ส่วนหนึ่งของบทเสริมการอ่านแบบรวมหมู่และการเปลี่ยนแปลงโลกที่เป็นอยู่ (ACCOMPANYING THE COLLECTIVE READING AND TRANSFORMATION OF REALITY)
เขียนโดย ปีเตอร์ รอสเซ็ต (Peter Rosset) ต้นฉบับภาษาอังกฤษและอ้างอิง
แปลเป็นภาษาไทยโดย กุลณัฐ จิระวงศ์อร่าม
ตอนที่ผมเตรียมบรรยายและเขียนบทความนี้ ผมได้ขบคิดหลายสิ่งอย่างที่ประธานจอห์น แวนเดอร์เมียร์ (John Vandermeer) ได้มีส่วนทำให้งานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้เกิดขึ้น งานที่พยายามหาสมดุลของการเป็นนักวิชาการที่อีโคซูร์ (ECOSUR) และอีกขาหนึ่งก็เป็นสมาชิกทีมงานสนับสนุนด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะให้กับขบวนการชาวนาสากลหรือ La Via Campesina (ผู้แปล: ขอเรียกสั้นๆ ว่าเวีย) ซึ่งสามารถพูดได้ว่าเป็นขบวนการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เป็นการรวมตัวกันของชาวไร่ชาวนา ครอบครัวชาวสวน ชนพื้นเมือง แรงงานในฟาร์ม คนไม่มีที่ดิน ผู้หญิงและเยาวชนในชนบท และคนกลุ่มอื่นๆ มากกว่า 80 ประเทศ
เวียพูดเพื่อชาวนา 200 ล้านคน และครอบครัวอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในชนบททั่วโลก ในฐานะที่ผมเป็นนักต่อสู้ของขบวนการและเป็นนักวิชาการ ผมได้มีส่วนร่วมกับงานวิจัยเพื่อขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม งานวิจัยร่วมกับขบวนการ และงานวิจัยที่ทำโดยขบวนการ เสริมกับการอ่านแบบรวมหมู่และการเปลี่ยนแปลงโลกที่เป็นอยู่
เวลาพูดเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม มันหมายถึงอะไรล่ะ?
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมคือตัวการทางการเมืองที่รวมกลุ่มกัน พวกเขาไม่ใช่พรรคการเมือง พวกเขาไม่ใช่เอ็นจีโอ (ในอเมริกามีคนสับสนประเด็นนี้มาก ว่าอะไรคือขบวนการเคลื่อนไหว (พวกเขามาจากรากหญ้ามากกว่า) และอะไรคือเอ็นจีโอ (คน 5-6 ที่มีใบปริญญาทางการและรับทุน) รายชื่อนี้ (ตารางที่ 1) เป็นตัวอย่างชื่อของขบวนการเคลื่อนไหวที่เราทำงานด้วยในงานที่เวีย สมาชิกเวียมีขบวนการแรงงานไร้ที่ดิน (MST) จากบราซิล สมัชชาคนจน (AOP) จากไทย ส่วนขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้อยู่ในเวียก็มีสภาพชนพื้นเมืองระดับประเทศของเม็กซิโก (CNI) และซาปาติสต้า
| ขบวนการเคลื่อนไหวข้ามชาติ ขบวนการชาวนาสากล (La Via Campesina) ขบวนการเคลื่อนไหวระดับชาติ (National Movements) ขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานไร้ที่ดิน หรือเอ็มเอสที บราซิล (Landless Worker’s Movement (MST), Brazil) สมัชชาคนจน ไทย (Assembly of the Poor (AOP), Thailand) สภาพื้นเมืองแห่งชาติ เม็กซิโก (National Indigenous Congress (CNI), México) ซาปาติสต้า เม็กซิโก (Zapatistas (EZLN) México) และขบวนการอื่นๆ |
| ตารางที่ 1: ขบวนการเคลื่อนไหว ตัวการทางการเมือง ปกติแล้วพวกเขาจะไม่ใช่พรรคการเมือง ในเนื้อตัวของพวกเขามีการเคลื่อนไหว พวกเขาต่อสู้เพื่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมผ่านปฏิบัติการกลุ่ม เป็นกลุ่มนอกขนบ ต่อสู้กับสิ่งเดิมและ “มีการปะทะ” |
| พวกเขาต่างจากเอ็นจีโอ พรรคการเมือง สหภาพแรงงาน ชุมชน และกลุ่มอื่นๆ ตรงที่พวกเขาควบคุมดินแดนของตัวเองและสร้างอำนาจในตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ |
ในทุกวันนี้ มันก็มีแนวโน้มว่าขบวนการเคลื่อนไหวได้ควบคุมเขตแดน (territories) มากขึ้น และสร้างอำนาจของตัวเอง (ในทางเปรียบเทียบ) ในเขตแดนนั้นๆ แล้วในงานพวกนี้ เราได้ประโยชน์จากความรู้ของจอห์นอย่างไรบ้าง
ผมคิดว่าคำแนะนำของประธานจอห์น* ที่คอยบอกกับผมและพวกเรา ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง แต่เขาแนะนำสิ่งนี้ซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า คำถามที่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในงานวิจัยของคุณคืออะไรล่ะ? “คำถามอะไรกันที่คุณพยายามจะตอบ?” แล้วคำถามของคุณมาจากไหน มาจากคนที่คุณใช้เวลาอยู่ด้วยรึเปล่า — จากคนที่คุณอยู่ด้วยในแต่ละวัน — จากคนที่คุณกินเบียร์ด้วย (หรือถ้าไม่กินเบียร์ ก็คนที่คุณทำนู่นทำนี่ด้วย) ผมคิดว่าสิ่งนั้นคือสิ่งสำคัญพื้นฐานที่สุด ถ้าเราอยากทำงานวิจัยที่ยึดโยงกับสังคม งานวิจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลง “ความจริงและสิ่งที่เป็นอยู่” ได้จริงๆ เราจำเป็นที่จะต้องทำงานวิจัยกับ และหากเป็นไปได้ก็ทำภายในขบวนการที่เชื่อมแรงกัน สามารถเคลื่อนไหว สามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ การเปลี่ยนแปลงในสังคมนั้นไม่ได้มาจากรายงานวิจัยวิทยาศาสตร์เสมอไป บ่อยครั้ง มันเกิดจากคนที่ออกไปลงถนนจริงๆ
ประธานจอห์นสอนผมว่า คำถามที่เราถามนั้นต่างกัน ขึ้นอยู่กับ “คนที่เราใช้เวลาเดินทางด้วย” ผมจำได้ว่าจอห์นเคยบอกว่า ถ้าคุณเป็นนักจัดการมะเขือเทศ (tomato agronomist) และคุณใช้เวลาอยู่กับผู้บริหารธุรกิจการเกษตรในมิดเวสต์ คุณก็จะเน้นตั้งคำถามวิจัยเพื่อตอบคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ชาวสวนหายไปและล้มสหภาพเกษตรกร ฉะนั้นแล้ว คุณก็จะมีแนวโน้มที่จะทำงานในประเด็นเครื่องจักรสำหรับเก็บเกี่ยว ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าคุณใช้เวลาอยู่กับชาวไร่ชาวนาหรือคนงานในสวน คุณก็อาจจะถามว่า เราจะเลิกใช้จอบด้ามสั้มได้อย่างไร แล้วจะทำอย่างไรให้งานสวนดีต่อสุขภาพและสะดวกสบายมากกว่านี้ โดยไม่ทำให้ชาวสวนไม่ต้องทิ้งงานของพวกเขาไป ฉะนั้นแล้ว คำถามตั้งต้นของเรา มันก็มาจากความสัมพันธ์ที่คุณมีกับคนอื่นๆ นั่นแหละ
ตามคำของจอห์น “เราอยู่กับใคร เราก็จะถามเรื่องนั้นๆ แหละ”
เพราะอย่างนั้นตอนที่ผมทำงานกับขบวนการเคลื่อนไหวในชนบท คำถามผมรู้สึกว่าท้าทายงานวิจัยของผมมากหรือคำถามที่ผมจำเป็นต้องวิจัยเพื่อมาตอบ จะเป็นไปตามแนวทางนี้ เราจะใช้วิธีอะไรในการถ่ายทอดความรู้ หากเราต้องการใช้การอบรมเชิงเกษตรนิเวศมาสร้างตัวตนทางการเมืองด้วยความเป็นชาวนา
กลยุทธ์หลักของเวียคือการทำงานด้านเกษตรนิเวศ แต่ไม่ใช่แค่เกษตรนิเวศในครอบครัวหนึ่งในไร่หนึ่ง แต่เป็นเกษตรนิเวศในฐานะปฏิบัติการกลุ่มของชาวบ้านในการต่อต้านธุรกิจการเกษตร ด้วยเกษตรนิเวศ (และการยึดที่ดิน) พวกเขาพยายามเปลี่ยนแปลงเขตแดนในชนบท เปลี่ยนเขตแดนของธุรกิจการเกษตรไปเป็นงานสวนของครอบครัวและดินแดนของชาวนา
เราจะใช้การคุยกันข้ามความรู้ที่แตกต่าง (diálogo de saberes) อย่างไรให้ดีที่สุดเพื่อเปลี่ยน เกษตรนิเวศที่มีพื้นฐานจาก “อธิปไตยทางอาหาร” มาเป็นป้ายประกาศที่ใช้ได้จริงในการเป็นเพื่อนต่อสู้ร่วมกันข้ามสายข้ามชนชั้น เราจะใช้มันอย่างไรเพื่อให้ผู้บริโภคและคนจนเมืองต่อสู้ร่วมกันกับชาวนาและครอบครัว
เมื่อไม่นานมานี้ เวียจัดประชุมระดับโลกในประเด็นการปฏิรูปการเกษตรที่มาราบา บราซิล คำถามหลักจากการประชุมนั้นคือ เงินทุนที่เพิ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้และพันธมิตรที่มันสร้างจากทุนอุตสาหกรรมการสกัด รัฐ และสื่อกระแสหลัก ได้เปลี่ยนธรรมชาติการต่อสู้เพื่อที่ดินและการปกป้องดินแดนไปอย่างไร
หรือ ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเกษตรอย่างเวียและเอ็มเอสทีในบราซิลควรเปลี่ยนกลยุทธ์การเคลื่อนไหวหรือกลยุทธ์วาทกรรมเพื่อตอบโต้พันธมิตรการเงินใหม่อย่างไร นั่นเป็นคำถามสำคัญที่เวียถามเครือข่ายปฏิบัติการวิจัยที่ดิน (Land Research Action Network) (ที่ผมทำงานอยู่) เครือข่ายซึ่งเป็นเพื่อนกับเวียในด้านการวิจัย
อีกประเด็นหนึ่งที่จอห์นพูดไว้และสำคัญมากคือ เราไม่ใช่นักมาร์กซวิทยา (Marxicologist) แล้วคำนั้นที่ใช้มันแปลว่าอะไรล่ะ เขาเคยพูดว่านักมาร์กซวิทยาเหมือนกองหลังนั่งโซฟา คือคนที่นั่งอยู่บ้านแล้วใช้เครื่องมือวิเคราะห์แนวมาร์กซิสต์เพื่อวิเคราะห์ความเป็นจริงแต่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงมัน ในขณะที่มาร์กซิสต์ ตามคำของประธานจอห์น คือคนที่อยู่ข้างนอกตรงนั้นจริงๆ ตรงรั้วกั้นชนชั้นแรงงานกับการต่อสู้ต้านรัฐและทุนข้ามชาติ
หากจะให้เห็นภาพ เพราะว่าผมคิดและมีทัศนคติแบบนี้นี่แหละ เลยโดนกระบองของตำรวจบราซิลฟาดเข้าไป ตอนนั้นมีขบวนประท้วงของหญิงชาวนาบราซิลในเวีย ผมโดนแก๊สน้ำตาและแขนหักในขบวนต้านข้อตกลงการค้าเสรีในเมืองกิโต้ เอกวาดอร์ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้ผมนึกถึงสารคดี ‘สงครามที่บ้าน’ (The War at Home) มันเป็นสารคดีเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามที่เมดิสัน วิสคอนซิน ในหนังเล่าเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งที่ในที่สุดก็ทิ้งระเบิดลงศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ของกองทัพ
ตอนแรกๆที่เขาเข้ามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เขายังเป็นแค่รีพับลิกันหนุ่มคนหนึ่ง ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรและคอยเฝ้ามองการประท้วงต้านสงคราม แล้วอยู่ๆ ก็ถูก คฝ. (ตำรวจควบคุมฝูงชน) ตีเข้าให้ เขาบอกว่า “ตอนกระบองโดนหัวแล้วตอนหัวผมกระแทกพื้น ผมก็ตาสว่างเลย” ประสบการณ์เช่นนี้เองที่ส่งผลอย่างมากต่อการตั้งคำถามในงานวิจัยของคุณ
จากการใช้เวลาชั่วชีวิตของผมกับขบวนการทางสังคม ผมคงพอจะพูดได้บ้างน่ะนะ พื้นที่เคลื่อนไหวในชนบทนั้นเป็นพื้นที่สำคัญมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เป็นพื้นที่ที่จะได้ผลิตความรู้ ทฤษฎีการเมืองใหม่ๆ ร่วมกัน และหลายประเด็นอื่นในชนบทด้วย ความคิดใหม่ๆ แทบจะทุกอย่างนั้นเกิดจากขบวนการเคลื่อนไหว เช่น เอ็มเอสทีและซาปาติสต้า ไม่ได้เกิดจากโลกวิชาการ
การคุยกันข้ามความรู้ (diálogo de saberes) ก็เป็นส่วนหนึ่งมัน อีกส่วนคือการที่ขบวนการเคลื่อนไหวเน้นประเด็นและลงทุนทำงานในโรงเรียนการเมืองและกระบวนการการเมือง ซึ่งรวมถึงการผลิตผู้นำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ผู้มีความรู้ตามธรรมชาติ ในกรณีของเวียคือผ่านการเรียนในโรงเรียนสอนชาวนา หลายคนที่เคยเรียนที่นี่ ตอนนี้ก็อยู่ในมหาวิทยาลัยหรือแม้กระทั่งเรียนต่อมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยชาวนาและชนพื้นเมืองแห่งแรกสร้างขึ้นจากข้อตกลงร่วมกับฮูโก ชาเวซ (Hugo Chavez) และเวียตั้งอยู่ที่เวเนซูเอลา
นักศึกษารุ่นแรกที่เรียนจบมหาวิทยานี้เลือกคำขวัญว่า “ห้องเรียนการต่อสู้และการจัดตั้งด้วยเกษตรนิเวศ ในการปฏิวัติ” (estudio lucha y organización con la agroecología en la revolución) พวกเขาเป็นวิศวกรในด้านเกษตรนิเวศ ครึ่งหนึ่งเรียนรู้เทคนิคในเกษตรนิเวศ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเรียนทฤษฎีการเมืองและการรวมตัวจัดตั้งทางการเมือง
งานวิจัยทุกชิ้นและนักวิจัยทุกคนต่างก็มีอุดมการณ์ติดตัวมาอยู่แล้ว พวกเขามีที่ทางของตัวเอง มีตำแหน่งของตัวเอง แล้วทุกคนก็อยู่ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ความเป็นกลางน่ะมันไม่มีอยู่จริงหรอก สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างคือ ประเด็นที่ว่ามานั้นเห็นได้ชัดแค่ไหน และนักวิจัยแต่และคนรู้ตัวหรือไม่ในตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง เวลาเราทำงานกับขบวนการเคลื่อนไหว มันเลยสำคัญมาก เราต้องรู้ที่ทางและตำแหน่งของตัวเอง และเราต้องโปร่งใสกับมันในประเด็นนี้
ประเด็นหลักในการทำงานวิจัยร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวคือการเข้าถึง คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงขบวนการได้ การเข้าถึงขบวนเป็นปัจจัยที่ทำให้สามารถวิจัยร่วมกับขบวนการได้ ขบวนการส่วนใหญ่ไม่ไว้ใจนักวิจัย เอ็นจีโอ พรรคการเมือง และคนนอกวงคนอื่นๆ กว่าจะเข้าถึงพวกเขาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อเข้าถึงแล้วก็ถูกกันออกมาอีกครั้งได้ง่ายมากเช่นกัน สิ่งสำคัญคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและต้องรักษาสิ่งนั้นไว้
หลักสำคัญของการทำงานวิจัยกับขบวนการเคลื่อนไหว
ปัญหาจากความแตกต่างระหว่างนักวิจัยและขบวนการที่นักวิจัยทำงานด้วยมีอยู่ในทุกด้าน ทั้งชนชั้นกำเนิด (class origin) เชื้อชาติ เพศและผลประโยชน์แอบแฝง เช่น นักวิจัยจำเป็นต้องได้แต้มวิชาการ
นักวิจัยนั้นมักจะเติบโตมาในวัฒนธรรมปัจเจกนิยม ส่วนขบวนการเคลื่อนไหวนั้นเติบโตมาในวัฒนธรรมรวมหมู่ มันก็มีประเด็นเรื่องเงินทอง จะใช้ทุนวิจัยและทุนอื่นๆ อย่างไร ขบวนการเคลื่อนไหวนั้นเจอประสบการณ์แย่ๆ มาอยู่แล้ว พวกเขาถูกช่วงชิงความรู้ (appropriation of knowledge) ถูกทรยศ และเจอคนเอาประเด็นส่วนตัวไปโพนทะนาโดยไม่รับอนุญาต ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยและปัญญาชนโดยทั่วไปก็ยังแยกไม่ออกว่า ควรวิจารณ์เมื่อไร แล้วจะวิจารณ์แบบไหนให้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ไปบ่อนทำลาย
เมื่อเรามีส่วนร่วมกับงานวิจัยเพื่อการเคลื่อนไหวกับขบวนการ เราจำเป็นจะต้องรู้ว่า เงื่อนไขทางสังคมของงานวิจัยนั้นสำคัญ คุณต้องหาทางที่จะมีส่วนร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อให้คุณคู่ควรกับการเข้าถึงขบวนการได้ บางคนก็บอกว่า ถ้าจะให้ดี งานวิจัยร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวคือ การสร้างความรู้ร่วมกันทั้งจากนักวิจัยและนักเคลื่อนไหวนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม หลายต่อหลายครั้งความเห็นต่างก็เกิดขึ้นในเรื่องของประเด็น เราจะผลิตความรู้อะไร ผลิตอย่างไร จะทำอะไรกับความรู้นั้น และความรู้เป็นของใคร นักวิจัยต้องรู้เงื่อนไขนี้ว่า พวกเขาสามารถได้ความไว้ใจในด้านอะไรและสามารถสูญเสียความไว้ใจนั้นไปได้ หากจะให้พูดตามจริงแล้ว ถ้าคุณอยากทำงานกับขบวนการเคลื่อนไหว คุณไม่สามารถทำอะไรก็ตามที่คุณอยากทำได้กับพวกเขา คุณต้องให้บริการขบวนการเคลื่อนไหวต่างหาก
ไม่ว่ามันจะหมายความว่าคุณต้องไปถ่ายเอกสาร ไปเขียนป้ายประท้วงสำหรับเดินขบวน คุณก็ต้องทำในสิ่งที่ขบวนการเคลื่อนไหวขอให้คุณทพ ไม่ว่าอะไรก็ตาม คุณต้องพร้อมทำในสิ่งที่ต้องทำตามความสามารถของคุณให้ได้มากที่สุด แลกกัน จุดหนึ่งคุณอาจจะได้ทำงานวิจัยเล็กน้อยเกี่ยวกับขบวนการนั้นได้
การวิจัยเพื่อการเคลื่อนไหวร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม
- “เงื่อนไขทางสังคม” ของโครงการวิจัยเป็นสิ่งพื้นฐานเลย การทำวิจัยประเด็นความจริงหนึ่งๆ ท่ามกลางสิ่งอื่นนั้นคือ “การหาทางมีส่วนร่วมกับมัน” และ “สร้างผลประโยชน์กับมันในทางใดก็ได้ที่เราถูกเรียกร้องให้ทำ”
- องค์ประกอบทางชนชั้นและความสัมพันธ์ทางอำนาจอื่นๆ ก็ต้องตรวจสอบด้วยเหมือนกัน เพื่อที่จะหาหนทางที่ดีที่สุดที่ผู้มีส่วนร่วมจะ “วาง” นักวิจัยและจัดตำแหน่งกิจกรรมวิจัยในมุมมองและโครงการของตัวเอง
จะทำวิจัยกับขบวนการเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ คุณก็ต้องมีทัศนคติบางอย่าง พูดโดยทั่วไปแล้ว ก็ต้องเห็นด้วยกับขบวนการ
ต้องเชื่อว่าความรู้ทุกรูปแบบฟังขึ้น
ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นแบบแนวราบ
หลีกเลี่ยงการเป็นตัวเอกในกระบวนการทางการเมือง
เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ขบวนการต้องการ
และทำตัวให้ยืดหยุ่นมากๆ
คุณต้องถ่อมตัว อดทน ซื่อตรง โปร่งใส ยึดมั่นตั้งใจ และใช้กึ๋น/เอาจริง (entrega) คุณต้องมีมันและทำให้คนอื่นเห็นด้วย
คุณต้องใช้ชีวิตตามสิ่งที่คุณยึดมั่นต่อขบวนการ
และต้องไม่ทำทุกอย่างคนเดียว ไม่ตัดสินใจคนเดียว คิดถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อย่าเลือกข้างในความขัดแย้งภายใน
ระมัดระวังเรื่องทรัพยากร อย่าให้ขบวนการเคลื่อนไหวพึ่งพิงคุณ ปัญญาชนและนักวิจัยต้องหลีกเลี่ยงการตกไปเป็นตัวเอกจนเว่อร์
หลายต่อหลายครั้ง นักวิจัยมีส่วนทำให้ขบวนการแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายแม้ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
อีกตัวอย่างที่ผมอยากพูดทิ้งท้ายคือ ประสบการณ์ที่ดีมากๆ ครั้งหนึ่งที่ผมเคยเจอ มันเป็นสิ่งที่คนละตินอเมริกาเรียกว่า ร่วมแรงวิจัย (co-labor research) การวิจัยร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม การเก็บข้อมูลเพื่อสอนต่อและแบ่งปันกันระหว่างชาวนาสู่ชาวนา ซึ่งเป็นความสำเร็จของกระบวนการเกษตรนิเวศของชาวนาสู่ชาวนาในคิวบา เวียต้องการทำให้หลักสูตรนี้ได้ใช้ในโรงเรียนเกษตรนิเวศสอนชาวนากว่า 70 แห่ง ทั่วทั้งสี่ทวีป แต่มันก็ยังเป็นไปได้ที่จะออกบทความวิชาการในวารสารชาวนาศึกษา (The Journal of Peasant Studies) ที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะ เนื่องจากพวกเรานักวิชาการและนักวิจัยหลายคนก็ยังต้องกังวลเรื่องแต้มวิชาการอยู่ดี
เพราะฉะนั้น การวิจัยร่วมกับขบวนการ เพื่อขบวนการ โดยขบวนการ ให้ผลตอบแทนสูงมาก สามารถผลิตความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรชาวนาในประเทศอื่นอย่างมาก และเป็นประโยชน์กับนักวิชาการที่พยายามทำความเข้าใจสิ่งนี้ด้วย ในกรณีนี้เอง เกษตรนิเวศก็ทำงานในรูปแบบเดียวกัน
พวกเรา รวมเฮลด้า มาราเลส และบรูซ เฟอร์กูสัน อาจารย์ในคณะและนักเรียนที่อีโคซูร์ในเม็กซิโก เรามีกลุ่มวิชาการพยายามทำความเข้าใจว่าการขยายและทำให้เกษตรนิเวศกระจายไปในวงกว้างนั้นทำงานอย่างไร งานวิจัยรูปแบบนี้ร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวจำเป็นมากต่อการพัฒนาทฤษฎีการขยายตัวเกษตรนิเวศ กระบวนการร่วมแรงวิจัยในคิวบามีทั้งเวิร์กช็อปแบบมีส่วนร่วมในสหกรณ์การเกษตรทั่วทุกหนแห่งในคิวบา วิธีการหลักก็คือการชักชวนพี่น้องผู้หญิงผู้ชายชาวนาให้สร้างประวัติศาสตร์กลุ่มใหม่ด้วยกัน ด้วยใช้วิธีการศึกษาของชาวบ้าน (popular education methodlogy) บทบาทของเราในฐานะนักวิจัยและแกนในขบวนการที่มีหลายกลุ่มหลายฝ่ายคือการเป็นเสมียน เขียนมันลงไป จัดระบบมัน และส่งมันกลับไปให้ขบวนการในคิวบา เพื่อสะท้อนและใช้ต่อในกระบวนการวางแผนภายในของพวกเขา เราไปหาและคุยกับครอบครัวสวนเกษตรนิเวศทั่วคิวบากว่าจะได้การผลิตรวมหมู่มาเช่นนี้ (ภาพที่ 1) โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้หญิงและผู้ชายชาวนาในเวิร์กช็อปคิดประเด็นการแบ่งงานตามเพศของสมาชิกครอบครัวโดยทั่วไปได้เองในสวนเกษตรนิเวศ
โดยสรุปแล้ว ผมต้องขอบคุณทุกอย่างที่ผมได้เรียนรู้มาจากประธานจอห์น วานเดอร์เมียร์ ตัวผมเองก็มีอภิสิทธิ์มากที่ได้ใช้ชีวิตตามการเคลื่อนไหวด้วยวิชาการ (scholar-activism) ใช้งานวิจัยและทักษะการจัดตั้งของผมช่วยขบวนการเคลื่อนไหวสร้างโลกที่ดีขึ้นจากแรงของพวกเขา ในบทความนี้ ผมต้องการแบ่งปันบทเรียนบางข้อที่ผมได้กลั่นจากประสบการณ์ทั้งหลายทั้งปวง ด้วยความหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อนักเคลื่อนไหวด้วยวิชาการรุ่นใหม่ๆ ต้องขอบคุณปัญญาของสหายจอห์น และจริงๆ นะ มันทำให้ผมยังอยู่ต่อไปได้ในหลายๆ ปีมานี้ ขอบคุณจริงๆ

ภาพที่ 1 : บ้านครอบครัวชาวนาเกษตรนิเวศในจังหวัดโฮลกิน (Holguin) คิวบา
*ตอนที่พวกเราเป็นเรียนป.โทกับจอห์น เป็นนักเคลื่อนไหว และสมาชิกกลุ่มวิจัยและกลุ่มศึกษา ชื่อเล่นที่พวกเราชอบใช้เรียกจอห์นคือ ‘ประธานจอห์น’ (ตามประธานเหมา)