ยามรุ่งของวันที่ 25 กรกฎาคม สงครามระหว่างกัมพูชาและไทยปะทุขึ้น ดูผิวเผินแล้ว ความขัดแย้งราวกับจะเกิดขึ้นจากข้อพิพาทด้านอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโกซึ่งตั้งอยู่ ณ​ ดินแดนพิพาทระหว่างสองประเทศ แต่ในความจริงแล้ว สงครามแทบไม่เกี่ยวอะไรกับตัวปราสาทเลย กระทั่งมิใช่การต่อสู้ระหว่างสองประเทศอย่างแท้จริงเสียด้วยซ้ำ ทว่าเกิดจากการตัดสินใจทางการเมืองภายในของทั้งสองฟากฝั่ง การตัดสินใจที่ท้ายที่สุดแล้วลงเอยเป็นสงครามที่คนจนต้องแบกรับ ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากฟากฝั่งไหน ความขัดแย้งครั้งนี้ มีเพียงสันติภาพเท่านั้น ที่เป็นทางออกที่ตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่องชนชั้นอย่างแท้จริง

ปราสาทพระวิหาร

รากฐานความขัดแย้งครั้งนี้ สืบสาวราวเรื่องไปได้ถึงการขีดเส้นแบ่งดินแดนสมัยล่าอาณานิคมทิ้งความกำกวมเรื่องเขตแดนไว้ให้กับภูมิภาคนี้ ในปี 1962 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นปราสาทเขมรจากศตวรรษที่ 11 กระนั้นพื้นที่รายรอบของปราสาท ยังคงเป็นพื้นที่พิพาท อันเป็นผลต่อเนื่องยาวนานมาจากแผนที่กำกวมของเจ้าอาณานิคมอยู่เช่นเดิม ความตึงเครียดปะทุขึ้นมาเป็นระลอกๆ กินเวลาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2008 เมื่อกัมพูชาประสบผลสำเร็จในการยื่นจดทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมรุนแรงอย่างฉับพลันในประเทศไทย จนถึงปี 2011 การปะทะยกระดับขึ้นเป็นการต่อสู้ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียหลายสิบชีวิต และอพยพลี้ภัยกว่าหลายพันคน ก่อนที่การไกล่เกลี่ยผ่านตัวกลางจากนานาชาติจะลดความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันลงไปได้

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เกิดการปะทะขึ้นมาอีกครั้งเมื่อกัมพูชาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใกล้ชายแดนพร้อมๆ กับที่ฝั่งไทยเพิ่มกำลังการตรวจตราของกองทัพในบริเวณโดยรอบ สถานการณ์เข้าสู่การนองเลือดอีกครั้งในปลายพฤษภาคม เมื่อทหารไทยปลิดชีพทหารกัมพูชา เกิดเป็นกระแสการประท้วงชาตินิยมขึ้นทั่วประเทศกัมพูชา

ฟากฝั่งไทย

ต้องขอย้ำอีกครั้งว่า นี่มิใช่สงครามเรื่องปราสาทแต่อย่างใด และด้วยเหตุฉะนี้ เราจึงสมควรทบทวนบทบาทในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทยในชายแดน ณ จุดนี้เป็นการเฉพาะ ผู้นำทหารที่สั่งการตามแนวชายแดนแห่งนี้ ก็คือกองกำลังพยัคฆ์บูรพา (กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์) เป็นกองกำลังชนชั้นนำที่จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ และได้รับการฝึกฝนทั้งในการสงครามแบบเข้าจู่โจมและการสงครามที่เรียกกันว่า “ป้องกันตัว”

กองกำลังนี้ได้รับการพัฒนาโดยกองทัพสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1950-1960 ในฐานะหน่วยต่อต้านกบฏ พยัคฆ์บูรพาเฝ้ามองการต่อสู้ในคาบสมุทรเกาหลีและเวียดนาม พร้อมๆ กับดำเนินการต่อต้านขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายในไทย และแวะเวียนไปในลาวกับกัมพูชาด้วย

หลังจากที่เวียดนามปลดปล่อยกัมพูชาในปี 1979 กองกำลังนี้ก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เขมรแดงกระทำการต่อสู้ยึดอำนาจตามแนวชายแดน พวกเขายังใช้ตำแหน่งแห่งที่ทางกลยุทธ์นี้ กระทำการให้เกิด ปฏิบัติการลักลอบส่งสินค้าข้ามแดน ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ วัตถุโบราณที่ถูกปล้นชิง ยาเสพติด หรือกระทั่งการค้ามนุษย์ เพื่อสร้างอำนาจบารมีและผลกำไร

ครั้งปลายทศวรรษที่ 2000 กลุ่มพยัคฆ์บูรพาก็เติบใหญ่ขึ้นเป็นกลุ่มก้อนในกองทัพไทยที่มีอิทธิพลสูง ภายใต้ฉากทัศน์ทางการเมืองไทยที่กองทัพมีอำนาจนำอยู่แล้ว อำนาจของพวกเขาเป็นปึกแผ่นขึ้นชัดเจนในปี 2014 เมื่อพวกเขาแสดงพลังจัดการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเพื่อไทยของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาวของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตรผู้กำลังลี้ภัย ณ ขณะนั้น และอาของนายกแพทองธาร ชินวัตร ผู้ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเมื่อไม่นานมานี้)

หลังจากผ่านไปกว่าเกือบทศวรรษภายใต้เผด็จการทหารจากกลุ่มพยัคฆ์บูรพาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น และเพื่อไทยก็ได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง และแพทองธาร ชินวัตร ก็เข้าสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ว่าพรรคจะมีนโยบายที่ประสบผลสำเร็จมากมาย แต่ก็ถูกบีบคั้นจากสองพลังขั้วตรงข้ามที่ห้ำหั่นกัน ระหว่างฟากฝั่งชาตินิยมสุดขั้วที่ภักดีต่อสถาบันกองทัพ กับฟากฝั่งเสรีนิยมที่พุ่งทะยานขึ้นมาท้าทายอย่างพรรคก้าวไกล สำหรับชาวกองทัพแท้นั้น เป้าหมายบั้นปลายก็ยังคงเป็นการกำจัดเพื่อไทยและตระกูลชินวัตรให้พ้นจากการเมืองไทยอยู่ดี เพราะพวกเขารับไม่ได้กับนโยบายและกลิ่นอายประชานิยมรากหญ้าบ้านนอกของพรรค

ช่วงเวลาสามปีของรัฐบาลเพื่อไทยได้ดำเนินนโยบายที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับชนบทส่วนใหญ่ในประเทศ เป็นช่วงเวลาหายากยิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับความต้องการของชุมชนเกษตรกรรม รัฐบาลดำเนินนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ขยายสิทธิประโยชน์ทางทันตกรรมและบริการสุขภาพจิตอันเป็นการปฏิรูปสำคัญสำหรับภูมิภาคเกษตรกรรม เพราะการเผชิญหน้ากับยาฆ่าแมลงและความเครียดจากหนี้สินเปรียบได้ดั่งโรคระบาดเงียบ ณ​ ที่เหล่านั้น พร้อมกันนั้น การโอนเงินสดโดยตรงเข้าถึงผู้ยากไร้ที่สุดร้อยละ 20 ล่างของครัวเรือนไทย ก็เป็นมาตรการเร่งด่วนที่บรรเทาภาระแห่งความยากลำบากในช่วงเศรษฐกิจไร้เสถียรภาพได้ทันที

รัฐบาลดำเนินมาตรการสำคัญในภาคเกษตรกรรมด้วยการตรึงราคาข้าว พวกเขาปกป้องชาวนารายย่อยจากความผันผวนของราคาสินค้าที่ผลักให้ชาวนาตกหล่มหนี้ที่ไม่มีทางขึ้นมาได้ ด้วยการแทรกแซงตลาดอย่างมีกลยุทธ์ แนวนโยบายเหล่านี้ปรากฏชัดในมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรเมื่อปี 2024 ที่พักการชำระหนี้กว่า 3 ล้านครัวเรือน ช่วยให้คนกลุ่มนี้ซึ่งโดยมากอยู่ภายใต้เส้นความยากจน ได้มีช่วงจังหวะหายใจได้บ้าง

รัฐบาลยังดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในชนบท โดยเฉพาะภูมิภาคที่ถูกทิ้งร้างอย่างอีสาน ระบบชลประทานใหม่สร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง พร้อมกับปูถนนลาดยางเชื่อมต่อหมู่บ้านโดดเดี่ยวเข้าสู่เครือข่ายตลาดในภูมิภาคเป็นครั้งแรก ปฏิรูปการศึกษาด้วยการขยายโครงการอาหารกลางวันฟรีในโรงเรียน และแจกทุนการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกหลานของครอบครัวชาวนา สามารถอยู่ในระบบการศึกษาต่อได้ แก้ปัญหาอัตราการรู้หนังสือต่ำที่สุดในประเทศของภูมิภาคนี้

มาตรการที่เอนเอียงไปสู่คนจนเหล่านี้ สะท้อนความท้าทายอย่างมากต่อโครงสร้างอำนาจที่ถูกล้อมรั้วป้องกันไว้กว่าหลายทศวรรษ ความประสงค์ในการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและลดอัตราดอกเบี้ยที่ขัดผลประโยชน์ของเหล่าบริษัท กอปรกับการสนับสนุนโดยตรงจากชาวนาผู้มีหนี้สินทั้งหลาย จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดกองทัพและชนชั้นนำในเมืองจึงมองโครงการของเพื่อไทยว่าขัดกับผลประโยชน์ทางชนชั้นของพวกเขาอย่างถึงที่สุดตั้งแต่ฐานราก

ผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2023 บีบให้เพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลอย่างกระอักกระอ่วนกับพรรคที่อยู่เคียงข้างกองทัพอย่างภูมิใจไทยและรวมไทยสร้างชาติ พรรคที่เคยร่วมรัฐบาลกับคณะรัฐประหารเมื่อปี 2014 ผู้สนับสนุนเสื้อแดงหลายคนที่ต้องอดทนต่อการทุบทำลายสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงหลายต่อหลายครั้ง มองว่าสิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับการทรยศซึ่งหน้า กระนั้นฝ่ายยุทธวิธีของพรรคก็มองว่านี่เป็นคนทางเดียวที่จะหลีกหนีการเบียดขับออกจากวงการเมืองอย่างสมบูรณ์ ทางเลือกอื่นที่มี กล่าวคือการประเคนอำนาจให้ฝ่ายขวาจัดกษัตริย์นิยม-กองทัพบริหารราชการแผ่นดิน จะเป็นการการันตีได้เลยว่า นโยบายปฏิรูปเพื่อคนจนที่ดำเนินมาตั้งแต่สมัยอดีตนายกทักษิณ ชินวัตรเมื่อปี 2001-2006 (แล้วก็ถูกบีบให้ลี้ภัยจากการรัฐประหารในครานั้น) จะถูกบดขยี้อย่างเป็นระบบแน่นอน

ทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ซึ่งเพื่อไทยประสบพบเจอในปี 2023 ฉายภาพประหลาดย้อนแย้งของการเมืองไทย กล่าวคือ กระทั่งผู้ชนะการเลือกตั้ง ก็ต้องยอมประนีประนอมต่อกลุ่มอำนาจที่โค่นตัวแทนที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดั่งที่ทักษิณเองได้กล่าวไว้เมื่อคราวการเดินทางกลับจากการลี้ภัยอย่างมีชื่อเสีย(ง)ทำนองว่า เราต้องเข้าไปช่วยคนออกจากกองไฟ หาใช่เข้าไปถูกเผาพร้อมกับพวกเขา เพื่อไทยจำต้องจัดสมดุลอันสุ่มเสี่ยงนี้ กล่าวคือ ทำงานภายใต้ระบบที่โดยพื้นฐานแล้วยังคงถูกบงการจากฝ่ายตรงข้ามทั้งหลาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ยากจะได้มา อาทิ ประกันสุขภาพถ้วนหน้า มาตรการลดภาระหนี้สิ้น และกองทุนเพื่อการพัฒนาชนบทต่างๆ

แม้รัฐบาลผสมจะประสบความสำเร็จในช่วงสามปีที่ผ่านมา องคาพยพสถาบันปฏิกิริยาของไทยก็สร้างวิกฤติการณ์บั่นทอนเพื่อไทยอีกครั้ง กล่าวคือ ยกระดับความตึงเครียดกับกัมพูชา หลังจากที่มีการสังหารทหารกัมพูชาโดยทหารจากกองกำลังพยัคฆ์บูรพาแล้วนั้น เราก็ได้พอทราบเรื่องราวจากบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายกแพทองธาร ชินวัตรกับอดีตผู้นำกัมพูชา ฮุน เซน ที่หลุดออกมา จากการที่เธอพยายามลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน เธอกล่าวว่านายพลระดับสูงของกองทัพไทย “อยู่ฝั่งตรงข้าม” ทำให้ยืนยันความ(ไม่)ลับของการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวคือ กองทัพไทย ผู้ครองสถิติการรัฐประหารในโลกยุคสมัยใหม่ ทำงานด้วยกฎของตัวเอง ปราศจากความรับผิดชอบต่อผู้นำพลเรือนอย่างสมบูรณ์

ภายใต้ฉากหลังเช่นนี้ ฝั่งตรงข้ามของเพื่อไทยดูเตรียมจะฉวยโอกาสเปลี่ยนผลลัพธ์ของวิกฤติการณ์ครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อพวกเขามากที่สุด กลุ่มชาตินิยมสุดขั้วอย่างพรรคภูมิใจไทยซึ่งเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลลำดับที่สองถัดจากเพื่อไทย ถอนตัวออกจากรัฐบาลทันทีที่บทสนทนาลับทางโทรศัพท์หลุดออกมา ณ ช่วงก่อนหน้านั้นไม่นาน พรรคภูมิใจไทยก็กำลังถูกบีบให้ออกจากรัฐบาลเนื่องด้วยข้อพิพาทในการควบคุมกระทรวงมหาดไทย และกำลังเจอคดีกล่าวหาเรื่องฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งใหญ่ รัฐบาลผสมครั้งนี้เป็นการร่วมรัฐบาลที่ไม่เคยง่าย กระนั้นในการเมืองไทย เราไม่ค่อยเห็นการประนีประนอมอย่างฉับพลันทันใดระหว่างขั้วตรงข้ามเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่าใดนัก ณ จังหวะนี้ อนุทิน ชาญวีรกุลเห็นโอกาสที่จะถอนตัวมากไปกว่าเรื่องความรู้สึกถูกหักหลังจากข้อตกลงในการตั้งรัฐบาล ไม่เพียงแต่เขาอาจได้นั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะหากแพทองธาร ชินวัตรถูกตัดสินให้ออกจากตำแหน่งเป็นการถาวร แต่ก็ยังทำให้เขาได้ใช้โอกาสไหลตามกระแสต่อต้านตระกูลชินวัตรจากพวกอนุรักษ์นิยม กษัตริย์นิยม และพวกเสรีนิยมในเมืองอีกด้วย

อีกทั้งภูมิใจไทยยังมีฐานเสียงของผู้แทนอยู่ในตำแหน่ง ณ ที่ตั้งซึ่งความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้นมา จังหวัดบุรีรัมย์เป็นฐานที่มั่นซึ่งเป็นรากของพรรคตั้งแต่เมื่อครั้งจัดตั้งในปี 2008 ทุกวันนี้ พรรคภูมิใจไทยมีความผสมปนเประหว่าง กษัตริย์นิยม ชาตินิยมสุดขั้ว กองทัพนิยม อนุรักษ์นิยมทางสังคม พุทธศาสนาเป็นใหญ่ และในหลายส่วนก็ต่อต้านเขมรอีกด้วย ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ พวกเขาได้พุ่งทะยานจากกลุ่มก้อนเล็กๆ กลายเป็นกองกำลังปฏิกิริยาหลักในการเมืองรัฐสภาของไทย แม้ว่าพวกเขาดูจะไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่พวกเขาก็เป็นพรรคเดียวที่มีผลประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ว่าด้วยเรื่องที่บทสนทนาลับหลุดที่ฮุน เซนจงใจใช้เป็นเครื่องมือนั้น เราคงไม่อาจรู้ได้ว่าเขาตัดสายสัมพันธ์และข้อตกลงต่างๆ กับชนชั้นนำไทยไปแล้วหรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คราที่ความพยายามทางการทูตแบบส่วนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะถูกเปิดเผยขึ้น กลุ่มผู้คลั่งของฝ่ายไทยก็ได้สร้างโอกาสปลุกปั่นเรื่องราวที่ดูน่าอดสูว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งของไทยนั้น “อ่อนแอ” ในด้านความมั่นคงของชาติ และเกิดผลให้แพทองธารถูกสั่งพักงานในฐานะนายกรัฐมนตรี จากศาลรัฐธรรมนูญภายใต้เงื้อมมือของกองทัพ แน่นอนว่าเราคงต้องรอคำตัดสินสุดท้ายอีกครั้ง แต่สัญญาณต่างๆ ก็บ่งชี้ว่าเธอไม่น่ารอดจากการถูกปลดอย่างสมบูรณ์ ดังที่เราได้ยินจากบทสนทนาลับที่หลุดออกมาแล้วนั้น แพทองธารเองได้ยืนยันแล้วว่า การยกระดับปฏิบัติการทางการทหารตามแนวชายแดน เป็นไปเพื่อความประสงค์ในการเซาะกร่อนบ่อนทำลายรัฐบาลผสมเสียงข้างมากในรัฐสภาที่เปราะบางอยู่แล้วนั่นเอง

การร่วมแรงแข็งขันในการเอาผิดได้ยืนยันว่าตระกูลชินวัตรถูกพิพากษามาอย่างยาวนาน กล่าวคือ สถาบันหลักในสังคมไทยจะทนการปฏิรูปที่เกิดประโยชน์ต่อคนจนได้ก็ต่อเมื่อสิ้นไร้หนทางในการสกัดกั้นเท่านั้น หนทางพรรค กล่าวคือ อดทนต่อการข่มเหงทางกฎหมายและประณามหยามเหยียดในทางสาธารณะ พร้อมๆ กับที่รักษาผลประโยชน์ที่ได้มาทีละก้าว มิใช่การแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอ่อนแอ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเข้าใจการสงครามที่เอนเอียงไม่สมมาตรอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติ

ไม่ว่าจะด้วยข้อเสียต่างๆ นานามากมาย เพื่อไทยก็ยังคงเป็นหนทางทางการเมืองเดียวที่จะสามารถท้าทายกลุ่มก้อนเครือข่ายกษัตริย์-กองทัพในประเทศไทย ที่ล้อมรั้วยึดครองอำนาจทางการเมือง และปกครองโดยรับแต่ชอบมิต้องรับผิดตั้งแต่สงครามเย็นเป็นต้นมา วิกฤติการณ์ล่าสุดนี้ เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิในสงครามชนชั้นที่ยาวนานนับศตวรรษ สงครามที่ทุกการท้าทายต่อสถานะดั้งเดิมของชนชั้นนำจากคนจนชนบทจำต้องถูกจัดการด้วยการรัฐประหาร พิพากษาตัดสิทธิ์ยุบทิ้ง หรือดั่งที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ ก็คือการปลุกปั่นสภาวะอื้อฉาวต่างๆ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ราชอาณาจักรแห่งนี้กำลังยืนอยู่ ณ ขอบผาชันที่เบื้องหน้าคือเหวลึก ไม่ว่าจะด้วยการที่รัฐบาลผสมดำเนินไปในสภาพที่ก้าวเท้าได้ไม่เต็มที่ หรือรถถังอาจเคลื่อนตัวเข้าทำเนียบเพื่อยึดอำนาจได้อีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเรื่องที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ฉากทัศน์หลังนั้นมีโอกาสเกิดมากขึ้นทุกที เพราะในวันที่ 25 กรกฎาคม กองทัพได้ประกาศกฎอัยการศึกขึ้นทั้ง 8 จังหวัดตามแนวชายแดน เหนืออื่นใด เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้สูญเสียที่แท้จริงก็คือชนชั้นแรงงานของไทย

ฟากฝั่งกัมพูชา

ศตวรรษที่ 20 ของกัมพูชาเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายที่สุดในยุคสมัยใหม่ ในขณะที่ทุกคนจดจำว่ามันคือ “สงครามลับ” ที่ CIA ทิ้งระเบิดปูพรม กับ สภาวะทุ่งสังหารของเขมรแดง น้อยคนนักจะเข้าใจว่าความโหดร้ายป่าเถื่อนเหล่านี้ก่อรูปความเป็นจริงทางวัตถุของชนชั้นแรงงานกัมพูชาอย่างไร บทวิเคราะห์ร่วมสมัยล้วนแต่หมกมุ่นอยู่กับยุคสมัยฮุน เซน (1985-2023) กระนั้นความย้ำคิดกับการเมืองแบบจอมเผด็จการได้บดบังปมปัญหารากฐานที่มากไปกว่านั้น กล่าวคือ ชาวกรรมาชีพกัมพูชาอดทน ก่อรูปใหม่ และยืนหยัดต้านทานอยู่ได้อย่างไร ภายหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์?

คำตอบเหล่านี้หาได้จากโรงงานทอผ้านรกในพนมเปญ ที่ซึ่งแรงงานหญิงทำงานกะละ 16 ชั่วโมง ด้วยค่าแรง 6 พันกว่าบาทต่อเดือน และนาข้าวที่ปนเปื้อนจากเหมืองแร่ที่กระจัดกระจายไปทั่ว ก็ยังคงพรากชีวิตและแขนขาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ สอดพ้องไปกับประจักษ์พยานที่เห็นได้จากการถูกแย่งยึดขับไล่ชาวนาโดยพวกเจ้าที่ดินขนาดใหญ่และความต้องการทำเหมือง รวมถึงกลุ่มผู้จัดตั้งสหภาพที่อยู่อาศัยเรือนจำซึ่งเรียกร้องการค่าจ้างเพื่อการยังชีพ องค์ประกอบเหล่านี้ประกอบสร้างเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า “สันติภาพ” ที่ไม่ใช่การจบสิ้นของความรุนแรง แต่เป็นการเปลี่ยนสงครามชนชั้นให้เข้าสู่สภาวะที่เข้าใจได้ผ่านกรอบคิดแบบเสรีนิยมใหม่ กองกำลังที่ปูพรมชนบทกัมพูชาด้วยระเบิดกว่า 2.7 ล้านตัน ได้กระทำการปรับแต่งองคาพยพทางเศรษฐกิจให้ “ก่อรูปขึ้นใหม่” เพื่อเปลี่ยนเอาผู้เหลือรอดทั้งหลาย ให้กลายเป็นกองกำลังแรงงานใช้แล้วทิ้งได้ทุกเมื่อ เพื่อทุนนิยมโลก

ไม่จำเป็นเลยที่เรื่องราวต้องเป็นเช่นนี้ คราที่กองกำลังเวียดนาม พร้อมด้วยผู้ลี้ภัยกัมพูชาสนธิกำลังกันเป็นแนวร่วมกัมพูชาเพื่อปลดแอกชาติทำการปลดปล่อยพนมเปญในเดือนมกราคม 1979 นั้น พวกเขาได้ริเริ่มโครงการก่อร่างฟื้นฟูหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างกล้าหาญทะเยอทะยานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ วิศวกรเวียดนามฟื้นฟูระบบประปาและไฟฟ้าในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ฝ่ายการแพทย์ให้วัคซีนโปลิโอและฉีดวัคซีนโรคต่างๆ อีกมากให้กับชาวกัมพูชากว่าสองล้านคน ฝ่ายความร่วมมือทางการเกษตรพลิกฟื้นผืนดินเพาะปลูกอาหารขึ้นมาอีกครั้ง ความช่วยเหลือจากรัฐบาลฮานอย และการลงแรงอย่างแข็งขันของชาวกัมพูชา ได้สร้างรากฐานและนำพาอัตราการรู้หนังสือให้พุ่งทะยานจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 88 ภายในปี 1987 ครูกัมพูชารุ่นใหม่ แพทย์ และข้ารัฐการทั้งหลายที่ส่วนมากได้รับการฝึกในเวียดนาม ริเริ่มการก่อร่างสร้างสังคมที่แตกสลายของพวกเขาขึ้นมาอีกครั้ง

ในช่วงการก่อร่างสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาใหม่นี้ แนวร่วมกัมพูชาและผู้สนับสนุนหลักอย่างเวียดนาม พยายามที่จะสร้างกลไกรัฐชนชั้นกรรมาชีพขึ้นมาในกัมพูชา โดยใช้แม่แบบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของระบบสังคมนิยมเวียดนาม แต่ปรับแต่งให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงในกัมพูชา พวกเขาจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (สป.กัมพูชา) พร้อมด้วยอุตสาหกรรมของรัฐ ระบบเกษตรรวมหมู่ และโครงการเพิ่มอัตราการรู้หนังสือที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการก่อร่างสร้างฮานอยขึ้นมาใหม่หลังยุคสงคราม สป.กัมพูชาให้ความสำคัญกับปัจจัยดำรงชีพพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการปฏิรูปที่ดินแจกจ่ายให้เกษตรกร และระบบการศึกษาสาธารณะที่เริ่มขึ้นใหม่จากศูนย์ พร้อมกับรักษาระบบการเมืองที่บริหารจัดการผ่านระบบรากหญ้ากรอมสามัคคี (Krom Samaki)

อย่างไรก็ตาม เวียดนามในฐานะพันธมิตรหนึ่งเดียวของกัมพูชาที่ต้องแบกรับโครงการสังคมนิยมภายใต้สภาวะสงครามอย่างต่อเนื่องก็มิอาจดำรงอยู่ได้ยาวนาน ขณะที่ฮานอยซึ่งถูกบอยคอตอย่างหนักอยู่แล้ว ทุ่มงบประมาณกว่าร้อยละ 15-20 ของ GDP เพื่อก่อร่างโครงสร้างพื้นฐานของกัมพูชาขึ้นมาใหม่นั้น สหรัฐอเมริกาและอาเซียน (นำโดยไทย) ก็ประสานสรรพกำลังก่อการยึดอำนาจอย่างบ้าคลั่ง รัฐบาลจากวอชิงตันสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เขมรแดงที่เหลืออยู่ผ่านกองกำลังพยัคฆ์บูรพาตามแนวชายแดนไทย ขณะที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ก็ให้ที่พักพิงและทหารรับจ้างที่ได้รับการฝึกฝนจาก CIA แก่พวกเขา ภายใต้ข้ออ้างในการสนับสนุน “การต่อต้านจากฝ่ายประชาธิปไตย” สงครามตัวแทนนี้สูบเลือดจากเวียดนามจนแห้งกรัง กองทัพเวียดนามกว่าร้อยละ 40 ถูกลากไปอยู่กัมพูชา ต่อสู้กับสงครามกองโจรที่ไทยและสหรัฐอเมริกาสนับสนุน ในขณะที่บ้านของพวกเขายังต้องแบ่งสันปันส่วนอาหารกันอยู่เลย ฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นเมื่อผู้หนุนหลังคนสุดท้ายของเวียดนามอย่างสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซียที่นำโดยกอร์บาชอฟตัดความช่วยเหลือเนื่องด้วยวิกฤติการณ์ภายในของตน เมื่อถึงปี 1989 การที่บ้านของพวกเขาเองต้องประสบปัญหาความขาดแคลนอาหารจนเกิดภาวะทุพโภชนาการกว่า 500,000 คน อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจก็กำลังดิ่งลงเหว รัฐบาลฮานอยจึงสิ้นไร้หนทาง จำต้องออกจากกัมพูชาแล้วยอมให้องค์การสหประชาชาติฟื้นคืนกลุ่มคนที่พวกเขาได้โค่นล้มขึ้นมาอีกครั้ง

เสถียรภาพและช่วงเวลาแห่งรัฐสังคมนิยมยุคบุกเบิกที่ได้มาอย่างยากลำบากของกัมพูชาถูกทุบทำลายอย่างเป็นระบบจากชุมชนสากลโลกเดียวกันที่นิ่งเฉยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า องค์กรสหประชาชาติที่นำโดยนักการทูตจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรฯ จีน และฝรั่งเศส ยอมรับเขมรแดงเป็นรัฐบาลชอบธรรมของกัมพูชาจนถึงปี 1991 และสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่พล พตตามแนวชายแดนของไทย

ในปี 1992 สหประชาชาติ (UN) ส่งองค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา ( United Nations Transitional Authority in Cambodia – UNTAC) มาปกครองประเทศ “ภารกิจรักษาสันติภาพ” (peacekeeping) มูลค่า 3 พันล้านเหรียญกลายเป็นพาหนะพาให้เกิดการปล้นชิงโดยนักล่าอาณานิคมจนแถมด้วยหายนะทางสังคมเกิดขึ้นตามมา เมื่อ UNTAC เข้ามาปฏิบัติการรักษาสันติภาพในปี 1992 พวกเขาบังคับใช้วิธีการการบำบัดที่เรียกว่าช็อกเทอราพี (Shock Therapy) แบบเสรีนิยมใหม่ กล่าวคือ เกิดการประมูลขายรัฐวิสาหกิจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ล้มเลิกการอุดหนุนราคาข้าว และต้นแบบการศึกษาอย่างเท่าเทียมของเวียดนามก็เปลี่ยนเป็นการศึกษาที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านการเห็นดีเห็นงามโดยธนาคารโลก จนทำให้เด็กในชนบทต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ภารกิจโดยบุคลากรกว่า 22,000 ราย ที่ส่วนใหญ่เป็นกองกำลังทหารจากตะวันตก ไทย และญี่ปุ่นนี้ ส่งผลให้เกิดหายนะทางสุขภาพอย่างมาก กล่าวคือ ทหาร UN แวะเวียนเป็นขาประจำในย่านค้าบริการที่ที่อัตราการติดเชื้อ HIV และ AIDS พุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 0.1 จากการประเมินในปี 1991 เป็นร้อยละ 4 ในปี 1995 ทำให้เกิดโรคระบาดที่ยังคงทิ้งรอยแผลไว้ให้ประเทศจนถึงทุกวันนี้ ผลที่ตามมาคือทศวรรษที่สูญหาย ท้องถนนในพนมเปญขวักไขว่ไปด้วยรถแลนด์โรเวอร์ติดตรา UNICEF ในขณะที่เด็กชาวกัมพูชาร้อยละ 40 ทุกข์ทรมานจากภาวะทุพโภชนาการ โครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของรัฐถูกทิ้งให้ยับเยินป่นปี้ระหว่างปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (structural adjustment) โรงงานนรกและการแย่งยึดที่ดินในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นปลายทางอันสมเหตุสมผลจากระบบที่การมีชีวิตรอดถูกทำให้เป็นสินค้า และผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลายเป็นแรงงานราคาถูกของ H&M และ Primark

ในช่วงระยะเวลาทั้งหมดนี้ มีคนหนึ่งที่โผล่หน้าให้เห็นโดยตลอด คนผู้นั้นก็คือฮุน เซน ผู้บัญชาการกองกำลังเขมรแดงวัยรุ่นที่หนีไปเวียดนามในปี 1977 เขากลับมาในฐานะนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดอายุน้อยของรัฐบาลฮานอยในปี 1985 และอธิบายตัวเองว่าเป็นชาวลัทธิมาร์กซ์-เลนิน เพียงเพื่อจะทิ้งสังคมนิยมไปยามที่การช่วยเหลือจากโซเวียตจบลง ในยุค 1993 ของ UNTAC เขาเปลี่ยนโฉมตัวเองเสียใหม่เป็น “นักประชาธิปไตยตลาดเสรี” ในขณะที่ยังคงมีกลุ่มมือสังหารไว้คอยฆ่านักการเมืองคู่อริ พรสวรรค์ที่แท้จริงของฮุนเซนคือการรับใช้นายได้ทุกคน รับทั้งเงินลงทุนจากจีนและเงินช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐอเมริกา อีกทั้งมีสายสัมพันธ์กับคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และกลุ่มก้อนบ่อนคาสิโนไทย ชายคนเดียวกันนี้ที่เคยจัดตั้งนารวม ตอนนี้กลับขับไล่ชาวนาเพื่อประเคนที่ดินให้แก่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ อดีตคอมมิวนิสต์ที่เคยประณาม NGO ว่าเป็น “แขนขาจักวรรดินิยม” ทุกวันนี้ก็อาศัย NGO ให้ดูแลคลินิกรักษาโรคเพื่อที่พันธมิตรนายทุนของตนจะได้ช่วงชิงงบประมาณสาธารณสุขไปได้

กัมพูชานั้นเป็นผลผลิตของของ “จุดจบของประวัติศาสตร์” ช่วงบ้าคลั่งทดลองตลาดเสรีของ UNTAC ในยุค 90 รัฐละทิ้งบทบาทการดูแลทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง แล้วยกบทบาทเหล่านี้ให้ตลาดที่ได้ทุนจากโครงการช่วยเหลือขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ (เป็นโครงการใหญ่ที่สุดตามมูลค่าเหรียญดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น) อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เงินทุน ณ จุดนั้นร่อยหรอลง รัฐกลับพบว่าไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองต่อไปได้ ฮุน เซนและลูกชายของเขา ฮุน มาเนต ที่มาสืบทอดตำแหน่งต่อ ต่างก็เหลือไพ่ในมือไม่กี่ใบให้ลงเพื่อรับมือกับวิกฤตทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

การ “เปลี่ยนผ่าน” จากพ่อไปสู่ลูกนั้นก็แค่ทำให้สิ่งที่ UNTAC วางไว้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเท่านั้น กล่าวคือ ทุนนิยมที่ปราศจากการพัฒนาและผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฐานะแรงงานใช้แล้วทิ้ง สามสิบปีหลังจากสันติภาพตามสัญญาของ UN ชนชั้นแรงงานของกัมพูชายังคงติดอยู่ในกับดักระหว่างทุ่งสังหารเขมรแดงและโรงงานนรก

ก่อนการมาถึงของสงครามนี้ เศรษฐกิจของกัมพูชาก็ตกเลือดจากแผลที่กรีดเองด้วยน้ำมือชนชั้นนำและแรงกระแทกจากจากตลาดโลก ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเป็นมรดกโดยตรงของต้นแบบโรงงานนรกของ UNTAC ก็ย่อยยับเพราะแบรนด์ตะวันตกหนีหมด แค่ในปีที่แล้วอย่างเดียว โรงงาน 90 แห่งได้ปิดตัวลงและแรงงาน 85,000 คนถูกลอยแพ การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติก็ยกเลิกไปกว่าร้อยละ 32 ในขณะที่อัตราการว่างงานในคนหนุ่มสาวอยู่ที่ร้อยละ 18.4 ซึ่งไม่ต่างจากระเบิดเวลาในหมู่ประชากรที่ค่ามัธยฐานของอายุขัยอยู่ที่เพียงแค่ 25 ปีเท่านั้น ค่าเงินเรียลก็ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4.5 แม้ค่าแรงจะคงที่ก็ตาม และตอนนี้ชาวกัมพูชากว่า 1.2 ล้านคนก็เอาชีวิตรอดด้วยเงินน้อยกว่า 70 บาทต่อวันเพราะการส่งออกข้าวหดตัวหลังชนชั้นนำแย่งยึดที่ดินทำกินไป

จากสถานการณ์ทั้งหมด พร้อมด้วยการเปลี่ยนผ่านในตระกูลที่ไม่ราบรื่น ภายใต้สภาพหลังชนฝา แทบสิ้นไร้ความสามารถและวิธีการที่จะรับมือกับวิกฤตหลายด้านที่เผชิญอยู่นี้ สงครามรวมพลังชาตินิยมจึงเป็นหนทางเดียวที่เหลือให้ใช้

นอกจากนั้น ก็ยังมีแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาในไทยที่จดทะเบียนแล้วประมาณ 500,000 ราย ถ้ารวมแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารแล้วตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นสองเท่าหรือสามเท่าเลยทีเดียว แรงงานเหล่านี้สร้างและดูแลประเทศไทยทุกวันอย่างแท้จริง เป็นทั้งกรรมกรในไซต์งานก่อสร้าง เป็นทั้งแรงงานในสวน เป็นทั้งผู้ดูแลในบ้าน และเป็นผู้ให้บริการทางเพศในย่านค้าบริการ พวกเขาได้ค่าแรงน้อยกว่าแรงงานไทย นายจ้างก็เลือกปฏิบัติและคอยดูถูกเหยียดหยามอยู่บ่อยครั้ง สรุปแล้ว พวกเขาก็เป็นกำลังแรงงานราคาถูกที่ถูกทิ้งขว้าง และถูกเลือกปฏิบัติแบบนั้น

ในยุคเขมรแดงและการก่อกบฏ (จนถึงปี 1991) ในไทยมีผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาประมาณ 1 ล้านคน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสภาพอันเลวร้าย ถูกกองทัพไทยปฏิบัติอย่างกับเป็นหมูเป็นหมา โดยที่กองทัพไทยก็สนับสนุนการก่อกบฏของเขมรแดงไปในเวลาเดียวกัน

จะหาคนพูดไทยได้สักคนในพนมเปญไม่ยากเลย หลายคนหัดพูดจากการเป็นผู้ลี้ภัยหรือเป็นแรงงานในไทย คนกัมพูชารู้จักประเทศไทย รู้ว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไรที่นี่ รู้ว่าคนมองพวกเขาอย่างไร แม้ชาตินิยมสุดขั้วนั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในแง่ไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมคนกัมพูชาโดยทั่วไปนั้นถึงรู้สึกขุ่นเคืองรัฐไทย

สงครามไทย-กัมพูชา

ฮุน เซนปกครองกัมพูชามากว่า 38 ปี (1985-2023) ก่อนจะส่งต่ออำนาจให้ลูกชายตัวเอง ฮุน มาเนต ในเดือนสิงหาคม 2023 สถานการณ์นั้นคล้ายกันกับของไทยที่แพทองธาร ชินวัตร ผู้นำพรรคเพื่อไทยในปัจจุบันนั้น เป็นลูกสาวอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ผู้นำทั้งสองคนต่างถูกมองว่าเป็นคนสานต่อมรดกการเมืองจากพ่อ และสองครอบครัวนี้ก็มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในอดีต ข้อมูลจากวิกิลีกส์เปิดเผยว่าทักษิณสนับสนุนจุดยืนฮุน เซนในข้อขัดแย้งเขาพระวิหารเมื่อปี 2009 และในบทสนทนาทางโทรศัพท์ที่หลุดออกมาไม่นานมานี้ แพทองธารก็เรียกฮุน เซนว่า “อังเคิล”

อย่างไรก็ตาม หลังคลิปเสียงหลุด ดูเหมือนว่าฮุน เซนได้ทิ้งสายสัมพันธ์นี้ไปแล้ว และดูจะแสวงหาสายสัมพันธ์ใหม่ที่ดีกว่าจากกลุ่มสถาบันอนุรักษ์นิยมของไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีจุดประสงค์หลายอย่าง ทำให้เขาได้ใช้ประโยชน์จากต้นทุนความรู้สึกชาตินิยมในกัมพูชาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างค่าเงินที่อ่อนตัวลงและการว่างงานของคนหนุ่มสาว ในขณะที่ยังสามารถช่วยให้ตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของลูกชายแข็งแกร่งขึ้นด้วย คลิปเลียงโทรศัพท์ที่หลุดออกมาออกนั้นดูเหมือนจงใจวางเวลาไว้แล้วเพื่อบ่อนทำลายพรรคเพื่อไทย และทำให้เห็นว่าความภักดีทางการเมืองนั้นเปลี่ยนได้เร็วขนาดไหนเมื่อมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง

จากจุดเริ่มต้นของกองกำลังพยัคฆ์บูรพาที่ก่อตัวขึ้นตามแนวชายแดนผ่านการสนับสนุนจาก CIA จนถึงวันนี้ พร้อมด้วยการทุบทำลายสังคมนิยมด้วยเสรีนิยมใหม่ของ UNTAC จากการกลับกลอกไปมาไม่รู้จบของฮุน เซน จนถึงรัฐพันลึกของไทยที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ความขัดแย้งชายแดนครั้งนี้ไม่ใช่การปะทะกันระหว่างสองประเทศ หากแต่เป็นความชุลมุนครั้งล่าสุดของสงครามชนชั้นระหว่างประเทศ ที่ซึ่งคนจนต้องมาเสียเลือดเพื่อจักวรรดิทั้งเก่าและใหม่

สงครามครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับปราสาทโบราณ แล้วคนก็ยังตีความไปผิดๆ ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลฮุน เซนกับชินวัตร หรือหมากกระดาน 4 มิติระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน หรือแค่การแสดงหวือหวาปลุกใจชาตินิยมง่ายๆ แค่นั้น เปล่าเลย ไม่ใช่สักอย่าง สงครามครั้งนี้คือผลลัพธ์จากโครงการต้านคอมมิวนิสต์อันยาวนานหลายศตวรรษของจากทั้งสองฟากฝั่งชายแดน คือสงครามต่อต้านคนจน คือการส่งคนจนออกไปสู้ตามคำบัญชาจากชนชั้นนำ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนต่างก็ต้องการสันติภาพ พร้อมด้วยทุกประเทศในภูมิภาคแห่งนี้ ผู้ที่ต้องการป้ายสีว่าจีนยื่นมือเข้ามาพัวพันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นก็ชัดว่าทำไปด้วยความไม่ประสงค์ดี ทั้งสองประเทศนี้ต่างก็รับเงินทุนโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (一带一路) ทั้งสองประเทศต่างก็ซื้ออาวุธสงคราม ฯลฯ ส่วนคนมองว่าเป็นความขัดแย้งที่มีอเมริกาคอยยุแยงก็อาจเรียกได้ว่าตาถั่วโดยสิ้นเชิง

ใช่ ถึงที่สุดแล้วมันก็เป็นโครงการสันติภาพอเมริกัน (pax-Americana) ของสหรัฐอเมริกาที่ก่อให้เกิดกลไกรัฐในลักษณะกดขี่ข่มเหงเช่นนี้มาหลายทศวรรษ แต่ทุกวันนี้การเข้ามาแทรกแซงโดยตรงแทบไม่เหลืออะไรเว้นเสียแต่ตลาด “เสรี” ที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ พร้อมด้วยข้อบัญญัติระเบิดเวลาต่างๆ ที่ยังไม่ระเบิดออกมา อีกทั้งบาดแผลทางใจที่ประเมินความเสียหายมิได้ หากจะชี้นิ้วไปที่อเมริกาว่าอยู่เบื้องหลังก็เหมือนไปชมอเมริกาเข้าให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลอเมริกาชุดปัจจุบัน สงครามนี้เป็นสงครามระหว่างกลไกรัฐฝ่ายปฏิกิริยาจากสองฟากฝั่งดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งบังเอิญเป็นกลไกที่อเมริกาทิ้งไว้ให้

ความขัดแย้งนี้ได้บดขยี้ชุมชนชนบททั้งสองฟากฝั่ง การปะทะในปี 2011 ทำให้ชาวบ้านกัมพูชากว่า 30,000 ต้องอพยพหลบหนีจากพื้นที่ หลายคนไม่ได้เสียแค่บ้าน แต่ต้องเสียผลผลิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าวที่โดนระเบิดเป็นหลุม หรือวัวควายก็ถูกทิ้งให้อดตาย ในฟากฝั่งไทยก็ไม่ต่างกัน วังวนหนี้คอยกักขังแต่ละครัวเรือนเอาไว้ หลายคนต้องเอาบ้านหรือที่ดินไปจำนองและไม่เคยได้มันกลับมา กับระเบิดก็ยังเป็นภัยอันเหี้ยมโหดอยู่ทุกวันนี้ ที่ฝังไว้ก็ไม่เคยได้เอาออก แถมก็มีรายงานถึงกับระเบิดใหม่ซึ่งยังคงพรากแขนขาและชีวิตของพวกเขาอยู่ร่ำไป ทั้งสองประเทศได้เพิ่มกำลังและอำนาจการทหารตามแนวชายแดน เปลี่ยนหมู่บ้านให้ร้างไม่ต่างจากหมู่บ้านผีสิง โรงเรียนปิดตัวลง อนามัยถูกทิ้งร้าง ครอบครัวบ้านแตก แม่หนีตายไปกับลูก ส่วนพ่อคอยอยู่ดูไร่ ในขณะที่ทหารยึดห้องเรียนและโรงพยาบาลไป

ณ กรุงเทพฯ ทหารมาเฟียจับรัฐบาลพลเมืองเป็นตัวประกัน ส่วนพนมเปญก็เป็นรัฐที่ถูกฝันร้ายไข้หลอนแห่งสถาบันชิคาโกควักไส้ ทั้งสองฝั่งก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่ยุติธรรมและไม่จำเป็นยืดเยื้อต่อไป ไม่ว่ามันจะจบอย่างไร ผู้แพ้เพียงหนึ่งเดียวในสงครามนี้คือคนจนในไทยและกัมพูชา สิ่งนี้แหละที่พยัคฆ์บูรพาและองค์กรอย่าง UNTAC ได้สร้างขึ้น นั่นคือสงครามต่อคนจน

สันติภาพระหว่างสองประเทศคือหนทางแก้ปัญหาเดียวที่ตั้งอยู่บนวิธีคิดแบบชนชั้น

ปัจฉิมลิขิต

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้