลักความยุติธรรมสากล 

ตลอดประวัติศาสตร์ มีเพียงครั้งเดียวที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ใช้อำนาจของมาตรา 41 อย่างเต็มที่ คือบังคับใช้กับรัฐบาลเหยียดผิวของโรดีเซียตอนใต้ (Southern Rhodesia) ตั้งแต่ปี 1968 (มติ UNSC ที่ 253) จนถึงปี 1979 (มติ UNSC ที่ 460) และมีการบังคับใช้มาตรานี้เกือบเต็มรูปแบบกับประเทศอิรักระหว่างปี 1990 ถึง 2003 และยูโกสลาเวียระหว่างปี 1992 ถึง 1995 ประเด็นสำคัญของมติดังกล่าวคือ การใช้มาตรการคว่ำบาตร (คำว่า “คว่ำบาตร” ไม่ได้ปรากฏในตัวกฎบัตรสหประชาชาติ) ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเท่านั้น รัฐใดรัฐหนึ่งสามารถออกมาตรการคว่ำบาตรของตนเองต่ออีกรัฐหนึ่งในกรณีพิพาททวิภาคีได้ แต่รัฐนั้นไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะบังคับให้รัฐอื่นๆ ต้องทำตามมาตรการของตน การกระทำเช่นนั้นถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน

<วาเลนตินา มาชาโด และ วาเลนตินา ลาซัลเวีย หรือ Valentina Machado and Valentina Lasalvia สองศิลปินชาวอุรุกวัย (Uruguay), Untitled, 2021.>

 

ประเด็นสุดท้ายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในปัจจุบัน สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินมาตรการคว่ำบาตร (ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว – UCMs) กับประเทศต่างๆ ประมาณ 40 ประเทศ โดยปราศจากอำนาจหน้าที่ที่ได้รับการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และที่น่าตกใจก็คือ จำนวนของประเทศที่ถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรฝ่ายเดียวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ถึง 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาล่าสุดที่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ได้ทำการรวบรวมข้อมูล จำนวนมาตรการคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นถึง 933%

เหตุผลที่มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งโดยปกติหากเป็นเพียงข้อพิพาททวิภาคี (ระหว่างสองประเทศ) อาจถูกกฎหมาย แต่กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เพราะสหรัฐฯ มิได้หยุดเพียงแค่การคว่ำบาตรรัฐเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังบังคับ ข่มขู่ และลงโทษประเทศที่สามที่ไม่ยอมปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้ และยังคงทำธุรกรรมทางการค้าตามปกติกับประเทศที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสถานะของสหรัฐฯ ในฐานะศูนย์กลางของระบบการเงินโลกที่มีทั้งอำนาจครอบงำของเงินดอลลาร์ (สกุลเงินหลักของเศรษฐกิจโลก) และควบคุมระบบการชำระเงินระหว่างประเทศอย่าง SWIFT รวมถึงมีอำนาจวีโต้ในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทำให้สหรัฐฯ สามารถใช้กลไกทางการเงินนี้ในการ “บีบคอ” ประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านั้นควรจะสามารถชดเชยความเสียหายจากการสูญเสียการค้ากับสหรัฐฯ ด้วยการทำการค้ากับประเทศอื่นทั่วโลกได้โดยเสรี

การใช้คำว่า “บีบคอ” (strangle) นั้น ไม่ใช่แค่การเปรียบเปรยเกินจริง แต่สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติอย่างชัดเจน เราจำเป็นต้องเข้าใจกลไกของมาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ให้มากขึ้น: 

  • มาตรการคว่ำบาตรขั้นต้น (primary sanctions) กำหนดเป้าหมายไปที่ประเทศที่ถูกคว่ำบาตรโดยตรง 
  • – มาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สอง (secondary sanctions) ถูกใช้คุกคามและลงโทษบริษัทหรือประเทศอื่นๆ ที่ยังทำการค้ากับประเทศเป้าหมาย 
  • มาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สาม (tertiary sanctions) ถูกใช้เพื่อกดดันบริษัทหรือประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศที่ถูกลงโทษในขั้นที่สองอีกทีหนึ่ง—มาตรการนี้เป็นกระบวนการที่ไม่มีวันจบสิ้น

 

นี่คือวิธีเดียวกันกับที่ใช้ในการกดขี่คิวบา มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 จนถึงปัจจุบัน งานศึกษาวิจัยจำนวนมากได้ยืนยันตรงกันว่ามาตรการคว่ำบาตรในลักษณะนี้ไม่ต่างอะไรจากอาวุธที่ทำลายล้างสังคม เพราะผลกระทบสุดท้ายจะตกอยู่ที่ประชาชนกลุ่มที่ยากจนและเปราะบางที่สุดในประเทศที่ถูกโจมตีเสมอ ความเป็นจริงก็คือ มาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ อ้างว่า “พุ่งเป้าเฉพาะจุด” (targeted sanctions) นั้นแม่นยำไม่ต่างอะไรกับระเบิดที่เรียกว่า “ระเบิดอัจฉริยะ (smart bombs)” ซึ่งสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการทำลายล้างทั้งชุมชน และกวาดล้างชีวิตของผู้บริสุทธิ์ทั้งครอบครัวไปพร้อมกัน

 

แม้ช่องว่างระหว่างมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (UCMs) กับสงครามที่ใช้ระเบิดโจมตี ดูเหมือนจะห่างไกลกันมาก เพราะสงครามที่ใช้ระเบิดนั้นมุ่งเน้นทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางวัตถุของประเทศเป้าหมายได้รุนแรงกว่าหลายเท่า แต่เนื้อแท้ของทั้งสองอย่างนี้กลับไม่ต่างกัน นี่คือสงครามสองรูปแบบที่ต่างกันเพียงวิธีการเท่านั้น—วิธีหนึ่งทำสงครามทางเศรษฐกิจ ด้วยความโหดร้ายของการปิดกั้นทางการค้า=การเงิน ทำให้ตัดช่องทางชีวิต ส่วนอีกวิธีหนึ่งทำสงครามด้วยความป่าเถื่อนของระเบิดทำลายล้าง ใช้ระเบิดและอาวุธ บางครั้ง ผู้มีอำนาจก็ยอมรับตรงไปตรงมาถึงความเสียหายจากมาตรการเหล่านี้ เมื่อปี 2019 ไมค์ ปอมเปโอ (Mike Pompeo) รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ในขณะนั้น ถูกถามโดย แมตต์ ลี นักข่าวจากสำนักข่าว Associated Press ถึงมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวที่สหรัฐฯ ใช้กับเวเนซุเอลา ปอมเปโอก็ตอบอย่างไม่สะทกสะท้านว่า “วงล้อมกำลังบีบรัดแน่นขึ้น วิกฤตมนุษยธรรมในเวเนซุเอลาทวีความรุนแรงขึ้นทุกชั่วโมง… คุณสามารถเห็นความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของชาวเวเนซุเอลาได้อย่างชัดเจน” แล้วมาตรการที่ผิดกฎหมายเช่นนี้สร้างอะไรขึ้นมา? มันสร้างได้เพียงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนเท่านั้น

< ปกบทความเชิงลึก >

 

เรามีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นผลกระทบร้ายแรงที่เกิดจากมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (UCMs) ซึ่งผิดกฎหมายต่อสังคมมนุษย์ ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา อเลนา ดูฮาน (Alena Douhan) ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยผลกระทบด้านลบของมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวต่อสิทธิมนุษยชน ได้จัดทำรายงานเชิงลึกและมีคุณค่าสูงยิ่งในการเปิดโปงและบันทึกความเสียหายจากมาตรการเหล่านี้ ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ตั้งแต่ซีเรียไปจนถึงเวเนซุเอลา 

 

ในปี 2021 ดูฮานได้แถลงต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) อย่างชัดเจนว่า ผลกระทบจากมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียวนั้นส่งผล “รุนแรงเป็นพิเศษต่อกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม” ซึ่งหมายรวมถึงผู้หญิง เด็ก ชนพื้นเมือง ผู้พิการ ผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ผู้อพยพ ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ป่วยที่มีโรคร้ายแรง และผู้คนอีกมากมายที่เผชิญกับความเปราะบางหรืออุปสรรคทางสังคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สร้างความทุกข์ทรมานทั่วไปเท่านั้น แต่ยังกระทำซ้ำเติมความเปราะบางของกลุ่มคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบที่สุดในสังคมโลกอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วย

บทความเชิงลึกชิ้นล่าสุดของเรา “สงครามจักรวรรดินิยมและการต่อต้านของขบวนการสตรีในประเทศโลกใต้” (Imperialist War and Feminist Resistance in the Global South, มีนาคม 2025) เปิดเผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (UCMs) ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีประเทศและสังคมต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในฐานะปฏิปักษ์ต่ออำนาจของประเทศซีกโลกเหนือ (Global North) การศึกษาของเราสอดคล้องอย่างมากกับข้อสรุปที่ อเลนา ดูฮาน (Douhan) เคยรายงานไว้เมื่อปี 2021 ว่า มาตรการบีบบังคับเหล่านี้ส่งผลกระทบร้ายแรงที่สุดต่อกลุ่มประชาชนที่เปราะบางในสังคมโลก แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำก็คือ กลุ่มคนที่ถูกตีตราว่า ‘เปราะบาง’ เหล่านี้ ไม่ได้ตกเป็นเหยื่อโดยไร้การต่อสู้ ตรงกันข้าม พวกเขาและเธอคือกำลังสำคลัญในการต่อต้านและลุกขึ้นนำหน้าการต่อสู้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของพวกเขาจากความโหดร้ายของสงครามลูกผสม (Hybrid War) ที่จักรวรรดินิยมใช้กดขี่อย่างไร้มนุษยธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาไม่ได้อ่อนแอและไร้ทางสู้ตามภาพที่โลกเหนือพยายามวาดไว้ แต่พวกเขาคือกองหน้าของการต่อต้านการกดขี่และความโหดร้ายของสงครามไฮบริดอย่างกล้าหาญ 

 

สงครามไฮบริด (Hybrid War) คือสงครามที่จักรวรรดินิยมใช้วิธีการโจมตีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเศรษฐกิจ สื่อ การเมือง วัฒนธรรม และเทคโนโลยี เพื่อทำลายเสถียรภาพของรัฐที่แข็งขืนต่ออำนาจของตน โดยไม่ต้องทำสงครามแบบเปิดเผย

บทความเชิงลึกชิ้นนี้มุ่งเน้นไปที่เวเนซุเอลาเป็นหลัก ซึ่งเราได้พูดคุยกับผู้นำ องค์กรแรงงานและชาวนา เช่น องค์กรวีรสตรีไร้พรมแดน (Organización Heroínas sin Fronteras) และ สมัชชาที่อยู่อาศัยแห่งเวเนซุเอลา ฮอร์เก โรดริเกซ ปาเดร (Asamblea Viviendo Venezolanos Jorge Rodríguez Padre)

ในสถานการณ์ที่ต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัวซึ่งได้รับผลกระทบจากความโหดร้ายของมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว (UCMs) และยังต้องเผชิญแรงกดดันทางสังคมจากโครงสร้างปิตาธิปไตยที่โยนภาระการผลิตซ้ำทางสังคม (Social Reproduction) มาไว้บนบ่าของผู้หญิงอย่างหนักหน่วง ผู้หญิงชนชั้นแรงงานและชาวนาจึงลุกขึ้นมาจัดตั้งกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Mutual aid groups) เพื่อเสริมสร้างอำนาจทางการเมืองในสังคมของพวกเธอเอง เมื่อพวกเธอไม่มีน้ำประปา ยารักษาโรค หรือแม้แต่อาหาร สิ่งที่พวกเธอทำก็คือ การรวมตัวกันจัดตั้งคลินิกชุมชนและธนาคารอาหาร ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากรัฐ แต่หัวใจสำคัญคือการเคลื่อนไหวและการลงมือปฏิบัติจริงของผู้หญิงชนชั้นแรงงานเองทั้งสิ้น

ในเดือนธันวาคม ปี 2021 ฉันได้ไปเยือนชุมชนอัลโตส เด ลิดิเซ (Altos de Lídice Commune) และได้พบกับกลุ่มสตรีที่รวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับความยากลำบากในช่วงการระบาดของโควิด-19 ชุมชนแห่งนี้ประกอบด้วยประชากรกว่า 6,000 คน ซึ่งจัดตั้งขึ้นเป็นสภาชุมชน (Consejos Comunales) จำนวนแปดสภา คอมมูน (Comunas) ในเวเนซุเอลาถูกสร้างขึ้นบนฐานของการประชุมประชาธิปไตยโดยตรงของประชาชน โดยถูกจินตนาการให้เป็นพื้นที่ของการปกครองตนเองระดับท้องถิ่น และเป็นรากฐานสำคัญของการก่อร่างสร้างสังคมนิยม การขับเคลื่อนประชาชนให้มีส่วนร่วมในทางการเมืองโดยตรง แทนที่จะรอให้ปัญหาถูกแก้ไขอย่างระบบราชการ คือหัวใจสำคัญของปรัชญาที่ขับเคลื่อนคอมมูนแห่งนี้

(มีการจัดตั้งครัวชุมชน คลินิกชุมชน และศูนย์แจกจ่ายอาหาร เพื่อช่วยเหลือคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอย่างหนักจากโรคระบาด ประกอบกับการถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ) 

วันนั้น ผู้หญิงที่ฉันได้พบในชุมชนเล่าให้ฟังถึงคลินิกชุมชนที่พวกเธอจัดตั้งขึ้นมาเอง ซึ่งดึงดูดบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลใกล้เคียงให้มาช่วยบริการตรวจรักษา และจ่ายยาฟรีที่ได้รับบริจาคมาจากเครือข่ายที่พวกเธอสร้างขึ้นกับโรงพยาบาลสตรีแห่งหนึ่งในประเทศชิลี งานทั้งหมดนี้นำโดยผู้หญิงในชุมชนเอง อาเลฆานดรา เตรสปาลาซิออส (Alejandra Trespalacios) หนึ่งในผู้นำกลุ่ม พูดติดตลกในระหว่างการพูดคุยว่า “พวกเราใช้ผู้ชายให้เป็นประโยชน์ค่ะ”

หนึ่งในกิจกรรมที่น่าประทับใจและเปี่ยมพลังมากที่สุดของพวกเธอคือการจัดกิจกรรมที่เรียกว่า “อาเรปาโซ (Arepazo)” โดยการแจกจ่าย “อาเรปา” (ขนมแป้งข้าวโพดไส้ต่างๆ) ให้กับกลุ่มประชาชนที่เปราะบางที่สุดในชุมชน กิจกรรมนี้จะมีการชั่งน้ำหนักเด็กและผู้สูงอายุทุกๆ 3 เดือน หากพบว่าใครน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานก็จะได้รับแจกอาเรปาทันที เพื่อแสดงถึงพันธะสัญญาของพวกเธอที่มีต่อทุกชีวิตในชุมชน ข้อมูลจากการชั่งน้ำหนักยังช่วยให้กลุ่มรู้ว่าอาหารควรถูกกระจายไปที่ไหนและอย่างไรให้มีประสิทธิภาพที่สุด “นี่คือช่วงเวลาของการต่อสู้” เตรสปาลาซิออส กล่าวอย่างหนักแน่น 

กิจกรรม “อาเรปาโซ (Arepazo)” จึงไม่ใช่แค่การแจกอาหารธรรมดา แต่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ของชุมชนในการต่อต้านความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากการกดขี่โดยระบบทุนนิยมและจักรวรรดินิยมที่กดทับประชาชนเวเนซุเอลาอย่างไม่เป็นธรรม

ขณะเดียวกัน บทความเชิงลึกของเราก็เน้นย้ำว่า จำเป็นต้องมีการคิดพิจารณาอย่างจริงจังเกี่ยวกับการที่เพศสภาพยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “ตอกย้ำการแบ่งแยกหน้าที่ทางเพศของแรงงานทางการเมือง” (Sexual Division of Political Labour) ในการต่อสู้ที่สำคัญเช่นนี้ด้วยเช่นกัน ‘แม้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการนำและการจัดตั้งองค์กรระดับชุมชน ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่บทบาทความเป็นผู้นำเหล่านั้นกลับไม่ค่อยถูกขยายออกไปสู่พื้นที่อื่นของอำนาจรัฐหรือเวทีทางการเมืองที่สูงขึ้นกว่านี้มากนัก” ดังนั้น การต่อสู้เพื่อให้ผู้นำสตรีสามารถก้าวจากการเมืองระดับชุมชนไปสู่การมีอำนาจทางการเมืองในวงกว้างมากขึ้น จึงเป็นภารกิจสำคัญในการต่อสู้ของผู้หญิงชนชั้นแรงงานและชาวนา เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจของสังคมให้เป็นธรรมอย่างแท้จริง

ผู้หญิงไม่เพียงควรมีบทบาทนำในระดับรากหญ้าเท่านั้น แต่ต้องมีส่วนในการตัดสินใจทางการเมืองทุกระดับ เพราะฉะนั้นการแบ่งแยกหน้าที่ทางเพศของแรงงานทางการเมือง” (Sexual Division of Political Labour) จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนถึงระบบปิตาธิปไตยที่ฝังรากลึก และเป็นการกีดกันผู้หญิงออกจากอำนาจในระดับสูง หรือจำกัดบทบาทของผู้หญิงให้แคบลงอยู่เฉพาะพื้นที่ “ส่วนตัว” หรือ “ชุมชน” เท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้หญิงไม่ได้มีอำนาจต่อรองทางการเมืองในวงกว้าง หรือมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

<TBT โอลกา ลูซาร์โด หรือ Olga Luzardo หญิงนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายชาวเวเนซุเอลา>

“TBT” ย่อมาจาก “Throwback Thursday” ซึ่งเป็นเทรนด์อินเทอร์เน็ตที่ใช้ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จะมีการโพสต์รูปภาพหรือเนื้อหารำลึกถึงผลงานและชีวิตของเธอในวันพฤหัสบดี

 

ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี โอลกา ลูซาร์โด (1916–2016) ได้เข้าร่วมกับกลุ่มมาร์กซิสต์ในเมืองมาราไกโบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเวเนซุเอลา และในปี 1931 เธอก็กลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวเนซุเอลา (Partido Comunista de Venezuela – PCV) ลูซาร์โดในวัยเยาว์รับหน้าที่สอนที่โรงเรียนโฮจิมินห์ของพรรค PCV และริเริ่ม “โรงเรียนเคลื่อนที่” ของเธอเอง เพื่อเผยแพร่ความคิดแบบมาร์กซิสต์ไปทั่วประเทศเวเนซุเอลา ในปี 1937 เธอมีบทบาทสำคัญในการประชุมสตรีแห่งเวเนซุเอลา (Congreso de Mujeres) ซึ่งถือกำเนิดจากกลุ่มวัฒนธรรมสตรีของพรรค PCV

ในยุคเผด็จการของ มาร์กอส เปเรซ ฮิเมเนซ ลูซาร์โดถูกจับกุมและถูกเนรเทศไปยังสหภาพโซเวียต ก่อนจะได้กลับมายังเวเนซุเอลาในปี 1958 ตลอดชีวิตของเธอ เธอใช้หลายนามปากกา เช่น “ฮอร์เฆ” (Jorge) เพื่อการต่อสู้กับชนชั้นนายทุนเวเนซุเอลา และชื่อ “เปตรอฟนา” (Petrovna) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการปฏิวัติเดือนตุลาคม (October Revolution) เธอมีชื่อเสียงในฐานะนักหนังสือพิมพ์และกวีที่พยายามรังสรรค์ภาษาใหม่สำหรับการปฏิวัติและการกบฏ ในช่วงที่เธอถูกจำคุกระหว่างปี 1950 ถึง 1952 ลูซาร์โดได้แต่งบทกวีหลายชิ้นซึ่งต่อมารวบรวมไว้ในหนังสือชื่อ Huellas frescas (รอยเท้าสดใหม่) ตีพิมพ์ในปี 1998 ในบทกวีเหล่านั้น เธอได้เขียนบทหนึ่งที่ส่งถึงลูกสาวของเธอ อิกวารายา เปเรซ (Iguaraya Pérez) และถึงเด็กผู้หญิงทุกคน โดยเรียกร้องให้พวกเธอกลายเป็น “นักรบ” นักสู้เพื่อความยุติธรรมโดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจอยุติธรรมที่พวกเธอต้องเผชิญหน้า 

ลูกสาวเอ๋ย: แม่อยากให้เธอเป็นนักรบ

ขอให้เลือดของลูกหลั่งริน
รดบนผืนธงหลากสีที่โบกสะบัดทั่วหล้า
หากว่ามันจำเป็นสำหรับการต่อสู้ของเรา

ขอให้สันติภาพ — ซึ่งไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้
ตราบใดที่โลกยังมีชาติที่ถูกขีดด้วยเส้นเขตแดน
อย่าให้มันมาพบเธอในยามที่กำลังหลับใหลโดยไม่มีอาวุธที่พร้อมสู้ไว้บนบ่า 

เมื่อถึงวันที่พวกเราทุกชีวิต 

ลุกขึ้นถืออาวุธด้วยความหวังจะสร้างชีวิตใหม่ 

ทั้งโลกนี้จะกลายเป็นบ้านเดียวกัน 

เพราะสันติภาพที่แท้จริง, ลูกสาวเอ๋ย 

จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนจนทั้งโลกลุกขึ้นสู้จับอาวุธอย่างกล้าหาญ

และนี่คือเหตุผล ที่ฉันอยากให้เธอเป็นนักรบ

 

ด้วยความนับถือ, 

 

วิเจย์ (Vijay)

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้