การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

by | Aug 28, 2026 | Articles บทความ, สตรีนิยม Feminism, ไทย

(ภาพจาก นอร์แมน พีแกม เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2518 นักศึกษาและประชาชนจำนวนมากได้เดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาบนถนนวิทยุ เพื่อกดดันให้สหรัฐอเมริกาถอนทหารและฐานทัพทั้งหมด 12 แห่ง ได้แก่ อู่ตะเภา ตะคลี อุบลราชธานี อุดรธานี นครพนม น้ำพงษ์ สัตหีบ ลพบุรี น้ำผุดดำ โคราช และกาญจนบุรี โดยมีศูนย์บัญชาการหลักและหน่วย JUSMAG ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ออกจากประเทศไทย)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน ในขณะกันก็ได้กำลังทำสงครามรุกรานในอิหร่านและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง การที่ชนชั้นปกครองของไทยอนุญาตให้เรือ USS ลินคอล์นเทียบท่า เท่ากับเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับระบบความรุนแรงแบบจักรวรรดินิยมอีกครั้ง ซึ่งขยายวงกว้างออกไปไกลเกินพรมแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบนี้ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรุนแรงทางเพศและอิตถีฆาต (femicide)

ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการเป็นประเทศราชบริพารของเจ้าอาณานิคมอย่างสหรัฐฯ ตั้งแต่เป็น “พันธมิตรสำคัญนอกกลุ่มนาโต” ในปี 2546 แม้ว่าประเทศไทยจะพยายามสร้างสมดุลความสัมพันธ์โดยหันไปหาจีนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สหรัฐฯ ยังคงลงทุนอย่างหนักในการรักษาอิทธิพลเหนือการเมืองและสถาบันทางทหารของไทย โดยมองว่าราชอาณาจักรไทยมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ การเยือนของเรือรบ USS ลินคอล์นจึงเป็นการยืนยันถึงการรักษาพันธมิตรที่ดำเนินอยู่ ซึ่งเป็นการย้ำเตือนที่น่าอับอายถึงแนวโน้มของบรรดาผู้ปกครองแห่งราชอาณาจักรไทยที่ยอมจำนนต่อความใคร่ทางทหารของอเมริกา แนวโน้มนี้ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสตรีของประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของสหรัฐฯ มากที่สุดในความสัมพันธ์นี้

นี่คือความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์อันยาวนานของความรุนแรงจากจักรวรรดินิยม ที่ซึ่งได้ทำให้ร่างกายของผู้หญิงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับโลกตะวันตก เรือรบ USS ลินคอล์นจะเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นจุดพักและจุดรวมพลหลักของอเมริกาในการโจมตีเวียดนามตั้งแต่ยุคต้นปี พ.ศ. 2500 

อีกทั้งในปัจจุบัน เมืองพัทยาอาจเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเพศที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เป็นแหล่งของการข่มขืนโดยจักรวรรดินิยม ซึ่งเป็นผลมาจากประวัติศาสตร์การต้อนรับทหารอเมริกันมาโดยตลอด เครื่องจักรสงครามได้ผูกตัวเองเข้ากับมรดกทางโครงสร้างของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของอเมริกา มรดกของการปล้นสะดมประเทศไทยให้กลายเป็นแหล่งของการแสวงประโยชน์ทางเพศ และมรดกของการฆาตกรรมสตรี ที่ซึ่งรัฐและทุนทำงานร่วมกันอย่างหนักเพื่อทำให้ชีวิตของผู้หญิงไร้ค่าอย่างเป็นระบบในนามของผลกำไรและการครอบงำทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐฯ

ความเชื่อปรัมปราของอธิปไตยไทย

ประวัติศาสตร์ไทยฉบับทางการยกย่องราชอาณาจักรไทยว่าเป็นชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถหลุดพ้นจากเงื้อมมือของการล่าอาณานิคมของยุโรปได้ด้วยความปรีชาเฉลียวฉลาดทางการทูตของพระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่านี้บิดเบือนความเป็นจริงของประชาชน ดังที่นักประวัติศาสตร์ลัทธิมาร์กซ์ไทยยุคแรกๆ ได้ตระหนัก ไทยเป็นรัฐ “กึ่งอาณานิคม” มาตั้งแต่สนธิสัญญาโบวริงปี พ.ศ. 2428 ซึ่งให้สิทธิพิเศษนอกอาณาเขตแก่พลเมืองอังกฤษและผูกขาดการค้าไว้ในมือของอาณานิคม สนธิสัญญานี้ลงนามภายใต้การทูตแบบใช้กำลังทางเรือ – คล้ายกับสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับจีน – ทำให้สยามกลายเป็นรัฐกันชนโดยพฤตินัยระหว่างผลประโยชน์อาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส ทำให้มีอำนาจอธิปไตยเพียงในนามเท่านั้น

“ประเทศไทยเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐอเมริกา”

การถอนตัวของมหาอำนาจยุโรปไม่ได้นำมาซึ่งเอกราชที่แท้จริง แต่เป็นการแทนที่ผู้ปกครองตัวหนึ่งด้วยผู้ปกครองอีกตัวหนึ่ง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกาเข้ามารับบทบาทเป็นผู้อุปถัมภ์จักรวรรดิ โดยมองว่าประเทศไทยเป็นปราการสำคัญในการต่อต้าน “การรุกรานของคอมมิวนิสต์” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493เป็นต้นมา ระบอบเผด็จการทหารฟาสซิสต์ของไทยที่สืบทอดต่อกันมา เริ่มต้นด้วยการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในปี พ.ศ. 2500 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ก็ถูกจูงจมูกอยู่ภายใต้การควบคุมของวอชิงตันอย่างถี่ถ้วน สหรัฐฯ เทเงินให้ความช่วยเหลือทางทหารและเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดระบบการพึ่งพาผลประโยชน์ของอเมริกาในกองทัพไทย โดยที่ประเทศไทยได้ต้อนรับฐานทัพอากาศสหรัฐฯ 7 แห่งและทหารหลายแสนนาย ซึ่งส่วนใหญ่ได้เดินทางมาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ในช่วงสงครามรุกรานเวียดนามของอเมริกา

ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่ได้ถูกยึดครองแผ่นดินโดยตรง แต่โดยการครอบงำทางเศรษฐกิจ การมีอยู่ของกองทัพ และการยอมจำนนทางการเมือง ผ่านเครือข่ายกลไกทางภูมิรัฐศาสตร์ทางการเงินที่ซับซ้อน ดังที่ Tricontinental เคยกล่าวไว้ในปี พ.ศ. 2512 ว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ซื่อสัตย์ที่สุดในการปฏิบัติตามคำสั่งจากวอชิงตันมากที่สุด ดังนั้นจึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่า จอมพลกิตติขจร (จอมพล ถนอม) มีความจริงใจอย่างยิ่งเมื่อเขากล่าวว่า สหรัฐอเมริกาอาจคำนึงถึงประเทศไทยเป็นรัฐที่ 51”

เครือข่ายอุตสาหกรรมแห่งการค้าประเวณีของกองทัพสหรัฐฯ

สงครามรุกรานในเวียดนามได้แปลงประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการพักผ่อนหย่อนใจ (R&R) หลักของกองทัพสหรัฐฯ ทหารที่ได้รับอนุญาตให้ลาพักหลังจากสังหารชาวเวียดนามและทำให้ประเทศจมอยู่ใต้น้ำด้วยสารเคมีฝนเหลืองจะถูกส่งไปยังฐานทัพในประเทศไทย ซึ่งความรุนแรงแบบชายเป็นใหญ่และอิตถีฆาต (femicide) ได้รับการปลูกฝังให้เป็นทั้งรางวัลและความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลทหารของจอมพลสฤษดิ์ ได้วางแผนเรื่องนี้อย่างแข็งขันในฐานะนโยบายชาติ ในปี พ.ศ. 2502 แม้กระทั่งก่อนการระดมกำลังทหารครั้งใหญ่ กลุ่มทหารอเมริกัน 500 นายถูกส่งจากฐานทัพในนครราชสีมาไปยังพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งในขณะนั้นเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ การเดินทางครั้งนี้ได้รับการอำนวยความสะดวกโดยทางการท้องถิ่นและเป็นการกำหนดให้หมู่บ้านแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของพวกเขาอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้ได้รับการทำให้เป็นทางการในปี พ.ศ. 2507เมื่อรัฐบาลไทยและสหรัฐฯ ลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการเพื่อจัดหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับทหารอเมริกัน ซึ่งข้อตกลงนี้ได้เปลี่ยนพัทยาและพื้นที่อื่นๆ ให้กลายเป็นศูนย์รวม “ความบันเทิง” ขนาดใหญ่ ระหว่างปี พ.ศ. 2507 ถึง 2519 ทหารจากนานาชาติประมาณ 700,000 นายเดินทางมาประจำการเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ในแต่ละปี ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังโจมตีอินโดจีน

ร่างกายของผู้หญิงในไทยถูกเปลี่ยนสภาพเป็นทรัพยากรของชาติ ถูกเอารัดเอาเปรียบเพื่อดึงดูดเงินตราต่างประเทศและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ ซินเทีย เอ็นโล เขียนไว้ในหนังสือ Bananas, Beaches and Bases (พ.ศ. 2533) ว่านี่คือตรรกะของจักรวรรดินิยม ทุนนิยม และปิตาธิปไตย: ร่างกายของผู้หญิงกลายเป็นเครื่องมือในการสะสมทุน และรัฐอำนวยความสะดวกในการแสวงหาผลประโยชน์นี้ อุตสาหกรรมทางเพศของไทยเป็นระบบการเอารัดเอาเปรียบที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง โดยได้รับการรับรองจากรัฐและได้รับการสนับสนุนจากความต้องการแรงงานหญิงจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ทั้งแรงงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน เช่น คนทำความสะอาด คนทำอาหาร แม่บ้าน ฯลฯ และแรงงานทางเพศที่ถูกเอารัดเอาเปรียบและกดขี่อย่างรุนแรง

ปัจจุบัน เมืองพัทยาได้กลายเป็นแหล่งค้าประเวณีอย่างถาวร มีการให้บริการการท่องเที่ยวทางเพศระหว่างประเทศสำหรับเหล่าผู้ชายที่ไม่ใช่แค่ทหารเท่านั้น มองจากมุมมองทางเศรษฐกิจ ทหารอเมริกันได้สร้างความต้องการที่กระตุ้นให้ “ผู้ประกอบการ” ทางเพศ (เหล่าแมงดาและผู้ค้ามนุษย์) “ยกระดับ” กิจกรรมของตนให้เป็นระบบมากขึ้น หลังจากฐานทัพสหรัฐฯ ในชลบุรีถูกขับไล่ออกไปในปี พ.ศ. 2518 ด้วยความกล้าหาญของกลุ่มนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย นักศึกษา เกษตรกร และชนชั้นแรงงานของไทย เขตเหล่านี้ยังคงรักษาโครงสร้างพื้นฐานและชื่อเสียงที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทางเพศ ทำให้วงจรชั่วร้ายนี้ดำเนินต่อไป พื้นที่โดยรอบฐานทัพเดิมทั้งหมดในปัจจุบันเต็มไปด้วยโรงแรมหรูริมชายหาด ซึ่งทำการตลาดเน้นให้กับชาวต่างชาติ และอย่างที่เราเห็นในกรณีของเรือรบUSS ลินคอล์น มันยังคงเป็นที่ตั้งของฐานทัพจักรวรรดินิยมตะวันตก เพื่อใช้เป็นสถานที่ค้าประเวณีผู้หญิงของเรา

เหล่าผู้ได้รับผลประโยชน์ทางชนชั้น เช่น นายปรเมศ งามพิเชษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองพัทยา กล่าวว่า “เมืองพัทยาพร้อมต้อนรับบุคลากรทางทหารของสหรัฐฯ ที่ต้องการพักผ่อนและใช้เวลาในเมืองตากอากาศแห่งนี้”  หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจรุกรานเป็นเวลานาน

ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความผันผวนของความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการปรากฏตัวของกองทัพอเมริกัน มันเป็นอุตสาหกรรมที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างเป็นระบบของห่วงโซ่อุปทานทางเพศที่ตอบสนองความใคร่ของกองทัพ และในท้ายที่สุด ผู้หญิงคือผู้ที่ต้องแบรับผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากความรุนแรงแบบชายเป็นใหญ่ในระบอบจักรวรรดินิยมนี้ เช่นเดียวกับเงื่อนไขที่ทำให้เครือข่ายอย่างของเอปสตีนสามารถดำเนินการได้ ได้แก่ ความเปราะบางของเหยื่อ การสมรู้ร่วมคิดของโครงสร้างอำนาจ และการมองร่างกายของผู้หญิงเป็นสินค้า เราพบภาพสะท้อนของสิ่งเหล่านี้ในเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของการแสวงประโยชน์ทางเพศในระดับโลก

อิตถีฆาต (femicide): ผลลัพธ์สุดท้ายของความรุนแรงทางเพศเชิงโครงสร้าง

อิตถีฆาต (femicide) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฆาตกรรมรายบุคคล แต่ครอบคลุมถึงสภาพโครงสร้างทั้งหมดที่ทำให้ชีวิตของผู้หญิงไร้ค่า ลดทอนโอกาสในชีวิต และทำให้พวกเธอตกอยู่ภายใต้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบ ระบบที่ผู้หญิงถูกดึงเข้าสู่การค้าประเวณีอย่างเป็นระบบเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและความยากจนที่มีอยู่ ระบบที่รัฐอำนวยความสะดวกและได้ผลประโยชน์จากการเอารัดเอาเปรียบเรา ระบบที่การมีอยู่ของกองทัพสหรัฐฯ สร้างความต้องการ และระบบที่การท่องเที่ยวของตะวันตกทำให้การจัดหาสินค้าหรือบริการทางเพศดำรงอยู่ต่อไป นี่คืออิตถีฆาต (femicide) มันคือการสังเวยทั้งทางร่างกายและจิตใจ ความเป็นอิสระ และชีวิตของผู้หญิงอย่างเป็นระบบ เพื่อผลประโยชน์ของจักรวรรดินิยม

ผู้หญิงในไทยกำลังถูกกดขี่และเหยียดหยาม ไม่เพียงแต่เพื่อผลกำไรจากการท่องเที่ยวทางเพศเท่านั้น แต่ยังเพื่อรักษาพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นฐานทัพสำหรับสงครามของประเทศจักรวรรดินิยม เสถียรภาพทางการเมืองที่สหรัฐฯ พยายามรักษาไว้ในประเทศไทยนั้นถูกกำหนดให้ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงผลักดันให้ผู้หญิงตกอยู่ในวังวนของการกดขี่ทางเพศ ระบบการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองเหล่านี้รวมถึงหน่วยสังหารต่อต้านคอมมิวนิสต์ การรักษาความสัมพันธ์ทางทหารที่พึ่งพา การห้ามมีอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจ และการรับรองผู้นำที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างแข็งขัน ตราบใดที่เศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวต้องการการไหลเวียนของผู้บริโภคต่างชาติที่ยึดมั่นในระบบปิตาธิปไตย และตราบใดที่รัฐยังให้ความสำคัญกับการสะสมทุนมากกว่าสิทธิในการดำรงชีวิตของผู้หญิง เหล่าผู้หญิงในไทยก็จะต้องแบกรับต้นทุนด้านมนุษยธรรมของพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับไทยต่อไป

วัฒนธรรมการเป็นวัตถุทางเพศที่ยังหลงเหลือ

ในโซเชียล การมาถึงของทหารอเมริกัน 5,000 นายในประเทศไทยถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกขบขันสำหรับชาวอเมริกัน นี่แสดงให้เห็นว่าการมองผู้หญิงไทยเป็นแค่วัตถุทางเพศและการเอากดขี่ของร่างกายของเราอย่างเป็นระบบนั้นกลายเป็นเรื่องปกติในจิตสำนึกของผู้ชายไปแล้ว บางความคิดเห็นระบุว่า “Big pay day for those girl[s], might find their husband” [วันรับเงินฉ่ำของสาวๆ เผลออาจได้ผัวกลับ] “Tons of Gallons of Semen incoming [น้ำอสุจิเป็นตันๆ กำลังมา]” และ “Straight to Bangcock ; all soldiers are sexcited about sexercises [ตรงไปกรุงเทพฯ เลย ทหารทุกคนตื่นเต้นกับเรื่องเซ็กส์]” คำพูดเหล่านี้เป็นการรวมเอาทัศนคติที่ทหารอเมริกันทิ้งไว้เบื้องหลัง ความรู้สึกเหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากวัฒนธรรมอเมริกันที่พรรณนาถึงผู้หญิงเอเชียว่าเป็นวัตถุทางเพศที่สมยอมมาตั้งแต่ยุคที่สหรัฐฯ รุกรานในภูมิภาคนี้

การเอากดขี่ผู้หญิงในไทยถูกมองว่าเป็นผลพวงอย่างหนึ่งจากการแวะจอดท่าเรือทางทหาร การดำรงอยู่และการสืบทอดวัฒนธรรมนี้เผยให้เห็นระบบอาณานิคมใหม่ที่ลดทอนคุณค่าของผู้หญิงอย่างเป็นระบบเพื่อความใคร่และผลกำไรของจักรวรรดิ

โพสต์ในอินสตาแกรมโดยผู้ใช้ @onlyinbangkok พร้อมคำบรรยายว่า “ทหารเรือ 5,000 นาย เดินทางถึงพัทยา หลังจากลอยลำในทะเล 250 วัน บนเรือ USS Abraham Lincoln”

เรือรบ USS ลินคอล์นคือการสืบทอด

การมาถึงของเรือรบ USS ลินคอล์นในประเทศไทยเป็นเพียงตัวอย่างล่าสุดของความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นจากการครอบงำทางจักรวรรดินิยมและดำรงอยู่ได้ด้วยการเอารัดเอาเปรียบสตรีไทยอย่างเป็นระบบ สหรัฐฯ จงใจสร้างและกำหนดรูปแบบเศรษฐกิจความรุนแรงทางเพศ ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นคุณลักษณะถาวรของระบบเศรษฐกิจและสังคมของไทย เมื่อเรือเทียบท่า พวกมันกำลังเพลิดเพลินกับผลแห่งชัยชนะในสงครามเย็น ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความต่อเนื่องของอิตถีฆาต ของการฆาตกรรมสตรีอย่างเป็นระบบที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ

เราต้องมองผู้หญิงในพัทยา นครราชสีมา นครพนม ตาคลี อุบลราชธานี อุดรธานี และทั่วประเทศไทย ในฐานะบุคคลที่ติดอยู่ในวังวนแห่งการกดขี่ของระบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ มรดกจากยุคจักรวรรดินิยม และความรุนแรงจากระบบชายเป็นใหญ่ในรูปแบบที่โหดร้ายที่สุด ทางออกไม่ใช่การแทรกแซงต่อต้านการค้ามนุษย์ที่นำโดยชาติตะวันตก ซึ่งจะยิ่งทำให้ผู้หญิงไทยไร้อำนาจ แต่เป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ในระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่สร้างกำไรจากการกดขี่ของเราตั้งแต่แรก

การมาเยือนของเรือ USS ลินคอล์น สมควรได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงที่สุด ทั้งจากประวัติศาสตร์ที่มันเป็นตัวแทนและอนาคตที่มันบ่งบอกถึง จนกว่าเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ก่อให้เกิดการแสวงประโยชน์ทางเพศจะถูกทำลายลง การเข้าเทียบท่าทุกครั้งจึงเป็นการกระทำรุนแรงต่อแผ่นดินและร่างกายของเรา

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา