รากกำเนิดและพัฒนาการของระบบทุนนิยม

ถ้าเราเข้าใจอย่างคร่าว ๆ ว่า ระบบทุนนิยมคือระบบที่รีดเค้นความมั่งคั่งผ่านแรงงาน ในกรณีดังกล่าวเราก็จะเข้าใจได้ว่าระบบนี้เติบโตขึ้นมาอย่างไร และเราก็จะสามารถสืบสาวต้นกำเนิดและวิเคราะห์พัฒนาการอันต่อเนื่องของระบบทุนนิยมในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ การวิเคราะห์เช่นนี้จำเป็นต่อการทำความเข้าใจว่าเราจะตอบโต้ระบบทุนนิยมได้อย่างไรบ้าง โดยการดูว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การโต้กลับแบบใดบ้างที่ใช้ได้ผล เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมโต้กลับในวิถีทางใหม่ ๆ ได้ในอนาคต

พรมแดน

ระบบทุนนิยมไม่ใช่ระบบที่หยุดนิ่ง ลักษณะที่เป็นนิยามของระบบทุนนิยมคือการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและการขูดรีดความมั่งคั่งผ่านแรงงาน อย่างไรก็ตาม แนวทางการเป็นเจ้าของและการขูดรีดนั้นต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงตามเวลากับสถานที่ ทุนมองหาพรมแดนใหม่ ๆ ในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ทุนจะต้องเติบโตตลอดเวลาเพื่อเอาตัวรอด ดังนั้น หากเราดูพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของระบบทุนนิยม เราจะเห็นกระบวนการเสาะหาพรมแดนใหม่ ๆ และแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ ไว้เป็นแหล่งรีดเค้นผลกำไรใหม่ ๆ ตั้งแต่การเปลี่ยนทำที่ดินทำกินของชาวนาให้กลายมาเป็นของเอกชน (privatisation) ในศตวรรษที่ 18 ไปจนถึงการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลใน (cryptocurrencies) ในศตวรรษที่ 21

การล้อมรั้ว

ระบบทุนนิยมในอังกฤษเมื่อศตวรรษที่ 19 แตกต่างอย่างมากกับระบบทุนนิยมในกัมพูชาเมื่อศตวรรษที่ 21 เมื่อวิเคราะห์การขยายตัวของระบบทุนนิยมโลก เราจะเห็นได้ว่า เป็นเพราะอำนาจและการขยายตัวของจักรวรรดิอังกฤษในศตวรรษที่ 19 หลาย ๆ ลักษณะที่เป็นนิยามของของระบบทุนนิยมจึงสามารถสืบย้อนกลับไปได้ที่อังกฤษ

นักประวัติศาสตร์ฝ่ายซ้ายหลายคนเสนอว่า รากเหง้าของระบบทุนนิยมในปัจจุบันสามารถสืบรากย้อนกลับไปได้ถึงอังกฤษเมื่อช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ในช่วงเวลาดังกล่าว เจ้าที่ดินศักดินาเริ่มริเริ่มปฏิบัติการ “ล้อมรั้วสิ่งที่เป็นส่วนรวม” (enclosure of the commons) ของส่วนรวม (commons) ในที่นี้หมายถึง ที่ดินส่วนรวม/ทั่วไป (common) ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ โดยปกติแล้วแล้ว ที่ดินเหล่านี้เป็นที่ ๆ ชาวนาในชนบทอาศัยอยู่ และที่ดินเหล่านี้ถูกใช้เพื่อการปลูกพืชยังชีพและปศุสัตว์ และเมื่อนั้นเอง เจ้าที่ดินก็เริ่มอ้างสิทธิ์ในที่ดินเหล่านี้ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (private property) ของพวกเขาเอง โดยคิดค่าเช่าที่ดินที่ชาวนาอาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคน กลายเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (ในแบบที่เป็นทุนคงที่ fixed capital/passive-ผู้แปล) และปัจจัยการผลิตในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

พ่อค้า จักรวรรดิ และทุนนิยมอาณานิคม

ในช่วงยุคดังกล่าว เรายังสามารถเห็นได้ถึงการเติบโตของ ลัทธิพาณิชนิยม (Mercantilism) นี่คือกระบวนการรวมการค้า รัฐ และพ่อค้าเอกชน เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นรากฐานให้กับจักรวรรดิอาณานิคม กล่าวอย่างง่ายคือ ระบบดังกล่าวดำเนินไปในวิถีทางเช่นนี้:

คนงานผลิตสินค้าให้กระฎุมพี →

พ่อค้า (ซึ่งเป็นกระฎุมพีด้วย) ซื้อสินค้าเหล่านั้นจากกระฎุมพีด้วยกันเอง →

พ่อค้าขนส่งสินค้าและขายสินค้าในสถานที่อื่นเพื่อหากำไร →

รัฐหักภาษีส่วนหนึ่งจากกำไรเหล่านี้ →

พ่อค้านำผลกำไรเหล่านั้นกลับมาลงทุนโดยซื้อสินค้าเยอะขึ้นกว่าเดิม

เราจะแสดงให้เห็นตัวอย่าง โดยเน้นชนชั้นกระฎุมพีเป็นตัวหนา:

คนงานในไร่องุ่นผลิตไวน์ให้ เจ้าที่ดิน

เจ้าที่ดิน ขายไวน์ให้ พ่อค้า

จากนั้น พ่อค้า ก็นำไวน์ไปขายที่อื่นเพื่อหากำไร →

รัฐหักภาษีจาก พ่อค้า ในส่วนของกำไร →

จากนั้น พ่อค้า ก็จะนำกำไรที่เหลือไปลงทุนซื้อไวน์เพิ่มจาก เจ้าที่ดิน

การดำเนินและการทำงานของระบบนี้เป็นไปอย่างราบลื่นโดยการดูแลควบคุมของรัฐ นี่หมายความว่า รัฐขยายและปกป้องเส้นทางการค้าของตนจากกลุ่มอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ เช่น ผู้ค้าของประเทศอื่น ๆ และในขณะเดียวกันก็ออกกฎหมายรองรับ (enforce) กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลให้แก่ชนชั้นนายทุนซึ่งเป็นชนชั้นใหม่นี้โดยแลกกับการเก็บภาษี

นอกจากนั้น รัฐยังทำตามตามเป้าประสงค์ของทุน นั่นคือการเปิดพรมแดนใหม่ ๆ ให้กับทุน ตรงนี้เราก็จะเห็นได้ว่าลัทธิล่าอาณานิคมเกิดออกมาจากระบบทุนนิยมอย่างไร และรัฐก็จะยึดเขตแดนในนามของเหล่านายทุนเพื่อรีดเค้นกำไรจากระบบดังกล่าว

เราสามารถดูตัวอย่างได้จากการเติบโตของการล่าอาณานิคมในอินเดีย :

ขั้นที่ 1

คนงานชาวนาในอินเดียผลิตผ้าไหมให้กับเจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดีย →

พ่อค้าชาวอังกฤษเดินทางไปอินเดียเพื่อซื้อผ้าไหมจากเจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดีย→

พ่อค้าชาวอังกฤษนำผ้าไหมกลับไปขายที่อังกฤษ

* ใน ขั้นที่ 1 เจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดียก็รีดเค้นผลกำไรจากกระบวนการดังกล่าวเช่นกัน*

ขั้นที่ 2

รัฐอังกฤษริเริ่มขับไล่เจ้าที่ดินศักดินาชาวอินเดีย →

ที่ดินถูกนำมาแจกจ่าย ปล่อยเช่า หรือขายให้กับพ่อค้าชาวอังกฤษ →

ตอนนี้คนงานชาวนาในอินเดียผลิตผ้าไหมให้พ่อค้าชาวอังกฤษ →

พ่อค้าส่งออกผ้าไหมกลับไปยังอังกฤษเพื่อขาย →

ผลกำไรจากกระบวนการดังกล่าวจะถูกหักภาษีโดยรัฐอังกฤษ →

รัฐยังคงอำนวยการเสาะแสวงหาพรมแดนใหม่ ๆ ให้กับทุน

ในตัวอย่างนี้ เราจะเห็นการผสานรวมระหว่างอำนาจรัฐกับทุน ทั้งสองอย่างผูกโยงกันอย่างแนบแน่นเพื่อให้มีการขยายตัวเองอย่างต่อเนื่อง และควรตั้งข้อสังเกตด้วยว่า รัฐมักจะทำสงครามห้ำหั่นกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของตน จักรวรรดิยุโรปริเริ่มการค้าทาสจำนวนมากในมหาสมุทรแอตแลนติก จับชาวแอฟริกันตะวันตกมาเป็นทาสและใช้กำลังบังคับพวกเขาไปยังอเมริกาเพื่อไปทำงานในไร่ทาส (plantations)

ทุนอุตสาหกรรม

เมื่อมีการก่อตั้งจักรวรรดิอาณานิคมยุโรปขึ้นมา เราก็จะเริ่มมองเห็นรกรากของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 เนื่องจากมีการปิดล้อมสิ่งที่เป็นของส่วนรวม ประชาชนชาวอังกฤษจึงไม่สามารถทำการเกษตรและทำการผลิตแบบยังชีพ (subsistence) ได้อีกต่อไป ตอนนี้พวกเขาจำต้องซื้อสินค้าพื้นฐานผ่านทางตลาด ในขณะเดียวกัน การสะสมทุนจำนวนมหาศาลภายใต้ระบบการค้าขายช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการลงทุนในการพัฒนาเครื่องจักร ซึ่งทำให้เกิดศักยภาพในการผลิตสำหรับตลาดใหม่นี้ขึ้นมา การบรรจบกันของเหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมและเกิดระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมขึ้นในที่สุด

เริ่มมีโรงงานปรากฏขึ้นทั่วสหราชอาณาจักรและต่อมาก็ปรากฏขึ้นทั่วทั้งยุโรป โดยแปรรูปและผลิตวัตถุดิบที่นำเข้าจากประเทศใต้อาณานิคม ตัวอย่างโดยทั่วไปมีดังนี้:

ฝ้ายปลูกโดยทาสในอเมริกาในไร่ที่อังกฤษเป็นเจ้าของ →

จากนั้นเจ้าของไร่ทาสจะส่งออกฝ้ายไปทางตอนเหนือของอังกฤษ →

โรงงานในอังกฤษตอนเหนือจะทอผ้าฝ้ายเป็นเสื้อผ้า →

จากนั้นเสื้อผ้าจะถูกขายไปทั่วประเทศและส่งออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในจักรวรรดิ →

ผลกำไรจากขั้นตอนเหล่านี้จะถูกเก็บภาษีเพื่อให้รัฐสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและเพื่ออำนวยการเสาะแสวงหาพรมแดนใหม่ ๆ ให้ทุนได้ขยายตัวต่อไป

การเงิน

การเติบโตของอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักรนำไปสู่พัฒนาการครั้งใหญ่ของระบบการเงินและสินเชื่อในขณะที่ทุนเองก็เสาะแสวงหาพรมแดนใหม่ ๆ ในการพัฒนาระบบตัวเอง บริการต่าง ๆ ที่ธนาคารนำเสนอ เช่น การลงทุนด้านความปลอดภัย เช็ค แผนประกันภัยที่ซับซ้อน รวมไปถึงการคุ้มครองเงินเบิกเกินบัญชี ต่างถูกนำเข้ามาใช้ กระบวนการแยกทุนออกจากวัตถุจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ตัวอย่างเช่น ในช่วงแรก ๆ ที่ทุนนิยมกำเนิดขึ้น ทุนของคุณก็คงจะเป็น :

พื้นที่เพาะปลูก โรงงาน หรือเรือ เป็นต้น

เมื่อวันเวลาผ่านไป ทุนนิยมก็ถูกทำให้กลายเป็นการเงิน (financialisation) ดังนั้นทุนของคุณก็อาจเป็น:

หุ้นในบริษัทที่เป็นหนี้ในที่ดินทำกินหลายแห่ง

การทดลองเหล่านี้ทั้งในด้านการเงินและการแยกความมั่งคั่งออกจากทุนวัตถุ ทำให้ระบบการเงินมีขนาดใหญ่เทอะทะและไม่อาจคาดเดาได้ นำไปสู่การล่มของตลาดหุ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะการล่มของตลาดหุ้นในปี ค.ศ. 1929 ที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่

เศรษฐกิจแบบผสม เสรีนิยมใหม่ และโลกาภิวัตน์

ภายหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การผงาดขึ้นของสหภาพโซเวียต และความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศทุนนิยมจำนวนมากเลือกที่จะนำเศรษฐกิจแบบผสมเข้ามาใช้ โดยรัฐจะเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมหลัก ๆ บางอย่าง เพื่อปกป้องตัวเองจากกลไกตลาดการเงินที่ผันผวน และจัดสรรรัฐสวัสดิการเป็นการสนับสนุนขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชน นี่เป็นแนวทางพยายามจำกัดทุน ควบคุม และจัดการทุน อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวนำไปสู่การใช้จ่ายอย่างมหาศาลของรัฐและนำไปสู่การใช้ระบบราชการมาจำกัดตลาด และในช่วงทศวรรษ 1970 ความล้มเหลวของตลาดได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจแบบผสมของตะวันตก

สหราชอาณาจักรซึ่งเป็นผู้ริเริ่มระบบทุนนิยมนี้เมื่อหลายศตวรรษก่อน เป็นผู้นำในการโต้กลับวิกฤตการณ์ดังกล่าว นโยบายเสรีนิยมใหม่ถูกนำมาใช้ แนวทางดังกล่าวพยายามกลับหัวกลับหางแนวทางเศรษฐกิจแบบผสมและทำให้ตลาดกลายเป็นระบบการเงินอย่างสุดขั้ว (hyper-financialise) โดยกีดกันรัฐออกจากวิสาหกิจและทำลายระบบสวัสดิการ

หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ขยายตัวไปสู่ระดับนานาชาติอย่างเต็มกำลัง ทุนได้ค้นพบและเปิดพรมแดนใหม่ ๆ อีกครั้ง มีการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีทั่วโลกเพื่อให้สินค้าและเงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระเสรีไปทั่วโลก ตอนนี้เราสามารถปลูกสัปปะรดในประเทศไทย แพ็คใส่กระป๋องในอินเดียและขายในเยอรมนีได้โดยแทบไม่มีข้อจำกัดด้านภาษีหรือข้อจำกัดด้านพรมแดน เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันในนามโลกาภิวัตน์ โลกที่ไร้พรมแดนสำหรับทุน

นี่อาจฟังดูคล้ายระบบทุนนิยมอาณานิคมในยุคแรก ๆ ซึ่งหลายแง่มุมมันก็เป็นเช่นนั้น แต่ที่ต่างก็คือ รัฐไม่จำเป็นต้องปกป้องและบังคับใช้ระบบนี้ในแบบเดิมอีกต่อไป ก่อนหน้านี้รัฐจะปกป้องผลประโยชน์ของทุนในประเทศของตนจากรัฐอื่น อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 21 เราจะเห็นได้ถึงการอ้าแขนรับทุนที่ขยายตัวไปทั่วโลก หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็ไม่มีอำนาจแข็งข้อใด ๆ ที่จะมาต่อกรกับระบบทุนนี้อีก

เมื่อเป็นเช่นนี้ อุตสาหกรรมจักรกลในยุโรปและอเมริกาจึงเคลื่อนย้ายไปยังที่ ๆ ค่าแรงถูกกว่าและสร้างผลกำไรมากกว่าที่เดิม อุตสาหกรรมจำนวนมากในตะวันตกได้หายไปเรื่อย ๆ โดยบรรดาโรงงานและอุตสาหกรรมทั้งหมดหายไปภายในหนึ่งทศวรรษ และบทบาทของรัฐก็ลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ

พรมแดนใหม่

ทุกวันนี้ก็ดังเช่นที่แล้วมา ทุนนิยมกำลังเสาะแสวงหาพรมแดนใหม่ ๆ เรากำลังเข้าใกล้จุดที่นโยบายเสรีนิยมใหม่รีดเค้นความมั่งคั่งออกมาให้ได้มากที่สุดโดยไม่ล่มสลายและเคลื่อนไปสู่ระบบใหม่ดังที่เคยเกิดขึ้นมาในทุกขั้นตอนของประวัติศาสตร์ หลายคนตั้งทฤษฎีว่าอะไรคือขั้นถัดไปของทุนนิยม บางคนเสนอว่า ระบบทุนนิยมดิจิทัลหรือศักดินาเทคโน (techno-fuedalism) คืออนาคต อันเนื่องมาจากการเติบโตขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลและบล็อกเชน (blockchain) ในขณะที่คนอื่น ๆ ชี้ว่า พรมแดนใหม่คือทุนนิยมจีนหรือสังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน ส่วนคนที่มองโลกในแง่ดีกว่านั้นอาจจะเสนอว่า ระบบทุนนิยมสีเขียวหรือทุนนิยมรักษ์โลกอาจกลายเป็นขั้นถัดไปที่จะถูกนำมาใช้โต้กลับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว ทุนนิยมก็เปลี่ยนแปลงและปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขของตัวเองได้อยู่เสมอ บางครั้งสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นผ่านความเป็นผู้กระทำของมนุษย์ ผ่านรัฐ หรือตลาด แต่หลังจากยุคเสรีนิยมใหม่ อันเป็นยุคที่บทบาทของรัฐลดน้อยลงเรื่อย ๆ และมีการเปลี่ยนตลาดให้กลายมาเป็นระบบการเงินอย่างเต็มรูปแบบ ดูเหมือนว่า ความเป็นผู้กระทำของมนุษย์ต่อทุนทั้งหมดพ่ายแพ้ให้แก่อัลกอริทึมของตลาด เห็นได้ชัดจากการที่รัฐแทบไม่ได้แทรกแซงตลาดเลยในช่วงที่โควิด (Covid 19) แพร่ระบาด

จากการสืบรากเหง้าประวัติศาสตร์ของทุน เราสามารถวิเคราะห์การโต้กลับทุนได้ดียิ่งขึ้น นับตั้งแต่การปฏิวัติรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1917 ขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมเมื่อทศวรรษ 1950 ในประเทศใต้อาณานิคม การล่มสลายของพรรคสังคมนิยมในยุโรปเมื่อทศวรรษ 1970 ตลอดจนถึงการเติบโตของลัทธิเหมา (Maoism) ในประเทศจีนตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของสังคมนิยมก็คือการล้มล้างทุนนิยม ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจว่าเราจะทำให้ดีที่สุดได้อย่างไร เราต้องเข้าใจอย่างกระจ่างชัดก่อนว่า เรากำลังสู้อยู่กับอะไร และสิ่งที่เรากำลังสู้นั้นมันสามารถปรับตัวได้อย่างไร

 

 

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้