เพื่อไทย – ประชานิยมชาวนาสีรุ้ง

by | Dec 8, 2025 | Articles บทความ, Featured ไทย, ความคิดเห็น Opinion, ทฤษฎี Theory, เศรษฐศาสตร์ Economics, ไทย

พรรคเพื่อไทยทำให้ชนชั้นอุดมปัญญาล้นเกินต้องปวดหัวมาอย่างยาวนาน  สำหรับชนชั้นนำผู้ปกครองประเทศไทยแล้ว เพื่อไทยเป็นภัยคุกคามอยู่เสมอ พรรคที่มีทั้งแรงพลังอันเข้มแข็งในทางทุนทรัพย์และฐานผู้สนับสนุนที่อุทิศตนเคลื่อนไหว  สำหรับนักวิชาการแล้ว เพื่อไทยต้านขนบการนิยามใดๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าขนาดที่นักรัฐศาสตร์ไม่สามารถจัดหมวดหมู่พรรคได้ พรรคที่เป็นทั้งขบวนการเคลื่อนไหวประชานิยมซ้ายที่หนุนโดยชาวนากับเครือข่ายพันธมิตรนายทุนใหญ่ในเมือง พวกเขาแหกกฎหลายข้อเกินไป  นักเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถก้าวข้ามข้อขัดแย้งเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่แม้พรรคจะแปรรูปโครงสร้างพื้นฐานของรัฐให้เป็นเอกชน แต่ขณะเดียวกันกลับลงทุนสร้างและเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของรัฐจำนวนมหาศาลขึ้นมาได้  พรรคเป็นทั้งกลุ่มชาตินิยมผู้ถูกลงโทษในกระบวนการยุติธรรม แต่ก็ โว้ก และก้าวหน้าในประเด็นทางสังคมไปในเวลาเดียวกัน  เพื่อไทยทำให้คอมมิวนิสต์หมวกเขียวและเจ้าพ่อเจ้าแม่อสังหานาฬิกาหรูยืนเคียงกันในฐานะแนวร่วม เมื่อพิจารณาจากทุกกฏการเมืองในศตวรรษที่ 21 แล้ว พรรคนี้ไม่ควรมีอยู่ พรรคนี้ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม พรรคสามารถสร้างกระบวนทัศน์หรือชุดความคิดที่คนมักเข้าใจผิดนี้ ให้เกิดขึ้นมาได้

เมื่ออารมณ์ของซีกโลกใต้กำลังเปลี่ยนไปเป็นกระบวนทัศน์แบบใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ จากพัฒนาการของบริคส์ (BRICS) แนวร่วมหลายประเทศที่กำลังเปลี่ยนแนวร่วมการค้าให้ไปไกลกว่าตลาดที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลาง และข้อเรียกร้องใหม่ๆ เพื่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจ รัฐอย่างเบอร์กินา ฟาโซ (Burkina Faso) เม็กซิโกและจีนกำลังทดลองโมเดลใหม่ที่ฉีกตำรารัฐศาสตร์  ในหลายๆ ทาง วิสัยทัศน์ของเพื่อไทยนั้นก้าวพ้นยุคสมัย จากยุคทองของพรรคในปี 2001 – 2006 (พ.ศ. ๒๕๔๔ – ๒๕๔๙) แต่พรรคก็ยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ และทำให้เราได้เข้าใจอนาคตอีกทาง กระบวนทัศน์อีกทางหนึ่ง

จุดกำเนิด

ธงทักษิณ

ตั้งแต่กำเนิดของขบวนการทางการเมืองไทยสมัยใหม่ สมัยรัฐประหารสฤษดิ์ในปี 1957 (พ.ศ. ๒๕๐๐) จนถึงทุกวันนี้อำนาจในราชอาณาจักรแห่งนี้ถูกผูกขาดไว้โดยกลุ่มชนชั้นนำแคบๆ ที่เชื่อมโยงกัน ราชวงศ์ กองทัพ และเศรษฐีเก่า ภาคธุรกิจอภิสิทธิ์ชน  พันธมิตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสงครามเย็นและยังคงดำรงอยู่หลังปักกิ่งถอนการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  พูดสั้นๆ ก็คือความจำเป็นในการดำรงอยู่ขององคาพยพฝ่ายขวาแบบดังกล่าวนั้นไม่เหลืออยู่แล้ว  ทุกวันนี้มันทำหน้าที่เป็นกลไกรัฐ ที่อธิบายได้แค่ว่าเชื่องช้า มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม เน้นอำมาตยาธิปไตย และไม่มีความสามารถพื้นฐานที่จะอำนวยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือการปรับให้เป็นเศรษฐกิจยุคใหม่ได้  ความเทอะทะของระบบนี้เห็นได้ชัดในเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร เมืองที่ขยายตัวจนเกินขีดความสามารถของตัวเอง คอยสูบกินความมั่งคั่งและแรงงาน สร้างสุญญากาศทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศ  ระหว่างที่กรุงเทพฯ เปิดฟ้าต้อนรับขบวนรถไฟ ณ รุ่งสหสวรรษใหม่ เมืองอื่นๆ ยังไม่แม้แต่จะเห็นรถโดยสารในพื้นที่

วิกฤตที่แท้จริงครั้งแรกที่แนวร่วมนี้เผชิญหลังสงครามเย็นคือ การล่มสลายทางการเงินในวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี ๔๐ ที่เผยให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพของชนชั้นนำตามขนบและสร้างโอกาสให้นายทุนในประเทศหน้าใหม่ได้ก้าวขึ้นมา  กลุ่มการเมืองนี้เห็นว่ารัฐเก่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างผลกำไร เรียกร้องให้รัฐมีบทบาทในการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาจังหวัดรอบนอกที่ถูกสาดโคลน ผ่านการกระจายความมั่งคั่งจากกรุงเทพฯ ออกไป  เพื่อไทยถือกำเนิดมาจากจุดนี้นี่เอง

แนวร่วมใหม่เกิดขึ้นมาใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร นายทุนชนชั้นนำจากต่างจังหวัด สร้างทรัพย์สมบัติมหาศาลของตัวเองขึ้นมาจากธุรกิจการสื่อสารในยุคทศวรรษ 1990 ที่เทคโนโลยีเฟื่องฟู  แรกเริ่มเดิมที พรรคนี้ตั้งขึ้นมาในชื่อไทยรักไทย  หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือการสร้างเครือข่ายการร่วมมือระหว่างชนชั้นที่แท้จริง ต่อให้มันจะดูประหลาดก็ตาม  ความจำเป็นทางเศรษฐกิจของชนชั้นกระฎุมพีใหม่สอดคล้องกับความต้องการทางวัตถุของมวลชนอย่างสมบูรณ์ พวกเขาสร้างฐานที่รวมการต่อต้านเครือข่ายอภิสิทธิ์ชน-ทหารอันเทอะทะ  ทักษิณรวบรวมและเชื่อมฐานพรรคของตนจากตัวการทางการเมืองหลากหลายฝ่าย ทั้งทหาร นักธุรกิจชนชั้นนำ อดีตคอมมิวนิสต์ผู้ต่อต้าน และนักวิชาการที่เล่าเรียนมาจากตะวันตก

พรรคนี้วางตัวให้ตอบโจทย์ชนชั้นแรงงานในชนบทที่ถูกมองข้ามละเลย กลุ่มคนที่นับตั้งแต่ขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการเคลื่อนไหวชาวนาสูญสิ้นก็เดือดร้อนในความเงียบงันมาหลายทศวรรษ  ภายใต้ระเบียบการปกครองก่อนหน้า คะแนนเสียงของมวลชนถูกบดขยี้ อำนาจการเลือกตั้งของพวกเขายังไม่ถูกใช้เท่าที่ควร  อดีตคอมมิวนิสต์ผู้ต่อต้านผันตนเป็นนักวิชาการ ชี้แนะจากนักเศรษฐศาสตร์ชนชั้นนำ พวกเขาทำงานร่วมกันให้เกิดแถลงการณ์ประชานิยม (populist manifesto) ที่ให้คำมั่นว่าทุกคนจะเข้าถึงบริการสาธารณสุข ชาวนาได้พักหนี้สามปี และมีเงินทุนพัฒนาหมู่บ้านที่ท้องถิ่นบริหารได้เอง 1 ล้านบาท

จักวรรดิโทรคมนาคมของทักษิณกลายเป็นเครื่องมือสำหรับการเลือกตั้ง ใช้กระจายสารของพรรคทั่วราชอาณาจักร  ถึงแม้ทักษิณจะเป็นชนชั้นนำทางการเมืองและทางธุรกิจ แต่ภูมิหลังคนเหนือของเขาก็สามารถนำเสนอภาพนักปฏิบัตินิยมที่คอยดูแลเอาใจใส่ เป็นคนที่จะสู้กับชนชั้นนำชื่อกระฉ่อนของกรุงเทพฯ แทนชาวนาในชนบท  นั่นเป็นครั้งแรกที่คนคนหนึ่งไม่ได้พูดกับคนจนจากจุดยืนของการเมืองศีลธรรม แต่พูดจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจในฐานะชนชั้นหนึ่ง  พรรคชนะแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของพวกเขาในปี 2001 (พ.ศ. ๒๕๕๔) และตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคขนาดกลางและรับเอาพรรคเล็กต่างๆ มารวมอยู่ในไทยรักไทย  พรรคประชาธิปัตย์ที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ของการเมืองไทยถูกทิ้งห่างในฐานะพรรคฝ่ายค้านให้ขายหน้า

สิ่งที่ลงมือทำ

ธงอุงอิ้ง

นโยบายอย่างบัตรทอง 30 บาทประกันสุขภาพถ้วนหน้า และกองทุนหมู่บ้าน 1 บ้านหาใช่การอุปถัมภ์ตามนิยามเชิงขนบไม่ หากแต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ข้ามหน้าข้ามตาระบบราชการเทอะทะเก่าแก่ หันมาสร้างความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับมวลชน  การกระจายความมั่งคั่งเป็นทั้งประเด็นทางภูมิศาสตร์และชนชั้น สิ่งนี้ทำให้เกิดรูปแบบการมีส่วนร่วมการเมืองใหม่ที่จับต้องได้  ผู้ประสงค์ร้ายร้ายก็คอยแต่พร่ำบอกว่าพรรคนี้ซื้อเสียง ทว่าอันที่จริง การเคลื่อนไหวเหล่านั้นรวมตัวจัดตั้งกันขึ้นเอง  เหตุเพราะนโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาในลักษณะที่ทำให้ชุมชนและผู้นำท้องถิ่นในต่างจังหวัดได้ตัดสินใจเองว่าจะดำเนินการนโยบายอย่างไรบ้าง  บ้างก็เลือกที่จะลงทุนทางการเมืองและเศรษฐกิจก้อนใหม่ไปกับรถโรงเรียน บ้างก็พัฒนาพื้นที่ตลาดท้องถิ่น หรือสร้างอาคารหรือเครื่องมือสำหรับบริการสาธารณสุข นี่ไม่แค่การกระจายความมั่งคั่ง แต่ยังกระจายอำนาจการตัดสินใจด้วย

สิ่งที่นโยบายเหล่านี้ทำ แท้ที่จริงแล้วคือการทำให้เศษซากความสัมพันธ์กึ่งศักดินาในชนบทสลายไป ผนวกการเกษตรและชนบทให้เข้ากับตลาดของประเทศ รวมถึงทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่สมัยใหม่  จากการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ การไหลของกระแสทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นทำให้ชนชั้นกระฎุมพีที่หิวกระหายตั้งใจแยกจากกลุ่มตัวเอง (ใกล้กับกลุ่มราชวงศ์-ทหารรุ่นเก่า) หันมาเข้าร่วมโครงการของเพื่อไทย  เกิดแรงงานและชาวนาผู้ไม่ได้ถูกทำให้เป็นชนชั้นล่างที่ทุกข์ระทมอีกต่อไป เพราะการเป็นเกษตรกรหรือการทำงานในต่างจังหวัดนั้นได้กลายเป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจข้อหนึ่งที่เป็นไปได้แล้ว  พูดสั้นๆ ก็คือความร่วมมือกันระหว่างชนชั้นครั้งนี้ ทำให้เกิดชนชั้นใหม่ทั้งนายทุนชนชั้นนำและชนชั้นชาวนาที่ชีวิตทางวัตถุของทั้งคู่ต่างดีขึ้น มีการรวมตัวจัดตั้งทางการเมืองมากขึ้น และต่างรับรู้ผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน

ในปี 2023 (พ.ศ. ๒๕๖๖) เรากล่าวว่า:

เส้นแบ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งระหว่างเมืองและชนบท ที่หลายคนก็เบื่อหน่ายในการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงครั้งแล้วครั้งเล่านั้น ก็ยังคงเป็นความขัดแย้งปรปักษ์หลักของประเทศไทยอยู่เช่นเดิม ซ้ำทับลงไปด้วยการที่ประชาชนจากชนบทที่เคลื่อนตัวเข้าไปทำงาน ณ ใจกลางเมือง โดยที่ใช้เวลาหลายทศวรรษก้มหน้าอยู่ใจกลางเมืองแต่หาได้ถูกโอบรับอย่างเต็มที่ไม่ ความฝันของคนส่วนใหญ่ จึงยังเป็นเรื่องของการกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดอย่างมีเกียรติมีศรีอยู่ดี ใจกลางของประเด็นดังกล่าวนี้ (ควร)เป็นเรื่องที่มีลักษณะตั้งอยู่บนฐานคิดทางชนชั้น ใครและแรงงานแบบใดที่จะขายได้ และขายได้ ณ ที่แห่งไหน ภายใต้เงื่อนไขและสภาพการทำงานอย่างใด?

ผ่านการทำความเข้าใจหลักการดังกล่าว เราจะมองเห็นว่าโครงการของเพื่อไทยที่เสริมศักยภาพให้ชนบทไม่เพียงจำกัดอยู่แค่การเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทแต่เพียงเท่านั้น ในบริบทของไทย การพัฒนาสภาพการทำงานของกรรมกรโรงงานเมืองเริ่มต้นขึ้นจากชนบท ผ่านผู้อพยพทางเศรษฐกิจจากชนบทสู่เมือง การอพยพภายในประเทศที่ว่านี้กินสัดส่วนถึงร้อยละ 30 – 40 ของประชากรในกรุงเทพฯ เลยทีเดียว จากตัวเลขก่อนหน้านี้และในรายงานอย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เห็นชัดเจนมากขึันเรื่อยๆ ว่า การอพยพเช่นนี้เป็นไปด้วยการบีบบังคับเป็นหลัก กล่าวคือ ประชาชนที่เกิดอยู่ในชนบทแล้วมาอาศัยอยู่ในเมืองกรุง ประสงค์ที่จะอยู่ในชนบทมากกว่า

แนวทางของเพื่อไทยมีหลายอย่างร่วมกัน (ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร) กับโครงการกำจัดความยากจนสุดขีดที่เราเห็นในจีนและเกรละเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งสามกรณี มีเป้าหมายไปที่ความยากจนในชนบทเช่นกัน โดยที่ทำให้ผู้อพยพในเมืองมีทางเลือกที่จะขายแรงงานในเมืองใหญ่หรือกลับไปบ้านเกิด กำจัดหรืออย่างน้อยก็บรรเทา แรงบีบบังคับในการอพยพเข้าเมือง โครงการเช่นนี้สร้างประโยชน์แก่ทั้งแรงงานในเมืองและชนบท ด้วยเหตุที่แรงงานในชนบทได้ประโยชน์จากการลงทุนเพิ่มขึ้นในภูมิภาคของตน พร้อมกันนั้น แรงงานในเมืองที่อพยพมาจากภูมิภาคเหล่านั้นก็ได้รับอำนาจต่อรองที่สูงขึ้นไว้ใช้กับนายจ้าง พูดสั้นๆ พวกเขาสามารถลาออกจากงานในโรงงานแล้วกลับบ้านไปใช้ชีวิตในชนบทได้ นี่จึงเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของแรงงานเมืองทั้งหมดโดยอ้อม ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดในเมืองหรือชนบทก็ตาม นโยบายกลจักรซับซ้อนเหล่านี้นี่เอง ที่เพื่อไทยถนัดในการสรรค์สร้างมาใช้ แต่หาใช่สิ่งที่แจ่มแจ้งปรากฏชัดในดวงตาของชนชั้นกลางในเมืองไม่

โครงการนี้ ต่อให้จะดูเหมือน ‘ซ้าย’ ขนาดไหน แต่มันเกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือระหว่างชนชั้นที่ไม่น่าดูเสียเลย ระหว่างกลุ่มก้อนทางการเมืองที่กล่าวไปข้างต้น ทั้งกระฎุมพีชาตินิยมและพันธมิตรในด้านความมั่นคงของรัฐ  กระทั่งฝ่ายขวาที่แน่วแน่ก็ช่วยให้เกิดแนวร่วมนี้ อาทิคนอย่างขัตติยะ สวัสดิผล (เสธแดง) พลตรีที่รู้จักกันดีจากประวัติศาสตร์การต่อต้านคอมมิวนิสต์อันบ้าคลั่ง และเนวิน ชิดชอบ เศรษฐีพันล้าน ผู้นำ และนักฉวยโอกาสจากกลุ่มการเมืองทางตะวันออกชื่อกระฉ่อน คนรู้จักเขาดีทั้งในด้านคอร์รัปชั่นและความอำมหิต  ข้อตกลงระหว่างคนจนและกลุ่มการเมืองชนชั้นเช่นนี้เป็นข้อตกลงที่สกปรก ห่างไกลจากสังคมนิยมมือสะอาด ในหลายๆ แง่จึงเป็นเหตุว่าทำไมขบวนการนี้ไม่อาจอธิบายได้ว่าเป็นสังคมนิยม กระนั้น ที่สุดแล้วผลซึ่งเกิดกับคนจนก็แทบไม่ต่างจากโครงการสังคมนิยม ที่สภาพเงื่อนไขการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของแรงงานได้รับการยกระดับ พร้อมกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มากขึ้น

เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น หลังจากที่มีการใช้สารเสพติดพุ่งขึ้นตามวิกฤตเศรษฐกิจ พรรคนี้ทำสงครามยาเสพติดอันโหดร้ายต่อกลุ่มที่ถูกกดขี่ที่สุดในราชอาณาจักร  ทักษิณออกแคมเปญรณรงค์เพื่อกำจัดยาเสพติด “ทุกตารางนิ้ว” ภายในระยะเวลาสามเดือน บังคับใช้โควตาการจับกุมสำหรับผู้ใช้และลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทำตามโควตานั้นไม่ได้  ทำให้คนบริสุทธิ์หลายพันคนโดนร่างแหในการสลายรังแต่ละครั้ง เจอโทษที่รุนแรงและคนจำนวนมากถูกคุมขังจนล้นคุก  นอกจากนั้น ทักษิณยังเพิ่มความเกลียดกลัวอิสลามหลังเหตุการณ์ 11 กันยา เขาส่งกองกำลัง 400 กองไปอิรัก แม้จะส่งไปใต้แรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาผ่าน IMF ก็ตาม (พร้อมกับได้สถานะพันธมิตรใหญ่ที่ไม่ใช่สมาชิกนาโต้) และกดทับขบวนการแยกดินแดนมุสลิม-มาเลย์อย่างรุนแรงในเขตชายแดนใต้  สถานการณ์นี้นำไปสู่การสังหารหมู่ตากใบสุดอื้อฉาวในปี 2004 (พ.ศ. ๒๕๔๗) ที่ที่ผู้ชุมนุมอย่างสันติ 85 คนถูกฆ่า

ผู้เขียนเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรอีกกลุ่มที่ไม่น่าดูยิ่งกว่าเดิม ก็คือพันธมิตรระหว่างชนชั้นนำในพรรคและรัฐตำรวจ  ทหารไทยเป็นแหล่งอำนาจผูกขาดความรุนแรงมาหลายทศวรรษจนทำให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้มากกว่ารัฐอื่นๆ ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่  หากวิเคราะห์ในทางทฤษฎีแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ชนชั้นนำภายในพรรคสนับสนุนรัฐตำรวจไว้เป็นกันชน/พันธมิตรในอนาคตไว้ต้านทหาร และเรื่องสยองที่เกิดในสงครามยาเสพติดและปาตานีนั้นเป็นผลพวงอันสกปรกจากพันธมิตรดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ข้อย้อนแย้งตรงนี้ส่งผลกับประชากรผู้ลงคะแนนเพียงส่วนน้อย  ในทางกลับกัน ไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรรควางตัวเป็นแกนหลักของความก้าวหน้าทางสังคมอย่างเข้มข้น โดยเสนอให้มีการการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่ปี 2013 (พ.ศ. ๒๕๕๖) ทำให้บริการสุขภาพการรับรองเพศทรานส์นั้นเข้าถึงได้ในโปรแกรมประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท รวมถึงเข้าร่วมขบวนไพรด์อย่างเป็นทางการ  ต้องย้ำอีกครั้งว่า การก้าวเดินเช่นนี้เป็นการแหกขนบคู่มือรัฐศาสตร์ทุกเล่ม ขบวนการประชานิยมชาวนามักรู้จักกันว่าเป็นกระแสเบื้องล่างในทางปฏิกิริยาทางสังคม แต่เพื่อไทยได้เรียนรู้วิธีเปลี่ยนมันไปอีกทาง ในด้านนโยบายต่างประเทศก็เช่นกัน  แม้พรรคเกลียดกลัวอิสลามในตอนแรกและอยู่ใกล้กลุ่มสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปี 2000 แต่พรรคก็รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ตลอดมา เข้าร่วมความร่วมมือบริคส์ (BRICS) และร่วมมือกับอิหร่านและฮามาส (ไม่ใช่อิสราเอล) เพื่อยืนยันว่าตัวประกันไทยที่ถูกกวาดจับไปนั้นจะได้รับการปล่อยตัว

สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว คาถามัดใจของพรรคมาจากยุคทอง ยุคที่คุณภาพและโอกาสในชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  นั่นเป็นข้อตกลงของแนวร่วมใหม่ของชนชั้นนำและประชากรส่วนใหญ่ที่ก่อนหน้านี้ถูกมองข้ามมาโดยตลอด  ทำให้พวกเขาได้มีอำนาจทางการเมืองในระดับพื้นที่เป็นครั้งแรกผ่านการข้ามหน้าข้ามตาชนชั้นผู้จัดการ (managerial class) ที่เป็นชนชั้นนำตามขนบไป ตลาดภายในประเทศที่กำลังพัฒนาขึ้นได้ผนวกรวมชาวนาและแรงงานคนจนเมืองเข้าไป  พรรคก็ได้การสนับสนุนของพวกเขาและอำนาจในประเทศเป็นการแลกเปลี่ยน โดยไม่ได้เรียกร้องการลุกฮือต่อต้านทุนหรือรัฐอย่างรุนแรงอย่างในกรณีของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต  ต้องย้ำอีกครั้ง เราไม่อาจทราบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่นี่ได้กลายเป็นวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์แบบสังคมนิยมโดยปราศจากสังคมนิยม  สิ่งนี้นี่เองที่เราเรียกว่าประชานิยมชาวนาสีรุ้ง (Rainbow Agrarian Populism) ที่พัฒนาฐานการรับรู้การเคลื่อนไหวใหม่ ผ่านวิธีที่ตามทฤษฎีแล้วควรขัดแย้ง แต่กลับเกิดผลสำเร็จอย่างน่าประหลาด

ผลตอบรับ

หลายคนในขบวนการอาจอ้างถึงขั้นว่า ภายใต้การทดลองโครงการแหกขนบเศรษฐศาสตร์นี้ ทุกคนคือผู้ชนะ ทั้งคนรวยและคนจน ซึ่งก็จริงในแง่มุมหนึ่ง ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อพิจารณาไปที่กลุ่มชนชั้นนำ นี่เป็นการฟาดฟันกันระหว่างสองกลุ่มก้อนเลยทีเดียว ฟากหนึ่งคือกระฎุมพีรักชาติรุ่นเยาว์ผู้หิวกระหาย ปะทะ ชนชั้นกระฎุมพีเก่าที่ใกล้ชิดแนบแน่นกับอำมาตย์และกองทัพ

การรัฐประหารทักษิณเมื่อปี 2006 (พ.ศ. ๒๕๔๙) คือการริเริ่มสิ่งที่กลายเป็นวงจรรัฐประหารและตุลาการณ์ภิวัฒน์ย้อนซ้ำไปซ้ำมาต่อพรรคและขบวนการอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจากการเลือกตั้งถูกโค่นล้มอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2006 (พ.ศ. ๒๕๔๙) ตามมาติดๆ ด้วยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อปี 2014 (พ.ศ. ๒๕๕๗) พร้อมด้วยนิติสงครามเกิดเป็นการปรากฏการณ์รัฐประหารผ่านกระบวนการตุลาการในสมัยนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และสมัคร สุนทรเวช ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย (ปี 2007, พ.ศ. ๒๕๕๐) และพรรคพลังประชาชน (ปี 2008, พ.ศ. ๒๕๕๑) ซึ่งเป็นพรรคสืบทอดต่อมา ด้วยข้อหาที่(ไม่)น่าฉงน พร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมืองของสมาชิกระดับกรรมการบริหารไปด้วยทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน ฐานเสียงกลุ่มผู้สนับสนุนที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้ทำการจัดตั้ง และก่อตัวเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พวกเขาสวมเสื้อสีแดงเพื่อประกาศตัวว่าแตกต่างจากอย่างสุดขั้วกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งสวมเสื้อสีเหลือง ความแตกแยกและการขับเคี่ยวทางการเมืองสีแดง-เหลือง กลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองไทย อธิบายคร่าวๆ ได้ว่า ในฟากฝั่งหนึ่ง คือชาวนาชนบทผู้ยากไร้ซึ่งพร้อมสละชีพเพื่อปกป้องขบวนการที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมผสมที่กว้างขวางนี้ ส่วนอีกฝั่ง ก็คือชนชั้นนำในเมือง ผู้ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็มีกองทัพหนุนหลัง และปฏิบัติการในงานสกปรกต่างๆ แทนพวกเขา

เมื่อปี 2008 (พ.ศ. ๒๕๕๑) พรรคประชาธิปัตย์ที่ไร้ซึ่งอาณัติและการหนุนหลังจากประชาชน จัดตั้งรัฐบาล(ใน)ค่ายทหารและอยู่ในอำนาจเป็นเวลา 3 ปี ภายใต้ระบอบพรรคประชาธิปัตย์นี้ เกิดปรากฏการณ์แดงทั้งแผ่นดิน การประท้วงของคนเสื้อแดงผุดขึ้นทั่วฟ้าเมืองไทย นำไปสู่การยึดและปิดล้อมศูนย์กลางทางการเงินของกรุงเทพฯ เป็นเวลายาวนาน ในขณะที่องค์ประกอบทางกายภาพของขบวนการแนวร่วมก่อตัวขึ้นมาจากชาวนาผู้ยากไร้ กระฎุมพีเอง ก็ยังเป็นองค์ประกอบของขบวนการความร่วมมือข้ามชนชั้นนี้อย่างภักดีด้วยเช่นกัน อาทิ กลุ่มเกษตรกรในชนบท จัดระบบการปันค่าจ้างเมื่อพวกเขาก่อการชุมนุมยึดสถานที่ พร้อมทั้งร่วมมือกับกลุ่มทุน (เช่น เจ้าของรถบัส) เพื่อรับส่งพวกเขาไปกลับเมืองหลวง การใช้เจตจำนงค์ทางการเมืองและกลุ่มก้อนทางพันธกิจร่วมกันอันใหม่นี้ ก้าวข้ามสภาพบังคับทางเศรษฐกิจไปแล้ว อย่างไรก็ดี การชุมนุมยึดสถานที่ครั้งนี้ จบลงด้วยการนองเลือดในเดือนถัดมา เมื่อกองทัพได้บุกเข้ากวาดล้างผู้ชุมนุม สังหารพลเรือนและอาสาสมัครทางการแพทย์ไปอย่างน้อย 79 คน ซึ่งแน่นอนว่ามีความเป็นได้สูงที่ตัวเลขจะมากกว่านี้เยอะ

ถัดมา เมื่อปี 2014 (พ.ศ. ๒๕๕๗) มีการรัฐประหาร เข้าสู่ฤดูหนาวแห่งการครองอำนาจอันยาวนานของกองทัพ ระบอบชนชั้นนำกระทำการปลุกปลั้นทางวิศวกรรมจนเกิดรัฐธรรมนูญ 2017 (พ.ศ. ๒๕๖๐) ขึ้น ก่อร่างสร้างระบบแต่งตั้งวุฒิสภาเพื่อเป็นกลไกขัดขวางไม่ให้อำนาจของเสียงข้างมากได้ขึ้นมาบริหาร และจงใจตัดแข้งหักขาขบวนการเพื่อไทยอย่างถาวร หลายปีถัดมา สืบเนื่องมาจากการเซาะกร่อนบ่อนทำลายเชิงสถาบันอย่างต่อเนื่อง จนโมเมนตั้มการเมืองไทยเคลื่อนมาสู่พรรคที่มีลักษณะเสรีนิยมแบบตะวันตกเช่นก้าวไกล หลังจากการเลือกตั้งปี 2023 (พ.ศ. ๒๕๖๖) เพื่อไทยจำต้องต่อรองเชิงปฏิบัตินิยมอย่างเจ็บปวดเพื่อตั้งรัฐบาลผสมกับกองทัพซึ่งเป็นคู่แข่งเก่า สิ่งนี้เป็นไปเพื่อปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอีกครั้ง และนำทักษิณ ชินวัตร ผู้ก่อตั้งพรรคกลับบ้าน หลังจากการลี้ภัยทางการเมืองหลายปี ในช่วง 2 ปีต่อจากนั้น แม้พวกเขาจะมีเสียงข้างมากปริ่มน้ำ กลับริเริ่มและผลักดันนโยบายหลายอย่าง อาทิ ขยายระบบบริการสุขภาพถ้วนหน้าไปถึงทันตกรรมในคลินิกเอกชน เสนอโครงการที่อยู่อาศัยสาธารณะ 99 ปี (บ้านเพื่อคนไทย) ตรากฎหมายสมรสเท่าเทียม ผลักดันแจกจ่ายเงิน 10,000 บาทไปสู่กลุ่มคนยากจน 20% ล่างของประชากร และประกาศนโยบายทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยหนึ่งปีลงไปในระดับตำบล (ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในเขตชนบท) และแนวนโยบายที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ก็คือหนึ่งตำบลหนึ่งโดรน ต้องย้ำเลยว่า นี่แหละ ประชานิยมชาวนาสีรุ้ง

อย่างไรก็ตาม ความมุมานะอุตสาหะในการบ่อนทำลายรัฐบาลจากรัฐพันลึกก็ไม่เคยหมดสิ้นไปแม้แต่น้อย ในเวลาไม่ถึงปี ก็มีการใช้กระบวนการทางกฎหมายอีกครั้งเพื่อปลดนายกเศรษฐา ทวีศิลป์ออกจากต่ำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 (พ.ศ. ๒๕๖๗) ตามมาติดๆ ด้วยกรณีของนายกแพรทองธารในเดือนสิงหาคม 2025 (พ.ศ. ๒๕๖๘)  ทุกวันนี้ รัฐบาลอยู่ใต้บงการของนายกปฏิกิริยาขั้นสุดอย่างนายอนุทิน เป็นสภาพความจริงที่พรรคประชาชน (พรรคใหม่ของชาวก้าวไกล) ช่วยก่อรูปขึ้นทั้งหมด ภายใต้เงื่อนไขที่เขาต้องยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ในต้นเดือนมกราคม

การทดลองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

เศรษฐาถือธง

โครงการของเพื่อไทย ถูกกดทับอย่างรุนแรงเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน ชนชั้นปกครองเก่าเปิดไพ่ในมืออย่างไร้ยางอายว่า พวกมันตั้งตนอยู่ตรงข้ามกับเจตจำนงค์ของคนส่วนใหญ่ที่สะท้อนมาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่คือเพื่อไทย ซึ่งท้าทายผลประโยชน์ของทุน รัฐ และสถาบันของมัน

อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดของเพื่อไทยก็คือยังคงเป็นพรรคที่นำโดยกระฎุมพีบางส่วน พรรคเพียงอย่างเดียว ไม่มีวันแก้ปัญหาความขัดแย้งหลักของทุนได้ เป้าหมายของพรรคคือการสร้างทุนนิยมที่มีประสิทธิภาพ และเปิดกว้าง หาได้โละทิ้งสังคมชนชั้นแต่อย่างใดไม่ คราที่ผลประโยชน์ของผู้นำชนชั้นนายทุนของพรรคไปขัดแย้งกับผลประโยชน์ของฐานเสียงชนชั้นแรงงาน เพื่อไทยก็น่าจะ หรือควรจะเลือกข้างอยู่กับทุนในท้ายที่สุด กระนั้น หลายต่อหลายครั้งในกรณีของเพื่อไทย ความเป็นจริงกลับดูราวจะไม่เป็นเช่นนั้น และนี่แหละที่เป็นข้อแตกต่างกับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยทั้งหลายในกลุ่มประเทศในซีกโลกเหนือ ใดๆ ก็ตาม ข้อแตกต่างระหว่างซีกโลกเหนือและใต้ คือกลจักรและการบังคับสั่งการรัฐ ทำงานต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยพึ่งพิงรัฐสวัสดิการและกลุ่มประชาสังคมที่เข้มแข็ง เพื่อไทยต้องพึ่งพิงการเคลื่อนไหวของฐานมวลชนที่เข้มข้นเพื่อเป็นแนวร่วมทางเศรษฐกิจ ฐานมวลชนนี้คือ ชาวนานักจัดตั้ง สหภาพแรงงาน และกลุ่มคนทำงานที่มองว่าพรรคเป็นคนทางขับเคลื่อนเดียวที่จะท้าทายอำนาจที่ตอกเสาเข็มอย่างแน่นหนาของชนชั้นนำเก่าได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขารู้ดีว่าพรรคนั้นนำด้วยชนชั้นกระฎุมพีและการประณีประนอม พวกเขาสนับสนุนในทางเทคนิค หาใช่ด้วยอุดมการณ์

เพื่อไทยและคนจนในประเทศ อยู่ในสภาพพึ่งพาซึ่งกันและกันทางการเมือง เป็นพลวัตรทางชนชั้นที่หาได้ยากยิ่ง ทุกวันนี้ ภายใต้ระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคฝ่ายซ้ายกระแสหลักทั้งหลายกับผู้สนับสนุนมีแนวโน้มไปสู่การสนับสนุนเพื่อเป้าหมายทางอุมการณ์เชิงสังคม ความสัมพันธ์เช่นนี้ในประเทศไทย พบเห็นได้ในพรรคส้ม (ประชาชน) ที่จัดวางตัวเองในตำแหน่งแห่งที่เหมือนฝั่งตะวันตก โดยตั้งอยู่บนความน่าหลงไหลทางอุดมการณ์หรือวาทศิลป์ ไม่ต่างจากพรรคเช่น เดโมแครตของสหรัฐอเมริกา หรือพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักร ในขณะที่ฝ่ายขวา ความสัมพันธ์กลับเป็นลักษณะการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นรีพับลิกันของสหรัฐอเมริกา พรรคอนุรักษ์นิยมของสหราชอาณาจักร หรือกระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ของประเทศไทย ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนการพึ่งพาแรงสนับสนุนจากชนชั้นนำ เพื่อค้ำจุนพรรคไว้ พร้อมกับที่ชนชั้นนำ เป็นชนชั้นที่ตั้งอยู่บนพรรคเหล่านั้น เพื่อค้ำจุนตำแหน่งแห่งที่ของชนชั้นนำด้วยเช่นกัน

กล่าวอย่างรวบรัด ภาวะพึ่งพาอาศัยกัน มักมองว่าเป็นเรื่องของฝ่ายขวา และพบได้ยากในฝ่ายซ้าย อันที่จริง นี่คือฐานคิดทางทฤษฎีของพรรคสังคมนิยมทั้งหลายแหล่ ตราบที่พรรคและชนชั้นแรงงานมีความสัมพันธ์ในลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกันแล้ว ทิศทางการทำงานของทั้งคู่ก็จะมีลักษณะประสานร่วมกันเป็นองค์รวมทางการเมืองเดียว แล้วอะไรเล่าที่แปลกแปร่งในกรณีของเพื่อไทย? เพื่อไทยนั้นไม่ต้องสืบทราบเลยก็กล่าวได้ว่า พึ่งพาอาศัยแรงหนุนจากคนจน เพื่อลงคะแนนเสียงให้พรรค เป็นฐานความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้ง และการขับเคลื่อนทางการเมืองบนท้องถนน พร้อมกันนั้น คนจนก็พึ่งพาอาศัยเพื่อไทยเช่นกัน ตั้งแต่การจบสั้นยุคสมัยปฏิบัติการชิงอำนาจรัฐของขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการชาวนามวลชนจัดตั้งในทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ก็ไม่มีอีกแล้วพลังทางการเมืองที่มุ่งสร้างความกินดีอยู่ดี และพัฒนาชีวิตคนจนนอกเหนือไปจากเพื่อไทย สำหรับคนยากคนจนแล้ว คราที่มองหาการบรรเทาทุกข์ ข้าวบนโต๊ะ บ้านและที่อยู่อาศัย ก็จะมีแต่เพื่อไทยที่เป็นตัวเลือกทางการเมืองเดียวของพวกเขา ความสัมพันธ์นี้ แม้จะเป็นความร่วมมือทางชนชั้นชนิดแปลกประหลาดบิดเบี้ยว กลับไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เป็นภาวะพึ่งพาอาศัยกันอย่างแนบแน่น

สังคมนิยมคือการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ และในศตวรรษที่ 21 นี้ ก็คงจะมีการทดลองอยู่บ้าง เงื่อนไขต่างๆ ในทุกวันนี้ ไม่เหมือนปี 1917 เสียแล้ว สถานการณ์เช่นนี้จึงเรียกร้องการทดลองแปลกใหม่และพันธมิตรที่ดูเป็นไปได้ยาก และพวกเขาก็ทำเช่นนั้น คนที่เกาศีรษะและไม่สามารถนิยามว่าเพื่อไทยคืออะไร เพราะว่าพวกเพื่อไทยได้ทำการทดลองดังที่กล่าวไปข้างต้น พวกเขาไม่เข้ากับคำอธิบายว่าด้วยการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ หากแต่พวกเขาเสนอทางเลือกขึ้นมาแทน ในขณะที่ทางเลือกนี้คือการประณีประนอม และเป็นรูปแบบหนึ่งของการร่วมมือกับชนชั้นกระฎุมพีก็ตาม มันก็ยังสามารถเป็นหนึ่งในขั้นบันไดในการขับเคลื่อนมวลชน พร้อมกับที่ทำให้คนทำงานมีข้าวกินบนโต๊ะอาหารไปด้วย

การทดลองครั้งนี้ แม้ไม่ได้เป็นการกระจายความมั่งคั่งอย่างชัดแจ้ง แต่ก็กระทำผ่านการจัดสรรและโยกย้ายความมั่งคั่ง โดยความร่วมมือทางเศรษฐกิจทางชนชั้น สร้างสภาวการณ์สำหรับจิตสำนึกทางชนชั้นขั้นสูงขึ้น ทักษิณและส่วนที่เป็นกระฎุมพีของเพื่อไทย มักถูกกล่าวหาว่าแอบใช้คนจนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว แต่เหตุใดเล่าเราถึงไม่มองว่ามันเป็นไปในทางตรงกันข้าม? สิ่งที่ผู้เขียนอยากเสนอก็คือ เราสามารถทำความเข้าใจคนจนก็ได้ว่า พวกเขาใช้ทักษิณและพันธมิตรกระฎุมพีของเขาเพื่อสร้างสังคมนิยมแบบหนึ่งขึ้นมา เพียงแค่ไร้ร่มเงาของสัญญลักษณ์ดาวแดงและหนวดเคราของมาร์กซ์ก็เท่านั้น บางที นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไหมชนชั้นที่ได้รับการศึกษาอย่างล้นเกิน จึงพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการทำความเข้าใจศักยภาพการปลดแอกของเพื่อไทย

ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ เพื่อไทยคือพลังเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถสร้างกรอบคิดใหม่ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงเป็นพลังเพียงหนึ่งเดียว ณ ตอนนี้ ที่สามารถท้าทายกองหน้าปฏิกิริยาเก่าได้ ความสำเร็จของพวกเขาคือสักขีพยานในอำนาจของพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนมวลชน อาจถึงขั้นเรียกได้ว่า ปฏิบัตินิยมถึงรากโดยแท้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ประเทศซีกโลกใต้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์และตอบสนองของพวกเราย่อมเคลื่อนไปตามกัน ดั่งที่เราได้เกริ่นไว้ก่อนหน้าแล้วนั้น เพื่อไทย ณ ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 บังเอิญเรียกได้ว่าก้าวหน้ากว่ายุคสมัย ในหลายต่อหลายมุม การทดลองใหม่ๆ ในการปกครองในประเทศซีกโลกใต้กำลังไล่ตามเพื่อไทย และนี่คือการทดลองที่เราในฐานะนักสังคมนิยมจำต้องเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

มวลชนชูป้าย


ป.ล. การเขียนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องอันเป็นที่นิยมในชนชั้นคนเมืองผู้มีการศึกษาของประเทศไทย ณ ปี 2025 (พ.ศ. ๒๕๖๘)​  อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ผลิตงานเพื่อช่วงชิงความนิยม หากแต่เราผลิตวารสารคอมมิวนิสต์ปลดแอก ทั้งนี้ เราถูกมองว่าควรอยู่ภายใต้ “ผู้นำหัวก้าวหน้า” ใหม่ๆ ของชาวส้มแห่งพรรคประชาชนและเอ็นจีโอทั้งหลายทั้งปวงของพวกเขา ไม่เช่นนั้นเราก็ควรเลิกวิเคราะห์การเมืองไปเสียเลย แล้วจมอยู่กับโลกของการวิพากษ์ไร้จุดจบในหอคอยงาช้างแห่งการปฏิวัติเสีย กล่าวคือ วิพากษ์ทุกสิ่งอย่าง ไม่สนับสนุนสิ่งใด ต้องย้ำอีกครั้งว่า เราผลิตวารสารคอมมิวนิสต์ปลดแอก เป้าหมายคือ สหายเราได้อิ่มท้อง มีบ้านอยู่ ได้รับการดูแล และหนุนเสริมให้หยัดยืนได้ ด้วยเหตุกระนั้น เราจึงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างวิพากษ์ตั้งแต่ครั้งก่อตั้ง แม้ว่าเราไม่เคยเขียนบทวิเคราะห์พรรคออกมาจริงๆ จังๆ ข้อเขียนข้างต้นคือความพยายามทำสิ่งดังกล่าว คุณสามารถฟังเราอภิปรายถกเถียงอย่างละเอียดได้ที่นี่

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?