“ห้องสมุดตายแล้ว ทุนแอนด์ดิจิทัลจงเจริญ!”

by | Nov 6, 2021 | Articles บทความ, ความคิดเห็น Opinion, ไทย

ผู้เขียน Sarid Siriteerathomrong
บรรณาธิการโดย Editorial Team


หากท่านได้ติดตามข่าวในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา คงจะต้องเห็นข่าวการทุบโรงหนังสกาลาโดยนายทุนเจ้าของห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ผ่านตาเป็นแน่ การตัดสินใจทุบโรงหนังเก่าแก่แห่งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าสัวห้างนั้น ชนะการประมูลเช่าที่ดินเป็นระยะเวลา 30 ปี จากสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ที่ซึ่งโรงหนังสกาลาเปิดให้บริการมาเป็นเวลากว่า 50 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 แม้นว่าโรงหนังสกาลาอันเก่าแก่แห่งนี้จะมีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ความทรงจำ คุณค่าทางสถาปัตยกรรม คุณค่าในฐานะแหล่งการเรียนรู้และอื่นๆ อีกมากมายพอที่จะเข้าเกณฑ์เป็นโบราณสถานแต่กรมศิลปากรกลับเมินเฉยต่อคุณค่าเหล่านี้และปล่อยให้เจ้าสัวห้างทุบทำลายอาคารประวัติศาสตร์นี้ทิ้งเสียฉิบ แต่ท่านทั้งหลายครับในข้อเขียนนี้ผมไม่ได้จะพาท่านไปพิจารณากรณีการทุบสกาลาทิ้งอย่างเลือดเย็นแต่อย่างใด ผมเพียงแต่ยกกรณีนี้มาเพื่อชี้ให้เห็นความโหดร้ายเลวทรามของทุนนิยมที่กระทำต่อทรัพยากรอันทรงคุณค่าของเราต่างหาก

เรื่องที่ผมต้องการจะพูดแก่ท่านทั้งหลายคือ ในขณะที่ความเจริญงอกงามของกิจการหนังสือยอดขายสิ่งพิมพ์ที่เพิ่มสูงขึ้น หนังสือวิชาการหรือจะเป็นนิยาย วรรณกรรม ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศถูกแปลออกมามากขึ้น เหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าสังคมกำลังเติบโตทางความคิดอย่างมาก แต่ท่านทั้งหลายครับ ณ ห้วงยามที่น่าปีตินี้กลับเกิดเหตุอาเพศขึ้นที่คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยหัวเมืองภาคเหนืออันขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ เหตุอาเพศที่ว่าคือ “การยุบห้องสมุดประจำคณะ” เปลี่ยนให้เป็น “พื้นที่ทำงานร่วม (co-working space)” แผนปรับปรุงห้องสมุดยังล้ำเส้นไปกว่านั้นด้วยคณะผู้บริหารจะติดต่อร้านรวงต่างๆ เช่น ร้านอาหารเฟรนไชส์ ร้านกาแฟ ฯลฯ ให้มาเช่าพื้นที่

แรกเริ่มผู้คนยังไม่รับรู้ถึงข่าวอาเพศนี้ในวงกว้างนัก ต่อมาข่าวนี้ได้กระจายเป็นวงกว้างในประชาคม หลังข่าวกระจายออกไปผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับไอเดียอันสุดแสนจะบรรเจิดนี้ท่านหนึ่งก็ได้ออกมาแก้ต่างให้กับการยุบห้องสมุดทิ้งด้วยข้ออ้างทำนองว่า

“นี่มันยุคทุนแอนด์ดิจิทัลแล้วสมัยนี้เอกสารที่อ่านกันจริงๆ จังๆ ก็มาจาก “online data based journal” (ฐานข้อมูลวารสารออนไลน์) บรรดาหนังสือต่างๆ ในช่วงสิบปีมานี้ก็ถูกทำให้เป็น “electronic files” ทั้งสิ้น เพื่อให้ห้องสมุดมีชีวิตต่อไปในยุคดิจิทัล จึงจำเป็นที่จะต้อง “ปรับปรุง” ห้องสมุดซะ เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บหนังสือ การมีอยู่และการเข้าถึงต่างหากที่คือความหมายอันงดงามของมัน ห้องสมุดที่คนไม่อยากเข้าหรือเข้าถึงไม่ได้ จนไม่มีโอกาสได้เข้าถึง (เพราะชอบสิ่งอื่นๆ อีกมากกว่า) ต่างหากที่จะกลายเป็นห้องสมุดที่ตายแล้วจริงๆ”

ท่านทั้งหลายครับ ผมอยากจะให้ท่านลองพิจารณาข้ออ้างเหล่านี้ให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง แล้วท่านจะพบว่ามันฟังไม่ขึ้นเสียเลย! คณะผู้บริหารอันสูงส่งเกรียงไกรได้อ้างว่ายุคสมัยนี้ใครๆ เขาก็อ่านหนังสือในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะในคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก กระดานชนวนราคาแสนแพง ฯลฯ เพราะฉะนั้นคนเขาก็ไม่ค่อยจะเข้าห้องสมุดนักหรอก ข้อกล่าวอ้างข้างต้นนี้ถูกเพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ข้อกล่าวอ้างนี้ละเลย ความสำคัญของห้องสมุดในฐานะที่เป็นส่วนรวมทางความรู้ (knowledge commons) ของประชาคม ท่านผู้บริหารบอกว่าห้องสมุดที่คนไม่อยากเข้าหรือเข้าไม่ถึงต่างหากถึงจะเป็นห้องสมุดที่ตายแล้ว ความย้อนแย้งของท่านผู้บริหารคือ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถถือครองทรัพยากรในการเข้าถึงหนังสือดิจิทัลเหล่านี้ได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้ลูกตาจ้องมองจอแสดงภาพได้เป็นเวลานานติดต่อกันหลายชั่วโมง อีกทั้งมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติแห่งนี้ก็ไม่ได้ลงทุนกับแหล่งความรู้ดิจิทัลมากดังที่ชอบกล่าวอ้าง นอกจากนี้หากท่านต้องการจะยืมหนังสือท่านจำเป็นต้องรู้ชื่อหนังสือเล่มที่จะยืมเสียก่อนแล้วค่อยไปบอกบรรณารักษ์ที่นั่งประจำอยู่ที่พื้นที่ทำงานร่วมให้นำมาให้ท่าน อ่าห์… ช่างเป็นระบบที่ใช้งานง่ายและเข้าถึงง่ายเสียจริง! ซึ่งพื้นที่ทำงานร่วมนี้จะไม่มีหนังสือเก็บไว้ เราไม่อาจเรียกพื้นที่โล่งที่มีแต่โต๊ะ เก้าอี้ วางเรียงรายราวกับป้ายสุสานแต่ไม่มีหนังสือสักเล่มเดียวว่าห้องสมุดได้ดอกครับ ผู้บริหารควรหยุดสะกดจิตตัวเองได้แล้วว่าป้ายสุสานน่าอดสูเหล่านี้สามารถนำพาดวงวิญญาณที่หลงทางไปสู่แสงสว่างแห่งปัญญาได้ ตราบใดที่ห้องสมุดซึ่งเปรียบเสมือนตะเกียงสอดส่องไปยังหนทางแห่งปัญญาเบื้องหน้ายังไม่ได้ความสำคัญ ซ้ำร้ายกว่านั้น ในโปรเจกต์ปรับปรุงห้องสมุดนี้ คณะผู้บริหารจะทำสัญญากับบรรดาทุนทั้งหลายโดยให้ใช้พื้นที่ส่วนรวมบริเวณรอบๆ อดีตห้องสมุดเป็นพื้นที่ขายของแลกกับความมั่งคั่งในรูปแบบของค่าเช่าอีกด้วย

ท่านทั้งหลายที่อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปว่าข้าพเจ้าต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ต่อต้านความเจริญงอกงาม ข้าพเจ้าไม่ได้ต่อต้านความก้าวหน้า ข้าพเจ้าเพียงแต่ต่อต้านความบ้าอำนาจของเหล่าผู้บริหารอันสูงส่งแลโครงสร้างการบริหารภายใต้ระบบทุนนิยมที่จะต้องคำนึงถึงกำไรขาดทุนอยู่ตลอดเวลา ราชวงศ์ผู้บริหารแห่งคณะสังคมศาสตร์ดูจะมีอำนาจเหลือล้นจนสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาคมได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้แทนของประชาคม เมื่อสมาชิกของประชาคมเริ่มส่งเสียงของตัวเองออกมา บรรดาราชวงศ์ก็บอกว่า “พวกเธอจะไปรู้อะไรเรื่องการบริหาร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเราเถอะ” โครงสร้างอำนาจการบริหารงานนี้ไม่ได้ดำรงอยู่แค่ในราชวงศ์ผู้บริหารคณะสังคมฯ เท่านั้น แต่มันกลับสะท้อนออกมาให้เห็นในทุกราชวงศ์ของผู้บริหารคณะต่างๆ ภายใต้การปกครองของอธิการบดี

ด้วยโครงสร้างศักดินาและอำนาจทุนในมหาวิทยาลัยนี้เองที่ทำลายศักยภาพในการเติบโต ศักยภาพในการสร้างสรรค์ ศักยภาพในการใช้ชีวิตของประชาคม พวกมันเป็นดั่งเนื้อร้ายที่ค่อยๆ ทำลายสุขภาพของประชาคมไปทีละน้อย ทีละน้อย นับวันเนื้อร้ายนี้มันยิ่งขยายตัวกัดกร่อนแก่นแกนสำคัญของการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อปวงชนเข้าไปทุกที สิ่งที่เราและท่านทั้งหลายพึงกระทำคือต้องต่อต้านโครงสร้างห่าเหวนี้อย่างแข็งขันไม่ย่อท้อ หากเป็นไปได้เราทั้งหลายจำเป็นจะต้องร่วมมือกันโค่นล้มราชวงศ์ผู้บริหารและโค่นล้มอธิการบดีเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจให้ประชาคม ผู้บริหารของประชาคมควรจะต้องมาจากฉันทามติของประชาคม หาใช่มาจากอำนาจมืดนอกประชาคม หากเราไม่ต่อต้านแล้วไซร้ประชาคมของเราคงจะฉิบหายเป็นแน่

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้