รากกำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนนิยม

ถ้าเราเข้าใจอย่างคร่าว ๆ ว่า ระบบทุนนิยมคือระบบที่รีดเค้นความมั่งคั่งผ่านแรงงาน ในกรณีดังกล่าวเราก็จะเข้าใจได้ว่าระบบนี้เติบโตขึ้นมาอย่างไร และเราก็จะสามารถสืบสาวต้นกำเนิดและวิเคราะห์พัฒนาการอันต่อเนื่องของระบบทุนนิยมในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ การวิเคราะห์เช่นนี้จำเป็นต่อการทำความเข้าใจว่าเราจะตอบโต้ระบบทุนนิยมได้อย่างไรบ้าง โดยการดูว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การโต้กลับแบบใดบ้างที่ใช้ได้ผล เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมโต้กลับในวิถีทางใหม่ ๆ ได้ในอนาคต

พรมแดน

ระบบทุนนิยมไม่ใช่ระบบที่หยุดนิ่ง ลักษณะที่เป็นนิยามของระบบทุนนิยมคือการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและการขูดรีดความมั่งคั่งผ่านแรงงาน อย่างไรก็ตาม แนวทางการเป็นเจ้าของและการขูดรีดนั้นต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตามเวลากับสถานที่ ทุนมองหาพรมแดนใหม่ ๆ ในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทุนจะต้องเติบโตตลอดเวลาเพื่อเอาตัวรอด ดังนั้น หากเราดูพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของระบบทุนนิยม เราจะเห็นกระบวนการเสาะหาพรมแดนใหม่ ๆ และแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ ไว้เป็นแหล่งรีดเค้นผลกำไรใหม่ ๆ ตั้งแต่การเปลี่ยนทำที่ดินทำกินของชาวนาให้กลายมาเป็นของเอกชน (privatisation) ในศตวรรษที่ 18 ไปจนถึงการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลใน (cryptocurrencies) ในศตวรรษที่ 21

การล้อมรั้ว

ระบบทุนนิยมในอังกฤษเมื่อศตวรรษที่ 19 แตกต่างอย่างมากกับระบบทุนนิยมในกัมพูชาเมื่อศตวรรษที่ 21 เมื่อวิเคราะห์การขยายตัวของระบบทุนนิยมโลก เราจะเห็นได้ว่า เป็นเพราะอำนาจและการขยายตัวของจักรวรรดิอังกฤษในศตวรรษที่ 19 หลาย ๆ ลักษณะที่เป็นนิยามของของระบบทุนนิยมจึงสามารถสืบย้อนกลับไปได้ที่อังกฤษ

นักประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้ายหลายคนเสนอว่า รากเหง้าของระบบทุนนิยมในปัจจุบันสามารถสืบรากย้อนกลับไปได้ถึงอังกฤษเมื่อช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ในช่วงเวลาดังกล่าว เจ้าที่ดินศักดินาเริ่มริเริ่มปฏิบัติการ “ล้อมรั้วสิ่งที่เป็นส่วนรวม” (enclosure of the commons) ของส่วนรวม (commons) ในที่นี้หมายถึง ที่ดินส่วนรวม/ทั่วไป (common) ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ โดยปกติแล้วแล้ว ที่ดินเหล่านี้เป็นที่ ๆ ชาวนาในชนบทอาศัยอยู่ และที่ดินเหล่านี้ถูกใช้เพื่อการปลูกพืชยังชีพและปศุสัตว์ และเมื่อนั้นเอง เจ้าที่ดินก็เริ่มอ้างสิทธิ์ในที่ดินเหล่านี้ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (private property) ของพวกเขาเอง โดยคิดค่าเช่าที่ดินที่ชาวนาอาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคน กลายเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (ในแบบที่เป็นทุนคงที่ fixed capital/passive-ผู้แปล) และปัจจัยการผลิตในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

พ่อค้า จักรวรรดิ และทุนนิยมอาณานิคม

ในช่วงยุคดังกล่าว เรายังสามารถเห็นได้ถึงการเติบโตของ ลัทธิพาณิชนิยม (Mercantilism) นี่คือกระบวนการรวมการค้า รัฐ และพ่อค้าเอกชน เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นรากฐานให้กับจักรวรรดิอาณานิคม กล่าวอย่างง่ายคือ ระบบดังกล่าวดำเนินไปในวิถีทางเช่นนี้:

คนงานผลิตสินค้าให้กระฎุมพี →

พ่อค้า (ซึ่งเป็นกระฎุมพีด้วย) ซื้อสินค้าเหล่านั้นจากกระฎุมพีด้วยกันเอง →

พ่อค้าขนส่งสินค้าและขายสินค้าในสถานที่อื่นเพื่อหากำไร →

รัฐหักภาษีส่วนหนึ่งจากกำไรเหล่านี้ →

พ่อค้านำผลกำไรเหล่านั้นกลับมาลงทุนโดยซื้อสินค้าเยอะขึ้นกว่าเดิม

เราจะแสดงให้เห็นตัวอย่าง โดยเน้นชนชั้นกระฎุมพีเป็นตัวหนา:

คนงานในไร่องุ่นผลิตไวน์ให้ เจ้าที่ดิน

เจ้าที่ดิน ขายไวน์ให้ พ่อค้า

จากนั้น พ่อค้า ก็นำไวน์ไปขายที่อื่นเพื่อหากำไร →

รัฐหักภาษีจาก พ่อค้า ในส่วนของกำไร →

จากนั้น พ่อค้า ก็จะนำกำไรที่เหลือไปลงทุนซื้อไวน์เพิ่มจาก เจ้าที่ดิน

การดำเนินและการทำงานของระบบนี้เป็นไปอย่างราบลื่นโดยการดูแลควบคุมของรัฐ นี่หมายความว่า รัฐขยายและปกป้องเส้นทางการค้าของตนจากกลุ่มอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ เช่น ผู้ค้าของประเทศอื่น ๆ และในขณะเดียวกันก็ออกกฎหมายรองรับ (enforce) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลให้แก่ชนชั้นนายทุนซึ่งเป็นชนชั้นใหม่นี้โดยแลกกับการเก็บภาษี

นอกจากนั้น รัฐยังทำตามตามเป้าประสงค์ของทุน นั่นคือการเปิดพรมแดนใหม่ ๆ ให้กับทุน ตรงนี้เราก็จะเห็นได้ว่าลัทธิล่าอาณานิคมเกิดออกมาจากระบบทุนนิยมอย่างไร และรัฐก็จะยึดเขตแดนในนามของเหล่านายทุนเพื่อรีดเค้นกำไรจากระบบดังกล่าว

เราสามารถดูตัวอย่างได้จากการเติบโตของการล่าอาณานิคมในอินเดีย :

ขั้นที่ 1

คนงานชาวนาในอินเดียผลิตผ้าไหมให้กับเจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดีย →

พ่อค้าชาวอังกฤษเดินทางไปอินเดียเพื่อซื้อผ้าไหมจากเจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดีย→

พ่อค้าชาวอังกฤษนำผ้าไหมกลับไปขายที่อังกฤษ

* ใน ขั้นที่ 1 เจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดียก็รีดเค้นผลกำไรจากกระบวนการดังกล่าวเช่นกัน*

ขั้นที่ 2

รัฐอังกฤษริเริ่มขับไล่เจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดีย →

ที่ดินถูกนำมาแจกจ่าย ปล่อยเช่า หรือขายให้กับพ่อค้าชาวอังกฤษ →

ตอนนี้คนงานชาวนาในอินเดียผลิตผ้าไหมให้พ่อค้าชาวอังกฤษ →

พ่อค้าส่งออกผ้าไหมกลับไปยังอังกฤษเพื่อขาย →

ผลกำไรจากกระบวนการดังกล่าวจะถูกหักภาษีโดยรัฐอังกฤษ →

รัฐยังคงอำนวยการเสาะแสวงหาพรมแดนใหม่ ๆ ให้กับทุน

ในตัวอย่างนี้ เราจะเห็นการผสานรวมระหว่างอำนาจรัฐกับทุน ทั้งสองอย่างผูกโยงกันอย่างแนบแน่นเพื่อให้มีการขยายตัวเองอย่างต่อเนื่อง และควรตั้งข้อสังเกตด้วยว่า รัฐมักจะทำสงครามห้ำหั่นกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของตน จักรวรรดิยุโรปริเริ่มการค้าทาสจำนวนมากในมหาสมุทรแอตแลนติก จับชาวแอฟริกันตะวันตกมาเป็นทาสและใช้กำลังบังคับพวกเขาไปยังอเมริกาเพื่อไปทำงานในไร่ทาส (plantations)

ทุนอุตสาหกรรม

เมื่อมีการก่อตั้งจักรวรรดิอาณานิคมยุโรปขึ้นมา เราก็จะเริ่มมองเห็นรกรากของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 เนื่องจากมีการปิดล้อมสิ่งที่เป็นของส่วนรวม ประชาชนชาวอังกฤษจึงไม่สามารถทำการเกษตรและทำการผลิตแบบยังชีพ (subsistence) ได้อีกต่อไป ตอนนี้พวกเขาจำต้องซื้อสินค้าพื้นฐานผ่านทางตลาด ในขณะเดียวกัน การสะสมทุนจำนวนมหาศาลภายใต้ระบบการค้าขายช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนในการพัฒนาเครื่องจักร ซึ่งทำให้เกิดศักยภาพในการผลิตสำหรับตลาดใหม่นี้ขึ้นมา การบรรจบกันของเหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมขึ้นในที่สุด

เริ่มมีโรงงานปรากฏขึ้นทั่วสหราชอาณาจักรและต่อมาก็ปรากฏขึ้นทั่วทั้งยุโรป โดยแปรรูปและผลิตวัตถุดิบที่นำเข้าจากประเทศใต้อาณานิคม ตัวอย่างโดยทั่วไปมีดังนี้:

ฝ้ายปลูกโดยทาสในอเมริกาในไร่ที่อังกฤษเป็นเจ้าของ →

จากนั้นเจ้าของไร่ทาสจะส่งออกฝ้ายไปทางตอนเหนือของอังกฤษ →

โรงงานในอังกฤษตอนเหนือจะทอผ้าฝ้ายเป็นเสื้อผ้า →

จากนั้นเสื้อผ้าจะถูกขายไปทั่วประเทศและส่งออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในจักรวรรดิ →

ผลกำไรจากขั้นตอนเหล่านี้จะถูกเก็บภาษีเพื่อให้รัฐสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและเพื่ออำนวยการเสาะแสวงหาพรมแดนใหม่ ๆ ให้ทุนได้ขยายตัวต่อไป

การเงิน

การเติบโตของอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักรนำไปสู่พัฒนาการครั้งใหญ่ของระบบการเงินและสินเชื่อในขณะที่ทุนเองก็เสาะแสวงหาพรมแดนใหม่ ๆ ในการพัฒนาระบบตัวเอง บริการต่าง ๆ ที่ธนาคารนำเสนอ เช่น การลงทุนด้านความปลอดภัย เช็ค แผนประกันภัยที่ซับซ้อน รวมไปถึงการคุ้มครองเงินเบิกเกินบัญชี ต่างถูกนำเข้ามาใช้ กระบวนการแยกทุนออกจากวัตถุจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ตัวอย่างเช่น ในช่วงแรก ๆ ที่ทุนนิยมกำเนิดขึ้น ทุนของคุณก็คงจะเป็น :

พื้นที่เพาะปลูก โรงงาน หรือเรือ เป็นต้น

เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุนนิยมก็ถูกทำให้กลายเป็นการเงิน (financialisation) ดังนั้นทุนของคุณก็อาจเป็น:

หุ้นในบริษัทที่เป็นหนี้ในที่ดินทำกินหลายแห่ง

การทดลองเหล่านี้ทั้งในด้านการเงินและการแยกความมั่งคั่งออกจากทุนวัตถุ ทำให้ระบบการเงินมีขนาดใหญ่เทอะทะและไม่อาจคาดเดาได้ นำไปสู่การล่มของตลาดหุ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะการล่มของตลาดหุ้นในปี ค.ศ. 1929 ที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

เศรษฐกิจแบบผสม เสรีนิยมใหม่ และโลกาภิวัตน์

ภายหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การผงาดขึ้นของสหภาพโซเวียต และความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศทุนนิยมจำนวนมากเลือกที่จะนำเศรษฐกิจแบบผสมเข้ามาใช้ โดยรัฐจะเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมหลัก ๆ บางอย่าง เพื่อปกป้องตัวเองจากกลไกตลาดการเงินที่ผันผวน และจัดสรรรัฐสวัสดิการเป็นการสนับสนุนขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชน นี่เป็นแนวทางพยายามจำกัดทุน ควบคุม และจัดการทุน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวนำไปสู่การใช้จ่ายอย่างมหาศาลของรัฐและนำไปสู่การใช้ระบบราชการมาจำกัดตลาด และในช่วงทศวรรษ 1970 ความล้มเหลวของตลาดได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจแบบผสมของตะวันตก

สหราชอาณาจักรซึ่งเป็นผู้ริเริ่มระบบทุนนิยมนี้เมื่อหลายศตวรรษก่อน เป็นผู้นำในการโต้กลับวิกฤตการณ์ดังกล่าว นโยบายเสรีนิยมใหม่ถูกนำมาใช้ แนวทางดังกล่าวพยายามกลับหัวกลับหางแนวทางเศรษฐกิจแบบผสมและทำให้ตลาดกลายเป็นระบบการเงินอย่างสุดขั้ว (hyper-financialise) โดยกีดกันรัฐออกจากวิสาหกิจและทำลายระบบสวัสดิการ

หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ขยายตัวไปสู่ระดับนานาชาติอย่างเต็มกำลัง ทุนได้ค้นพบและเปิดพรมแดนใหม่ ๆ อีกครั้ง มีการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีทั่วโลกเพื่อให้สินค้าและเงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระเสรีไปทั่วโลก ตอนนี้เราสามารถปลูกสัปปะรดในประเทศไทย แพ็คใส่กระป๋องในอินเดียและขายในเยอรมนีได้โดยแทบไม่มีข้อจำกัดด้านภาษีหรือข้อจำกัดด้านพรมแดน เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในนามโลกาภิวัตน์ โลกที่ไร้พรมแดนสำหรับทุน

นี่อาจฟังดูคล้ายระบบทุนนิยมอาณานิคมในยุคแรก ๆ ซึ่งหลายแง่มุมมันก็เป็นเช่นนั้น แต่ที่ต่างก็คือ รัฐไม่จำเป็นต้องปกป้องและบังคับใช้ระบบนี้ในแบบเดิมอีกต่อไป ก่อนหน้านี้รัฐจะปกป้องผลประโยชน์ของทุนในประเทศของตนจากรัฐอื่น อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 21 เราจะเห็นได้ถึงการอ้าแขนรับทุนที่ขยายตัวไปทั่วโลก หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็ไม่มีอำนาจแข็งข้อใด ๆ ที่จะมาต่อกรกับระบบทุนนี้อีก

เมื่อเป็นเช่นนี้ อุตสาหกรรมจักรกลในยุโรปและอเมริกาจึงเคลื่อนย้ายไปยังที่ ๆ ค่าแรงถูกกว่าและสร้างผลกำไรมากกว่าที่เดิม อุตสาหกรรมจำนวนมากในตะวันตกได้หายไปเรื่อย ๆ โดยบรรดาโรงงานและอุตสาหกรรมทั้งหมดหายไปภายในหนึ่งทศวรรษ และบทบาทของรัฐก็ลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ

พรมแดนใหม่

ทุกวันนี้ก็ดังเช่นที่แล้วมา ทุนนิยมกำลังเสาะแสวงหาพรมแดนใหม่ ๆ เรากำลังเข้าใกล้จุดที่นโยบายเสรีนิยมใหม่รีดเค้นความมั่งคั่งออกมาให้ได้มากที่สุดโดยไม่ล่มสลายและเคลื่อนไปสู่ระบบใหม่ดังที่เคยเกิดขึ้นมาในทุกขั้นตอนของประวัติศาสตร์ หลายคนตั้งทฤษฎีว่าอะไรคือขั้นถัดไปของทุนนิยม บางคนเสนอว่า ระบบทุนนิยมดิจิทัลหรือศักดินาเทคโน (techno-fuedalism) คืออนาคต อันเนื่องมาจากการเติบโตขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลและบล็อกเชน (blockchain) ในขณะที่คนอื่น ๆ ชี้ว่า พรมแดนใหม่คือทุนนิยมจีนหรือสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน ส่วนคนที่มองโลกในแง่ดีกว่านั้นอาจจะเสนอว่า ระบบทุนนิยมสีเขียวหรือทุนนิยมรักษ์โลกอาจกลายเป็นขั้นถัดไปที่จะถูกนำมาใช้โต้กลับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว ทุนนิยมก็เปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขของตัวเองได้อยู่เสมอ บางครั้งสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นผ่านความเป็นผู้กระทำของมนุษย์ ผ่านรัฐ หรือตลาด แต่หลังจากยุคเสรีนิยมใหม่ อันเป็นยุคที่บทบาทของรัฐลดน้อยลงเรื่อย ๆ และมีการเปลี่ยนตลาดให้กลายมาเป็นระบบการเงินอย่างเต็มรูปแบบ ดูเหมือนว่า ความเป็นผู้กระทำของมนุษย์ต่อทุนทั้งหมดพ่ายแพ้ให้แก่อัลกอริทึมของตลาด เห็นได้ชัดจากการที่รัฐแทบไม่ได้แทรกแซงตลาดเลยในช่วงที่โควิด (Covid 19) แพร่ระบาด

จากการสืบรากเหง้าประวัติศาสตร์ของทุน เราสามารถวิเคราะห์การโต้กลับทุนได้ดียิ่งขึ้น นับตั้งแต่การปฏิวัติรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1917 ขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมเมื่อทศวรรษ 1950 ในประเทศใต้อาณานิคม การล่มสลายของพรรคสังคมนิยมในยุโรปเมื่อทศวรรษ 1970 ตลอดจนถึงการเติบโตของลัทธิเหมา (Maoism) ในประเทศจีนตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของสังคมนิยมก็คือการล้มล้างทุนนิยม ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจว่าเราจะทำให้ดีที่สุดได้อย่างไร เราต้องเข้าใจอย่างกระจ่างชัดก่อนว่า เรากำลังสู้อยู่กับอะไร และสิ่งที่เรากำลังสู้นั้นมันสามารถปรับตัวได้อย่างไร

 

 

ลูกระเบิดที่ขัดเงากระดูกซากศพ

ลูกระเบิดที่ขัดเงากระดูกซากศพ

บทคัดย่อเว็บไซต์: หลังสนธิสัญญา New START หมดอายุลง ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา และการถอนตัวออกจากข้อตกลงควบคุมอาวุธต่าง ๆ เสี่ยงให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ที่จะทำลายล้างโลกมากยิ่งขึ้น

บ้านใหญ่และวิธีการโกงเลือกตั้ง – การเมืองระดับหมู่บ้านเค้าทำกันยังไง

บ้านใหญ่และวิธีการโกงเลือกตั้ง – การเมืองระดับหมู่บ้านเค้าทำกันยังไง

มีการถกเถียงและความสับสนมากมายเกี่ยวกับการเมืองในประเทศไทยและในประเทศอื่นๆ ในซีกโลกใต้ เกี่ยวกับ “การเมืองที่เน้นพรรคการเมือง” “ตัวบุคคล” และ”เงินทุนที่หมุนเวียนอยู่ในเมืองหลวง” แต่ถ้าหากต้องการเข้าใจการเคลื่อนไหวของอำนาจในพื้นที่และเศรษฐกิจเหล่านี้ โดยเฉพาะภายในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในชนบท เราจำเป็นต้องมองลึกลงไปที่ระดับหมู่บ้าน นั่นคือจุดที่รากฐานของเครือข่ายอุปถัมภ์ ซึ่งเหตุของชัยชนะของพรรคปฏิกิริยารุนแรงอย่างพรรคภารติยะชนาตา (BJP) ในอินเดีย และพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของไทย ปรากฏให้เห็นขึ้นมา

จดหมายข่าวฉบับนี้จะทำให้คุณโกรธ

จดหมายข่าวฉบับนี้จะทำให้คุณโกรธ

ขบวนการค้ายาเสพติดและสงครามยาเสพติดสร้างความเสียหายและความทุกข์ทรมานแก่ชาวนา ชาวไร่ในประเทศซีกโลกใต้นานับประการ วงจรความโหดร้ายนี้ต้องอาศัยอารมณ์โกรธช่วยอธิบาย
จดหมายข่าวสัปดาห์นี้เปิดโปงวิธีที่ระบบจักรวรรดินิยมทำลายชุมชนในซีกโลกใต้ เช่นในโคลอมเบีย ผ่านข้ออ้าง ‘สงครามยาเสพติด’

The Village Cabal & How To Rig An Election – How Politics Actually Works at the Village Level

The Village Cabal & How To Rig An Election – How Politics Actually Works at the Village Level

Urbanites do not have the same intra-class relationships that rural people do, due to sheer proximity and the nature of capital ownership, urban capitalists do not see and interact with their workers everyday, nor do urban capitalists share the same workers as rural capitalists do. In the villages there is a kind of mini-cabal. A “hyper-local elite village cabal” -these are the people who have historically been the vanguard of counterrevolution worldwide.

ปัญหาการอพยพเป็นปัญหาของความด้อยพัฒนา

ปัญหาการอพยพเป็นปัญหาของความด้อยพัฒนา

<อูโซ อีกูโน (ไนจีเรีย), สมัชชาคนไร้สัญชาติ, ค.ศ. 1982.>   แด่สหาย   สวัสดีทักทายจากโต๊ะทำงานไตรทวีป สถาบันวิจัยสังคม   เมื่อปี ค.ศ. 2014 องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ของสหประชาชาติ (UN) ได้ริเริ่มโครงการผู้โยกย้ายถิ่นที่หายไป...

การเลือกตั้งปี 2569 – กลยุทธ์ปฏิกิริยาตอบโต้แบบใหม่ของเอเชีย และอนาคตของการต่อต้าน

การเลือกตั้งปี 2569 – กลยุทธ์ปฏิกิริยาตอบโต้แบบใหม่ของเอเชีย และอนาคตของการต่อต้าน

การเคลื่อนไหวของกลุ่มขวาจัดในซีกโลกใต้ยังคงดำเนินต่อไป แต่แตกต่างจากกลุ่มขวาจัดในซีกโลกเหนืออย่างเช่น ทรัมป์ เลอ เพนน์ และฟาราจ แม้ว่าอนาคตจะดูมืดมนเพียงใด แต่ยังพอมีหญ้าเขียวแซกแซงปูนแห่งความเสื่อมโทรม

Elections 2026 – Asia’s New Reactionary Playbook & The Future of Resistance

Elections 2026 – Asia’s New Reactionary Playbook & The Future of Resistance

In the aftermath of the February 8th election, many of those on the left are nervously looking to a future that resembles Hun Sen’s Cambodia (CPP) or Modi’s India (BJP). While these examples operate in vastly different political landscapes, they share striking tactical similarities in neutralising opposition through legal, administrative, patronage network, and state institutional means. A new reactionary playbook is rapidly being developed and exported across the region.

แพ้ได้แต่อย่าตาย ผลเลือกตั้งปี 2569

แพ้ได้แต่อย่าตาย ผลเลือกตั้งปี 2569

ความพ่ายแพ้เป็นความรู้สึกที่คนจนในไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี สำหรับพวกเราในฝ่ายซ้ายแล้ว เราได้เห็นขบวนการของเราถูกกดขี่ คนถูกจับเข้าคุก หรือสังหารหมู่ หรือถูกอุ้มหายไปทีละวันจากบ้านของพวกเขา ความพ่ายแพ้นี้เป็นรสชาติที่คุ้นเคย รสชาติอันขมขื่น เหมือนกับยาขมที่ปู่ย่าใช้  ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เป็นความพ่ายแพ้อีกครั้ง

Defeat – Not Death – Election Results 2026

Defeat – Not Death – Election Results 2026

Defeat is a familiar feeling to the poor of Thailand. For those of us on the left, we have seen our movement repressed, our people jailed and killed en masse in the streets, our people disappeared one by one from their homes. Defeat is a familiar taste, a bitter taste, like traditional medicines from grandparents. The election result of the 8th of February 2026 was another defeat. 

แดง ส้ม และปฏิกิริยา: สามแยกการเลือกตั้งประเทศไทย

แดง ส้ม และปฏิกิริยา: สามแยกการเลือกตั้งประเทศไทย

ปัจจุบัน ภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยถูกกำหนดโดยการต่อสู้ของสามฝ่าย ได้แก่ ประชานิยมแบบก่อกวนของพรรคเพื่อไทย เสรีนิยมอุดมคติแบบตะวันตกของพรรคประชาชน และระบบอุปถัมภ์แบบอนุรักษ์นิยมของพรรคภูมิใจไทย

ประเทศในซีกโลกใต้ต้องการงานที่มีประสิทธิภาพ

ประเทศในซีกโลกใต้ต้องการงานที่มีประสิทธิภาพ

การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของอินเดียที่เริ่มต้นในทศวรรษ 1990 ส่งผลให้ภาคการผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง นโยบายอุตสาหกรรมต้องแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของการพึ่งพาและความไม่เท่าเทียมกัน เพื่อพลิกแนวโน้มนี้กลับและขยายการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพ แผนนโยบายต่างๆ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาได้วางภาระการพัฒนาอุตสาหกรรมไว้กับทุนต่างชาติ ผลที่ตามมาคือกระบวนการลดบทบาทของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องและการเติบโตของเศรษฐกิจภาคบริการ สหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปใช้ดินแดนอาณานิคมเพื่อสนับสนุนการสะสมอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศในซีกโลกใต้เช่นอินเดียนั้น เผชิญกับความท้าทายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเนื่องจากขาดความต้องการ นโยบายอุตสาหกรรมสำหรับอินเดียต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างงานที่มีประสิทธิภาพ การกระจายความมั่งคั่ง และการให้รัฐมีบทบาทที่สร้างสรรค์มากกว่าเพียงแค่การกำกับดูแล

The Bangkok Bubble – Farang Media

The Bangkok Bubble – Farang Media

Since the American War on Vietnam, Bangkok has been a key hub for international journalists and academics in Southeast Asia. It offers modern infrastructure, easy travel, and a high quality of life, allowing them to chopper into the periphery and return home for drinks. These advantages foster a professional environment removed from the region it purports to cover. Western expatriates operate engulfed within a certain elite social and informational milieu, often resulting in confused, racially essentialist coverage aligning with the interests of the moneyed Bangkok elite.