ทำไมแนวคิดการเปลี่ยนจากภายใน(ระบบ)จึงไม่เข้าท่า ?

by | Aug 9, 2022 | Articles บทความ, ความคิดเห็น Opinion, ไทย

ต้นฉบับ : สหายS!nk

ก่อนอื่นเลยผมต้องขอชื่นชมในความตั้งใจของเพื่อน ๆ ที่ตั้งปณิธานไว้ว่าต้องการจะลงมือเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเมืองของสังคมด้วยมือของตัวเอง นั่นแปลว่าในทางจิตใจพวกคุณมาถูกทางแล้ว ที่ได้เห็นความวิปริตในระบบ และตระหนักได้ว่าถ้าหากเราไม่ทำอะไรสักอย่างเลย ก็ไม่มีทางที่จะมีอะไรดีขึ้น ผมเคยได้ยินหลายคนบอกว่า จะเข้าไปฝังตัวในระบบราชการหน่วยต่าง ๆ ตามแต่ที่ตนสนใจและมีความถนัด บ้างก็จะสะสมทุนเพื่อวันนึงพอมีเงินแล้ว ก็จะใช้จ่ายเงินนั้นในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง บ้างก็ตั้งใจจะเป็นนักการเมืองเองไปเลย สิ่งเหล่านี้เป็นความตั้งใจที่ควรหวงแหนรักษาเอาไว้ 

แต่ถึงอย่างนั้นในฐานะที่เป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ฝั่งก้าวหน้า ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงขนบเดิม ๆ ระบบเดิม ๆเหมือนกัน ผมเห็นความจำเป็นที่จะต้องมาชวนคิดทบทวนถึงวิถีปฏิบัตินี้กันสักเล็กน้อย 

ขั้นแรกก็ คือ หากเราพิจารณาถึงปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าหากเราไปดูในเชิงรายละเอียดเราก็จะพบว่ามาจากการตัดสินใจผิดพลาดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละเคส แต่ถ้าหากเราสังเกตถึงจุดร่วมของปัญหาดังกล่าว ก็จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว หลายปัญหาที่เหมือนเป็น “ปัญหาเชิงเทคนิค/การบริหาร” เบื้องหลังของมัน คือ ปัญหาทางการเมือง นั่นคือการขาดประชาธิปไตย และ การรวมศูนย์อำนาจ 

เราไม่จำเป็นต้องยกเคสตัวอย่างให้มากก็เข้าใจได้ผ่านตรรกะว่า หากผู้ทำหน้าที่แก้ปัญหา ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ได้มีความใกล้ชิดกับสถานที่ ผู้คน การแก้ปัญหาก็มักจะเป็นไปแบบไม่ตรงจุด นอกจากนี้ยังมีปัญหาการคอรัปชั่นเชิงอำนาจ อันเป็นผลมาจากความเป็นศักดินาเล่นเส้นเล่นสาย ซึ่งก็นำไปสู่ความไม่โปร่งใส การคอรัปชั่นเชิงนโยบาย-เชิงเศรษฐกิจตามมา สุดท้ายเงินภาษีประชาชนที่เสียไปก็ไปเข้ากระเป๋า นายทุน-ขุนศึก-ศักดินาตามระเบียบ

ซึ่งถ้าหากเราไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนก็ง่ายที่เราจะสรุปไปว่า ปัญหาอย่างเรื่องถนนหนทางชำรุดไม่มีคนซ่อม, ปัญหาโรงพยาบาลรัฐไร้ประสิทธิภาพ ขาดแคลนอุปกรณ์ คนไข้นอนกันแออัดอนาถา, ปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนที่มีการปราบปรามอย่างโหดร้ายทารุณ ฯลฯ ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพราะ 

“ผู้มีอำนาจโง่เกินกว่าจะคิดได้” ว่าวิธีการแก้ปัญหาดี ๆ มันควรเป็นยังไง การขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลเผด็จการทหารโดยมีนายประยุทธ์เป็นหน้าฉากยิ่งตอกย้ำแนวคิดแบบนี้เป็นอย่างดี 

คนเป็นทหารจะไปรู้อะไรเรื่องการบริหารประเทศ!

ซึ่งมันก็จริง …

แต่เราต้องไม่ลืมว่าประยุทธ์เป็นเพียงแค่หน้าฉาก เป็นแค่หุ่นเชิด ขององคาพยพแห่งชนชั้นนำที่อยู่เบื้องหลัง อันประกอบไปด้วยลูกท่านหลานเธอผู้มีการศึกษา เรียนจบมหาลัยชั้นนำระดับโลก มีคอนเนคชั่นกับนักวิชาการ ปัญญาชนฝ่ายขวาในระดับสากล มีบุคลากรที่ “ไม่โง่” มากมาย 

“สมคิด จาตรุศรีพิทักษ์” เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ เขาเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และในปี 2558 สมคิดจึงได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 

ถ้าหากว่าปัญหาเศรษฐกิจการเมืองสามารถแก้ได้ด้วยการเอาคนเก่งมาปกครอง รัฐบาลนายประยุทธ์คงสามารถนำพาความเจริญมั่งคั่งมาสู่ประเทศไทยได้เหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณเป็นแน่แท้ แต่มันจะเป็นยังงั้นได้จริงหรือไม่ 

ท่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการเข้าแอพธนาคารของตัวเองตอนนี้ แล้วเช็คดูจำนวนเงินในบัญชีของท่าน

ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนเก่ง และ คนไม่เก่ง

ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนเก่งได้ทั้งหมด

การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย

จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนเก่ง

หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนเก่ง

ให้คนเก่งได้ปกครองบ้านเมือง

และควบคุมคนไม่เก่งไม่ให้มีอำนาจ

ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒

ใช่แล้วครับ ทุกคนคงสังเกตได้ว่าโควทที่ผมยกมา ดูแปลกจากโควทเดิมที่ทุกคนเคยเห็นกัน นั่นเพราะผมแทนคำว่า “คนดี” ด้วยคำว่า “คนเก่ง” เข้าไป แต่เนื้อหาใจความของแนวคิดทางการเมืองในโควทนี้ก็ยังคงเดิม 

นั่นคือการให้ค่ากับ “ยอดมนุษย์บางจำพวก” อยู่เหนือประชาธิปไตย ให้คนเหล่านี้ได้มีอำนาจ ส่วนประชาชนธรรมดาสามัญก็มีหน้าที่เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองไป แล้วก็รอไปร่วมพิธีกรรมที่เรียกว่า “การไปเลือกตั้ง” ซึ่งก็ยังได้ผลทางจิตใจแก่คนบางจำพวก ให้สามารถบอกตัวเองได้ว่า “ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วนะ ประเทศเรายังมีประชาธิปไตยอยู่” 

สังคมไทยที่เราเติบโตขึ้นมานั้นเป็นสังคมอำนาจนิยมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ พวกเราถูกครอบงำสั่งสอนความคิดแบบนี้มาตั้งแต่เด็กผ่านระบบการศึกษา… ไม่สิ ตั้งแต่ระบบครอบครัวเลยด้วยซ้ำ เราถูกทำให้เข้าใจว่า การเมืองเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ ดังนั้นถ้าเราอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองล่ะก็ …

เราก็ต้องเป็นผู้มีอำนาจซะเอง! 

ถ้าหากเรามีอำนาจแล้ว ใคร ๆ ก็ต้องฟังเรา 

ถ้าหากเรามีอำนาจแล้ว ไอเดียของเราจะต้องถูกนำไปใช้

ถ้าหากเรามีอำนาจแล้ว เราจะกำจัดพวกล้าหลังออกไปให้หมด

ถ้าหากเรามีอำนาจแล้ว เราจะใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม!

แล้วอะไรทำให้เรามั่นใจได้ล่ะ ว่าไอเดียอันก้าวหน้าที่เราคิดได้ 

คนที่อยู่ในอำนาจตอนนี้ไม่สามารถจะคิดได้ ?

แล้วอะไรทำให้เรามั่นใจได้ล่ะ ว่าเราจะเข้าใจปัญหาของชุมชน ผู้คน ที่อยู่ห่างไกลไปจากชุมชนที่เราคุ้นเคย พิกัดทางชนชั้นที่ต่างจากเรา วัฒนธรรม ค่านิยม คุณค่าต่างๆ การมองเห็นปัญหา ที่แตกต่างไปจากเรา ?

และอะไรจะรับประกันได้ล่ะ ว่าจะไม่มี “คนที่มีอำนาจยิ่งกว่า” ที่พร้อมจะทำการปลดเราออกจากสถานะทางอำนาจ เพราะเราตัดสินใจที่จะเป็น “ผู้มีอำนาจที่สวนกระแส” ?

และถ้าหากเราร่วงหล่นจากอำนาจนั้นแล้ว เราจะยังประโยชน์ใดให้แก่ขบวนการประชาธิปไตยได้หรือไม่ ภายใต้แนวคิด “อำนาจนิยมของคนก้าวหน้า” 

ประเทศไทยเราถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบอำนาจนิยมอย่างถึงราก ปกครองลงไปในระดับจิตใต้สำนึก แม้แต่ขบวนการต่อสู้ฝ่ายประชาธิปไตยที่ผ่านมา โดยมากก็เป็นการโทนของการ “เรียกร้องต่อผู้มีอำนาจ” มากกว่าจะเป็นโทนของการ “ต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจมาไว้ในมือประชาชน” 

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขทางวัตถุ และ ประวัติศาสตร์ ผมไม่ได้มีเจตนาเขียนบทความนี้มาเพื่อสื่อแค่ว่า ขบวนการใดๆ หรือ ปัจเจกคนไหนนั้น “ก้าวหน้าไม่พอ” โดยโจมตีไปในลักษณะแบบจิตนิยม หรือ โจมตีอัตบุคคล 

เราต้องใช้เวลาพอสมควรในการค่อย ๆ กระเถิบออกจากหลุมโคลนดูดของแนวคิด-แนวเชื่อแบบอำนาจนิยม เพื่อออกไปสู่แนวคิดแบบประชาธิปไตย การหมั่นตรวจสอบร่องรอยของแนวคิดอำนาจนิยมในตัวเอง รวมไปถึงการชวนเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทบทวนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แล้วในภาคปฏิบัติล่ะ ผมจะเสนออะไร ? 

ในแง่ของการทำงานหาเลี้ยงชีพ ผมว่าควรคิดแยกส่วนกันกับปฏิบัติการทางการเมือง ถ้าหากคุณมีความถนัดในการทำงานราชการ ก็สามารถทำได้ มีความถนัดในการสะสมทุนทำธุรกิจ ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ก็ทำได้ มีความถนัดในการเป็นนักการเมืองก็ทำได้

แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจว่า

มันไม่ใช่เรื่องเดียวกับกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 

การกระทำที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ อาจเริ่มต้นในระดับปัจเจก แต่ไม่เคย และ จะไม่มีวันจบลงได้ด้วยการกระทำของปัจเจก เราอาจใช้สถานะทางอำนาจ ทางอาชีพ ทางตำแหน่ง ในการให้ข้อมูลเชิงลึกกับขบวนการฝ่ายประชาธิปไตย หรือ สนับสนุนเงินทุน เพื่อให้ขบวนการนั้น ๆ ชักนำมวลชนไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทำให้ประชาชนตระหนักถึงอำนาจที่พวกเขามีมากขึ้น

สร้างความตระหนักรู้ 

ไปสู่ขั้นที่ไม่อาจย้อนคืนสู่ความล้าหลัง 

ปัญหาเชิงบริหารภายในองค์กรไม่อาจแยกจากปัญหาเชิงนโยบาย

ปัญหาเชิงนโยบายไม่อาจแยกจากปัญหาเศรษฐกิจ

ปัญหาเศรษฐกิจไม่อาจแยกจากปัญหาการเมือง

และ

ปัญหาการเมือง 

ไม่อาจแยกได้

“จากการยึดอำนาจกลับสู่มือของประชาชน” 

 

 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and...

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine.