หัวหน้าคอนเดียรองค์แห่งศตวรรษที่ 17 ยังคงให้บทเรียนอันทรงคุณค่าแก่พวกเราอยู่

by | Apr 16, 2022 | Articles บทความ, ทฤษฎี Theory, ประวัติศาสตร์ History, ไทย

คำติฉินวิจารณ์ของเขาต่อความหมกมุ่นที่ยุโรปมีต่อเงินทองและทรัพย์สิน ถูกกล่าวถึงอย่างมีชีวิตชีวาโดยเดวิด เกรเบอร์ (David Graeber) และเดวิด เวนโกรว์ (David Wengrow) ในปณิธานอันหาญมุ่งแห่งอนาธิปไตย

เมื่อสิบปีที่แล้ว เดวิด เกรเบอร์ เป็นผู้นำขบวนการยึดวอลล์สตรีท (Occupy Wall Street) เขาและสหายนักประท้วงได้กางเต๊นท์พักอยู่ในสวนสาธารณะซูคอทที (Zucotti) โดยเก็บเงินบริจาคจำนวน 800,000 ดอลลาร์สหรัฐไว้ในถุงขยะเพราะพวกเขาไม่ยอมรับธนาคาร

นักมานุษยวิทยาและนักเคลื่อนไหวอนาธิปไตยชาวอเมริกันเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการทดลอง ‘วิถีชีวิตแบบหลังราชการ’ (post-bureaucratic living) ทว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าวทำให้เกรเบอร์กลายเป็นบุคคลที่ไม่ได้รับการยอมรับจากบรรดามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เขาจึงย้ายไปอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 2013 ที่ซึ่งเขาได้กลายมาเป็นศาสตราจารย์เต็มตัวที่ LSE (วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน) จวบจนการเสียชีวิตของเขาเมื่อปีที่แล้วในวัย 59 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาใฝ่ฝันถึงสังคมยูโทเปียอนาธิปไตย และกล่าวโทษในสิ่งที่เขาถือว่าเป็นขั้วตรงข้ามของสังคมดังกล่าว นั่นก็คือ อารยธรรมตะวันตก

ในหนังสือ หนี้: 5,000 ปีแรก (Debt: The First 5,000 Years) เขาเรียกร้องให้มี ‘การเฉลิมฉลอง’ ตามแบบคัมภีร์ไบเบิล นั่นก็คือ การล้างหนี้รัฐบาลและหนี้ผู้บริโภค ซึ่งเป็นไอเดียที่ทำให้เขากลายมาเป็นที่รู้จักในบรรดานักศึกษาที่ร่ำเรียนกับเขา ในหนังสือ อาชีพเฮงซวย (Bullshit Jobs) เขากล่าวด้วยความคับข้องใจว่า งานคอปกขาวส่วนใหญ่เป็นงานที่ไร้ความหมาย และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ไม่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระงาน แต่กลับทำให้คนทำงานมากขึ้น ในหนังสือ ยูโธเปียแห่งกฎ (The Utopia of Rules) เขาตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่จะเป็นการหาวิธีรักษาโรคมะเร็ง ความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งใหญ่ล่าสุดกลับเป็นยา เช่น ริทาลิน (Ritalin), โซลอฟท์ (Zoloft) และโปรแซค (Prozac) ซึ่งเป็นสิ่งที่คอยการันตีว่า ‘ความต้องการระดับมืออาชีพอันใหม่เหล่านี้ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นบ้า สติแตก ไปซะทั้งหมด’ เขาบอกฉันว่า ในสังคมที่ดีกว่านี้ นวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะมุ่งเน้นการทำให้เราบินได้ด้วยยานบินบุคคล (jet packs) มากกว่าที่จะเลี้ยงไข้เราด้วยยาเหล่านี้

งานล่าสุดตอนนี้ก็คือ รุ่งอรุณของทุกสิ่งอย่าง: ประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติฉบับใหม่ (The Dawn of Everything: A New History of Humanity) เป็นงานเขียนอ่านเพลินกว่า 700 หน้า ซึ่งเกรเบอร์และศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน เดวิด เวนโกรว์ ใช้เวลาเขียนถึงสิบปี งานเขียนชิ้นนี้โต้กลับสิ่งที่อาจเรียกว่า ทฤษฎีประวัติศาสตร์มนุษย์แบบ Private Frazer ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เสนอว่า เราถูกสาปให้อยู่ในสังคมที่มีแต่ความเหลื่อมล้ำ ทำงานที่ไม่มีคุณค่า ในขณะเดียวกันก็ขูดรีดธรรมชาติและมนุษย์ด้วยกันเองอย่างโหดเหี้ยม เกรเบอร์และเวนโกรว์คาดการณ์กันว่า ปรัชญาดังกล่าวปรากฏชัดเจนที่สุดในงานเขียนของ ยูวัล โนอาห์ ฮารารี (Yuval Noah Harari) ในหนังสือขายดีประจำปี 2014 เซเปียนส์: ประวัติย่อมนุษยชาติ (Sapiens: A Brief History of Humankind) ฮารารีกล่าวว่า “มันไม่มีทางที่จะหนีออกจากระเบียบโครงสร้างที่ถูกจินตนาการเอาไว้แล้ว” ‘เมื่อเราทำลายกำแพงที่กักขังเราและวิ่งไปสู่อิสรภาพ แท้จริงแล้ว เรากำลังวิ่งเข้าสู่ลานวิ่งของแดนกักขังที่ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม’

เกรเบอร์และเวนโกรว์เสนอว่า ทฤษฎี Private Frazer เกิดขึ้นมาเมื่อฌอง ฌากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) เสนอว่า มนุษย์ไม่ได้แค่เกิดมาอย่างอิสระเท่านั้น แต่ยังถูกล่ามโซ่ไว้ทุกหนทุกแห่ง การทำไร่นาล่ามเราไว้กับที่ดินและทำให้กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลกลายเป็นเรื่องปกติ และแรงงานโรงงานก็ขันตะปูควงให้แน่นยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้เราติดอยู่ในระบบที่เราเชื่อว่า การสะสมอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจะนำมาซึ่งอารยธรรม

นักเขียนทั้งสองคิดว่า คำอธิบายของโธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) ก็เพ้อเจ้อพอกัน ทฤษฎีของฮอบส์มีอยู่ว่า หากปราศจากสัญญาประชาคมที่มาจำกัดเสรีภาพของมนุษย์ ชีวิตก็จะน่ารังเกียจเดียดฉัน โหดร้าย และสั้นเหมือนกับวลาดิมีร์ ปูติน สำหรับเกรเบอร์และเวนโกรว์แล้ว รุสโซและฮอบส์ไม่ได้พูดถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่กำลังเล่านิทานต่างหาก และกระนั้นเอง มายาคติของพวกเขาก็เป็นรากฐานของสังคมแห่งการรู้แจ้งอันมีเหตุมีผลหลังยุคเรื่องเล่า (post-mythological) อิงตามนิทานดังกล่าว หากปราศจากทำสัญชาตญาณพื้นฐานของเราให้เชื่องและการสละเสรีภาพตั้งต้นไป เราก็ยังคงเป็นนักเก็บของป่าล่าสัตว์ที่ยังนุ่งผ้าขาวม้าตัวเดียวและอาศัยอยู่ในกลุ่มที่ผู้เขียนเรียกว่าเป็น ‘กลุ่มคนที่โดยทั่วไปแล้วมีลักษณะเหมือนลิง’ นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 นามว่า แอนน์ โรเบิร์ต ฌาค ตูร์ก็อต บารอน เดอ โลลเนอ (Anne Robert Jacques Turgot, Baron de l’Aulne) ได้คิดค้นบันไดสี่ขั้นแห่งวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจ นั่นคือ การเก็บของป่าล่าสัตว์ ตามมาด้วยปศุสัตว์ จากนั้นเป็นการเพาะปลูก และสุดท้ายก็เป็นสังคมพาณิชย์ในเมืองสมัยใหม่ บรรดาผู้ที่ยังคงติดอยู่ที่บันไดขั้นล่าง ๆ อันแสนป่าเถื่อนก็คือผู้พ่ายแพ้ในประวัติศาสตร์

เกรเบอร์และเวนโกรว์กล่าวว่า การเสนอเช่นนี้เป็นเรื่องไร้เหตุผลทั้งเพล คนที่กำลังติดแหง็กอยู่ก็คือมนุษย์สมัยใหม่อย่างเรานี่แหละ พวกเขาพาเราย้อนกลับไปเมื่อ 30,000 ปีที่แล้วในยุคน้ำแข็งและทบทวนประวัติศาสตร์มนุษยชาติอีกครั้งเพื่อทำลายมายาคติเหล่านี้ ลองดูในกรณีของชาว​ชาทัลเฮอยึค​ยุค​หินใหม่ (Neolithic Çatalhöyük) ซึ่ง​อาศัย​อยู่ทาง​ตอน​ใต้​ของ​อนาโตเลีย (southern Anatolia) พวกเขาทำไร่ธัญพืช เลี้ยงแกะและแพะ แต่ปฏิเสธที่จะเลี้ยงโคหรือหมู เพื่อที่จะได้ไม่ละทิ้งคุณค่าทางสังคมที่มาพร้อมกับการล่าสัตว์ กล่าวคือ พวกเขาเลือกที่จะไม่ลดเกียรติตนเองด้วยการทำไร่นาทั้งหมดแต่ผสมผสานและปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตของพวกเขาเอง

ผู้เขียนทั้งสองเสนอว่า ในทำนองเดียวกัน ชาวบ้านที่สร้างสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ละทิ้งการทำไร่นาแบบยุโรปเมื่อ 3,300 ปีก่อน เพื่อหันมารวบรวมเฮเซลนัทเป็นอาหารหลักอันเป็นอุดมคติแบบเบร็กซิตดั้งเดิม (a proto-Brexit idyll) พวกเขาสามารถทำนาได้ แต่เอาเข้าจริง มันดูเป็นงานที่หนักและน่าเบื่อ จากนั้นก็มีชาวแคลิฟอร์เนียที่ต้องทำการเพาะปลูกเล็กหรือการล่าสัตว์เล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมตามสิ่งที่ตนเองทำ

ประเด็นอยู่ที่ว่า คนที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์บรรพกาลเหล่านี้สามารถสร้างสังคมที่น่าปรารถนาได้แทนที่จะติดแหง็กอยู่ในสายพานทางสังคมแบบวิวัฒนาการ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อชาวยุโรปมาถึงอเมริกา คนเหล่านี้ที่เข้ามาล้วนถูกมองว่าเป็นทาสและคนป่าเถื่อนในสายตาของชนพื้นเมือง ดูจากคอนเดียรองค์ ผู้เปี่ยมด้วยวาทศิลป์และเป็นผู้นำของฮูรอน-เว็นดาท (Huron-Wendat) เขาเป็นผู้มีอิทธิพลสูงในศตวรรษที่ 17 ในพื้นที่ที่ตอนนี้คือออนแทรีโอ (Ontario) และเป็นผู้ที่ผู้เขียนทั้งสองอ้างอิงถึงด้วยความสนอกสนใจ ฉันไม่ได้บอกว่า เขาทำให้การอ่านฮอบส์ รุสโซ และ โอเว่น โจนส์ (Owen Jones) เป็นเหมือนคนแคระทางปัญญา (intellectual pygmies) เพราะนั่นอาจทำให้คนแคระไม่พอใจ แต่แน่นอนว่า คำติฉินวิจารณ์ของเขาต่อวัฒนธรรมยุโรปยังคงให้ภาพที่ละเอียดแจ่มแจ้งและมีความร่วมสมัยอยู่ทุกวันนี้ เขากล่าวกับคู่สนทนาชาวฝรั่งเศสว่า

“ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาไปหกปีในการพินิจถึงสภาพของสังคมยุโรป และข้าพเจ้าก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าพวกเขาทำสิ่งใดที่ไม่ไร้มนุษยธรรมบ้าง และข้าพเจ้าคิดจริง ๆ ว่า มันจะเป็นเช่นนี้ต่อไปตราบใดที่ท่านยึดมั่นในการแยกระหว่าง ‘ของข้า’ กับ ‘ของท่าน’ การคิดว่า ท่านสามารถอาศัยอยู่ในประเทศแห่งเงินตราและรักษาจิตวิญญาณของท่านไว้ได้ ก็เสมือนการคิดว่า ท่านสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ณ ก้นบึ้งของทะเลสาบ”

เกรเบอร์เป็นผู้มองโลกในแง่ดีถึงความเป็นไปได้ในการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมหลังราชการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาและเวนโกรว์ยกย่องไว้ในบทสรุปของหนังสือ พวกเขาคิดว่า ไม่แน่ถ้าเผ่าพันธุ์ของเราอดทนพอ ลูกหลานของเราจะได้อาศัยอยู่ในเมืองที่ปกครองด้วยสภาท้องถิ่น (neighbourhood councils) ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยจะได้รับตำแหน่งทางการต่าง ๆ (ผู้เขียนบันทึกว่า คอนเดียรองค์อาศัยอยู่ภายใต้การปกครองแบบมาตาธิปไตยอย่างมีความสุข) และการจัดการที่ดินในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่มากกว่าการเป็นเจ้าของและการขูดรีด เราสามารถสร้างสังคมที่เราต้องการได้เช่นเดียวกับชาวสโตนเฮนจ์ผู้เกียจคร้านหรือนักล่าชาวชาทัลเฮอยึค นี่คือปณิธานอันหาญมุ่งแห่งอนาธิปไตย เจือด้วยน้ำเสียงมาร์กซิสต์เล็ก ๆ : คนนอกคอกยุคศตวรรษที่ 21 อย่างเราไม่มีอะไรจะเสียนอกจากโซ่ตรวน

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้