ลัทธิอาณานิคมนิยม กับการรุกไล่จากภายใน

by | Nov 8, 2021 | Articles บทความ, Featured ไทย, ความคิดเห็น Opinion, ทฤษฎี Theory, ประวัติศาสตร์ History, ไทย

เรื่อง Samaideng Tungdin & Gabriel Ernst
แปล sirisiri
บรรณาธิการ Sarutanon Prabute
แก้ไขเพิ่มเติมโดยผู้แปล 27 พฤศจิกายน 2021

English Version


คำนำผู้แปล

ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็น “จักรวรรดินิยม” จากคำว่า Imperialism รวมถึงกระบวนการทำให้เป็นอาณานิคม (ทำให้เป็นเมืองขึ้น) จากคำว่า colonisation มีการพัฒนาในตัวเองอย่างสำคัญและต่อเนื่อง ด้วยกระบวนการดังกล่าวถือเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการเมืองโลกอย่างไม่เสื่อมคลาย และในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก

กรณีที่เจ้าอาณานิคมเข้าดำเนินการบริหารจัดการอำนาจเหนืออาณานิคมอย่างเปิดเผยโดยใช้ “คน” ของตนไปปกครองอย่างในยุคอาณานิคมทางเรือช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 นั้นถือว่าล้าหลังไปแล้ว ปัจจุบันเจ้าจักรวรรดิใช้การครอบงำอาณานิคมของตนผ่าน “อุดมการณ์” ในระดับปัจเจกทั้งยังทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นเรื่องน่าสับสนเมื่อพยายามจะทำความเข้าใจต่อข้อสงสัยที่ว่า “ไทยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกหรือไม่?” (ซึ่งจะตามมาด้วยข้อสงสัยอีกหลายประการ) อุปสรรคในการพัฒนาความเข้าใจต่อประเด็นดังกล่าวประการหนึ่งเกิดจากว่ามันไปกระตุ้นความเป็นนักชาตินิยมฟาสซิสต์ของชาวไทยให้ต้องเดือดดาลจนเสียสมาธิที่จะทำความเข้าใจถึงโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ การเมืองไทยที่ไม่เคยยึดโยงกับคนในชาติอย่างแท้จริง หรือพูดอย่างถึงที่สุดคือความเป็นทาสทางความคิดของคนไทยโดยการครอบงำของชาติตะวันตกได้ฝังลึกลงไปในระดับจิตใต้สำนึกอันสุดแสนจะเสรีของพวกเขาเสียแล้ว (เช่น กิจกรรมรับน้องอย่างเสรี) โดยเฉพาะข้อเสนอที่ยิ่งกระตุ้นความโกรธเคืองของพวกเขาอย่างมาก เพราะความรักอย่างบริสุทธิ์ต่อกรณีความเกี่ยวข้องของครอบครัวแห่งชาติที่เป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งความดี และเครือข่ายอุปถัมภ์แบบไทยๆ ในฐานะเครื่องมือของฝรั่ง

หากคุณเชื่อคำคมที่ว่า “คุณในวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน” จงอย่าละเลยว่าศักยภาพที่จะ “งมงาย” นั้นสามารถถูกพัฒนาได้ง่ายกว่ายิ่งกว่าศักยภาพอื่นๆ นั่นทำให้การครอบงำทางอุดมการณ์ยิ่งมีประสิทธิภาพสูง เพราะผู้งมงายไม่จำเป็นต้องสงสัย ไม่มีใครสามารถบังคับขู่เข็ญเอามันไปจากพวกเขาได้ และมันจะเพิ่มขึ้นในทุกๆ วันอย่างไม่มีสิ้นสุด

 

“การถูกคุกคามโดยจักรวรรดิในระดับจิตไร้สำนึก”

หากพิจารณากิจกรรมของรัฐจักรวรรดิไทยที่มักผลักไส ประชากร/แรงงาน ของตนออกจากความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันระหว่างรัฐกับราษฎร ขณะเดียวกับที่พยายามอย่างมากที่จะเพิ่มอำนาจชี้นำวิถีผลิตและวิถีชีวิต โดยมุ่งกีดกัน ผล/ประโยชน์ ออกจากผู้ผลิต ในที่นี้คือจังหวัดต่างๆ หรือบ้านนอก และเรียกมันว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติ” หรือพูดอย่างถึงที่สุดได้ว่ารัฐไทยต้องการให้ชุมชนทั้งหมดที่อ้างอิงแผนที่อาณาจักรไทย

ผู้เขียนบทความ (ผู้เขียนบทความต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ) เคยมีโอกาสไปเยือนหมู่บ้านของชาวลีซูแถบชายแดนภาคเหนือตอนบน ขณะที่ได้พบกับหัวหน้าหมู่บ้าน เขาเห็นธง 2 ผืน ผืนหนึ่งสีแดง, ขาว และน้ำเงิน นี่คือธงไตรรงค์ของรัฐไทย คู่กับธงสีเหลืองของราชวงศ์ หัวหน้าเผ่าไม่ใช่คนไทย ไม่มีใครที่นี่เป็นคนไทย ถึงอย่างนั้นธงเหล่านี้ก็โบกสะบัดอยู่เหนือบ้านของหัวหน้าชุมชน มันช่างดูคลับคล้ายว่าเคยเกิดขึ้นมาแล้วในพม่า ไกลออกไปไม่กี่กิโลเมตรที่นั่นมีธงอังกฤษโบกไสวแบบเดียวกันนี้มาก่อน

จักรวรรดิต่างๆ พยายามขยายขอบเขตอำนาจของตน แน่นอนพวกเขาไม่ใช่เจ้าเดียวที่พยายามจะขยายร้านสาขาของตน (แบบเดียวกับที่ CP ทำ) ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นจักรวรรดิอังกฤษในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 จนถึง 20 กิจกรรมเหล่านี้ทิ้งร่องรอยเป็นมรดกให้เห็นทั่วไป กล่าวได้ว่าแนวทางข้างต้นเป็นแบบแผนที่จักรวรรดิอเมริกานำมาใช้ในปัจจุบัน

แน่ล่ะพวกเขาไม่ได้แปะป้าย “This is America (Property)” (นี่คือทรัพย์ส่วนตัวของอเมริกา) และป่าวประกาศไปทั่วว่าที่ดินผืนนั้น หรือแผ่นดินถิ่นนี้เป็นสินทรัพย์ของพวกเขา พวกเขาเพียงใช้ทุกวิถีทาง โดยเฉพาะกำลังรบ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เพื่อให้เหล่าชนพื้นถิ่นทั้งผู้มีและผู้ยาก ทั้งผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ คล้อยตามอำนาจต่างด้าวอันเป็นดั่งสายพันธุ์ต่างถิ่นที่นำความฉิบหายมาสู่ระบบนิเวศ (alien species) ก็คืออำนาจจากจักรวรรดิที่เข้ามาขัดขวางการปรับตัวของชนพื้นถิ่นจนไม่สามารถใช้มุมมองข้อแม้ที่สอดคล้องกับวิถีผลิตและวิถีชีวิตของพวกเขาเอง (autonomia) ไม่ได้หมายถึงว่าเราควรจะรักษาความบริสุทธิ์ของท้องถิ่น หากแต่ว่าอำนาจที่เข้ามาของเจ้าจักรวรรดินั้นมักไม่ใช่อำนาจที่เข้ามาอย่างเป็นมิตร แต่มักจ้องจะจับเอาชุมชนต่างๆ เข้าเป็นทาสของตนอย่างโจ่งแจ้ง

อาจเปรียบเทียบกับต้นปาล์มต่างถิ่นใน ภาพยนตร์ DUNE (2021) ที่ชาวเฟรแมนในดาวอาราคิสที่มีภูมิประเทศแบบทะเลทรายทั้งดาว ได้นำพืชเข้ามาปลูกด้วยเหตุว่ามันเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์จากความเชื่อของจักพรรดิ หรือจักรวรรดิ อันไม่สอดคล้องกับความต้องการที่จะนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ดาว หรือกระทั่งหวังว่าไม้มงคลจะนำพาการปลดปล่อยพวกเขาเองจากการเป็นทาส (อาณานิคม) สู่อิสรภาพในสักวัน ต้นไม้นี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของความเชื่อที่ครอบงำและชี้นำผู้คนที่ถูกผลักไสโดยอาณาจักรของตน ผู้ดูแลสวนยังเล่าอีกว่า “ต้นไม้นี้ใช้น้ำสำหรับคน 5 คนต่อวันต่อต้น ในสวนนี้มีปาล์ม 20 ต้น สวนนี้ใช้น้ำสำหรับคน 100 คนต่อ 1 วัน” (ผู้แปล)

อย่างไรก็ตามการขยายตัวของอำนาจดังกล่าวไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในโลกฝั่งตะวันตกเท่านั้น จักรวรรดิญี่ปุ่นเองได้แผ่อำนาจของตนออกไปอย่างกว้างขวาง ร้ายกาจจนเป็นที่โจษขานไม่ต่างจากศัตรูทางโครงสร้างของมันเอง (นั่นคือกลุ่มจักรวรรดิยุโรป)

เรายังสามารถพบตัวอย่างความพยายามของอาณานิคมที่ถูกครอบงำได้ปราบปรามคนของตนโดยที่มองว่าพวกเขาเป็นคนอื่น เป็นศัตรูไม่ต่างจากที่จักรวรรดิทำต่อชนชั้นนำอันเป็นตัวแทนของรัฐ เพียงแต่มีขนาดที่ย่อส่วนลงมาในระดับ อบต. และที่นี่ในประเทศไทยก็เช่นกัน

ความเป็นจักรวรรดินิยมผ่านจิตไร้สำนึกและผู้ถูกกีดกันหรือคนชายขอบ

Imperialism (อิมพีเรียลลิสซึ่ม) หมายถึงวิถีคิดที่มุ่งหาการขยายกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ซึ่งอ้างอิงเอาจากแผนที่รัฐชาติสมัยใหม่ รวมเข้ากับ auto จาก auto-canibalism ซึ่งหมายถึงการกัดเล็บ, งูกินหางจากสภาวะกดดันทำให้ทำร้ายหรือกัดกินตัวเองโดยไม่รู้ตัว ในที่นี้

auto-imperialism จึงหมายถึงการยัดเยียดวิถีชีวิตสู่ระดับชุมชนพื้นถิ่น

(เช่นในทางภูมิศาสตร์อย่างง่ายให้นึกถึงระดับภูมิภาคเหนือ, ใต้, ออก, ตก หรือจังหวัด ซึ่งในทางวัฒนธรรมยังจะซับซ้อนมากขึ้นเมื่อคำนึงถึงการย้ายถิ่นฐาน)

ซึ่งก็คือการบังคับให้ชุมชนท้องถิ่นที่ตกอยู่ในฐานะแรงงานของเจ้าอาณาจักรแล้วยังต้องรับภาระจากการตกเป็นแรงงานของเจ้าจักรวรรดิซ้อนทับเข้าไปอีก ชั้นในที่นี้ผู้เขียนเปรียบเสมือนการกัดกินตัวเอง เพื่อเพิ่มผลิตผลให้พอต่อความต้องการจากทั้งนายเก่าและนายใหม่

แอนโตนิโอ กรัมชี่ ได้นิยามความหมายของ Subaltern หรือ ใกล้เคียงกับ คนชายขอบ คือประชากรของอาณาจักรที่ถูกกีดกันออกจากอำนาจที่ถือครองโดยเจ้าจักรวรรดิทั้งทาง สังคม การเมือง และภูมิศาสตร์ หรือก็คือถูกกีดกันออกจากระบบอำนาจแบบสูงต่ำทั้งหมด เป็นเพียงทาสเพื่อใช้งานของเจ้าจักรวรรดิ ซึ่งเป็นโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เข้าขวางทับความสัมพันธ์แต่เดิมในระดับอาณาจักรกับผู้คนพื้นถิ่นนั่นเอง

*Subaltern หรือ คนชายขอบ อาจไม่ได้เป็นคนเขาคนดอย หรือชาวบ้านที่อยู่ตามชายแดนพื้นที่ห่างไกล อันที่จริงแล้วแม้แต่คนในเมืองทั่วไปก็ตกอยู่ในสภาวะความเป็น “คนชายขอบ” ไม่น้อยเนื่องจากถูกผลักออกไปจากประโยชน์ที่พึงแบ่งสรรปันส่วน และการได้รับการดูแลจากรัฐในฐานะชุมชนที่พึ่งพาอาศัยกันในระดับอาณาจักร

ตัวแทนของคนชายขอบในไทย ได้แก่ ชาวดอย กลุ่มมาเลย์มุสลิมทางตอนใต้สุด และกลุ่มขนาดใหญ่สุดถือเป็นประชากร 3 ใน 10 ส่วนของไทยคือชาวอีสาน

ถึงกระนั้นชาวอีสานไม่มีสิทธิต่อรองใดๆ บนผลประโยชน์ที่พวกเขาสร้างขึ้นในขณะที่กลุ่มผู้ถืออำนาจทั้งในทางวัฒนธรรมและการเมืองกลับถูกผูกมัดอยู่เพียงกับคนกรุงเทพเท่านั้น

ความพยายามของจักรวรรดิไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จจากอิทธิพลตะวันตก มักจะถูกเชิดชูในฐานะบุญคุณด้วยพระปรีชาสามารถด้านการทูตของกษัตริย์ รัชกาลที่ 4 และ 5 นั้นได้กอบกู้สยามจากเงื้อมมือตะวันตกอย่างปาฏิหาริย์ก็ว่า

หากตรึกตรองอย่างถ้วนถี่เราอาจต้องยอมรับว่าตัวแปรสำคัญในความพยายามของทั้ง 2 พระองค์นั้นประสบผลโดยมีโชคเป็นส่วนสำคัญ จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการเมืองที่กำลังดำเนินไปด้วยดีขณะนั้นระหว่างอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส ประกอบกับในฐานะที่ไทยมีความเป็นรัฐกันชนที่ดี ซึ่งจะขอพูดถึงในโอกาสต่อไป

ผลลัพธ์คือไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้น ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมของเจ้าที่ดินศักดินาได้ต่อไป และยิ่งเป็นตัวเร่งให้เจ้าไทยมองเห็นโครงสร้างของเป้าหมายที่จะขยายอำนาจทางพรมแดนที่มีแนวโน้มว่าจะอยู่นอกเหนือความสนใจของเจ้าจักรวรรดิขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม สยามยังอ่อนแอมากในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจขณะนั้นและไม่สามารถชักนำชุมชนที่อยู่ไกลออกไปในทางภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม เข้ามาได้โดยง่าย ข้อแม้ดังกล่าวส่งผลให้ประชากรเหล่านี้กลายเป็น คนชายขอบที่ตกออกไปจากทัศนะที่จะพึ่งพาอาศัยกันระหว่างชุมชนกับรัฐไปโดยอัตโนมัติ เมื่อความสัมพันธ์ระดับชุมชนแต่เดิมนั้นเคลื่อนไปสู่คติแบบแผนที่ “สำหรับแบ่งแยกทรัพย์สินของรัฐชาติ” ในเวลาต่อมา หลายส่วนยังคงถูกกีดกันในฐานะคนนอกมาจนถึงปัจจุบัน

 

แปลก และยูโรฟาสซิสต์

พุทธศักราช 2475 อภิวัฒน์สยาม เป็นภาพแทนของความพยายามที่จะสร้างคติคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการเมือง(ของนายทุนกับคนขุนนาง ทหารและกษัตริย์) แม้ยังไม่ใกล้เคียงสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ตั้งแต่นั้นทหารยังคงใช้กำลังเข้ารัฐประหารและควบคุมอาณาจักรทั้งหมดส่งผลให้นโยบายนั้นเน้นใช้ความรุนแรงแบบทหาร ในหลายครั้งได้ใช้การปราบปรามด้วยความรุนแรงต่อประชาชนที่ไม่เห็นด้วยอย่างจริงจังตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

จอมพล ป. หรือ แปลก พิบูลสงคราม เข้าสู่ช่วงเรืองอำนาจเมื่อเขาเข้ารับช่วงรัฐมนตรีกลาโหมต่อจาก พจน์ พหลโยธิน (พระยาพหลพลพยุหเสนา) ในปีพุทธศักราช 2481 พจน์ คือผู้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีสำเร็จเป็นครั้งแรกในไทย เขาชื่นชมมุสโสลินี ผู้นำฟาสซิสต์ผู้ยิ่งใหญ่จากอิตาลี เช่นเดียวกับจอมพล ป. นี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ใช้ระบบปกครองแบบรัฐอาณานิคมฟาสซิสต์ตามที่ท่าน ป. ได้ประสบจากการไปเรียนในยุโรปช่วง ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463)

ป. ได้นำเข้าวัฒนธรรมการปกครองแบบนิยมตัวบุคคล โดยบุคคลในที่นี้ก็คือตัวท่านแปลกนั่นเอง เพื่อก่อร่างโครงสร้างสังคมและการเมืองโดยรวมศูนย์สู่ความเป็น “ไทยภาคกลาง” วัฒนธรรมดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนอย่างดีของความเป็นอาณานิคมทางความคิดใต้แนวคิดฟาสซิสต์

การผลักไสคนที่ได้ชื่อว่า คนชายขอบ หรือ subaltern ออกจากผลประโยชน์ของรัฐ เป็นกระบวนการที่รู้จักกันในนามของการสร้าง “ความเป็นไทย” คือแนวคิดเหยียดเชื้อชาติ (state-sanctioned racism ในปัจจุบันพบตัวอย่างได้ง่ายกว่า ในรูปแบบของชนชั้น เช่น คุกไม่ขังคนรวยเป็นต้น//ผู้แปล) ในกระบวนการยุติธรรมไทย

ตัวอย่าง https://wlrc.uic.edu/state-sanctioned-violence-against-black-women/
(ปรากฎการณ์ Black lives matter ในอเมริกาที่ตำรวจฆ่าคนดำถือเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่ดี ที่จริงแล้วปัญหาที่เกิดจากกระบวนการยุติธรรมในบ้านเราก็อาจจะมองเป็นปัญหาของระบบยุติธรรม มากกว่าที่จะเห็นว่าเป็นการทอดทิ้งโดยรัฐในคำศัพท์ต้นทาง)

ป. ในฐานะ “ผู้นำ” ท่านนำประเทศเข้าสู่สงครามกับ กลุ่มอินโดจีน เพื่อทวงคืนอาณาเขตที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสยามได้สำเร็จคือ พระตะบอง เสียมราฐ จำปาศักดิ์และบางส่วนของหลวงพระบางหรือล้านช้างในปัจจุบัน จากอาณานิคมอินโดจีนภายใต้ฝรั่งเศส จากความคึกคะนองของเขา ตามรอยปรมาจารย์ของเขา มุสโสลินี ในการบุกโจมตี อบิสสิเนีย เอธิโอเปีย สุดท้ายพ่ายแพ้ให้แก่กองกำลังร่วมของอังกฤษ และเอธิโอเปียอย่างสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1941

เมื่อโลกผ่านห้วงเวลาวิกฤตของสงครามโลกครั้งที่ 2 อำนาจของจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วรุนแรงไปทั่วเอเชีย ไม่กี่ปีต่อมาเมื่อกองทัพของดังกล่าวมาถึงหน้าบ้านของไทย ป. ไม่รีรอที่จะเข้าสวามิภักดิ์ในพลัน อรุณรุ่งแล้วในแดนสยามนี้ ญี่ปุ่นได้ช่วยเจรจาในการรบชิงดินแดนที่ถูกเขาเอาไปมาคืนแด่ไทย (อินโดจีนโดยฝรั่งเศส) เป็นสัญญาแทนสัมพันธ์ใจไทย-ญี่ปุ่น

ตัวอย่าง

https://victorytale.com/th/thai-indochina-war/

https://www.blackpast.org/global-african-history/italo-abyssinian-war-1889-1896/

https://www.blackpast.org/global-african-history/second-italo-abyssinian-war-1935-1936/

ท่านผู้นำหลงใหลไปกับแสงสีของยูโรฟาสซิสซึ่มอย่างเข้าขั้น เห็นได้จากการสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ประกาศชัยเหนือ อินโดจีน โดยออกแบบตามแนวทางของฮิตเลอร์และมุสโสลินี ได้ชื่อเป็นประติมากรรมแห่งฟาสซิสต์ในไทย

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยังคงตั้งตระหง่านอยู่ถึงทุกวันนี้ ชื่อนั้นถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อนำเสนอแก่ชาวต่างชาติในระบบประกาศของสถานีรถไฟฟ้า BTS อนุสาวรีย์ที่ประกาศชัยเหนือฟาสซิสต์ ขณะเดียวกับที่ถูกออกแบบโดยศิลปะฟาสซิสต์เสมือนเป็นสัญลักษณ์แทนความผูกพันที่มีต่อแนวคิดดังกล่าวที่แฝงฝังในคติคิดของคนไทยจนถึงทุกวันนี้

 

ราษฎรและความรุนแรงโดยรัฐ(เผด็จการ)

ส่วนใหญ่แล้วความรุนแรงโดยรัฐมักจะกระทำกับกลุ่มชายขอบชาวอีสาน ภาพเหมารวมต่อชาวอีสานที่สร้างโดยรัฐไทย เดิมภูมิภาคดังกล่าวเป็นถิ่นทุรกันดารอย่างสาหัส ทั้งป่าไม้และหนองน้ำ ถึงกระนั้นสยามก็ทุ่มทุนมหาศาลเพื่อที่จะเข้าไปใช้ทรัพยากรแรงงานอีสานรวมทั้งกวาดต้อนชาวลาวเข้าสู่อีสานด้วยในช่วงปี ค.ศ. 1827 (พ.ศ. 2370)

การบังคับเคลื่อนย้ายประชากรเป็นกิจกรรมที่แพร่หลายในกลุ่มเจ้าอาณานิคมยุโรป อย่างไรก็ตามยิ่งรัฐสยามดำเนินกิจกรรมดังกล่าวเข้มข้นขึ้นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มแรงต้านของชาวอีสานมากขึ้นตามไปด้วย เกิดการจลาจลโดยชาวนาลาว หรือกลุ่มชนพื้นถิ่นอีสาน จากการไม่ถูกยอมรับ หรือก็คือถูกมองเป็นทาสโดยมุมมองของรัฐไทยจึงไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ นำมาซึ่งความขัดแย้งที่แท้จริง

ตัวอย่างของการต่อต้านที่โดดเด่นที่สุดในช่วง ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) การขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในแถบนี้ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) จนยุติลงในช่วง ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527) พบว่าผู้ที่เข้าร่วมจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐไทยส่วนมากเป็นชาวอีสาน แม้ว่าจะมีการสงบศึกของรัฐไทยตามนโยบาย 66/23 โดยเปรมในช่วง พ.ศ. 2523 ชาวอีสานส่วนมากยังคงต่อต้านอย่างไม่ลดละจนถึงต้นศตวรรษ ที่ 21

ตัวอย่าง อนุสรณ์สถานวีรชนประชาชนอีสานใต้ ณ อำเภอปะคำ ตำบลโคกมะม่วง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นตัวแทนของชาวอีสานที่ลุกขึ้นสู้กับรัฐไทยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง

 

คนไม่เอารัฐ

อีสานไม่ใช่แค่กลุ่มเดียวที่ตกเป็นเหยื่อการคุกคามของจักรวรรดิไทย ดังที่ได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับชนเผ่าลีซูในตอนต้น ชนกลุ่มน้อยหลากหลายเผ่ากระจายตัวทั่วหุบเขาล้วนหนีไม่พ้นการล่าอาณานิคมของไทยเช่นกัน กำแพงธรรมชาติของหุบเขาป่าไม้เป็นอุปสรรคที่ถ่วงเวลาจักรวรรดิไทยอยู่นานหลายสิบปี

เจมส์ ซี สก็อต นักมานุษยวิทยายืนยันว่าชาวเขาพยายามหลีกหนีจากการเข้าครอบงำโดยรัฐจักรวรรดิไทย ครั้นเมื่อเส้นชายแดนถูกระบุชัดเจน สยาม หรือไทยในเวลาต่อมาก็ได้อ้างสิทธิ์ครอบครองเหนือชุมชนเหล่านั้น ซึ่งเราเคยพูดถึงประเด็นนี้ไปแล้วในบทความ Nationalism and Anti-Statehood in Thailand

ชาวกะเหรี่ยงในแม่ฮ่องสอน

ชาวกะเหรี่ยงในแม่ฮ่องสอน

วิธีที่รัฐไทยมองและกระทำต่อชุมชนในชายแดนแม่ฮ่องสอนเหมือนกับที่จักรวรรดิยุโรปกระทำกับอาณานิคมของพวกเขา คือ จัดตั้งเป็นเมืองด่านหน้า เผยแผ่ศาสนา ส่งคนเมืองไปปกครองคนพื้นถิ่น(ในยุคบุกเบิก) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการใช้กำลังทหารกดดันให้เกิดความกลมกลืนทางวัฒนธรรมหลักของจักรวรรดิกรุงเทพ ผ่านการควบคุมให้มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมของรัฐไทยอย่างเข้มงวด

 

สู่ชายแดนใต้

พื้นที่ติดชายแดนสามจังหวัดภาคใต้ (นราธิวาส, ยะลา, ปัตตานี) ย่อมประสบชะตากรรมเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวได้รับการยอมรับจากอังกฤษในปี ค.ศ. 1912 (พ.ศ. 2455) โดยบริเวณดังกล่าวแต่เดิมเป็นถิ่นอาศัยของชาวมุสลิมมาเลย์ คล้ายกับดินแดนแถบชายแดนภาคเหนือที่วิถีชีวิตของคนเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวโยงกับความเป็นไทยตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา (ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรเกี่ยวข้อง แต่ชุมชนเหล่านั้นล้วนมีแนวทางของตัวเองที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนตามข้อแม้ที่ไม่ได้สอดคล้องกับวัฒนธรรม หรืออรรถประโยชน์ของพวกเขาเอง//ผู้แปล)

ตั้งแต่ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) ในพื้นที่ 3 ชายแดนใต้และสงขลาจึงเกิดการต่อต้านรัฐไทยอย่างหนักสืบเนื่องถึงปัจจุบัน (หรือที่ถูกรัฐขนานนามว่าเหตุการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้) ความไม่พอใจแสดงออกมาต่อสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เป็นตัวแทนรัฐไทย เช่นโรงเรียนรัฐ(ไทย) และบุคลากรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันของรัฐ (ผู้แปล//เช่นบุคลากรทางศาสนา หรือพระ)

เหตุวางระเบิดโดยกลุ่มติดอาวุธอยู่เนืองๆ นั้น เหยื่อล้วนเป็นตัวแทนของความเป็นรัฐไทย โดยเฉพาะค่ายทหารหรือจุดตรวจการณ์ สถานที่ราชการ อาจารย์ที่ถูกนำเข้ามาเพื่อสอนหลักสูตรมาตรฐานของรัฐไทยกลาง

ปัจจุบันไทยใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงจนอาจกล่าวได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกยึดครองโดยกำลังทหารอย่างเปิดเผย (ผู้แปล//ช่วงปีพ.ศ. 2562 ผมมีโอกาสได้ไปในพื้นที่ดังกล่าว สังเกตเห็นยานเกราะลาดตระเวนพร้อมติดตั้งปืนกลหนัก M60 ตามจุดตรวจ และเส้นทางหลักให้เห็นเป็นปกติ ทั้งสังเกตเห็นมีเส้นทางโครงการตัดถนนเข้าสู่พื้นที่ธรรมชาติเขตป่าเขาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเพื่อจะทำให้กลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรงไม่มีที่หลบซ่อนทางธรรมชาติอีกต่อไป)

ข้อเรียกร้องต่อรองจากชุมชนส่วนใหญ่เป็นเพียงการขอใช้หลักสูตรทางการศึกษาของท้องถิ่นเอง มีเพียงส่วนน้อยที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ทว่าไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องใดๆ รัฐไทยไม่สู้จะสนใจเรื่องต่างๆ จากชุมชนนัก ไม่มีการประนีประนอมในแนวทางการยัดเยียดความเป็นไทย รัฐมองชาวบ้านเป็นอาณานิคม, เมืองหน้าด่าน หรือเมืองกันชนของตน ประเทศกรุงเทพคิดอย่างง่ายๆ เพียงแค่ว่าอะไรก็ตามที่ตกอยู่ในเส้นกั้นอาณาเขตของประเทศไทยก็คือทรัพย์ของไทยกรุงเทพ

ตัวอย่าง

https://www.voanews.com/a/usa_how-afghanistan-withdrawal-looks-south-korea-americas-other-forever-war/6209777.html

(ตัวอย่างการเข้าไปกดดันด้วยกำลังทหารแน่นอนว่าทางอเมริกาไม่ได้ประกาศตนว่าใช้กำลังทหารเข้ามาควบคุมรัฐต่างๆ เหล่านี้โดยอาจอ้างว่าช่วยปกป้องจากภัยเผด็จการ ก่อการร้าย ฯลฯ แต่ขณะเดียวกันก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ากำลังทหารเหล่านั้นเองคือเครื่องมือกดดันต่อตัวเกาหลีใต้โดยตรงในการต่อรองกับอเมริกาเช่นกัน//ผู้แปล)

ชาวมุสลิมในประเทศไทย

 

ชาวมุสลิมจากมาเลย์ในรัฐต่างแดน ในฐานะคน(ในครอบครองของ)ไทย

เราจะสังเกตเห็นว่ารัฐไทยมองคน, ชุมชนในปกครองโดยทั่วไปของพวกเขาเหมือนกับตัวอย่างข้างต้น ซึ่งนั่นหมายความว่าแนวคิดแบบ “จักรวรรดินิยม” นั้นเป็นแนวทางที่ฝังลึกอยู่ในวิธีคิดของอาณาจักรไทย นำไปสู่การกำหนดนโยบายที่มีหลักชัยไม่พ้น “การพิชิต” เพื่อให้เหล่าทาสในอาณานิคมสร้างผลิตผลอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ของ “ประเทศกรุงเทพ” มากกว่าประโยชน์ของตัวพวกเขาเองเหมือนๆ กับที่เจ้าจักรวรรดิตะวันตกทำตลอดมา

เมื่อเข้าสู่ยุคสงครามเย็น การล่าอาณานิคมขนานใหญ่โดยเจ้าจักรวรรดิต่างๆ ถึงคราวซบเซาลงทั้งด้วยความบอบช้ำจากสงครามโลก และสงครามเย็นที่สืบเนื่องกันมา ทว่าไทยนั้นไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจึงยังคงดำเนินการล่าเมืองขึ้นสู่เหนือ ใต้ อีสาน และในพื้นที่ที่ยังตกหล่นอยู่อย่างไม่ลดละ แนวทางแบบฟาสซิสต์คลาสสิคมุ่งเน้นการขยายดินแดนทั้งล้าหลังไร้การพัฒนาทางความคิดความเข้าใจต่อบริบทการเมืองที่เปลี่ยนแปลงซึ่งยังคงเป็นแนวทางหลักของรัฐไทยจวบจนปัจจุบัน

 

อ่านเพิ่มเติม

Ethnicity, Borders, and the Grassroots Interface with the State: Studies on Southeast Asia in Honor of Charles F. Keyes by John A. Marston, 2014 Silkworm Books

The Art of Not Being Governed: An Anarchist History of Upland Southeast Asia by James C. Scott, 2009 Yale University Press

Subaltern Social Groups: A Critical Edition of Prison Notebook 25 by Anthonio Gramsci, Columbia University Press

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?