บาปกำเนิดชนชั้นกลาง

by | Jul 17, 2022 | Articles บทความ, ความคิดเห็น Opinion, ไทย

ต้นฉบับ : สหายS!nk

“บาปกำเนิด” (Original sin) หรือ ในบางแขนงของความเชื่อคริสตชน เรียกว่า “ปฐมบาป” เป็นความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีบาปติดตัวมาตั้งแต่เกิด (อันเป็นผลจากการที่มนุษย์คู่แรกของโลก อดัม-อีฟส์ ได้ “ก่อกบฏ” ต่อพระเจ้าด้วยการกินผลไม้ต้องห้าม)  ความไม่สมบูรณ์แบบเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นแล้วมนุษย์เรามีหน้าที่ต้องใช้ชีวิตในการอยู่ในศีลธรรม มีหน้าที่ต้องตักเตือน, อยู่ห่าง หรือ แม้แต่กำจัดผู้คนที่ “ไม่มีศีลธรรม” ให้ออกไปจากเส้นทางอันบริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์

ซึ่งตัวผมเองไม่ใช่คริสตชน แล้วก็ไม่ได้หมายว่าจะสอนพระคัมภีร์ในบทความนี้ แต่จะขอยกวลีนี้มาใช้ในการเปรียบเทียบให้เห็นถึงทัศนคติของชนชั้นกลางฝ่ายก้าวหน้าที่มีต่อตัวเอง กล่าวคือ เมื่อเราได้เกิด “ความตาสว่างทางการเมือง” ขึ้นมา โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากการมีอุดมการณ์แบบ “รัฐไทย” (หรือ เรียกกว้าง ๆ ว่า อนุรักษ์นิยม/สลิ่ม) ไปสู่การมีอุดมการณ์แบบรัฐอเมริกัน (เรียกกว้าง ๆ ว่า เสรีนิยม) แล้วเริ่มมองเห็นว่าระบบทางเศรษฐกิจสังคมของไทยเรานั้น วางอยู่บนการกดขี่ขูดรีดคนจน เพื่อเอาทรัพยากรไปปรนเปรอให้กับคนรวย ซึ่งในสำหรับผู้ที่เป็นชนชั้นกลางแล้ว ก็จะเริ่มตระหนักขึ้นมาว่า ตัวเองก็เป็นส่วนนึงของระบบที่กดขี่ดังกล่าว และ ทั้งได้รับประโยชน์รวมไปถึงผลเสียไปในขณะเดียวกัน

เมื่อตระหนักได้ดังนี้แล้ว เราจะเห็นได้จะในโลกออนไลน์ว่าประเด็นของความ “พรีวิลเลจ” (privilege) เป็นหัวข้อที่มักมีการพูดถึงโดยชนชั้นกลางอยู่บ่อยๆ เช่น รู้มั้ยว่าการที่บ้านมีแอร์เป็นพรีวิลลเจ สงสารคนจนบ้างมั้ย,การมีไอโฟนเป็นพรีวิลเลจ, การมีห้องครัวที่บ้านและทำอาหารกินเองได้เป็นพรีวิลเลจ, การมีเงินไปฟิตเนสเป็นพรีวิลเลจ ฯลฯ

ปฏิกริยาโต้ตอบต่อบาปกำเนิด หรือ ในที่นี้คือพรีวิลเลจก็มีได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเมินเฉย การพยายามปฏิเสธ การพยายามตีความว่าสังคมที่มีการขูดรีดกันอย่างหนักหน่วงในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรืออย่างสุดท้าย คือ การพยายาม ”ไถ่บาป” ความเป็นชนชั้นกลางของตัวเอง ด้วยการออกตัวปกป้องพรรคการเมืองฝ่ายขวาที่เป็นทั้งอนุรักษ์นิยมและเสรีนิยมใหม่บางพรรค โดยเป็นการปกป้องอย่างเลยเถิด ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็รู้ว่าself censor คือ ปัญหารากฐานของสังคมไทย และ ก็ออกตัววิพากษ์สถาบันฯมาโดยตลอด แต่พอเมื่อ “พรรค” มีทีท่าจะไม่ผลักดันเรื่องนี้ก็กลายเป็นว่า กลุ่มคนดังกล่าวก็ไปอาละวาดโจมตีซ้ำเติมนักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยที่ออกมาต่อสู้ในประเด็นself censor (ในประเด็นของการกระทำแบบเสรีนิยมใหม่ของพรรคก็เช่นกัน) นอกจากนี้ยังมักมีแนวโน้มยกให้พรรคและบุคคลสำคัญของพรรคเป็น “บุคคลอันล่วงละเมิดมิได้” กลายเป็นว่าการตั้งคำถามเและการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่ความสำคัญเชิงหลักการ แต่เป็นแค่ข้ออ้างที่ว่าไว้ใช้กับ พรรค/บุคคล ที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้น

ซึ่งการออกตัวสนับสนุนพรรคการเมืองในเชิงยุทธิวิธี, ยุทธศาสตร์ เฉพาะกาลผมว่าเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่การทำตัวเป็น 

“นางแบก” และละทิ้งหลักการ,ความถูกต้อง,เหตุผล ของตัวเองลงและเปลี่ยนทิศทางทางการเมืองจากหน้ามือเป็นหลังมือนี้ ผมคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าสนใจ และ น่าทำความเข้าใจอย่างมาก

ข้อเสนอของผม คือ สิ่งนี้น่าจะเป็นปฏิกริยาอันมีแรงผลักดันจาก “บาปกำเนิดชนชั้นกลาง” ดังนั้น พวกเขาจึงต้องการจะ “แสดงตน” ว่าเป็นฝ่ายเดียวกับชนชั้นล่าง, ชนชั้นกรรมาชีพ แต่ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นก็คือ 

1.พรรคการเมือง ไม่เท่ากับ มวลชนที่เลือกพรรคการเมืองนั้น 

การที่เรามี Emphatyต่อ ประชาชนกลุ่มไหนไม่ได้จำเป็นว่าเราต้องเห็นด้วยกับทัศนคติทางการเมืองของคนกลุ่มนั้น ตัวอย่าง เช่น ผมมี  Emphaty ต่อพี่น้องมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้หมายความว่าผมต้องเห็นด้วยกับหลักการของศาสนาอิสลาม หรือ วิธีที่พวกเขาใช้ 

  1. หลายครั้งพรรคการเมืองก็เป็นอิสระจากการควบคุมของมวลชน

หมายความว่าหลายครั้งการตัดสินใจ, ทัศนคติ และ นโยบายของพรรคการเมืองก็ไม่ได้มาจากการตัดสินใจหรือเสนอแบบ “ล่างขึ้นบน” หากแต่เป็นแบบ “Top-down” ซึ่งฝั่งมวลชนผู้สนับสนุนเองถ้าไม่ได้มีตำแหน่งในพรรคก็ไม่ได้มีอำนาจในการเสนอ แก้ไข ต่อรอง อาจจะมีคนแย้งขึ้นมาว่า “ถ้าคนไม่ชอบก็จะไม่เลือกไปเอง” แต่นั่นเป็นคนละประเด็นกัน ประเด็นที่ผมจะสื่อก็ คือ การปฏิบัติต่อพรรคการเมืองราวกับว่ามีความ “เท่าเทียม” กับ มวลชนแห่งพรรค หรือ การเหมารวมว่าทั้งพรรคและผู้เลือกเป็นเนื้อเดียวกัน  เป็นการสำคัญผิดว่า “สัญญะ” นั้นเท่าเทียมกับ “ความจริง/ของจริง” สำคัญว่า “ตัวแทน” นั้นเป็นสิ่งทัดเทียมกับ “ตัวจริง”

  1. ต่อให้เป็นพรรคที่มีประชาชนสนับสนุนเยอะ ก็ไม่ได้แปลว่าจะตัดสินใจผิดพลาดไม่ได้
  2. การวิจารณ์การตัดสินใจของมวลชนเป็นสิ่งที่กระทำได้ และ จำเป็นต้องทำ ไม่ต่างจากการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันที่ทรงอำนาจอื่น ๆ 

เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ของชาวยิวที่นับถือศาสนาคริสต์ ต้องทำตัวให้เป็น “คริสเตียนยิ่งกว่าคริสเตียน” 

เช่นเดียวกับที่ ม้า อรนภา, ครูลิลลี่, เสรี วงษ์มณฑา จะต้องทำตัวให้เป็น “อนุรักษ์นิยมยิ่งกว่าอนุรักษ์นิยม” 

หลายครั้งแรงผลักดันของการแสวงหาการยอมรับนั้นมากจนบดบังหลักการ และ เหตุผลที่ควรจะเป็น เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกันกับการมีบาปกำเนิดเกิดในชนชั้นกลาง .. สิ่งสำคัญที่อยากจะชี้ คือ เราต้องแสวงหาการยอมรับอย่างเลยเถิดก็เพราะเรามองไม่เห็นความสำคัญของตำแหน่งแห่งที่ตัวเอง เมื่อเราปฏิเสธตัวเองอย่างหมดจด เราจึงต้องถูกผลักให้แสวงหาการยอมรับจนลืมหลักการ 

ในกรณีการเป็นชนชั้นกลาง จริงอยู่ที่มันแย่ที่เรามีพรีวิลเลจ เรามีข้อได้เปรียบทางสังคมอันมาจากการขูดรีดคนอื่น แต่แทนที่เราจะปฏิเสธตัวเองอย่างหมดจดว่าเราไม่มีอะไรที่ใช้การได้เลย เราควรมาดูว่าแล้ว “ความได้เปรียบ” ที่เราได้มานั้นทำให้เรามีภารกิจที่จำเพาะอย่างไรในสนามการต่อสู้ทางชนชั้นนี้ได้บ้าง เช่น เราเป็นชนชั้นกลาง แน่นอนว่าเราย่อมมีโอกาสสูงกว่าชนชั้นกรรมาชีพอยู่แล้วที่จะเข้าถึงการศึกษา หรือ ได้รู้จักโลกกว้าง มีเวลาได้ครุ่นคิดทบทวนถึงหลักการ และ เหตุผล เราก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปให้กับชนชั้นกรรมาชีพ ในรูปแบบของการทำงานจัดตั้ง, ทำกลุ่มศึกษา, สร้างความตระหนักรู้, จัดการอบรม, ทำสื่อ ฯลฯ 

เช่นเดียวกัน ทางฝั่งชนชั้นกรรมาชีพเองก็ทำหลายสิ่งที่พวกเราเองก็ไม่ได้มีความถนัด หรือ โอกาสที่จะทำขนาดนั้น เช่น กรณีม๊อบดินแดง, การนัดหยุดงานในโรงงานต่างๆ,การทำงานภาคสนามลงพื้นที่ในบางกรณี และ ที่สำคัญด้วยชนชั้นของเขา เขาย่อมมีใจต่อการทุ่มเทเพื่อการปฏิวัติมากกว่าเราด้วยประสบการณ์การถูกขูดรีดโดยตรงของเขาเอง ซึ่งจุดนี้ก็เป็นจุดอ่อนของชนชั้นกลาง ที่เราควรเรียนรู้จากพวกเขา 

และที่สำคัญ คือ การปฏิบัติกับชนชั้นกรรมาชีพ ”อย่างเท่าเทียม” หมายความว่าเราก็ต้องกล้าวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่พวกเขาเข้าใจผิด แน่นอนว่าเราเองก็ต้องฟังคำวิจารณ์ของเขา และ มาพิจารณาเช่นกัน ด้วยวิธีนี้ Solidarity (ความสามัคคี) ของฝั่ง 99% ย่อมบังเกิด การปฏิบัติต่อพวกเขาราวกับเป็น “เด็กไร้เดียงสา” ที่เราจะแตะต้องไม่ได้ เราต้องตามใจ เราต้องเห็นด้วยทุกการตัดสินใจของเขา เป็นการเหยียดชนชั้นในอีกรูปแบบนึง นอกจากนั้นยังเป็นการ “เสีย” ข้อได้เปรียบที่พวกเราพึงมีไว้ใช้ในการสนับสนุนการต่อสู้ การปฏิวัติไปอย่างน่าเสียดาย

อย่าลดทอนตัวเองให้เป็นเพียงแค่ “Active citizen ที่มีหน้าที่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งตอนรัฐบาลสั่ง” เท่านั้น ในเมื่อพวกเราทำได้มากกว่านั้น  ฟรีดริช เองเกลส์ (Friedrich Engels) เองก็หาใช่กรรมาชีพ แต่เป็นเจ้าของโรงงานขนาดใหญ่ , เช กูวารา (Che Guevara) ก็มาจากตระกูลสูงและร่ำรวย “ปีเตอร์ โครพอร์ตกิน (Peter kropotkin)” นักอนาธิปไตยในตำนาน ก็เป็นถึงเจ้าชายจากราชวงศ์รัสเซีย แต่แทนที่พวกเขาจะลดทอนตัวเองเหลือเพียง “พลเมืองดีหย่อนบัตร” หรือ “เดินหลับตาตามหลังมวลชนเพื่อให้ได้รับการยอมรับ” พวกเขากลับเลือกที่จะค้นคว้า,นำเสนอ รวมไปถึงลงมือปฏิบัติ ในการมุ่งไปสู่สังคมที่จะเป็นประโยชน์ต่อชนชั้นกรรมาชีพ และ คนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

ไม่มีพระผู้ไถ่คนไหนจะมาไถ่บาปกำเนิดนี้ให้ท่านได้

แต่ถ้าท่านได้หลอมรวมตัวเองลงไปในสายธารแห่งการปฏิวัติแล้ว

บาปใดเล่า จะสามารถติดตัวท่าน

 

ขอให้ทุกท่านหาตำแหน่งแห่งที่ในการปฏิวัติ ของตัวท่านเองเจอ

 

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?