ประเทศยากจนพัฒนาประเทศร่ำรวยอย่างไรบ้าง

by | Feb 12, 2022 | Articles บทความ, Featured ไทย, Translation, ความคิดเห็น Opinion, ทฤษฎี Theory, เศรษฐศาสตร์ Economics, ไทย

ความช่วยเหลือแบบถอยหลังเข้าคลอง : ประเทศยากจนพัฒนาประเทศร่ำรวยอย่างไรบ้าง

บทความโดย Jason Hickel

แปลโดย คำผาน


เราได้รับการบอกกล่าวมาโดยตลอดถึงเรื่องราวอันน่าสนใจนี้ นั่นคือ เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน เรื่องราวดังกล่าวมีอยู่ว่า ประเทศร่ำรวยของ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ใจกว้างมอบความมั่งคั่งให้กับประเทศที่ยากจนกว่าในซีกโลกใต้ เพื่อช่วยประเทศที่ยากจนกว่าขจัดความยากจนและผลักดันให้พวกเขาก้าวขึ้นไปสู่ขั้นบันไดแห่งการพัฒนา แน่นอนว่า ในช่วงที่มีการล่าอาณานิคม มหาอำนาจตะวันตกอาจเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่ตนเองด้วยการขูดรีดทรัพยากรและแรงงานทาสจากประเทศใต้อาณานิคม แต่นั่นก็เป็นอดีตไปแล้ว ทุกวันนี้ พวกเขาให้เงินช่วยเหลือ (แก่ประเทศอื่น ๆ) มากกว่า 125,000 ล้านดอลล่าสหรัฐฯ (102 พันล้านปอนด์) ต่อปี แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาปรารถนาดีขนาดไหน

เรื่องราวนี้ได้รับการโฆษณาอย่างแพร่สนั่นโดยอุตสาหกรรมความช่วยเหลือและรัฐบาลของประเทศที่ร่ำรวยจนเราไม่ทันสังเกตว่า มันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น

Global Financial Integrity (GFI) ในสหรัฐอเมริกาและ Centre for Applied Research (ศูนย์วิจัยประยุกต์) ของ Norwegian School of Economics (สำนักเศรษฐศาสตร์แห่งนอร์เวย์) ได้ตีพิมพ์ข้อมูลที่น่าสนใจออกมาบางส่วน พวกเขานับรวมทรัพยากรทางการเงินทั้งหมดที่ถูกโอนระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนในแต่ละปี ซึ่งไม่ได้มีแค่ความช่วยเหลือ การลงทุนจากต่างประเทศ และการไหลเวียนทางการค้าเท่านั้น (อย่างที่งานศึกษาก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็น) แต่รวมไปถึงการโอนที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน เช่น การยกเลิกหนี้ การโอนแบบให้เปล่า เช่น เงินที่คนงานโอนกลับไปยังประเทศบ้านเกิดตัวเอง และเงินทุนไหลออกที่ไม่ได้บันทึกไว้ (จะลงรายละเอียดในภายหลัง) เท่าที่ฉันทราบ นี่เป็นการประเมินผลการถ่ายโอนทรัพยากรที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เคยมีมา

“กระแสเงินที่ไหลจากประเทศร่ำรวยไปสู่ประเทศยากจนเทียบไม่ได้กับกระแสเงินที่ไหลจากประเทศยากจนไปหาประเทศร่ำรวย”

สิ่งที่พวกเขาค้นพบคือ กระแสเงินจากประเทศร่ำรวยไปยังประเทศยากจนนั้นเทียบไม่ได้กับกระแสที่ไหลไปอีกทิศทางหนึ่ง (จากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวย-ผู้แปล)

ในปี ค.ศ. 2012 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่บันทึกเป็นข้อมูล ประเทศกำลังพัฒนาได้รับเงินทั้งหมด 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมไปถึงความช่วยเหลือ การลงทุน และรายได้จากต่างประเทศ แต่ในปีเดียวกันนั้น เงินจำนวน 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ก็ไหลออกจากประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประเทศกำลังพัฒนาส่งเงินไปประเทศอื่น ๆ มากกว่าที่พวกเขาได้รับถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หากเราสังเกตทุก ๆ ปีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมานั้น เงินไหลออกสุทธิรวมกันทั้งหมดมูลค่าสูงมากจนน่าตกใจ นั่นคือ 16.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่คือจำนวนเงินที่ไหลออกจากซีกโลกใต้ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นว่าจำนวนเงินดังกล่าวเยอะขนาดไหน 16.3 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐนั้นคิดเป็น GDP ทั้งหมดของสหรัฐอเมริกาโดยประมาณ

นี่หมายความว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับการพัฒนากระแสหลักเป็นไปในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ความช่วยเหลือเป็นไปในทางกลับกันอย่างชะงัด ประเทศร่ำรวยไม่ได้พัฒนาประเทศยากจน แต่เป็นประเทศยากจนที่กำลังพัฒนาประเทศร่ำรวยต่างหาก

เงินไหลออกเยอะขนาดนี้มีอะไรบ้าง? บางส่วนก็เป็นเงินจ่ายคืนหนี้ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ประเทศกำลังพัฒนาจ่ายแค่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวก็เป็นเงินจำนวนกว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว เป็นการโอนเข้าธนาคารใหญ่ในนิวยอร์กและลอนดอนโดยตรง และเป็นจำนวนเงินที่มากกว่าความช่วยเหลือที่พวกเขาได้รับในช่วงเวลาเดียวกัน อีกส่วนใหญ่ ๆ คือรายได้ที่ชาวต่างชาติได้รับจากการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาแล้วส่งกลับไปประเทศตัวเอง (ประเทศร่ำรวย-ผู้แปล) ตัวอย่างมีให้เห็น เช่น ลองนึกถึงผลกำไรทั้งหมดที่ BP (บริษัทน้ำมันและก๊าซข้ามชาติสัญชาติอังกฤษซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ-ผู้แปล) รีดเค้นออกมาจากแหล่งน้ำมันสำรองในไนจีเรีย หรือที่แองโกล-อเมริกันรีดผลกำไรออกมาจากเหมืองทองคำในแอฟริกาใต้

แต่จนถึงตอนนี้ เงินไหลออกก้อนที่ใหญ่ที่สุดนั้นเกี่ยวข้องกับการไหลออกของเงินทุนที่ไม่ได้บันทึกไว้ ซึ่งมักจะผิดกฎหมายเสียด้วย GFI คำนวณว่า ประเทศกำลังพัฒนาสูญเสียเงินไปทั้งสิ้น 13.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐจากการไหลออกของเงินทุนที่ไม่ได้บันทึกไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980

เงินไหลออกที่ไม่ได้บันทึกไว้ส่วนใหญ่ไหลออกผ่านระบบการค้าระหว่างประเทศ โดยพื้นฐานแล้ว บริษัทต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศแจ้งราคาปลอมในใบแจ้งหนี้ทางการค้าเพื่อชิ่งเอาเงินจากประเทศกำลังพัฒนาไปไว้ยังดินแดนภาษีต่ำ (tax havens) และดินแดนที่มีขอบเขตอำนาจลับ (secrecy jurisdictions-หมายถึงดินแดนภาษีต่ำที่ชำนาญในการช่วยเหลือให้ผู้คนสามารถซ่อนความมั่งคั่งหรือกิจการทางการเงินจากกฎหมายได้ ไม่เฉพาะการเลี่ยงภาษี แต่รวมไปถึงการก่ออาชญากรรมทางการเงินด้วย เช่น การฟอกเงิน -ผู้แปล) ซึ่งเป็นวิธีการที่เรียกว่า “การแจ้งหนี้ทางการค้าที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง” (trade misinvoicing) เป้าหมายโดยปกติคือเพื่อหลบเลี่ยงภาษี แต่บางครั้ง วิธีการเช่นนี้ก็ถูกนำมาใช้เพื่อฟอกเงินหรือหลบหลีกการควบคุมเงินทุน ในปี ค.ศ. 2012 ประเทศกำลังพัฒนาสูญเสียเงินถึง 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากการแจ้งหนี้ทางการค้าที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งมากกว่าเงินที่ได้รับช่วยเหลือในปีนั้นถึงห้าเท่า

นอกจากนั้น บริษัทข้ามชาติยังขโมยเงินจากประเทศกำลังพัฒนาผ่าน “การปลอมแปลงใบแจ้งหนี้เดียวกัน” (same-invoice faking) ซึ่งเป็นการย้ายกำไรไปมาระหว่างบริษัทในเครือของตนเองอย่างผิดกฎหมายโดยปลอมแปลงราคาใบแจ้งหนี้ทางการค้าของทั้งสองฝั่ง ตัวอย่างเช่น บริษัทเครือในไนจีเรียอาจเลี่ยงภาษีท้องถิ่นโดยโอนเงินไปยังบริษัทเครือในหมู่เกาะบริติชเวอร์จินที่ซึ่งอัตราภาษีเป็นศูนย์และไม่สามารถตรวจสอบเงินที่ถูกขโมยไปได้

GFI ไม่ได้นับรวมการปลอมแปลงใบแจ้งหนี้เดียวกันไว้ในตัวเลขพาดหัว (headline figures) เพราะมันยากมากที่จะตรวจพบ แต่พวกเขาประเมินว่ามีมูลค่ามากถึง 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และตัวเลขเหล่านี้ครอบคลุมเฉพาะการโจรกรรมผ่านการแลกเปลี่ยนสินค้าเท่านั้น ถ้าเรานับรวมการโจรกรรมผ่านการแลกเปลี่ยนภาคบริการเข้าไปด้วย ตัวเลขทรัพยากรสุทธิที่ไหลออกทั้งหมดก็จะอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่างบประมาณช่วยเหลือถึง 24 เท่า กล่าวอีกอย่างก็คือ ทุก ๆ 1 ดอลลาร์ของความช่วยเหลือที่ประเทศกำลังพัฒนาได้รับ พวกเขาจะสูญเสียเงิน 24 ดอลลาร์เป็นเงินไหลออกสุทธิ เงินที่ไหลออกเหล่านี้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสูญเสียแหล่งรายได้สำคัญและเงินทุนที่จะเอามาพัฒนาประเทศ จากรายงานของ GFI พบว่า ปริมาณเงินไหลออกสุทธิที่นับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาลดน้อยถอยลง และส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้คนลดลงโดยตรง

ความวิบัตินี้เป็นความรับผิดชอบของใคร? ด้วยเหตุที่เงินทุนไหลออกอย่างผิดกฎหมายเป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่ มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี บรรดาบริษัทที่ปลอมแปลงใบแจ้งหนี้ทางการค้ามีความผิดเต็ม ๆ แต่ทำไมบริษัทเหล่านี้ถึงหลุดพ้นลอยนวลไปได้ง่าย ๆ ? ในอดีต เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถป้องกันการทำธุรกรรมทางการเงินที่ดูไม่น่าเชื่อถือและหยุดมันไว้ทัน ทำให้แทบไม่มีใครสามารถโกงได้ แต่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization) อ้างว่า การทำเช่นนี้ทำให้การค้าไม่มีประสิทธิภาพ และนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องยอมรับราคาตามใบแจ้งหนี้ทางการค้าตามมูลค่าที่ระบุเอาไว้ (face value) ยกเว้นในสถานการณ์ที่น่าสงสัยมาก ๆ เท่านั้น ทำให้พวกเขาจับการไหลออกของเงินที่ผิดกฎหมายได้ยาก

อย่างไรก็ตาม การไหลออกของเงินทุนจะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีที่หลบภาษี (tax havens) และเมื่อพูดถึงที่หลบภาษี ผู้ร้ายก็ระบุตัวไม่ยาก ที่หลบภาษีมีมากกว่า 60 แห่งบนโลก และส่วนใหญ่ก็ถูกควบคุมโดยประเทศตะวันตกไม่กี่ประเทศ ในยุโรปเองก็มีที่หลบภาษี เช่น ลักเซมเบิร์กกับเบลเยียม ส่วนในสหรัฐอเมริกาก็มีที่หลบภาษี เช่น เดลาแวร์กับแมนฮัตตัน แต่จนถึงตอนนี้ เครือข่ายหลบภาษีที่ใหญ่ที่สุดมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองลอนดอน ซึ่งควบคุมเขตอำนาจลับทั่วทั้งดินแดนที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของสหราชอาณาจักร (British Crown Dependencies) และดินแดนโพ้นทะเล

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บางประเทศที่ชอบโอ้อวดว่าตัวเองให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศอื่น ๆ คือประเทศที่อำนวยความสะดวกให้กับการโจรกรรมครั้งใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนาเสียอย่างนั้น

เรื่องเล่าเรื่องความช่วยเหลือเริ่มดูไร้เดียงสาขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเราพิจารณาการไหลย้อนกลับของเงินเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่า ความช่วยเหลือนั้นแทบไม่ได้ช่วยอะไร แต่เป็นฉากบังหน้าการกระจายทรัพยากรอย่างไม่ถูกต้องซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ผู้ฉกฉวยดูคล้ายกับผู้ให้ และยังมอบตำแหน่งทางศีลธรรมอันสูงส่งให้แก่พวกเขา ในขณะเดียวกันก็ขัดขวางพวกเรา ผู้เป็นห่วงเรื่องความยากจนทั่วโลก จากการทำความเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วระบบทำงานอย่างไร

การกุศลไม่จำเป็นสำหรับประเทศยากจน แต่ความยุติธรรมต่างหากที่จำเป็น และการให้ความยุติธรรมต่อพวกเขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถตัดหนี้ส่วนเกินของประเทศยากจนออกได้ ปล่อยให้พวกเขาได้ใช้จ่ายเงินเพื่อการพัฒนาแทนที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เก่า เราสามารถปิดดินแดนที่มีขอบเขตอำนาจลับได้ และลงโทษนายธนาคารและนักบัญชีที่ปล่อยให้เงินไหลออกประเทศอย่างผิดกฎหมาย นอกจากนั้น เราสามารถกำหนดภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลกเพื่อขจัดสิ่งที่จูงใจให้บริษัทเคลื่อนย้ายเงินของพวกเขาไปทั่วโลกได้

เรารู้วิธีแก้ไขปัญหา แต่การทำเช่นนั้นจะขัดกับผลประโยชน์ของธนาคารและองค์กรที่มีอำนาจซึ่งกำลังรีดเค้นผลประโยชน์จากระบบที่ดำรงอยู่ คำถามมีอยู่ว่า เรามีความกล้าหรือไม่?

 

 

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?