ชูสามนิ้วไม่ผิดกฎหมาย แต่ครูทำร้ายนักเรียนมีความชอบธรรม: โรงเรียนไทยกับความผิดที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์

by | Aug 21, 2020 | การประท้วง Protest, ความคิดเห็น Opinion, ทฤษฎี Theory, ไทย

[ขอบคุณภาพปกจาก ไทยรัฐ]

ผู้เขียน ice_rockster
บรรณาธิการ Peam Pooyongyut

นักเรียนไทยนั้นจะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์บางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องมีความชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น นักเรียนหญิงต้องไว้ผมสั้น ส่วนนักเรียนชายต้องไว้ผมเกรียน เป็นมาตรฐานที่กำหนดบรรทัดฐานของการกระทำหรือพฤติกรรมหนึ่งๆ ของนักเรียน กล่าวคือ แม้ว่าจะไม่มีกฎเกณฑ์ที่บ่งบอกว่าการกระทำใดถูกหรือผิด แต่หากนักเรียนทำผิด ‘ลักษณะในอุดมคติ’ ของความเป็นนักเรียนไทย พวกเขาก็ผิดทันที และครูจะสามารถลงโทษได้อย่างมีความชอบธรรม โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ใดมารองรับเช่นกัน

ล่าสุดการพร้อมใจกันชูสามนิ้ว นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง เรียงชิดติดกันขึ้นบนฟ้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์บางอย่างให้รู้ว่าเหล่านักเรียนนั้นไม่ยอมจำนนกับอำนาจกดขี่ใดๆ ไม่ว่าลักษณะการชูสามนิ้วจะมีความหมายที่เหมือนหรือต่างกับภาพยนตร์ The Hunger Game จตุรภาคหรือไม่ เพราะความหมายที่นักเรียนเหล่านั้นต้องการสื่อคือ ไม่ยอมรับอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ระดับโรงเรียนไปจนถึงระดับประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่เพียงแต่ความเป็นเผด็จการในการเมืองใหญ่ระดับประเทศ ที่ทำให้เกิดการชุมนุมหลายต่อหลายครั้งอย่างที่ผ่านมา หากแต่ยังมีวัฒนธรรมอำนาจนิยมเผด็จการในโรงเรียนของนักเรียนในประเทศไทย คือการที่ครูของพวกเขาเกิดอาการต่อต้านการชูสามนิ้วของนักเรียน ทั้งที่การกระทำเหล่านั้นไม่ได้ผิดกฎเกณฑ์ใดๆ รวมไปถึงกฎหมายบ้านเมือง

ครูของพวกเขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากเมื่อได้เห็นภาพนักเรียนเหล่านั้นเปล่งเสียงร้องเพลงชาติไทยด้วยความภาคภูมิใจและฮึกเหิม มันอาจเป็นการร้องเพลงชาติไทยที่แสดงถึงพลังของเนื้อร้องและทำนองของเพลงชาติไทยออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยมที่สุดในชีวิตของพวกเขาเลยก็ได้

“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย” “เป็นประชารัฐ” “ไผท ของไทยทุกส่วน” เนื้อเพลงที่ทุกคนต่างร้องได้ ได้ยินเพลงนี้วันละสองครั้งไม่ว่าจะในทีวีหรือหน้าเสาธง หรือแม้แต่การสอบร้องเพลงชาติไทยในวิชาดนตรี-นาฏศิลป์ของโรงเรียนเอง ต่างคนก็ไม่ได้สนใจเนื้อร้องนัก เพราะการได้ยินสิ่งเดิมทุกวันย่อมทำให้ชินชา แต่การร้องเพลงนี้พร้อมกับการชูสามนิ้วเพื่อบ่งบอกเป็นสัญญะว่าเราจะไม่ก้มหัวยอมให้กับอำนาจอีกแล้ว ประกอบกับเนื้อเพลง “เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่” มันคือท่อนที่แสดงให้เห็นว่า เราจะไม่ยอมให้ใครมาข่มเหง เราจะไม่ยอมให้อำนาจของใครมากดขี่

“สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี” คือจะยอมสละทุกสิ่งเพื่อ ‘ชาติ’ ซึ่งหมายถึง ‘ประชาชน’ หมายถึง ‘เราทุกคน’ เรา ที่ยืนอยู่หน้าเสาธง เรา ที่ถูกกดขี่ด้วยอำนาจนิยม เรา ที่ถูกข่มเหงด้วยระบบเผด็จการและความอยุติธรรม

อารมณ์ของเหล่านักเรียนที่ชูสามนิ้ว จึงเป็นอารมณ์แห่งความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับ ‘ลักษณะในอุดมคติ’ ที่รัฐพยายามจะสร้าง พยายามที่จะฝังหัวนักเรียนว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ต้องไว้ผมสั้น ต้องใส่ถุงเท้าดึงสูง ต้องใส่เสื้อเข้าในกางเกง ต้องนั่งฟังครูโดยไม่โต้เถียง ต้องยอมกับเรื่องไม่มีเหตุผลเพียงเพราะผู้ใหญ่สั่งให้ทำ ต้องนั่งคุกเข่ากับพื้นร้อนๆ กลางแดดเพราะคุยเสียงดัง ต้องโดนทำร้ายร่างกายด้วยไม้เรียวเพราะทำผิด หรือแม้แต่จะต้องโดนลงโทษทางวินัยอย่างการทำทัณฑ์บนหรือไล่ออก

เมื่อปรากฏการณ์การชูสามนิ้วเกิดขึ้นต่อหน้าครูผู้ควบคุมอำนาจนั้น จึงไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลหรือกฎระเบียบใดๆ เพื่อมารองรับว่านักเรียนทำผิดเลย สิ่งเดียวที่เป็นสาเหตุให้ครูกล้าเข้าไปโจมตีนักเรียนได้ก็คือ ‘นักเรียนไม่ปฏิบัติตัวตามลักษณะในอุดมคติ’ ดังนั้น ครูจึงมีความชอบธรรมทุกอย่างในการทำโทษ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ข้ออ้างต่างๆ ที่ครูใช้ไม่ว่าจะเป็น อยากให้นักเรียนได้ดี อยากให้นักเรียนมีระเบียบวินัย อยากให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ อยากให้เติบโตไปเป็นคนมีคุณธรรม ล้วนแล้วแต่เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น และมักจะถูกสวนกลับด้วยคำตอบที่ว่า

“ผม/หนู/ดิฉัน ชูสามนิ้วแล้วจะเป็นคนไม่ดี/ไม่มีระเบียบวินัยได้อย่างไร?”

สิ่งที่ได้รับการตอบกลับมาก็คือ “เธอมันก้าวร้าว” ซึ่งไม่ได้มีความเป็นเหตุเป็นผลใดๆ กับคำถามของคนคนเดียวกันก่อนหน้าเลยทั้งสิ้น

เป็นเพราะเหตุใด? เพราะเรายังใช้เหตุผลกันไม่มากพอหรือ? หรือเรายังด้อยวุฒิภาวะเกินกว่าจะเข้าใจผู้ใหญ่? หรือผู้ใหญ่มีความรู้และคุณธรรมมากกว่าเรา? ทั้งหมดนี้ เราไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยเหตุผล เพราะคนที่คุยอยู่กับเราไม่ได้ใช้เหตุผลเป็นที่ตั้ง แต่เขาใช้การเปรียบเทียบกับ ‘ลักษณะในอุดมคติ’ และใช้อำนาจผ่านความชอบธรรมของ ‘ลักษณะในอุดมคติ’ นี้เพื่อลงโทษนักเรียนที่มี ‘คุณลักษณะอันไม่พึงประสงค์’

หากจะกล่าวถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ก็คงจะเป็นส่วนหนึ่งในลักษณะในอุดมคติที่เป็นนามธรรม แต่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครแตะต้องได้ และมีความอันตรายอย่างมาก สิ่งนี้ได้สร้างบรรทัดฐานที่ชี้ถูกชี้ผิดให้กับการกระทำ บุคลิกภาพ การวางตัว ไปจนถึงอุปนิสัยของนักเรียน

คุณลักษณะอันพึงประสงค์นี้ ได้สถาปนาการควบคุมนักเรียนขึ้นมา ตั้งแต่การแสดงออกซึ่งเป็นการกระทำภายนอกร่างกาย ไปจนถึงอุปนิสัยภายในร่างกาย เช่น การทักทายเคารพผู้ใหญ่ จะต้องไหว้ ต้องก้มหัวเมื่อเดินผ่านผู้ใหญ่ จะต้องหยุดให้ผู้ใหญ่เดินก่อน ตลอดจนการแต่งกาย ต้องรีดเสื้อ ชายเสื้อต้องอยู่ในกางเกง ถุงเท้าต้องดึงขึ้น รองเท้าต้องหุ้มส้น ส่วนด้านนิสัยใจคอก็ต้องเป็นคนเรียบร้อย พูดจาไพเราะเสนาะหู ไม่พูดคำหยาบ เป็นต้น โรงเรียนจึงเป็นที่บ่มเพาะและผลิตคนที่มี ‘ลักษณะในอุดมคติ’ และพยายามควบคุมให้เป็นเช่นนั้นต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่แย่กว่าคือมันกลายเป็นสังคมอุดมอำนาจ ที่ให้ความชอบธรรมแก่ครูในการลงทัณฑ์โดยวิธีใดก็ได้โดยไม่คำนึงถึงกฎระเบียบ เช่น การตัดผมนักเรียนทั้งชายและหญิงเมื่อพบว่าทรงผมของพวกเขาผิดระเบียบ อันที่จริงกฎระเบียบว่าด้วยทรงผมก็เปลี่ยนมานานแล้ว แต่บังเอิญว่าตัวกฎระเบียบเองก็ไม่ถูกต้องตาม ‘ลักษณะในอุดมคติ’ ครูจึงสามารถลงโทษนักเรียนได้ตามที่พวกเขาเห็นว่าเหมาะสม ไม่มีใครเอาผิดครูที่ตัดผมนักเรียนได้ แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการก็ตาม

‘คุณลักษณะอันพึงประสงค์’ และ ‘ลักษณะในอุดมคติ’ นี้ จึงสถาปนา ‘ความผิดที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์’ ขึ้น มันเป็นความผิดที่ไม่ต้องอิงอยู่กับกฎระเบียบหรือกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรใด ไม่ต้องอิงกับเหตุผลใด ไม่ต้องอิงกับบริบททางประวัติศาสตร์ใด เพราะประวัติศาสตร์เองก็อาจจะย้อนกลับมาเป็นคำตอบที่เปิดโปงความไม่สมเหตุสมผลที่ไม่ต่อเนื่องของลักษณะในอุดมคติ

slap

รองผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งตบหัวนักเรียนที่ประท้วงที่ต้องจ่ายเงินค่าข้อความโทรศัพท์โดยไม่สมัครใจ (ที่มา sanook.com)

เรายังคงไม่ลืมเหตุการณ์ที่รองผู้อำนวยการคนหนึ่ง ออกมาตบหัวนักเรียนชายที่เป็นแกนนำประท้วงเรื่องค่าส่งข้อความโทรศัพท์หรือ SMS ของโรงเรียน เนื่องจากนักเรียนไม่สมัครใจแบกรับค่าใช้จ่ายดังกล่าว เราคงสงสัยว่าอะไรทำให้รองผู้อำนวยการท่านนั้นกล้าทำร้ายร่างกายนักเรียน เป็นเพราะนักเรียนคนนั้น ‘ก้าวร้าว’ หรือไม่?

นักเรียนคนนั้น ‘พูดเสียงดังใส่ครู’ หรือไม่?
นักเรียนคนนั้น ‘ทำผิดกฎระเบียบ’ หรือไม่?
หรือนักเรียนคนนั้นไม่ทำตัวให้อยู่ภายใต้ ‘ลักษณะในอุดมคติ?’

อนึ่ง ตัวผู้เขียนเองก็เป็นคนสุภาพและนอบน้อบกับครูมาโดยตลอด มีความคิดและทัศนคติที่ดีต่อครูมาโดยตลอด และรักครูทุกคนที่เคยทำหน้าที่สอนผู้เขียนมา ผู้เขียนยังชอบแต่งตัวเรียบร้อย ใส่ชายเสื้อในกางเกง และดึงถุงเท้าขึ้นอยู่เป็นประจำ แต่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยที่จะมีการใช้อำนาจบังคับให้คนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์เหล่านี้ต้องปฏิบัติตาม และต้องถูกบังคับให้ คิด ว่ามันเป็นสิ่งถูกต้อง ผู้เขียนไม่สนับสนุนให้ใครต้องมาทำตาม ‘ลักษณะในอุดมคติ’ ของใคร โดยเฉพาะของโรงเรียนหรือครู สถานที่และอาชีพที่ผู้เขียนรักและชื่นชมมากที่สุด แม้จะไม่เท่ากับบ้าน เพราะโรงเรียนเป็นที่ที่ควรจะเปิดกว้างให้นักเรียนได้แสดงออก ค้นหาตัวเอง และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ดีของชีวิต ไม่ใช่สถานที่ที่พร้อมจะมาเพื่อถูกตำหนิ หรือถูกสอดส่องมองหาข้อบกพร่องในตัวนักเรียนอยู่ตลอดเวลา

โรงเรียนไม่ใช่ทัณฑสถาน นักเรียนไม่ใช่นักโทษ นักเรียนเป็นประชาชน และประชาชนมีเสรีภาพ

ผู้เขียนได้เห็นตัวแทนของกลุ่ม นักเรียนเลว ไปออกรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง เขาได้กล่าวถึงการที่ต้องอยู่ภายใต้ระบบของโรงเรียน และต้องทำตาม ‘ลักษณะในอุดมคติ’ ตั้งแต่การแต่งกายไปจนถึงทรงผม เขาตั้งคำถามเกี่ยวกับลักษณะในอุดมคติ ถามหาถึงเหตุผลที่ครูขัดขวางและคุกคามนักเรียนที่ชูสามนิ้วในวันก่อนหน้าที่จะออกรายการ แต่ไฉนในวันถัดมา โรงเรียนจึงไม่อนุญาตให้เคารพธงชาติ ไม่ต้องร้องเพลงชาติ เพียงเพราะว่าไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ชูสามนิ้วขึ้น แล้วเขาก็ถามว่า สรุปแล้วเหตุผลคืออะไร หรือระบบอำนาจมันยอมสละการเคารพธงชาติเพียงเพราะไม่ต้องการให้เกิดการแสดงพลังในการชูสามนิ้วหรือ?

ดังนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องของเหตุผล แต่มันเป็นเรื่องของคุณค่า และการให้คุณค่ากับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ การชูสามนิ้ว หรือจะชูนิ้วเดียว หรือจะเป็นเพียงแค่การยกกำปั้น หรือพรุ่งนี้นักเรียนอาจจะเปลี่ยนเป็นการไหว้ หรือการก้มกราบพร้อมกันในระหว่างการร้องเพลงชาติ การสวดมนต์ หรือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อลักษณะในอุดมคติ และกลายเป็นคุณลักษณะอันไม่พึงประสงค์ไปโดยปริยาย

ไม่มีเหตุผล
ไม่มีความคิด
ไม่มีความรู้

มีแต่ความรุนแรงในคราบของอำนาจนิยมเผด็จการ

การสถาปนาความผิดที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์นี้ จึงสร้างความชอบธรรมให้กับความเป็นเผด็จการ เพราะเมื่ออยู่เหนือกฎเกณฑ์แล้ว กฎระเบียบและกฎหมาย ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

“เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย”
III.

 

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การเดินทางพักผ่อนของเรือรบ USS ลินคอล์น ไปยังประเทศไทย: จุดแวะพักของลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ของสหรัฐฯ และอิตถีฆาต (femicide)

การที่เรือรบ USS อับราฮัม ลินคอล์น (CVN-72) เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อ “ท่องเที่ยวพักผ่อน” ก่อนจะกลับไปปฏิบัติภารกิจคร่าชีวิตประชาชนในเอเชียตะวันตกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคัดค้านโดยทันที สำหรับพวกเราชาวไทย และสำหรับผู้คนทั่วโลกที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกอเมริกาปล้นสะดม นี่นับเป็นการเขย่าโซ่ตรวนอาณานิคมของยุคสงครามเย็นของสหรัฐฯ ที่มีต่อสุนัขรับใช้ที่ภักดีที่สุดของตน

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The USS Lincoln’s “Leisure Trip” to Thailand: A Port Call of US Neocolonialism and Femicide

The arrival of the USS Abraham Lincoln (CVN-72) for a “leisure trip” in Thailand before returning to its campaign of destruction against the people of West Asia demands immediate interrogation and opposition. For us Thai people, and those in sites of American plunder across the globe, this a rattling of the US’ cold war colonial chains on its most loyal lap dog, while conducting a war of aggression in Iran and the ongoing genocide in Palestine.

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

หน่วยสังหาร – เงาทมิฬอันยาวนานแห่งยุค 2490

โครงสร้างด้านความมั่นคงที่แพร่หลายในยุคสงครามเย็นกำลังครอบงำประเทศไทยอย่างเต็มตัว เครือข่ายทางการเมืองเทาในพื้นที่ชายแดนรอบนอก ได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในยุค 2490 เพื่อเป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และได้เข้าสู่การเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาในยุค 2520 ภายหลังการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ และนับตั้งแต่นั้นมาก็ได้ครอบงำการปกครองของประเทศไทยอย่างถี่ถ้วน 

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and extra-parliamentary politics in the 1980s after the fall of the communist movement, since then they have come to dominate Thailand’s governance, today coalescing around the ultra-reactionary Bhumjaithai party

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?