ทำความเข้าใจเหตุกราดยิงในโรงเรียน

by | Dec 26, 2022 | Articles บทความ, ความคิดเห็น Opinion, ไทย

ต้นฉบับ : สหายS!nk

แม้ว่าเหตุกราดยิงสังหารหมู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จังหวัดหนองบัวลำภู จะเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2565 แต่ทว่ากลับเหมือนถูกลืมเลือนไปจากหน้าสื่อโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว เหตุด้วยปริมาณข่าวสารจำนวนมาก ถึงอย่างนั้นผมก็ยังคิดว่าเหตุการณ์กราดยิงนั้นเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีความแปลกประหลาด สะเทือนขวัญและยังคงมีประเด็นที่ไม่ถูกพูดถึงอยู่อีกมาก 

เหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียน หรือ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนั้น ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ประเทศใดก็ล้วนแต่มีความแปลกประหลาด เพราะมันไม่ใช่การฆาตกรรมทั่วไปที่มีแรงขับมาจากความอาฆาตพยาบาทส่วนตัว หากแต่เป็นการระเบิดของความรุนแรงออกไปยังผู้บริสุทธิ์ที่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เคยมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับผู้ก่อเหตุเลยด้วยซ้ำและแน่นอนว่าสาเหตุของเหตุการณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เกิดจากการที่ผู้ก่อเหตุ “เมายา” ขาดสติ และประสาทหลอน เพราะเราก็เห็นชัดเจนว่า ไม่มีคนเมายาคนไหนจะมีเจตจำนง การวางแผน และความแม่นยำในการเล็งปืนได้ขนาดนั้น มันชัดเจนว่าผู้ก่อเหตุกระทำการไปขณะที่กำลังมีสติครบถ้วน มิหนำซ้ำยังมีการไตร่ตรองเอาไว้ก่อนอีกด้วย นั่นหมายความว่าเราไม่สามารถใช้เพียงกรอบแบบ “ประสาทวิทยา” หรือ “จิตวิทยาส่วนบุคคล” ในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างเพียงพอ เราจำเป็นต้องใช้กรอบแบบ “สังคมวิทยา” หรือเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมมาประกอบด้วย

น่าแปลกใจว่าถ้าหากเรามาดูตามสถิติแล้ว ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเหตุกราดยิงในโรงเรียนเป็นอันดับ 1 ของโลก ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่กำลังคุกรุ่นไปด้วยไฟสงคราม หากแต่เป็นประเทศอภิมหา “พัฒนาแล้ว” อย่างสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 1966 ถึง 2012 เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้น 31% จากทั่วโลก ล้วนเกิดขึ้นในสหรัฐฯ (1) และที่น่าสนใจก็คือ อัตราความถี่ของเหตุกราดยิงเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นเงาตามตัวไปกับการเติบโตของแนวคิดแบบ “เสรีนิยมใหม่” เหตุกราดยิงเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งในทศวรรษ1970 และอีก 6 ครั้งในทศวรรษ 1980 ซึ่งพอมาทศวรรษ 1990 จำนวนเหตุกราดยิงเพิ่มเป็น 25 ครั้งและเพิ่มขึ้นไปอีกเกือบเท่าหนึ่งในทศวรรษ 2000 ทว่าหลังปี 2013 เป็นต้นมา เราได้เห็นเหตุกราดยิงมากกว่า 300 ครั้ง เฉลี่ยตกสัปดาห์ละครั้งเลยทีเดียว (2)

แล้วค่านิยมเสรีนิยมใหม่เกี่ยวข้องกับการกราดยิงยังไง? เราจะเห็นได้ว่าหนึ่งในข้อถกเถียงยอดนิยมของผู้ฝักใฝ่ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีและเสรีนิยมใหม่ ที่มักใช้เป็นประจำในการโต้แย้งแนวคิดฝ่ายซ้ายก็คือ “ความไม่เท่าเทียมและการแข่งขัน เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด” หรือเราอาจเรียกแนวคิดนี้ว่า แนวคิดแบบดาร์วินทางสังคม ซึ่งเราจะเห็นได้บ่อยในวลี “อ่อนแอก็แพ้ไป” หลักฐานที่ยืนยันแนวคิดนี้ได้เป็นอย่างดี คือ การตัดสวัสดิการทางสังคมต่างๆ ออกไปการลดกำแพงภาษี หรือแม้กระทั่งการที่รัฐเข้าไป “อุ้ม” บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใกล้จะล่มในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ การเติบโตแบบก้าวกระโดดของลัทธิไลฟ์โค้ช และหนังสือ How to 

แนวคิดดาร์วินทางสังคมเชื่อว่าคนที่แข็งแกร่งล่าคนที่อ่อนแอกว่าได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะว่ามันคือ “การคัดเลือกโดยธรรมชาติ” ตามมุมมองนี้ สังคมก็เป็นแค่ “การทดลองแบบดาร์วินระดับใหญ่” เท่านั้น ตามที่ Corey Robin ตั้งข้อสังเกตไว้ มันคือโลกของ “ปัจเจกผู้แข็งแกร่งและผู้ชนะผู้โดดเดี่ยว ซึ่งได้แก่ตัวแทนทางการเงินและมือปืน” แต่ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็เป็นผู้ชนะได้ ผู้ชายจำนวนไม่น้อย (โดยมากเป็นคนขาว) ที่ก่อเหตุกราดยิงเกิดหรือเติบโตมาในยุคเสรีนิยมใหม่และคนพวกนี้ก็กระหายที่จะเป็นผู้ชนะด้วยเหมือนกัน เช่นเดียวกับคนที่เชื่อมั่นในเสรีนิยมใหม่ทั่วไป คนเหล่านี้ชิงชังความเท่าเทียมและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่เชื่อในความแข็งแกร่งและการคัดเลือกโดยธรรมชาติ โลกของคนพวกนี้มีแต่ปัจเจก แต่พวกนี้รู้ดีว่าตัวเองจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต พวกคนที่หดหู่ซึมเศร้าเหล่านี้จึงหาทางออกง่ายๆ ที่จะทำให้ตนสามารถลิ้มรสการอยู่เหนือคนอื่นสักครั้ง แม้จะแค่ช่วงสั้นๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นในรูปแบบของการกราดยิงนั่นเอง คนพวกนี้กลายเป็นผู้ชนะในช่วงขณะที่ได้ฆ่าคนอื่น หลังจากนั้นก็จะปลิดชีพตัวเอง Berardi เรียกมันว่าเป็น “ความมุ่งมั่นที่จะชนะแบบเสรีนิยมใหม่ด้วยรูปแบบของการฆ่าตัวตาย” (3)

ด้วยสาเหตุนี้ทำให้ปริมาณเหตุกราดยิง “ในโรงเรียน” จึงเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็นเงาตามตัวของแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ในสหรัฐอเมริกา ที่เรียกได้ว่าเป็น “ประเทศแม่แห่งเสรีนิยมใหม่” ผู้ที่ทำการผลิตและส่งออกอุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ รวมถึงนำมาปฏิบัติใช้อย่างขยันขันแข็ง

มีอยู่หลายครั้งที่ผมได้นั่งคุยปรับทุกข์กับมิตรสหายฝั่งประชาธิปไตยด้วยกัน แล้วมิตรสหายเหล่านั้นก็ปรารภขึ้นมาว่า “กูล่ะสิ้นหวังในชีวิตจริงๆ.. (เล่าถึงปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเรื่องส่วนตัว)..รู้สึกอยากตาย แต่ไหนๆ ถ้าจะตายทั้งทีก็อยากมัดระเบิดติดกับตัวแล้วไป ‘ระเบิดพลีชีพ’ ใส่รัฐสภาแม่งเลย อย่างน้อยการตายกูก็เป็นประโยชน์กับสังคม” แม้ว่าจะเป็นการพูดในเชิงตลกร้ายและผู้พูดก็ยังไม่มีใครไปกระทำการดังกล่าวจริงจัง แต่ผมมองว่าในโมเมนต์ของการพูดแบบทีเล่นทีจริงและการพูดแบบไม่ได้ตั้งใจนี่แหละ หลายครั้งได้เผยให้เห็นถึงข้อความในจิตใต้สำนึกได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือไปจากประเด็นว่า “ในปัจจุบันจะยังมีคนยอมตายเพื่ออุดมการณ์อยู่มั้ย?” เราก็สามารถมองคำถามนี้ในมุมกลับได้ว่า “แล้วคนที่คิดจะทิ้งชีวิตไปอยู่แล้ว จะมีสิ่งใดเหลืออยู่ในจิตใจ นอกจากอุดมการณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก” มนุษย์เราดิ้นรนทำสิ่งต่างๆ สารพัด ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การสร้างครอบครัว การวางแผนชีวิต การต่อสู้ทางการเมือง ฯลฯ ไปก็เพื่อพิทักษ์รักษา “ชีวิต” ของตัวเองให้ยังอยู่รอดต่อไปได้เรื่อยๆ แต่เมื่อคนๆ หนึ่งตัดสินใจจะทิ้งชีวิตตัวเอง หรืออยู่ในภาวะที่เรียกได้ว่า “ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว” โมเมนต์ดังกล่าวอาจเผยความจริง ความเชื่อ แรงขับ และความปรารถนาของคนๆ นั้นได้มากกว่าสิ่งที่เขาทำเพื่อจะยังชีวิตให้รอดก็เป็นได้ 

ประเด็นนี้พาเราไปสู่คำถามต่อไปว่า “ในกรณีของประเทศไทยที่เหตุกราดยิงส่วนใหญ่กระทำโดยทหาร ตำรวจ (ที่ยศต่ำ) ก็เป็นได้สูงว่าเพราะคนๆ นั้นถูกกดทับด้วยระบบราชการ รวมไปถึงการถูกหลอกใช้ให้มีส่วนร่วมในธุรกิจสีเทา (เช่น การค้ายา) ทำไมคนเหล่านี้ไม่เอาความแค้นไปลงกับผู้บังคับบัญชาตัวเองที่เป็นตัวการของความแค้นนี้ หากแต่เอามาลงกับเด็กๆ ในโรงเรียน หรือประชาชนทั่วไป (เช่น เหตุกราดยิงในโคราช) ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยกันล่ะ?” 

จะเห็นได้ว่า “ความแค้นบริสุทธิ์” ไม่ได้เป็นคำตอบของคำถามนี้ หากแต่เป็น “ความแค้นที่เจือด้วยอุดมการณ์” ต่างหาก เปรียบเทียบได้กับการที่ฝ่ายประชาธิปไตยถ้าหากคิดว่าจะต้องตายแล้ว ก็อาจเลือกไป “ระเบิดพลีชีพ” ใส่พวกผู้นำเผด็จการ หรือรัฐสภา แต่ที่แน่ๆ คงไม่ออกไปกราดยิงในโรงเรียนเป็นแน่ ในขณะที่บุคคลซึ่งถูกปลูกฝังมาโดยอุดมการณ์แบบฝ่ายขวา ไม่ว่าจะเป็นขวาแบบเสรีนิยมใหม่ “อ่อนแอก็แพ้ไป มีแต่ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่จะอยู่รอด” หรือ ขวาแบบศักดินาไทยๆ ที่มีค่านิยมว่าคนที่อยู่ในชนชั้น หรือตำแหน่งที่สูงกว่าย่อมมีความชอบธรรมในการรังแกคนที่อ่อนแอกว่า อยู่ในแรงค์ต่ำกว่า และมีชนชั้นต่ำกว่า 

แม้ว่าจะมี “แรงขับ” ทางอารมณ์อันมาจากความรู้สึกถูกกดทับ สิ้นหวัง และโกรธเกรี้ยวเหมือนกันหากแต่ถ้ามี “ตัวกรองทางอุดมการณ์” ต่างกัน การแสดงผลของแรงขับนั้นก็ย่อมต่างกันไปด้วย 

ซึ่งในระดับของความรู้สึก ฝ่ายประชาธิปไตยรู้สึกว่าต้นเหตุของความทุกข์ทรมานในชีวิต เกิดขึ้นมาจากผู้นำฝ่ายเผด็จการและระบบเศรษฐกิจสังคม ส่วนฝ่ายขวาจะมองว่าที่ตัวเองเผชิญกับความทุกข์ทรมานนี้ มาจากการที่ตัวเอง “มีแรงค์ทางสังคมที่ไม่สูงพอ” พวกเขาต้องการจะรู้สึกถึงการเป็น “ผู้ชนะ” อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งก่อนที่ตัวเองจะตาย 

แต่เขาจะเป็น “ผู้ชนะ” ได้หรือ? ถ้าหากส่วนสำคัญของที่มาแห่งอำนาจของพวกเขา มาจากสถาบันราชการที่หยิบยื่นยศ (แม้จะเล็กน้อย) และตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมให้พวกเขา นอกจากนี้การเข้าไป “กราดยิง” ในสถานีตำรวจ หรือค่ายทหาร ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่เขาจะถูกระงับยับยั้งเหตุด้วยความที่สถานที่นั้นๆ เต็มไปด้วยผู้คนที่มีศักยภาพในการใช้ความรุนแรง การกราดยิงในโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และที่ชุมชนของพลเรือนทั่วไป จึงเป็นสนามที่เหมาะสมให้คนเหล่านี้ได้สำแดงอำนาจและความเป็นผู้ชนะครั้งสุดท้าย 

ในการพูดถึงประเด็นเหล่านี้ กรอบนึงที่เราจะละเลยไม่ได้ก็คือ กรอบความคิดเรื่องเพศ เพราะส่วนใหญ่ หรืออาจจะเกือบทั้งหมดของเหตุกราดยิงเหล่านี้ล้วนมีผู้ชายเป็นผู้กระทำการ หรือต่อให้ไม่ใช่เหตุกราดยิง แต่เป็นเหตุฆาตกรรมหมู่ครอบครัวตัวเอง ก็มักจะเป็นฝ่ายผู้ชายเป็นผู้ก่อการ ทั้งนี้ไม่ได้จะสื่อไปในแนวเหยียดเพศว่าเหล่าชายแท้เป็นตัวการของความรุนแรงทั้งปวงในสังคม หากแต่จะเป็นการมองเพศชายผู้กระทำการในฐานะที่เป็น Object (ผู้ถูกกระทำ) จากระเบียบวิถีแห่งทุนนิยม-เสรีนิยมใหม่ ซึ่งผู้เขียนจะขอนำเรื่องนี้ไปขยายความต่อในบทความ ชื่อ “Incel ชายแห่งชายชอบ” ที่จะเป็นบทความต่อไป 

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าเราอาจไม่ได้คำตอบที่สมบูรณ์แบบในการอธิบายเหตุกราดยิงในโรงเรียน แต่ผมเชื่อว่าถ้าหากปรากฏการณ์ทางสังคมบางอย่างเกิดขึ้นในลักษณะที่พ้นไปจากความเป็นปัจเจก หมายความว่า มีการก่อเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำๆ โดยที่ผู้ก่อเหตุไม่ได้รู้จักกันหรือวางแผนร่วมกันมาก่อน เราไม่อาจจะใช้เพียงกรอบแบบประสาทวิทยา (การสรุปว่าผู้ก่อเหตุกระทำการไปเพราะเสพยา หรือมีความผิดปกติทางสารสื่อประสาท) หรือจิตวิทยาส่วนบุคคล (ผู้ก่อเหตุมีปมในวัยเด็ก) หากแต่ต้องใช้กรอบทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เข้ามาใช้วิเคราะห์ด้วย เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่หายไปของปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะช่วยยกระดับการถกเถียงในประเด็น “เหตุกราดยิงในโรงเรียน” ไปสู่ขั้นที่เราเห็น “ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในปัญหา” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อวางแผนระงับยับยั้ง หรือเริ่มแก้ปัญหาจากรากฐานในโอกาสต่อไป 

อ้างอิง:

(1) https://www.bbc.com/thai/articles/clm8lx797gyo

(2) หน้า162 หนังสือ “เมื่อโลกซึมเศร้า” ของ สรวิศ ชัยนาม

(3) หน้า 161 หนังสือ “เมื่อโลกซึมเศร้า” ของ สรวิศ ชัยนาม

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?