รัฐอสังหาฯ: นายทุนจะเฟื่องฟูลอย คนรายได้น้อยจะถอยจม

by | Apr 19, 2022 | Articles บทความ, Translation, ทฤษฎี Theory, เศรษฐศาสตร์ Economics, ไทย

ผู้แปล – วริษา สุขกำเนิด

ทุนนิยมและการวางผังเมืองของรัฐเป็นสองอำนาจที่มีความสัมพันธ์อันซับซ้อนซ่อนเงื่อน อุดมการณ์แบบทุนนิยมมักยืนกรานว่าระบบตลาดนั้นเป็นกลไกที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และการเลือกของผู้บริโภคก็เป็นผู้ที่ขับเคลื่อนความต้องการของสาธารณะที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพที่สุดเช่นกัน ดังนั้นแล้ว แนวทางการบริหารจัดการให้เป็นไปตามกลไกตลาด (Deregulation) จึงกลายเป็นคำโฆษณาที่สวยหรูของนักธุรกิจไปแล้วนับศตวรรษ และการจำกัดอำนาจการควบคุมของรัฐบาลก็กลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักการเมืองอนุรักษ์นิยมไปเสียในทุกระดับ Grover Norquist นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจาก American for Tax Reform ยังเคยกล่าวไว้ว่า เขาอยากจะลดขนาดของอำนาจรัฐบาล “ให้เล็กจนผมสามารถหยิบเข้าน้ำแล้วกดมันให้จมในอ่างได้”
 
ทว่า ถึงแม้ว่านายทุนจะกล่าวเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขากล่าวไว้เสียแต่น้อย นายทุนและนักการเมืองกลับกลายเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่เรียกร้องให้รัฐขยายอำนาจเมื่อกล่าวถึงการเพิ่มขนาดของเรือนจำ และการเพิ่มแสนยานุภาพของกองทัพ ซึ่งการขยายอำนาจของรัฐในรูปแบบดังกล่าวก็สร้างภาระทางงบประมาณที่ล้นฟ้าทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติเสียด้วย นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ยังชื่นชอบการบริหารจัดการที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน ที่จะคอยขัดแข้งขัดขาไม่ให้ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันกับพวกเขาได้ ผ่านทั้งการจ้างกองทัพของทนายถางทางให้ดำเนินสะดวก ในขณะที่เส้นทางของคู่แข่งของเขากลับเต็มไปด้วยหลุมบ่อ การขยายอำนาจของรัฐบาลในขนาดมหึมานี้ยังสร้างเหลื่อมล้ำ และป้องปราบการก่อจราจลในนามของกฎหมาย
 
และในด้านของนโยบายการวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน วาทะว่าด้วยการลดอำนาจรัฐก็ย้อนแย้งจากสิ่งที่ชนชั้นนำดำเนินการจริงไม่ต่างกัน เหล่านายทุนมีความต้องการพึ่งพาอำนาจรัฐที่เข้มข้นและเฉพาะเจาะจงในการดำเนินโครงการใดๆ และหากปราศจากรัฐแล้ว พวกเขาก็อาจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิในระยะยาว หรือแม้ระยะสั้นเองก็ตาม พวกเขาต้องการให้รัฐวางเงินลงทุนขนาดใหญ่ให้กับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้พวกเราสร้างกำไรได้ รวมทั้งยังต้องการให้รัฐสร้างหลักประกันในการอุดหนุนงานผลิตซ้ำทางสังคมของผู้คน เพื่อจะประกันว่าพวกเขาจะยังมีแรงงานที่ยังมีลมหายใจให้ได้ขูดรีดเป็นเป้าหมายสำคัญ หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่มาจากการวางแผน ลงทุน และประสานงานโดยรัฐแล้วไซร้ พวกเขาก็แทบจะไม่ฐานอะไรจะค้ำยันเลย
 
ความขัดแย้งบนผังเมืองแบบทุนนิยม –
 
อย่างไรก็ดี หากเรามองให้ลึกลงอีกสักนิด เราก็จะพบถึงจุดแตกหักที่สำคัญเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเติบโตของเขตเมือง ในหนังสือเรื่อง Planning the Capitalist City ที่เขียนในปี 1986 ผู้เขียน Richard Foglesong ได้เขียนวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระบบทุนนิยมกับการวางผังเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ช่วงอาณานิคมไปจนถึงช่วง 1920s หนังสือเล่มดังกล่าววางข้อเสนออยู่บนสองข้อขัดแย้งหลัก ซึ่งผู้เขียนเสนว่ามันคือ “ความขัดแย้งของลักษณะกรรมสิทธิ์” และ “และความขัดแย้งระหว่างระบบทุนนิยมและระบบประชาธิปไตย”
 
ความขัดแย้งของลักษณะกรรมสิทธิ์เกิดขึ้นเมื่อนายทุนต้องการแทรกแซงการวางผังเมืองของภาครัฐในแบบใดแบบหนึ่งเพื่อที่จะให้สนับสนุนแนวทางการหากำไรของพวกเขา แต่กลับปฏิเสธประโยชน์ใช้สอยของการวางผังเมืองอีกรูปแบบในฐานะของความโง่เขลาแบบสังคมนิยมรูปแบบหนึ่ง และนอกเหนือจากแนวคิดดังกล่าว สิ่งที่นายทุนในเมืองต้องการกลับเป็นคนละสิ่งกลับสิ่งที่นักวางผังเมืองต้องการ ความต้องการของพวกเขาทำลายสายพานการผลิตของสังคมอุตสาหกรรม ในขณะที่นายทุนอุตสหากรรมอาจขุ่นเคืองกับกฎหมายการควบคุมดูแลสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการขูดรีดทรัพยากรบนผืนดิน แหล่งน้ำ และอากาศ โดยปราศจากผลพวงทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็สามารถออกหน้าสนับสนุนการแทรกแซงการวางผังเมืองที่จะนำไปสู่การขึ้นราคาที่ดินและที่อยู่อาศัยในระดับต่ำ เพราะเขาตีมูลค่าที่ดินในฐานะของต้นทุนในการผลิต และราคาที่อยู่อาศัยในฐานะว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แรงงานของพวกเขาลงถนนแและเรียกร้องค่าแรงที่สูงขึ้น
 
ในขณะเดียวกัน นายทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มองหมอกและควันเป็นปัจจัยฉุดรั้งราคาตึกราบ้านช่องให้ต่ำลง ก็ต้อนรับขับสู้ให้มีมาตราการควบคุมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี เขากลับไม่ยินดีหากรัฐจะออกมาตราการควบคุมค่าเช่าพักอาศัย หรือที่อยู่อาศัยสาธารณะคุณภาพสูง เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจกระทบกระเทือนแผนภูมิธุรกิจพันล้านของพวกเขาได้ ดังนั้น นักวางผังเมืองจึงจัดการกับปมปัญหาที่ทับซ้อน ด้วยการหาจุดกึ่งกลางระหว่างความต้องการในการแข่งขันของนักลงทุนหลากหลายประเภทธุรกิจ โดยหลีกเลี่ยงการวางผังเมืองที่ไม่ให้นายทุนอีกกลุ่มโวยวาย
 
บนความพยายามที่ยากปานจะสอดด้ายเข้าเข็มนี้ นักวางผังเมืองก้ต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างนายทุนและประชาธิปไตย (Capitalist Democracy Contradiction) เช่นกัน นายทุนตัวจริง หรือผู้ที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต (ไม่ใช่ผู้ที่คิดแบบนายทุนเพียงอย่างเดียว) หากนับจากจำนวนประชากรแล้ว พวกเขาจะถือเป็นคนส่วนน้อย ตามอุดมคติของการปกครองแบบสาธารณรัฐและเศรษฐกิจแบบทุนนิยมแล้ว นักวางผังเมืองควรนำชนชั้นแรงงานเข้ามามีส่วนร่วมหรือให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางผังเมือง ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็อาจจะเจอกับวิกฤตการณ์ทางนิติธรรมได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ได้รับความไว้ใจให้ออกแบบผังเมืองโดยเอื้อประโยชน์แก่นายทุนผู้เป็นเจ้าของระบบนี้เอง เพื่อที่จะการจัดการกับปมปัญหาดังกล่าว เมืองที่ออกมาจึงหาวิธีดำเนินการด้วยระบบประเมินการใช้ที่ดิน (Land Use Review System) ที่ประชาชนมีสิทธิในการลงความคิดเห็นเกี่ยวกับผังเมืองที่ส่วนกลางออกแบบ แต่ไม่มีสิทธิ์ในการออกแบบผังเมือง และคณะกรรมาธิการการวางผังเมืองสาธารณะ (Public City Planning Commissions) ที่ที่นั่งต่างๆก็เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และชนชั้นนำทางธุรกิจ
 
ตามรูปแบบการทำงานข้างต้นแล้ว หน้าที่หลักของนักวางผังเมืองคือการหล่อเลี้ยงความขัดแย้ง 2 เอาไว้ ซึ่งแม้ว่าความขัดแย้งทั้งสองจะไม่สามารถแก้ไขได้ขาด แต่มันก็ยังสามารถจัดการได้ระดับหนึ่ง มันคือปมปัญหาที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเสียเหลือเกิน นักวางผังเมืองที่ต้องออกแบบการใช้ที่ดิน กลับถูกกีดกันจากหน้าที่ของเขาที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ขัดต่อประโยชน์ของนายทุน และแม้ว่ากระบวนการการวางผังเมืองควรจะเปิดเผยให้สาธารณะรับรู้และมีส่วนร่วมแค่ไหน พวกเขากลับต้องประกันให้ได้ว่าอำนาจล้นฟ้ายังคงอยู่ในกำมือของนายทุนอสังหาริมทรัพย์อยู่วันยังค่ำ ซึ่งนั่นเป็นงานที่น่าหดหู่สิ้นดี
 
การเรืองอำนาจของรัฐอสังหาฯ –
 
เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในขณะที่ผมกำลังสอนเกี่ยวกับหนังสือของ Foglesong ในห้องสัมมนาภูมิศาสตร์ ได้มีนักศึกษาคนหนึ่งยกมือถามว่า “ดูเหมือนว่าประเด็นสำคัญของหนังสือคือการแข่งขันระหว่างทุนอุตสาหกรรมและทุนอสังหาริมทรัพย์นะครับ แล้วที่นี้ข้อเสนอนี้จะเอาไปประยุกต์กับโลกปัจจุบันที่ทุนอุตสาหกรรมกับทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันแล้วหล่ะครับ” นั่นแหละ คือประเด็นสำคัญ
 
โลกของเรากลายเป็นโลกอุตสหากรรมมากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ดังเช่นในสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศอุตสาหกรรม และการผลิตก็เป็นสัดส่วนหลักของเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 การผลิตแบบอุตสหากรรมในสหรัฐก็มีการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ครั้งแรก หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานหลายโรงได้ย้ายฐานการผลิตจากโรงงานเก่าที่เมืองตอนเหนือไปยังโรงงานใหม่ในเมืองตอนใต้ ชานเมือง และเขตชนบท หลังจากนั้น ในช่วง 1970s จนถึง 1990s การผลิตเริ่มมีความรวดเร็วและดำเนินการทางไกลได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือโรงงานต่างๆก็เริ่มย้ายออกนอกประเทศ
 
ในช่วง 1990s และ 2000s รูปแบบใหม่ของการขยายตัวของอุตสาหกรรมได้เกิดขึ้น พร้อมกับกิจการโลจิสติกส์ที่เติบโตสอดคล้องกับการไหลเวียนอันสลับซับซ้อนของสินค้าเข้าและออกจากตัวเมือง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่นี้มักจะเกิดขึ้นนอกเขตมหานคร (เพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดินราคาถูก และความสะดวกสบายในการขนถ่ายสินค้า) และหากอุตสาหกรรมเหล่านี้ตั้งอยู่ในตัวเมือง มันก็มักจะมาพร้อมกับการที่หน่วยงานสาธารณะหรือราชการเป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่นั้นด้วย
 
ในขณะเดียวกัน “การไหลบ่าของทุน” ก็ไหลไปสู่พื้นที่เขตเมืองและตึกรามบ้านช่องมากขึ้น ในเวลาไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ ทุนอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกมีมูลค่ารวมกันประมาณ 217 ล้านล้านดอลล่าร์ ซึ่งทำให้อสังหาริมทรัพย์กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนมากที่สุดของสินทรัพย์ในโลก ในขณะนี้ สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี แต่อัตราค่าเช่าแรกเข้ายังเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาแม้อัตราค่าจ้างยังคงเท่าเดิม ในบางเมือง ราคาค่าบ้านพุ่งขึ้นสูงกว่าร้อยละ 50 ในเวลาเพียง 5 ปี วิกฤตการณ์ที่อยู่อาศัยมากมายหลายแขนงนี้จะกระจายไปยังตัวเมืองทั่วสหรัฐอเมริกาเลยก็ว่าได้
 
ท่ามกลางความหนาแน่นของอสังหาริมทรัพย์และการการกระจายตัวของอุตสาหกกรมการผลิต ความสัมพันธ์ระหว่างทุนในเขตเมืองและการวางผังเมืองได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเมื่อผู้ผลิตไม่ได้สร้างฐานอำนาจในการลดค่าที่ดินและค่าบ้านในเขตเมืองให้ต่ำลงอีกต่อไปแล้ว การจัดการ “ความขัดแย้งของลักษณะกรรมสิทธิ์” ก็เป็นเพียงแค่คำกล่าวอ้างของนายทุนอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากการวางผังเมือง ผู้ที่เรียกร้องให้เกิดนโยบายที่จะผลักราคาที่ดินและสินทรัพย์ให้สูงขึ้นกว่าเดิม แม้เมื่อมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาของเมืองที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเดินทาง สวนสาธารณะ ฯลฯ ทุนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังต้องการแซกแทรกเพื่อการลงทุนด้วย
 
ในยุคเรืองอำนาจของรัฐอสังหาฯ นักวางผังเมืองเจรจาต่อรองบน “ความขัดแย้งระหว่างทุนนิยมและประชาธิปไตย” กลับเป็นผู้หาที่ทางให้แก่ทุนอสังหาริมทรัพย์ในสถาบันของการวางผังเมืองเสียเอง ตัวอย่างเช่น คณะกรรมาธิการการวางผังเมืองนั้นเกือบจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มีประสบการณ์ในด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา การประชาสัมพันธ์ การขาย กฎหมาย หรือแม้แต่วิศวะกรรม หรือแม้แต่เสียงที่แตกออกจากกรรมาธิการคนอื่นๆ อย่าง Michaelle de la Uz นักพัฒนาที่อยู่อาศัยไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งแน่นอนเป็นตัวอย่างที่แตกต่างจากคนอื่นๆ แต่เขาก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการวางผังเมืองอยู่ดี
 
นี่คือรัฐอสังหาฯ รัฐบาลเข้าหาความต้องการและข้อเรียกร้องของสายธารของทุนกลุ่มนี้ และพยายามเข้ากับทุนกลุ่มนี้เพื่อประกันว่าการดำเนินการของรัฐบาลจะนำไปสู่กำไรที่สูงขึ้นของ นักพัฒนา นายทุนผู้ให้เช่า นายลงทุน และ นักฟลิบบ้าน เช่นเดียวกับรัฐประเภทอื่นๆ (รัฐสวัสดิการ รัฐทัณฑสถาน รัฐสงคราม) รัฐอสังหาฯ ไม่ได้เป็นรัฐที่เบ็ดเสร็จเลยเสียทีเดียว แต่ผลกระทบของมันนั้นเข้มข้นในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นระดับที่การตัดสินใจการใช้ที่ดินเกิดขึ้น
 
และไม่ว่านักวางผังเมืองจะเผชิญกับปัญหาอะไรก็ตาม ทางออกที่พวกเขาเสนอก็มักจะมีการพัฒนาพื้นที่ให้หรูหรารวมอยู่ในหลักการสำคัญด้วย แม้ว่าปัญหาเหล่านั้นคือการขาดแคลนบ้านที่อยู่อาศัยราคาถูกก็ตาม นอกจากนี้ นักวางผังเมืองมักถูกมอบหมายให้รักษาราคาอสังหาริมทรัพย์เสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะสินทรัพย์ในบางที่นั้นราคาถูก และนักลงทุนต้องการให้ราคาของมันสูงขึ้น และเพราะสินทรัพย์ในบางที่มีราคาสูงอยู่แล้ว แต่หากมันเกิดราคาต่ำลงมันอาจจะฉุดรั้งราคาของทั้งระบบได้ ความพยายามในการปิดกั้นการลงทุน และการพัฒนาที่อาศัยสาธารณะไม่ค้ากำไร ดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่ไม่มีใครเลือกในระบอบการวางผังเมืองที่วางอยู่บนความคิดว่าผลประโยชน์ของสาธารณะจะได้มาผ่านการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น
 
ดังนั้น ในระบบดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงของที่ดินย่านเดิมไปสู่ย่านชนชั้นกลางราคาสูง (Gentrification) จึงไม่ใช่ข้อผิดพลาดของการวางผังเมือง แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงของย่านเมืองถูกขับดันด้วยพลังทางเศรษฐกิจและสังคม แต่มันเป็นผลผลิตของรัฐ ผ่านกระบวนที่มีการสอดใส้เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่เรื่อย ๆ และยังทำให้คนอีกกลุ่มต้องย้ายออกไป อย่างไรก็ดี นักวางผังเมืองไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือของทุนหรือลูกมือของรัฐเพียงด้านเดียว เพราะก็ยังมีนักวางผังเมืองอีกจำนวนมากที่เข้ามารับตำแหน่งนี้เพราะต้องการเปลี่ยนแปลงเมืองให้ดีขึ้นเช่นกัน นักวางผังเมืองหลายคนมีพื้นเพความคิดที่ถอนรากถอนโคน และยังมองการวางผังเมืองในฐานะวิธีการในการควบคุมการไหลเวียนของทุนที่นำไปสู่ปัญหาต่างๆนานา แต่ภายใต้ข้อจำกัดของรัฐอสังหาฯ นี้ การสร้างพื้นที่เพื่อประโยชน์อื่น ๆ นอกเหนือจากการทำกำไรนั้นเป็นสิ่งที่ยากมากทีเดียว
 
ทว่า การวางผังเมืองแบบอื่น ๆ ก็ยังเป็นไปได้ และมันไม่ใช่สิ่งที่นักวางผังเมืองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับปัญหาดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว หากเราต้องการให้นักวางผังเมืองออกแบบเมืองที่ให้ประโยชน์กับคนส่วนใหญ่มากกว่านายทุนอสังหาริมทรัพย์ เราต้องร่วมแรงกันสร้างความกดดันทางการเมืองต่อนายของพวกเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นแน่นอนว่าเป็นรัฐบาลที่จ้างพวกเขา และยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ด้วย
 
อย่างไรก็ดี หากพวกเรามองเข้าไปในปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง จะพบว่าทุนอสังหาริมทรัพย์ก็เผยด้านที่เปราะบางไว้อยู่เช่นกัน ขบวนการการต่อสู้เพื่อป้องกันการแปรสภาพย่านเก่าให้เป็นย่านชนชั้นกลางราคาสูงสามารถจะต่อกรกับพลังของทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่จะทำให้รู้ว่ากำไรนั้นเป็นของใคร พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย จากเดิมผู้รับกรรมผู้เช่าที่ ไปสู่เจ้าของที่ผู้ให้เช่า นักพัฒนาที่ดิน และนักลงทุนแทน ภารกิจนี้ไม่ใช่ภารกิจที่ง่าย แต่มันคือสิ่งที่เราต้องเผชิญหากจะต่อสู้กับรัฐอสังหาฯ
Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and...

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine.