แถลงการณ์ 4 พฤษภาคม

by | May 4, 2021 | Articles บทความ, Translation, ทฤษฎี Theory, ไทย

เรื่อง Young Pioneers1
ผู้แปล Sarid Siriteerathomrong
บรรณาธิการ Pathompong Kwangtong

ผืนผ้าแดง, ธงแดง, พรมแดง. ประชาชนในโถงประชุมแห่งประชาชนแสดงตนในชุดสีแดง เมื่อคุณเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าของคุณก็จะเป็นการชุมนุมเพื่อรำลึกถึงการครบรอบหนึ่งร้อยปีของขบวนการ 4 พฤษภาฯ 1919 ตัวอักษรที่ถูกประดับไว้อย่างยิ่งใหญ่แต่ก็ผิดที่ผิดทางจนกระตุ้นให้คนที่เห็นรู้สึกชวนหัว

ณ ขณะนี้ ในวันที่เรียกกันว่าวันแห่งยุวชน ‘แดง’ นักศึกษาหัวก้าวหน้าแห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง 6 คนถูกควบคุมตัวไปอย่างไร้เหตุผล

ในงานประชุมรำลึก พวกเขาขับร้องเพลง ‘ภารกิจฟื้นฟูชาติจักสำเร็จได้ด้วยการต่อสู้’ ประโยคบนป้ายที่อยู่เหนือหัวพวกเขาเขียนไว้ว่า “จงมุ่งมั่นเพื่อจดบันทึกคุณประโยชน์อันภาคภูมิของเยาวชนเพื่อให้ตระหนักถึงความฝันที่จะฟื้นฟูชาติจีนอันยิ่งใหญ่” เหล่าเยาวชนที่นั่งอยู่กำลังตั้งใจฟังและจดบันทึกทุกคำพูดของท่านเลขาธิการอย่างบ้าคลั่ง

แต่เมื่อสองวันก่อนนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่งถูกจับกดลงบนพื้นถนน มือถูกมัดไพล่หลัง ถูกฉุดกระชากลากเข้าไปในรถตำรวจ ถูกเตะ ถูกซ้อม

และเพิ่งเมื่อวานนี้เอง ที่พระอาทิตย์แห่งแปดหรือเก้านาฬิกาในตอนเช้า2ได้เป็นประจักษ์พยานถึงการหายตัวไปของนักศึกษาทั้งหกคน เสียงสุดท้ายจากพวกเขาคือเสียงร่ำไห้ผ่านสายโทรศัพท์ที่พวกเขาโทรไปหาผู้ปกครองเพื่อบอกว่าพวกเขาถูกจับ

พวกเขาไม่ใช่อาชญากรผู้ทำผิดกฎหมาย พวกเขาทำแต่สิ่งที่แสดงถึงความภักดีต่อลัทธิมาร์กซ์ พวกเขายอมมอบความเยาว์วัยเพื่อประโยชน์สุขของแรงงาน ในวันครบรอบหนึ่งร้อยปีของขบวนการสี่พฤษภาฯและวันแรงงานสากลในวันที่หนึ่งพฤษภาฯที่กำลังจะมาถึง

หอประชุมแห่งประชาชนช่างกว้างขวางและสว่างไสว ประชาชนในหอประชุมต่างแต่งกายน่าเคารพนับถือและได้รับการต้อนรับด้วยถ้อยคำซ้ำๆ ย้ำๆ ว่า “ความเยาว์วัย, เวลา, และการยึดมั่นทุ่มเท!” แต่ที่ด้านนอกหอประชุมการจัดกิจกรรมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิด ‘การรบกวนความสงบเรียบร้อยต่อสาธารณะ’ ถูกสั่งห้าม สิ่งเดียวที่สามารถทำได้คือนั่งดูกีฬา

นี่คืองานเฉลิมฉลองที่ถูกดูหมิ่น นี่คือจิตวิญญาณที่ถูกเหยียดหยาม ถ้าหากเราไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อมันแล้วไซร้จิตวิญญาณที่แท้จริงแห่งสี่พฤษภาฯจะแปดเปื้อนและสูญสลายหายไปในอันธการ

***

เมื่อร้อยปีก่อน กลุ่มนึกศึกษาสี่พฤษภาฯได้แรงบันดาลใจจากการเรียกร้องให้สู้เพื่อเอกราชและกำจัดผู้ทรยศชาติ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมนักศึกษาจึงปฏิเสธการเข้าชั้นเรียน แรงงานนัดหยุดงาน พ่อค้าวาณิชปฏิเสธตลาด ประชาชนทุกหนแห่งเข้าร่วมกับคลื่นแห่งการต่อต้านสินค้าจากญี่ปุ่นในขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมและศักดินาที่ขยายตัวออกไปดั่งไฟป่าที่โหมไหม้ไปทั้งประเทศ นี่คือการปะทุครั้งใหญ่ของมวลชน และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชนชั้นแรงงานของจีนก้าวขึ้นมาเป็นพลังสำคัญในฐานะพลังอิสระ สิ่งนี้ก่อให้เกิดธรรมเนียมอันน่าปลื้มปีติของการเคียงบ่าเคียงไหล่กันระหว่างปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าและชนชั้นแรงงาน

ขบวนการนี้ได้ขจัดการทุจริตเก่าๆ และแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ในแง่วัฒนธรรมแล้วขบวนการนี้ได้รื้อทำลายอำนาจนิยม การทุจริต การกดขี่ โครงสร้างลำดับชั้นของพวกศักดินา เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย วิทยาศาสตร์ เสรีภาพและความเสมอภาค ในแง่การเมืองขบวนการนี้ได้ขยายฐานของผู้ที่ต่อสู้กับจักรวรรดินิยมและศักดินาไปสู่แรงงาน นักศึกษา มวลชนผู้เสาะแสวงหาความเท่าเทียมทางสังคมและการปลดแอกชาติตามแนวทางสังคมนิยม ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเผยแพร่ลักทธิมาร์กซ์ในประเทศจีนให้เป็นเสาเอกแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน!

เมื่อหันกลับมาดูปัจจุบัน เสียงกู่ร้องแห่งการต่อสู้เหล่านั้นกลายเป็นประวัติศาสตร์ ขบวนการต่อสู้อันยิ่งใหญ่หลับไหลอยู่ในประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีที่แล้ว

หนึ่งศตวรรษต่อมา กงล้อแห่งประวัติศาสตร์ได้เดินหน้าอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนสวรรค์เกิดขึ้นแล้วในจีน สามสิบปีผ่านไปหลังขบวนการสี่พฤษภาฯ ชัยชนะของการปฏิวัติและการก่อตั้งพรรคสังคมนิยมในจีนใหม่ที่ซึ่งความฝันของบรรพบุรุษได้พ่านพ้นไป กลายเป็นอดีต

หกสิบปีผ่านไปหลังจากขบวนการสี่พฤษภา พวกลิ่วล้อทุนนิยมผู้มีอำนาจในพรรคได้ทรยศต่อสังคมนิยม พวกเขาขับขานวลี “แมวตัวไหนก็ตามที่จับหนูได้คือแมวที่ดี” ด้วยเสียงอันสูงเสียดหู ซ้ำร้ายพวกเขาเลือกเดินทางทุนนิยมที่ ‘ให้ใครบางคนรวยก่อน’

หลังจากดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการค้าไปสี่สิบปี จีนก้าวหน้าขึ้นอย่างมากควบคู่ไปกับการพัฒนาของเศรษฐกิจแบบตลาดและแสดงให้ชาวโลกเห็น ‘ปาฏิหาริย์แดนมังกร’ แต่ภายใต้ท้องมังกรตัวนี้กลับซุกซ่อนปัญหาสังคมต่าง ๆ ไว้มากมายเหลือคณานับ

เศรษฐกิจแบบตลาดเป็นบาทหลวงผู้ทำพิธีสมรสให้แก่นายอำนาจและนางเงินตรา ราชการถูกแปรเปลี่ยนจาก ‘ข้ารับใช้ของประชาชน’ เป็น ‘นายของประชาชน’ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนรวยคนจนยิ่งถ่างออกกว้างขึ้นยิ่งกว่าในช่วง ‘spring breeze’ แห่งยุคปฏิรูปเสียอีก ในปัจจุบันคนจำนวนเพียง 0.4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรถือครองความมั่งคั่ง 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งสังคม เพียงแค่เศรษฐีที่รวยที่สุดในจีนสามคนก็มีทรัพย์สินรวมกันเป็นมูลค่ากว่า 8 แสนล้านหยวนแล้ว!

จากชนชั้นแรงงานที่เคยเป็น ‘เจ้านายของประเทศ’ กลับกลายเป็น ‘ทาสแห่งหยดเลือดและหยาดเหงื่อ’ ต้องใช้ชีวิตเช่นไส้เดือนอยู่ในชั้นใต้ดิน ต้องประทังชีวิตด้วยผักดองกับหมั่นโถ่วนึ่ง สวมใส่อุปกรณ์ที่เรียกกันว่าหมวกนิรภัยที่แตกกระจายตั้งแต่โดนกระแทกครั้งแรก กระเสือกกระสนทำงานชั่วชีวิตเพื่อไปสู่บั้นปลายที่มีแต่ความเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจรออยู่

ความรู้สามารถวัดได้ด้วยเงิน ชีวิตสามารถวัดได้ด้วยเงิน บุคลิกภาพก็สามารถวัดได้ด้วยเงินเช่นกันอุดมการณ์ถูกควบคุม ถ้อยแถลงถูกเซนเซอร์ ในขณะที่ความเชื่อแบบศักดิดาและข้าทาสเช่น ‘ผู้ชายเปรียบดั่งสรวงสวรรค์ ผู้หญิงเปรียบดั่งผืนพสุธา’ หรือการจัดลำดับชั้นแบบขงจื่อกลับถูกชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

คุณสามารถเห็นธงแดงพลิ้วไหวอยู่ทั่วทุกหัวระแหงประหนึ่งว่ากำลังใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของก๊กมินตั๋งก่อนปี 1949 เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ‘แรงงาน’ คือผู้ที่สร้างปาฏิหาริย์แห่งมังกรขึ้นมาด้วยสองมือของพวกเขาหาใช่ใครอื่นไม่ แต่พวกอภิสิทธิ์ชนกลับสวาปามความมั่งคั่งและอำนาจทั้งหมดไปเสียฉิบ เช่นนั้นแล้วมันเป็น ‘การฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่’ ของผู้ใดกัน?

มันหาใช่การฟื้นฟูของประชาชาติจีนแต่อย่างใด กลับกันมันคือการฟื้นฟูของพวกชนชั้นกระฎุมพี มันหาใช่การผงาดขึ้นของของสังคมนิยมจีน แต่เป็นการผงาดขึ้นของ ‘จักรวรรดิใหม่’ ต่างหาก!

***

ในปัจจุบันอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางจิตวิญญาณราดิคัลแห่งขบวนการสี่พฤษภาฯคือ อ้ายพวกอำมาตย์กระฎุมพี (bureaucratic bourgeois class)

ซ้ำร้ายอำมาตย์พวกนี้ยังเป็นหินโสโครกที่ขวางคลื่นแห่งความก้าวหน้าทางสังคมของจีนและยังเป็นศัตรูคู่อาฆาตของชนชั้นแรงงานจีนอีกต่างหาก

นอกจากการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินโดยตรงจากแรงงานแล้ว พวกอำมาตย์กระฎุมพียังขูดรีดแรงงานซ้ำสองด้วยการทำให้สวัสดิการสุขภาพ บ้านเรือน และการศึกษากลายเป็นสินค้ามาขายให้แรงงาน พร้อมทั้งควบคุมความคิดและการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ในสังคม เผยแพร่ลัทธิขงจื่อ ‘จารีตครอบครัว’ ‘ศีลธรรมของผู้หญิง’ อีกทั้งอุดมการณ์ศักดินาล้าหลังนานาประการอย่างแยบคาย พยายามกำจัดสุ้มเสียงใดๆ ที่หมายจะต่อกรกับพวกมัน ยึดจับเอาสวัสดิการทางสังคมทั้งหลายให้กลายเป็นตรรกะของทุน!

ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นย่อมมีการต่อต้าน”

ในวสันตฤดูและคิมหันตฤดูเมื่อสามทศวรรษที่แล้ว นักศึกษาหัวก้าวหน้าได้เดินเท้าเข้าสู่จัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อต่อสู่กับอำมาตยาธิปไตย การทุจริต เงินเฟ้อ พวกพ่อค้าหน้าเลือดและการควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งถูกทำให้เสื่อมเสียภายหลังจากการปฏิรูปเพียงสิบปี! พวกเขาต้องการประชาธิปไตย เสรีภาพ วิทยาศาสตร์ นิติธรรม พวกเขาคาดหวังที่จะบรรลุการทำให้จีนเป็นสมัยใหม่ ขบวนการดังกล่าวเริ่มขึ้นโดยนักศึกษาในปักกิ่งแต่ท้ายที่สุดก็ได้ปลุกนักศึกษาและประชาชน ทั้งจากในปักกิ่งและทั่วประเทศให้ลุกฮือขึ้นมาได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือความสำเร็จและความก้าวหน้าที่สำคัญในประวัติศาสตร์

อนิจจา เส้นทางแห่งประชาธิปไตยและเสรีภาพกลับมีหล่มลึกไร้ก้นบึ้งที่คอยขวางอยู่ มันคือหล่มแห่งความสัมพันธ์ที่ขูดรีดของทุนนิยม! ตราบใดที่ท่านมิได้เดินในเส้นทางสังคมนิยมซึ่งทอดตัวอยู่เบื้องหลังทุนนิยมแล้วไซร้ คำตอบของคำถามเรื่องประชาธิปไตยแลเสรีภาพจักมิมีให้ท่านดอก

เช่นนั้นแล้วความรับผิดชอบทางสังคมของเยาวชนในทุกวันนี้คืออะไรกันเล่า?

มันไม่ได้ดำรงอยู่ในการพูดคุยถึงการฟื้นฟูชาติ มันไม่ได้ดำรงอยู่ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของชาติ แต่มันดำรงอยู่ในสำนึกทางสังคมของเราด้วยการที่เอาตัวเองไปเข้าร่วมขบวนการต่อต้านอาณัติสวรรค์ที่ชื่อทุนนิยม เลือกเดินในเส้นทางประชาธิปไตยเพื่อความเท่าเทียมอีกครั้ง ระหว่างการเดินทางนั้นเยาวชนจะค่อยๆ บรรลุว่า ‘ลัทธิมาร์กซ์เท่านั้นที่สามารถช่วยจีนได้!’

ขบวนการนี้ไม่ควรถูกปิดปาก ไม่ควรถูกกำราบหรือถูกลดทอนให้เหลือเพียง ‘ชีวิต’ ในหอประชุมแห่งประชาชนได้ นักศึกษาที่ออกไปประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในหูเป่ย นักศึกษาที่ออกไปสู้กับโจรรับจ้างที่นานกิง และยังมีอีกมากที่ต่อสู้กับอำมาตย์ในมหาวิยาลัยตนเอง จิตวิญญาณแห่งสี่พฤษภาฯ ได้ลุกโหมด้วยเพลิงอันโชติช่วงอยู่ในตัวของพวกเขา

เยาวชนในปัจจุบัน ไม่ควรต่อสู้เพียงเพื่อประชาธิปไตยในวิทยาลัยเพื่อตัวพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาควรขยายขอบเขตการต่อสู้ตั้งแต่ในโรงงาน ในชนบทไปจนจรดทุกอาณาเขตในชีวิตทางสังคมของพวกเขา

เยาวชนร่วมสมัยเอ๋ย การกล้าต่อสู้กับอำนาจเผด็จการนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป พวกเขาควรกล้าที่จะรวมตัวกับแรงงานและชาวไร่ชาวนาเพื่อร่วมเป็นแนวหน้าในการต่อสู้ทางชนชั้น

จงจดจำทุกห้วงขณะ สังคมใหม่ที่พวกเรากำลังต่อสู้เพื่อให้ได้มาคือสังคมที่นำโดยชนชั้นแรงงาน ด้วยสังคมนี้เท่านั้นที่ทำให้ประชาชนเป็นนายแห่งชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริง สังคมซึ่งแสวงหาความเท่าเทียมและเสรี แสวงหาการพัฒนาการดำรงอยู่ของมนุษย์ในทุกด้าน ด้วยสังคมนี้จะเป็นสังคมที่ปฏิเสธการขูดรีดหรือการกดขี่ทางชนชั้นอย่างสิ้นเชิง เส้นทางของพวกเราคงไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันอาจจะยาวไกลน่าเหนื่อยหน่าย แต่หากพวกเราต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เคียงข้างกันไป วันที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพและประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินก็จักมาถึง

 


1 บทความนี้แปลมาจาก ‘Young Pioneers, May Fourth Manifesto, NLR 116/117, March–June 2019’, New Left Review <https://newleftreview.org/issues/ii116/articles/young-pioneers-a-may-fourth-manifesto> [accessed 4 May 2021].

2พระอาทิตย์ยามแปดหรือเก้านาฬิกาในตอนเช้า’ เป็นการเหน็บแหนมคำเปรียบเปรยของเหมา ที่พูดถึงนักศึกษาและผู้ไปเรียนรู้ที่มอสโกปี 1957: ‘เหล่าเยาวชนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังและแรงงานเอ๋ย ชีวิตของพวกเธอกำลังเบ่งบานดั่งเช่นพระอาทิตย์ในตอนแปดหรือเก้าโมงเช้า ความหวังของพวกเราขอฝากไว้กับพวกเธอ โลกเป็นของเธอ อนาคตของชาติจีนเป็นของพวกเธอ’

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้