พระปฏิวัติชาวไอริชในพม่า

by | Jul 4, 2022 | Articles บทความ, Translation, การประท้วง Protest, ประวัติศาสตร์ History, ไทย

อนาคตที่ถูกหลงลืมของสากลนิยมต้านอาณานิคม

ต้นฉบับ: Roar Magazine

เรื่องราวสุดพิศวงของนักเคลื่อนไหวชาวพุทธเชื้อสายไอริช ผู้ต่อต้านอาณานิคมในยุคที่จักรวรรดิรุ่งเรืองในเอเชีย เผยให้เห็นธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างขุดรากถอนโคน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเส้นตรง

วันเพ็ญที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1901 เป็นวันสำคัญของเทศกาลเจดีย์ประจำปีในประเทศพม่า ฉากหลังเป็นเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon pagoda) สีทองอร่ามซึ่งเป็นพุทธศาสนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศ สถานที่แห่งนี้ล้นทะลักไปด้วยฝูงชน ไม่ว่าจะเป็น พระสงฆ์ คนแจกหนังสือแผ่นพับ ผู้ให้ความบันเทิง เจ้าของแผงหนังสือพิมพ์ และผู้ศรัทธาเลื่อมใสในศาสนา รวมไปถึงนักท่องเที่ยวเจ้าอาณานิคมที่เดินทอดน่องไปรอบ ๆ ราวกับว่าพวกเขาเป็นเจ้าของสถานที่

ตำรวจผู้ไม่ได้อยู่ในเวลางานเดินย่างกรายเข้าไป พลางเพลิดเพลินไปกับฉากของสถานที่แห่งนี้ยังต้องหยุดชะงักระหว่างเดิน เพราะพระสงฆ์ผู้เดินเท้าเปล่าสั่งให้เขาถอดรองเท้าออกเสีย

เช่นเดียวกับเวลาที่หยุดชะงักลงเหมือนกัน

เจดีย์แห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีเส้นผมแปดเส้นจากพระเศียรของพระพุทธเจ้า รวมทั้งพระบรมสารีริกธาตุอื่น ๆ พม่าก็เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในทวีปเอเชีย คุณไม่สามารถสวมรองเท้าเดินบนพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์หรือในบ้านของผู้คนได้ แต่ในปี ค.ศ. 1901 เจ้าอาณานิคมกลับทำเช่นนั้น รวมไปถึงทหารและตำรวจ

รองเท้ากลายมาเป็นหนึ่งในสิ่งที่แบ่งแยก “นายท่าน” (“sahibs”) ออกจาก “ชาวพื้นเมือง” (“natives”) ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่า แยกเป็นอีกชนชั้นหนึ่ง นับตั้งแต่การก่อกบฏของอินเดียในปี ค.ศ. 1857 การแบ่งแยกเช่นนี้ดูเป็นเรื่องที่สำคัญมาก กล่าวคือ ในเอเชียผู้ที่อยู่ใต้ปกครองของเจ้าอาณานิคมยุโรปมีจำนวนมากกว่าเจ้าอาณานิคมมาก ลำดับชั้นทางวัฒนธรรมดังกล่าวช่วยให้โครงสร้างอันง่อนแง่นนี้ดำรงอยู่ได้

แต่พระที่กำลังท้าทายตำรวจอยู่นั้น…เป็นชาวไอริช เขาเลิกสวมรองเท้า โกนศรีษะ นุ่งผ้าเหลืองของพระภิกษุสงฆ์และขออาหารกิน ร่างกายของเขาเป็นการท้าทายการแบ่งแยกเชื้อชาติและอำนาจโดยตรง และเขายังท้าทายเส้นแบ่งอื่นอีกด้วย ในขณะที่จักรวรรดิควรจะนำคำสอนของพระเยซูมาสู่คนนอกรีต (heathen) พระรูปนี้ได้เปลี่ยนมาเป็น “รูปเคารพ” ของชาวพื้นเมือง เขาผู้นี้เข้าร่วมองค์กรในเอเชียและใช้ชีวิตเหมือนกันกับคนที่นั่น กล่าวคือ เขาได้กลายมาเป็นคนพื้นเมืองคนหนึ่ง

 สัญลักษณ์ดังกล่าวทรงพลังมากในค่ำคืนนี้ ณ สถานที่แห่งนี้ ดังที่พระภิกษุท่านนี้คงจะได้กล่าวเอาไว้ว่า อังกฤษได้ “พรากพม่าไปจากคนพม่า ซ้ำตอนนี้ก็อยากจะเหยียบย่ำศาสนาของพวกเขา” ณ ที่แห่งนี้ ศาสนาและอำนาจมีความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น เช่นเดียวกับจักรวรรดิและเชื้อชาติ วิธีการหนึ่งที่กองทัพอังกฤษใช้ในการบีบให้พม่าอยู่ในขอบเขตคือการใช้ปืนใหญ่ชี้ไปยังเจดีย์ชเวดากอง

สิ่งเหล่านี้ทำให้การกระทำโดยตรงของพระภิกษุสงษ์บังเกิดผลตามต้องการ ตำรวจออกหมายจับการกระทำดังกล่าว และเจ้าหน้าที่อาณานิคมพยายามกดดันโดยอ้อมให้ผู้ดูแลเจดีย์ปฏิเสธพระภิกษุสงฆ์องค์นี้ แต่พวกเขาปฏิเสธและเปิดเผยเอกสารที่พวกเขาควรจะเซ็นให้คำสั่งของเจ้าหน้าที่มีผล ทำให้ผู้มีอำนาจอับอายขายขี้หน้าอย่างแรง

ประเด็นเรื่องรองเท้า รวมไปถึงปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก ไม่ว่าจะเป็น จักรวรรดิ เชื้อชาติ และการเคารพให้เกียรติวัฒนธรรมท้องถิ่น ก็ยังคงเป็นประเด็นต่อไป อันที่จริงมันกลายมาเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ชาวพม่ารวมตัวกันต่อต้านอาณานิคมในอีกสิบแปดปีข้างหน้า ความหัวดื้อหัวรั้นของจักรวรรดิคือของขวัญที่ส่งมาถึงนักเคลื่อนไหว (ให้ทำการลุกฮือ-ผู้แปล)

การเผชิญหน้านี้เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์แบบหนึ่ง และต้องได้รับการอธิบายหากคุณไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่การแบ่งแยกสีผิวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับคำถามที่ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในพม่า ห้วงเวลาดังกล่าวทำให้ความหยิ่งผยองของอาณานิคมทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น การต่อต้านของประชาชนก็เช่นกัน

ปัญหาจากชาวไอริช

อู ธัมมะโลกะ (U Dhammaloka)

พวกเราหลายคน ในฐานะนักเคลื่อนไหว ต่างก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการพยายามสร้างและขยับขยายห้วงเวลาดังกล่าวให้เกิดคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ขึ้นมา และชาวไอริชคนนี้ก็น่าจะมีประสบการณ์โชกโชนมาแล้วก่อนหน้านี้ เป็นเรื่องที่พูดได้ยาก เพราะผู้อพยพชนชั้นแรงงานแห่งศตวรรษที่สิบเก้าอย่างเขาคนนี้พยายามอย่างมากที่จะปกปิดร่องรอยของตัวเอง ดังที่เราจะเห็นได้จากนามแฝงทั้งห้าของเขาอันเป็นที่รู้จักกันดี

ชายผู้นี้เกิดที่เมือง ลอเรนซ์ แคร์โรลล์ (Laurence Carroll) ในดับลิน (Dublin) เมื่อปี ค.ศ. 1856 เขาอพยพมาที่ลิเวอร์พูลก่อนแล้วจึงเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1872 โดยตระเวนข้ามป่าข้ามเขาไปยังซานฟรานซิสโก และแล่นเรือไปตามเส้นทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกก่อนจะปรากฏตัวเป็นคนงานท่าเรือในย่างกุ้ง และกลายมาเป็นพระอู ธัมมะโลกะภิกษุเมื่อปี ค.ศ. 1900 เขาเปลี่ยนศาสนาด้วยความเลื่อมใสควบคู่ไปกับการปฏิเสธศาสนาคริสต์ในแบบของชนชั้นแรงงาน การตกหลุมรักวัฒนธรรมเอเชียซึ่งถูกคุกคามโดยลัทธิล่าอาณานิคม และการอุทิศตนในสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นจิตวิญญาณอันมีเหตุมีผลและเท่าเทียมกันของพระพุทธศาสนา

อย่างไรก็ดี ถึงแม้เขาจะชื่นชอบการเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง แต่ก็ยังมีเรื่องราวของชีวิต 25 ปีให้หลังที่เขาปิดบังใบหน้าอันเงียบงันเอาไว้ เป็นช่วงปีที่เจ้าหน้าที่นักสืบพิงเกอร์ตัน (Pinkerton) ต่อสู้กับสมาคมลับไอริช (The Molly Maguires) เป็นช่วงปีแห่งการต่อสู้ดิ้นรนของแรงงานที่เกิดขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงการเติบโตขึ้นของอนาธิปไตยและสังคมนิยม

ในฐานะพระภิกษุสงฆ์ ธัมมะโลกะสุขสำราญใจไปกับการล่องเรือชิดลม เขาถูกตัดสินโทษข้อหาพยายามยุยงปลุกปั่นไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง ถูกตำรวจควบคุมตัวและถูกจับตามองโดยหน่วยสืบราชการลับ เขาขัดขวางการใช้ชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ แกล้งตาย และหายตัวไปในที่สุด

การเป็นชาวไอริชและความวิตกกังวลที่เขาสร้างแก่ผู้มีอำนาจนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ กองทัพอังกฤษในอินเดียส่วนใหญ่เป็นชาวไอริช และด้วยกระแสชาตินิยมของอินเดียและไอริชที่ทวีคูณมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งเกิดความกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาเข้าร่วมกับกองทัพ นวนิยายขายดิบขายดีแห่งปี ค.ศ. 1901 เรื่อง Kim ของคิปลิง (Rudyard Kipling) บรรยายถึงลูกชายกำพร้าของทหารไอริชและ “แม่นางตลาดสด” ชาวอินเดีย เขาเริ่มใช้ชีวิตและมีพฤติกรรมแบบชาวพื้นเมือง จึงอยู่ในความขัดแย้งระหว่างความภักดีต่อหัวหน้าสายลับของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ (English Raj) ผู้ให้ความสำคัญกับทักษะภาษาและการปลอมตัว กับอาจารย์ชาวพุทธในทิเบต เป็นเวลาหลายทศวรรษในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ความเป็นหนึ่งในการต่อต้านอาณานิคมระหว่างไอร์แลนด์กับเอเชียซึ่งอยู่ใต้อาณานิคมทั้งคู่เป็นบ่อเกิดแรงบันดาลใจและในบางครั้งคราก็เป็นแหล่งที่มาของนักเคลื่อนไหว โดยมักจะมีศาสนาเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงถึงกัน

เครือข่ายและการต่อสู้ที่แผ่ไพศาลออกไป

ธัมมะโลกะทำมากกว่าการเป็นสัญลักษณ์แห่งศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของศาสนาผู้ไร้เสียง (subaltern religion) และความขัดแย้งของระบบลำดับขั้นทางเชื้อชาติและอำนาจจักรวรรดิ เขามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการฟื้นฟูขบวนการต่อต้านอาณานิคมของชาวพุทธทั่วเอเชีย เขาเป็นนักปราศรัยและผู้จัดพิมพ์ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั่วพม่า เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซียยุคปัจจุบัน เขามีส่วนเกี่ยวข้องในความพยายามที่จะเชื่อมเครือข่ายพุทธสากลของญี่ปุ่น และเป็นบุคคลที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในศรีลังกาทุกวันนี้ และยังมีการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ในอินเดีย บังคลาเทศ จีน ออสเตรเลีย รวมไปถึงเนปาลและกัมพูชาในปัจจุบัน

เนื่องมาจากบันทึกเกี่ยวกับชีวิตของธัมโลกะที่เต็มไปด้วยอคติมากมาย ซึ่งเหลือรอดมาถึงทุกวันนี้ จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเห็นแค่คนเป็น ๆ มากกว่าการเคลื่อนไหวอีกมากมายที่อยู่เบื้องหลังเขา ทว่าตลอดระยะเวลาสิบปีของโครงการวิจัย “ประวัติศาสตร์จากเบื้องล่าง” อลิเซีย เทิร์นเนอร์ (Alicia Turner), ไบรอัน บ็อกกิ้ง (Brian Bocking) และข้าพเจ้าได้มองลึกลงไปให้ไกลกว่าปัจเจกบุคคลเพียงคนเดียวเพื่อที่จะได้เห็นถึงปฏิบัติการอันสร้างสรรค์ของเครือข่ายต่อต้านอาณานิคมระดับรากหญ้า ซึ่งประกอบไปด้วยชาติพันธุ์ที่หลากหลายภายในประเทศต่าง ๆ เหล่านี้กว่าร้อยปีที่แล้ว เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทในการต่อสู้ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งเอาชนะจักรวรรดิได้ในท้ายที่สุด

เครือข่ายเหล่านี้ส่วนมากมีรากฐานอยู่บนความเป็นสากลแบบสามัญชน (plebeian cosmopolitanism) ของบรรดาเมืองท่า ทั้งย่างกุ้ง ปีนัง สิงคโปร์ กรุงเทพฯ และในเมืองที่คล้าย ๆ กันต่างก็ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ปมเงื่อนอันเก่าแก่และสลับซับซ้อนของภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมในพื้นที่ ๆ ห่างไกลจากตัวเมือง ประกอบกับกลุ่มต่าง ๆ เช่น ชาวจีนพลัดถิ่นและชนกลุ่มน้อยทาโวยัน (Tavoyan) แรงงานอพยพชาวอินเดียและทมิฬ (Tamil) ตลอดจน “เหล่าคนขาวที่ยากจน” จากยุโรป ผู้คนเหล่านี้ถูกบีบอัดเข้าไปในสถานที่ทำงาน ในชุมชน และในวัตรปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่แทบไม่ได้คล้ายคลึงกับภาพจำอันเป็นที่นิยมซึ่งถูกวาดขึ้นมาใหม่โดยทฤษฎีที่พูดถึงตะวันออกผ่านมุมมองตะวันตก (Orientalist theories)

เมื่อธัมมะโลกะถูกนำตัวขึ้นมาพิจารณาคดีในกรุงย่างกุ้งช่วงสิบปีหลังจากเหตุการณ์รองเท้าข้างต้น เขาไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนุนจากชาวพุทธเชื้อสายพม่าเท่านั้น แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพ่อค้าชาวจีนและอินเดีย ผู้จัดงานในอนาคตของคนงานท่าเรือชาวมุสลิม และจากโรงภาพยนตร์ท้องถิ่นด้วย แม้ว่าในนามเขาจะเป็นชาวพม่าและชาวพุทธ แต่เราก็จะเห็นได้ว่า เขาทำงานร่วมกับผู้นำเผ่าชาวฉาน (Shan) และพ่อค้าพลัดถิ่นชาวสิงหล (Sinhalese) และเขายังพูดคุยสนทนาทั้งกับกลุ่มชาวทมิฬและชาวฮินดู รวมไปถึงผู้สนับสนุนชาวยุโรปและมุสลิมด้วย

เราจะเห็นความเชื่อมโยงกันในชีวิตประจำวันได้จากการเมืองของผู้ไร้เสียงซึ่งเชื่อมโยงถึงกันหมดและจากสิ่งที่ลีลา คานธี (Leela Gandhi) เรียกว่า “การเมืองแห่งมิตรภาพ” ข้ามพรมแดนในช่วงหลายทศวรรษก่อนที่อำนาจบาตรใหญ่ของกลุ่มศาสนาชาติพันธุ์สุดโต่งและแรงกระหายที่จะสร้างรัฐชาติจะเข้ามาครอบงำกลุ่มเคลื่อนไหว

ออกเดินทางไปในซีลอน 

ในปี ค.ศ. 1909 ธัมมะโลกะได้นำทัวร์ปราศรัยที่ประเทศซีลอน (Ceylon) (ปัจจุบันคือศรีลังกา) เพื่อมหาโพธิสมาคมของอนาคาริกธรรมปาละ (Anagarika Dharmapala’s Maha-Bodhi Society) ซึ่งเป็นความพยายามที่จะรวบรวมชาวพุทธในเอเชียจากญี่ปุ่นไปยังซีลอนบนพื้นฐานอัตลักษณ์แบบเอเชียผนึกเป็นปึกแผ่นตามจินตกรรม (an imagined pan-Asian identity) เราจะเห็นได้ชัดว่า ในการรณรงค์ครั้งนี้บรรดาเครือข่ายท้องถิ่นต่างใช้ธัมมะโลกะเป็นตัวยันในการท้าทายมิชชันนารีคริสเตียน เรามีข้อมูลการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการจำนวนมากในการเดินทางครั้งนี้ เป็นการสนทนาปราศรัยมากถึง 48 ครั้งในสองเดือน การเดินทางไป ๆ มา ๆ ทั่วซีลอน การจัดการชุมนุมทั้งในเมืองและหมู่บ้าน บ่อยครั้งมีผู้เข้าร่วมเป็นพัน ๆ คน และยังมีบทสนทนาบางส่วนที่ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของผู้จัดงาน นอกจากนี้เรายังมีบันทึกของการตอบโต้จากสำนักพิมพ์ของอาณานิคมและมิชชันนารี นั่นคือ การถูกนักเคลื่อนไหวที่มีความอนุรักษ์นิยมมากกว่าตีตัวออกห่าง และยังมีสมุดโน้ตของเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับสั่งให้มาจับตาดูเขาอีกด้วย

เรายังมีไดอารี่ของธรรมปาละ ซึ่งเนื้อหาคล้ายกับไดอารี่ของคนที่พยายามจะจัดทัวร์คอนเสิร์ตร็อคในทศวรรษ 1970 มีบันทึกเรื่องค่าใช้จ่ายและความกังวลของผู้จัดงานเมื่อนักปราศรัยตัวเต็งของเขาล้มป่วย มีบันทึกแสดงความยินดีเกี่ยวกับการตอบรับงานที่ดี ยอดขายหนังสือและยอดบริจาค ความอิจฉาริษยาในหมู่คณะทัวร์ ธัมมะโลกะตบะแตกและต้องใจเย็นลง และการแยกตัวออกไปอย่างกะทันหันของเขา เท่าที่ทราบเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้ทัวร์จัดต่อไปได้

เรามีข้อมูลการโต้เถียงในสื่อเรื่องฝ่ายตรงข้ามเรียกร้องให้มีการส่งธัมมะโลกะกลับประเทศ ในขณะที่ผู้สนับสนุนของธัมมะโลกะข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหารายงานเท็จ/กล่าวเกินจริง (misreporting) เรามีข้อมูลการอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การเดินทางของธัมมะโลกะ รวมถึงหน่วยกลองแต๊กที่ส่งไปรบกวนงานประชุมกันไปมา เรามีข้อมูลตำรวจสายลับที่ถูกส่งไปบันทึกสิ่งที่ได้ยินและถูกท้าทายกลางโพเดียมต่อหน้าผู้คน ทั้งหมดนี้ดูคุ้น ๆ ชอบกลเมื่อมองจากมุมของการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน

คัมภีร์ไบเบิล ขวดเหล้า และปืนแกตลิ่ง 

ในการสนทนาปราศรัยของเขา ธัมมะโลกะมักจะย้ำการวิเคราะห์ลัทธิล่าอาณานิคมของเขาเสมอว่าเป็นดั่ง “คัมภีร์ไบเบิล ขวดวิสกี้ และปืนแก๊ตลิ่ง” นั่นก็คือ คริสเตียนมิชชันนารี การล้างผลาญวัฒนธรรม และการยึดครองทางทหาร หากการงดดื่มของเมา (ตรงกันข้ามกับขวดเหล้า) ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง การต่อต้านของสาธารณชนต่อจักรวรรดิก็ย่อมเป็นการขบถอย่างแน่นอน การท้าทายมิชชันนารีคือการไต่ไปตามขอบเขตของสิ่งที่สามารถพูดและทำได้ เป็นตัวแทนของความขัดแย้งในวงกว้าง

นี่เป็นการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้าง “ไอริช” เลยทีเดียว ศาสนาในไอร์แลนด์เป็นพื้นที่ ๆ ท้าทายจักรวรรดิมานานแล้ว ตั้งแต่แดเนียล โอคอนเนลล์ (Daniel O’Connell) จัดการในสิ่งที่เทอร์รี อีเกิลตัน (Terry Eagleton) เรียกว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมในแบบสมัยใหม่อย่างแท้จริงครั้งแรกเมื่อทศวรรษที่ 1820 ซึ่งเป็นการท้าทายระบบการเลือกปฏิบัติต่อชาวคาทอลิก เป็นระบบที่สนับสนุนนิกายแองกลิกัน (Anglican church) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกครองของอังกฤษ ทว่าก็เหมือนกับเจดีย์ชเวดากองเมื่อปี ค.ศ. 1901 จักรวรรดิไม่สามารถเหยียบย่ำศาสนาท้องถิ่นได้มากนักโดยไม่ถูกโต้กลับก่อน การปกป้องพุทธศาสนาจากคริสเตียนมิชชันนารีในพม่านั้นได้ผลพอ ๆ กับการปกป้องคาทอลิกจากโปรเตสแตนต์ในไอร์แลนด์ ศาสนาท้องถิ่นเป็นภาษาแห่งการต่อต้านที่มีพลัง

งานของธัมมะโลกะส่วนหนึ่งคือการเผยแผ่แนวคิดอิสรภาพทางความคิด (แนวคิดอเทวนิยม) ของวัฒนธรรมชนชั้นแรงงานสุดขั้ว ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เดียวกันกับแรงงานอพยพในอเมริกาและกะลาสีเรือชาวอังกฤษ ผนวกรวมเข้ากับประวัติศาสตร์อันยาวนานของการท้าทายพระคัมภีร์บนพื้นฐานของความคงเส้นคงวา จริยธรรม และความเป็นเหตุเป็นผล เพื่อเปิดโปงมิชชันนารีที่อ้างว่าจะนำทุกคนไปสู่ความหลุดพ้น ธัมมะโลกะได้เล่าเรื่องราวของชาวเมารี (Maori) ที่ได้รับคำแนะนำให้แหงนหน้ามองท้องฟ้าและอธิษฐาน และชาวเมารีตอบกลับมาว่า “เมื่อเรามองขึ้นไปและอธิษฐาน คุณก็ขโมยผืนดินใต้เท้าเราไป”

ดังที่จะเห็นได้ในงานเขียน Many-Headed Hydra ของไลน์บาก (Linebaugh) และเรดิเกอร์ (Rediker) นี่คือโลกของการต่อสู้และการโต้แย้งที่เชื่อมโยงถึงกันแบบข้ามชาติ เมื่อธัมมะโลกะถูกตัดสินโทษในข้อหายุยงปลุกปั่น เขาเขียนจดหมายไปถึงสำนักพิมพ์ Truth-Seeker ในนิวยอร์ค โดยแนบกระดาษข่าวที่ตัดมาจากหนังสือพิมพ์สภาแห่งชาติอินเดียซึ่งตีพิมพ์ในพม่า เราพบกระดาษเหล่านั้นในหนังสือพิมพ์อเทวนิยมมินนิอาโปลิส ซึ่งแปลเป็นภาษาสวีเดน เขาเขียนเอาไว้ว่า:

“ถ้ามิชชันนารีมีอำนาจขึ้นมา พวกเขาก็คงจะทำกับข้าพเจ้าเหมือนที่รัฐบาลสเปนทำกับฟรานเชส เฟอร์เรอร์ ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ถูกปลิดชีพเพราะอุดมการณ์ของตนเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1909” 

เฟอร์เรอร์ (Francesc Ferrer) นักการศึกษาอนาธิปัตย์ถูกประหารชีวิตหลังเหตุการณ์ลุกฮือในบาร์เซโลนา นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันจะรำลึกถึงเขาโดยการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวอนาธิปไตยและสำนักคิดแห่งเสรีภาพทางความคิด ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันข้ามรัฐข้ามชาติ ในเครือข่ายอเทวนิยมอนาธิปไตยที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ตลอดจนเครือข่ายพุทธต่อต้านอาณานิคมหลากภาษาของธัมมะโลกะ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสำคัญยิ่งของโลกใบนี้

บทเรียนสำหรับวันนี้

เครือข่ายของผู้ไร้เสียงและการต่อสู้อันหลากหลายที่เชื่อมเข้าหากันเหล่านี้ช่วยพลิกโฉมโลกจักรวรรดิจากหน้ามือเป็นหลังมือ ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เอเชียและแอฟริกาอยู่ภายใต้จักรวรรดิยุโรปเกือบทั้งหมด ไม่กี่ทศวรรษถัดมาก็ปลดแอกเป็นรัฐชาติได้เกือบทั้งหมด เนื่องจากประชากรโลกร้อยละ 60 อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมจากล่างขึ้นบนครั้งใหญ่ที่สุดรอบร้อยปีที่ผ่านมา และควรค่าแก่การเรียนรู้ถ้าเราอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในระดับนี้อย่างจริงจัง หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า เช่น การก้าวข้ามระบบทุนนิยม

ทว่าในสมัยของธัมมะโลกะ ก่อนที่ไอร์แลนด์จะได้รับเอกราชและก่อนที่จักรวรรดิเยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี รัสเซีย และออตโตมัน จะล่มสลายลง ตอนนั้นมันก็ยังไม่ชัดเจนเหมือนกันว่า อนาคตหลังยุคจักรวรรดิจะมาในรูปของรัฐชาติที่เติบใหญ่ขึ้นมา นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่พุทธศาสนา ซึ่งขยายไปสุดขอบสองด้านของเอเชียจากญี่ปุ่นไปยังซีลอน ในช่วงหนึ่งดูเหมือนเป็นเส้นทางสายหนึ่งที่จะนำไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ที่ไม่ใช่ในแบบของตะวันตก (a non-western path to modernity)

ในตอนนั้นก็เช่นเดียวกันกับตอนนี้ การจินตนาการถึงอนาคตใหม่ ๆ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องยาก เราเห็นไม่ตรงกันว่าจะเดินไปในทิศทางไหน และมันก็มากเกินกว่าที่เราจะรู้ได้หมด ดังนั้น “อนาคตที่ถูกหลงลืม” ของการระดมมวลชนเหล่านี้จึงมีส่วนช่วยในการรับมือกับความท้าทายที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ นั่นก็คือ การหาทางออกจากวิกฤตโคโรนาไวรัส การโค่นล้มลัทธิเสรีนิยมใหม่ การต่อสู้กับเผด็จการอำนาจนิยมที่กำลังผงาดขึ้นมา และการสร้างอนาคตเพื่อความอยู่รอด

ในยุคสมัยของพวกเขา นักเคลื่อนไหวอย่างธัมมะโลกะมีอิทธิพลในฐานะผู้จัดงานและสัญลักษณ์ของการต่อต้าน แต่จักรวรรดิเป็นเส้นขอบฟ้าที่ยากจะก้าวผ่านได้ ยุคสมัยถัดมา ขบวนการชาตินิยมทั่วโลกได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด และตอนนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหามากมายที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ ตั้งแต่พม่าและศรีลังกา ไปจนถึงไอร์แลนด์และแอฟริกาใต้

หากพิจารณาย้อนหลังแล้วเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แนวคิดรัฐเผด็จการอำนาจนิยมและลัทธิศาสนาชาติพันธุ์สุดโต่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เราเองก็สามารถเรียนรู้บางอย่างได้จากทางเลือกอื่น ๆ ที่ดีกว่า ซึ่งเป็นทางเลือกที่กลุ่มเหล่านี้ผลักไสไปอยู่ชายขอบ เราไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วความพยายามของเราจะสร้างความแตกต่าง แบบไหน ขึ้นมาภายในการเคลื่อนไหวของเราหรือต่อฝ่ายตรงข้ามของเราในวงกว้าง แต่เราก็มั่นใจขึ้นได้ ว่า มันจะสร้างความแตกต่างอย่างแน่นอน

สุดท้ายแล้ว จักรวรรดิก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบจนไม่อาจเล่าเรื่องราวของความพ่ายแพ้นั้นได้โดยไม่กล่าวถึงรายละเอียดอันสลับซับซ้อนของโลกที่ราบเป็นหน้ากลองเสียก่อน และปฏิบัติการอันสร้างสรรค์ของการต่อสู้ต่อต้านอาณานิคมในระดับรากหญ้า ซึ่งประกอบไปด้วยชาติพันธุ์อันหลากหลาย ในตลอดศตวรรษที่ผ่านมานี่เองที่สามารถเอาชนะจักรวรรดิได้ในท้ายที่สุด

หากความสิ้นหวังในโลกปัจจุบันบอกกับเราว่า การจินตนาการถึงจุดจบของโลกยังง่ายกว่าการจินตนาการถึงจุดจบของระบบทุนนิยม ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1900 ตอนนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เหมือนกันที่จะจินตนาการถึงโลกหลังการล่มสลายของจักรวรรดิ และกระนั้นเองมันก็เกิดขึ้นจนได้

 

 

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?