อัตราการขูดรีด (ในกรณีของไอโฟน)

by | May 25, 2022 | Articles บทความ, Featured ไทย, Translation, ทฤษฎี Theory, เศรษฐศาสตร์ Economics, ไทย

ไตรทวีป : สถาบันเพื่อการวิจัยทางสังคม สมุดโน้ต เล่มที่ 2

(Tricontinental: Institute for Social Research Notebook No2)

คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) (ค.ศ. 1818-1883) เช่นเดียวกับหลาย ๆ คนที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกัน พวกเขาต่างอ่อนไหวและเป็นห่วงสภาพอันย่ำแย่ของคนงานในโรงงานและกิจกรรมด้านสหภาพแรงงานของเหล่าคนงาน เห็นได้ชัดว่า คนงาน ซึ่งผลิตสินค้าในโรงงาน อยู่ในสถานะที่ไม่สามารถเก็บหอมรอมริบและยกระดับคุณภาพชีวิตของตนได้ ในขณะที่เจ้าของโรงงานรวยขึ้น ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเจ้าของโรงงานและคนงานกลับเพิ่มมากขึ้นทุกปี

ทุกวันนี้ยังคงมีสถานการณ์แบบที่มาร์กซ์บรรยายถึงในอดีตเกิดขึ้นอยู่ บริษัทต่าง ๆ เช่น แอปเปิ้ล (Apple) ได้เติบโตขึ้น ในขณะที่คนงานที่ผลิตสินค้าของแอปเปิ้ลในโรงงานประเทศจีนกลับได้รับค่าแรงต่ำและมีสภาพการทำงานที่ยากลำบาก หากมองตัวเลขเหล่านี้ผ่านมุมมองเสรีนิยม คงจะมองว่า คนงานต้องได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น พวกเขาต้องได้รับค่าแรงที่เหมาะสมกับงานที่ทำอยู่ มาร์กซ์เรียกสิ่งนี้ว่า ‘คติอนุรักษ์นิยม’ เพราะเสรีนิยมชอบอ้างแบบนั้น แต่ในขณะเดียวกัน ข้อเสนอดังกล่าวก็เป็นวิธีแก้ไขปัญหาที่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงภายใต้ขอบเขตของระบบทุนนิยม

การเพิ่มค่าแรงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ค่าแรงไม่สามารถเพิ่มขึ้นไปจนถึงระดับที่ ‘ยุติธรรม’ ได้โดยปราศจากการบ่อนทำลายความจำเป็นของทุนที่จะรีดเค้นผลกำไรจากคนงานให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในกระบวนการผลิต 

การเรียกค่าแรงหรือค่าครองชีพเพิ่มเป็นสิ่งจำเป็นและเร่งด่วน แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่สามารถปลดปล่อยคนงานออกจากการดึงเอาศักยภาพของมนุษย์ไปอยู่ใต้แรงบังคับให้ทำงานหาค่าแรงได้ การเรียกร้องค่าครองชีพจะทำให้การต่อสู้ระหว่างชนชั้นรุนแรงขึ้นเท่านั้น ผลลัพธ์ของการต่อสู้ต้องไม่ใช่แค่ค่าแรงที่สูงขึ้น แต่ต้องเป็นการทำลายระบบค่าจ้าง

ดังที่มาร์กซ์เขียนไว้ใน มูลค่า, ราคา, และกำไร (Value, Price and Profit) คนงาน ‘ควรจารึกคำขวัญปฏิวัติไว้บนพาดหัวเลยว่า ยกเลิกระบบค่าจ้าง!’

ใน สมุดโน้ตเล่มที่ 2 จาก Tricontinental: Institute for Social Research เราชี้ให้เห็นอย่างคร่าว ๆ ถึงกระบวนการผลิตที่ส่งผลให้เกิดไอโฟน (iPhone) ของบริษัทแอปเปิ้ลขึ้นมา

เราเปลี่ยนจากดูการผลิตตัวไอโฟน ไปดูกลไกการทำงานของผลกำไรและการขูดรีด เราไม่ได้สนใจแค่แอปเปิ้ลและไอโฟน แต่เรามุ่งความสนใจไปที่การวิเคราะห์อัตราการขูดรีดที่เกิดขึ้นในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อันซับซ้อนดังกล่าวผ่านมุมมองแบบมาร์กซิสต์ เราเชื่อว่า ต้องเรียนรู้วิธีวัดอัตราการขูดรีดเพื่อให้ทราบอย่างแน่ชัดว่า ในแต่ละปีนั้น คนงานส่งมอบความมั่งคั่งให้แก่สังคมทั้งหมดเท่าไร

 

 


ส่วนที่ 1: ยินดีต้อนรับสู่ iPhone

จะเกิดอะไรขึ้นถ้า ไอโฟน X (iPhone X) ถูกผลิตในสหรัฐอเมริกา?

ถ้าไอโฟน X ถูกผลิตในสหรัฐอเมริกา ราคาของมันจะแพงจนคนทั่วโลกส่วนใหญ่ไม่อาจซื้อได้ มีการประมาณการว่า หากไอโฟนถูกผลิตขึ้นในสหรัฐอเมริกา ราคาจะอยู่ที่อย่างน้อย 30,000 ดอลลาร์ต่อเครื่อง [เงินดอลลาร์ในสมุดโน้ตเล่มนี้หมายถึงดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งหมด]

ราคาปัจจุบัน (2019) ของไอโฟน X แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ในสหรัฐอเมริกาเครื่องละประมาณ 900 ดอลลาร์ ในบราซิลและตุรกีเครื่องละประมาณ 1900 ดอลลาร์

ราคา 30,000 ดอลลาร์สำหรับไอโฟนหนึ่งเครื่องนั้น เป็นราคาที่สูงเกินเอื้อม คนงานในอินเดียที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำจะต้องทำงานเป็นเวลาสิบหกปีครึ่งโดยไม่หยุดพักเพื่อซื้อโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง คนงานในแอฟริกาใต้ที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำจะต้องทำงานเป็นเวลาสิบสี่ปีครึ่งถึงจะซื้อโทรศัพท์เครื่องหนึ่งได้

ทุกวันนี้ไอโฟน เกือบ 70 ล้านเครื่องที่วางขายอยู่ในตลาด รวมไปถึงไอแพด (iPad) 30 ล้านเครื่อง และผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลอื่น ๆ อีก 59 ล้านเครื่อง ต่างถูกผลิตนอกสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัค โอบาม่า (Barack Obama) รับประทานอาหารร่วมกันกับผู้บริหารระดับสูงของซิลิคอน วัลลีย์ (Silicon Valley) รวมไปถึงสตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2011

“จะต้องใช้อะไรบ้างถ้าจะผลิตไอโฟนในสหรัฐอเมริกา?”

งานเหล่านั้นมันจะไม่กลับมาหรอกนะ”

สิ่งที่จ็อบส์ไม่ได้กล่าวถึงก็คือ แอปเปิ้ลได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่ต่ำตลอดห่วงโซ่สินค้าโลก (Global Commodity Chain) หากไอโฟนถูกผลิตขึ้นในสหรัฐอเมริกา แอปเปิ้ลจะต้องจ่ายภาษีถึง 35% ทว่า ในปัจจุบัน Apple จ่ายเพียง 2% ตลอดห่วงโซ่ดังกล่าว

ไอโฟนถูกผลิตนอกสหรัฐอเมริกาด้วยเหตุผลที่สัมพันธ์กันหลายประการ เหตุผลที่หนึ่ง (ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชัดเจนที่สุด) คือเรื่องต้นทุนแรงงาน ต้นทุนแรงงานในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าบางพื้นที่อื่น ๆ ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ซึ่งมีการผลิตสินค้าเหล่านี้จำนวนมาก เหตุผลที่สองก็คือ สภาพการทำงานที่ไม่เอื้ออำนวยต่อแรงงาน (ไม่มีสหภาพแรงงาน มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน) ในหลายพื้นที่ ๆ ของโลกโดยเฉพาะในเขตส่งออก-แปรรูปที่แบนสหภาพแรงงานอย่างชัดเจนและแทบไม่มีการจำกัดควบคุมโดยรัฐ การที่รัฐล่าถอยจากการควบคุมสถานทำงานและการขูดรีดทรัพยากรได้นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลกระทบภายนอกของการผลิตที่เป็นผลเสีย นั่นก็คือ การทิ้งของเสียที่เป็นพิษโดยไม่มีการดูแล สิ่งนี้เป็นการปฏิบัติของบริษัทเหมืองแร่ที่ปล่อยสารเคมีอันตรายออกมา โดยสิ่งดังกล่าวก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ และเป็นการทำลายการเกษตรไปในตัว

นี่ผลักให้เกษตรกรรายย่อยและชาวนาหลายพันล้านคนต้องออกจากที่ดินและไปเป็นแรงงานรายจ้างในกระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรม

แกนกลางของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คือการผลิตแบบแยกส่วน (disarticulated production) ตามห่วงโซ่สินค้าโลก สมุดโน้ตเล่มนี้จะมุ่งเน้นความสนใจไปที่การผลิตแบบแยกส่วนและห่วงโซ่สินค้าโลก 

ห่วงโซ่สินค้าโลก? (The Global Commodity Chain?)

ครั้งหนึ่ง โรงงานเคยตั้งอยู่ในสถานที่แห่งเดียว จะมีการเช่าที่ดินหรือไม่ก็ซื้อ และจะมีการสร้างอาคารบนที่ดินแห่งนี้ นั่นก็คือโรงงาน จากนั้นเจ้าของโรงงาน ซึ่งก็คือนายทุน จะเช่าหรือซื้อเครื่องจักรมาติดตั้งภายในตัวโรงงาน ไฟฟ้าจะถูกติดตั้งในโรงงานเพื่อใช้เดินเครื่องจักรและจ่ายไฟ นี่ทำให้เวลาในการทำงานยาวนานขึ้น โดยกะที่สามจะทำงานจนล่วงเวลาดึก วัตถุดิบจะถูกจัดซื้อและนำไปผลิตเป็นสินค้าเพื่อจำหน่าย จากนั้น นายทุนก็จะจ้างให้คนงานนำทักษะและพลังงานของพวกเขามาทำงานในโรงงานเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อผลิตสินค้า ยิ่งเครื่องจักร ความร่วมมือร่วมใจ และการแบ่งงานระหว่างคนงานดีเท่าไร ผลิตภาพของโรงงานก็ยิ่งดีมากเท่านั้น

แต่คำจำกัดความของโรงงานแบบเก่าเหล่านี้ก็คือ มันอยู่ในสถานที่แห่งเดียว แม้ว่าโรงงานจะตั้งอยู่ในสถานที่แห่งเดียว แต่วัตถุดิบก็มีที่มาจากสถานที่หลายแห่ง ดังนั้นโรงงานจึงเชื่อมโยงกับหลาย ๆ แห่งทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นที่ ๆ วัตถุดิบถูกส่งมาหรือที่ ๆ สินค้าถูกขาย

ในช่วงทศวรรษ 1960 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3 อย่าง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญอีก 3 อย่าง ทำให้โรงงานต่าง ๆ สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันสามประการเหล่านี้ก็คือ:

  1. โครงข่ายโทรคมนาคม (telecommunication networks)

ในช่วงกลางทศวรรษ 1960 มีการเปิดตัวดาวเทียมจำนวนมากเพื่อจุดประสงค์ทางการค้า ดาวเทียมเหล่านี้ทำให้การสื่อสารระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ของโลกง่ายดายขึ้น

  1. คอมพิวเตอร์ (computerisation)

การใช้ฐานข้อมูลแบบคอมพิวเตอร์ทำให้บริษัทสามารถรักษาสินค้าคงคลังของตนได้ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบและสต็อกสินค้าสำเร็จรูป โดยเป็นการเก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์มากกว่าในบัญชีแยกประเภทขนาดใหญ่ หากคอมพิวเตอร์สองเครื่อง (เครื่องหนึ่งอยู่ในฮ่องกงและอีกเครื่องหนึ่งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย) สามารถเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายดาวเทียม สำนักงานใหญ่ของธุรกิจในแคลิฟอร์เนียจะได้รับแจ้งทันทีเกี่ยวกับจำนวนที่ลดลงของสินค้าคงคลัง ทำให้สามารถสั่งวัตถุดิบและสินค้าใหม่ได้ทันท่วงที

  1. การขนส่งที่มีประสิทธิภาพและการสร้างมาตรฐาน (efficient logistics and standardisation)

เมื่อก่อน คนงานท่าเรือต้องใช้เวลาหลายวันในการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ ซึ่งสินค้าอาจถูกนำไปไว้ผิดที่ได้ง่ายในโกดังติดกับท่าเรือ แต่คนงานท่าเรือมักจะนัดหยุดงานผ่านสหภาพแรงงานสุดขั้ว (radical unions) โดยเป็นการประท้วงไม่ใช่แค่เพื่อเพิ่มค่าแรงและสภาพการทำงานที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเรียกร้องประเด็นทางการเมืองด้วย ความเป็นเอกภาพทางการเมืองของพวกเขาจำเป็นต้องถูกทำลายลง ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 เรือบรรทุกสินค้าเริ่มจัดเก็บสินค้าไว้ในตู้คอนเทนเนอร์โลหะขนาดใหญ่มาตรฐาน ซึ่งสามารถถอดออกจากเรือได้โดยใช้ปั้นจั่นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดวางไว้บนหลังรถบรรทุกหรือบนรถรางได้ทันที นี่หมายความว่า การเคลื่อนย้ายสินค้าไปทั่วโลกนั้นใช้เวลาน้อยลง และหมายความว่า สหภาพแรงงานคนงานท่าเรืออ่อนกำลังลงอย่างมาก กระบวนการดังกล่าวลดต้นทุนการขนส่งโดยรวมและลดความเสี่ยงจากการนัดหยุดงานของคนงาน

แต่การใช้ตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกสินค้าเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการปฏิวัติด้านการจัดเก็บขนส่งสินค้า (logistics) ระบบลอจิสติกส์ที่มีความซับซ้อนสูงช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถติดตามวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเพื่อให้แน่ใจว่า ของจะไม่สูญหายและไปถึงที่หมายตรงเวลา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการสร้างมาตรฐาน (ขับเคลื่อนโดยองค์การมาตรฐานสากล) ซึ่งหมายความว่า ปัจจัยการผลิตสามารถมาจากที่ใดก็ได้ในโลก คุณภาพของสายไฟฟ้าหรือประเภทของแก้วจะไม่ถูกวัดแบบสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไป ตอนนี้มันถูกผลิตขึ้นด้วยมาตรฐานที่แน่นอน นี่ทำให้บริษัทที่จัดหาสินค้าสามารถหาประโยชน์จากการแข่งขันของผู้ผลิตรายอื่นและกดราคาสินค้าลงได้ หากคนงานในพื้นที่หนึ่งประสบความสำเร็จในการเรียกร้องสภาพการทำงานที่ดีขึ้น การสร้างมาตรฐานและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ทุนสามารถเปลี่ยนเส้นทางกระบวนการผลิตไปให้พ้นจาก “ปัญหา” ดังกล่าวและมุ่งตรงไปยังกำลังแรงงานที่อ่อนแอกว่า

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทั้งสามอย่างนี้ทำให้บริษัทต่าง ๆ คิดค้นการแยกโรงงานออกเป็นหลาย ๆ ส่วนได้ โดยแต่ละส่วนตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบหรือใกล้แรงงานทักษะสูงราคาถูก

แม้กระบวนการผลิตจะถูกแยกออกไปยังหลาย ๆ ทวีป บริษัทก็ควบคุมกระบวนการทั้งหมดผ่านการประสานจัดการข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การขนส่ง และสินค้าคงคลัง ระบบการจัดเก็บขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพและเทคนิคการขนส่งที่ดีขึ้นช่วยทำให้แน่ใจว่า ชิ้นส่วนและสินค้าต่าง ๆ สามารถเคลื่อนย้ายไปทั่วทั้งโลกได้อย่างรวดเร็ว ตัวเก็บประจุ (capacitor) อาจถูกผลิตขึ้นในสถานที่หนึ่ง หน้าจอโทรศัพท์อีกที่หนึ่ง และส่วนประกอบต่าง ๆ ก็ถูกนำอีกไปยังอีกที่หนึ่งเพื่อประกอบเป็นไอโฟนได้

การแยกส่วนการผลิตเช่นนี้ทำให้รูปแบบเดิมของการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งเพื่อการผลิตขั้นสุดท้ายมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น สิ่งดังกล่าวก่อให้เกิดระบบแบบใหม่ที่บ่อนทำลายสิทธิแรงงานและโครงการพัฒนาชาติ นอกจากนั้นยังทำให้ทุนโลกเพิ่มพูนการขูดรีดได้ 

เราเรียกระบบใหม่นี้ว่าห่วงโซ่สินค้าโลก (Global Commodity Chain) (เรียกอีกอย่างว่า ห่วงโซ่มูลค่าโลก ‘Global Value Chain’) คำจำกัดความของห่วงโซ่สินค้าโลกนี้คือ การผลิต (รวมไปถึงการตลาดและการจัดจำหน่าย) สินค้าถูกแยกออกเป็นหลายบริษัทซึ่งอยู่ในพื้นที่ ๆ แตกต่างกัน ห่วงโซ่สินค้าโลกช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถจัดการสินค้าคงคลังผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การผลิตแบบ ‘ทันท่วงที’ (just-in-time) นั่นก็คือ บริษัทไม่ได้กักเก็บสินค้าคงคลังไว้เยอะ แต่สั่งสินค้าตามความต้องการของตลาด สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ บริษัทข้ามชาติเช่นแอปเปิ้ล ไม่ค่อยผลิตอะไรนอกจากแบรนด์โทรศัพท์ แต่พวกเขาก็ควบคุมกระบวนการและรับส่วนแบ่งก้อนโตจากสิ่งดังกล่าว (สำหรับการอภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผลิตแบบแยกส่วนและห่วงโซ่สินค้าโลก โปรดดู Working Document #1: In the Ruins of the Present)

การผลักดันให้เกิดห่วงโซ่สินค้าโลกและการผลิตแบบ “ทันท่วงที” เป็นการตอบสนองต่อวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ถาโถมเข้าใส่ระบบทุนนิยมในทศวรรษ 1970 ทำไมระบบทุนนิยมโลกจึงเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งทั้งยังไม่ได้รับการแก้ไขอีกต่างหาก?

บริษัททุนต่างพยายามที่จะรักษาและเพิ่มผลกำไรของตน นั่นคือเป้าหมายของพวกเขา การที่จะรักษาหรือเพิ่มผลกำไร บริษัทต้องทำหลายสิ่งดังต่อไปนี้:

  1. สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งทำให้พวกเขาผูกขาดตลาด อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าบริษัทอื่น ๆ ก็จะเลียนแบบผลิตภัณฑ์เหล่านี้ และความได้เปรียบด้านนวัตกรรมจะลดน้อยถอยลง เพื่อที่จะปกป้องนวัตกรรมและความได้เปรียบจากการผูกขาด บริษัทจะพยายามรักษาสิทธิบัตรในผลิตภัณฑ์ของตนให้ได้นานที่สุด
  2. แข่งขันกับบริษัทอื่นเพื่อขยายตลาดผ่านการโฆษณาและพัฒนาแบรนด์ หรือผ่านการติดสินบนและการจารกรรม หากแบรนด์สามารถพัฒนาความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้บริโภคได้ บริษัทก็จะสามารถครองตลาดได้แม้ว่าบริษัทอื่นจะทำสินค้าตัวเดียวกัน การขโมยดีไซน์ใหม่หรือการจ่ายเงินให้กับบริษัทค้าปลีกยังทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่ง
  3. ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการผลิตและบริหารจัดการแรงงานเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน แนวคิด ผลิตภาพแรงงาน หมายความว่า บริษัทจะทำให้คนงานเพิ่มความเข้มข้นของแรงงานเพื่อผลิตสินค้าให้เยอะขึ้นกว่าเดิมในระยะเวลาที่กำหนด หากเทคโนโลยีหรือการจัดการสามารถทำให้คนงานทำงานหนักขึ้นด้วยค่าจ้างเท่าเดิม บริษัทก็จะได้เปรียบด้านผลิตภาพ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ บริษัทได้รับผลกำไรมากขึ้นจากระยะเวลาเท่าเดิมที่คนงานใช้ผลิตสินค้า

อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการทำสงครามระหว่างบริษัทคือการลดต้นทุนการผลิตโดยการใช้เครื่องจักร แต่บริษัทต้องลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยี รวมไปถึงการโฆษณาและการจัดการแบรนด์หากพวกเขาต้องการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและขยายส่วนแบ่งในตลาด ในมุมมองแบบมาร์กซิสต์ นี่หมายความว่า บริษัทจะต้องเพิ่มอัตราส่วนทุนต่อแรงงานเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยและรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ หนึ่งในกรอบความคิดที่มาร์กซ์แนะนำให้ใช้ในการสังเกตเพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงคืออัตราส่วนทุนต่อแรงงาน (องค์ประกอบมูลค่าของทุน) ในการเพิ่มองค์ประกอบมูลค่าของทุน นายทุนจะต้องลงทุนในทุนคงที่ (constant capital) มากขึ้น ซึ่งรวมถึงทุนถาวร (fixed capital) (เช่น เครื่องจักร) และทุนหมุนเวียน (เช่น วัตถุดิบ) มากกว่าในทุนแปรผัน (ต้นทุนที่เกิดจากการจ้างกำลังแรงงาน)

สำหรับมาร์กซ์ องค์ประกอบมูลค่าของทุนทำให้เขาสามารถกำหนดความสัมพันธ์ในกระบวนการผลิตระหว่างการลงทุนในโรงงาน เครื่องมือ และวัตถุดิบ (ทุนคงที่) กับการลงทุนในกำลังแรงงาน (ทุนแปรผัน) ได้ ความสัมพันธ์นี้ทำให้มาร์กซ์สามารถระบุผลิตภาพของแรงงาน (โดยการใช้เครื่องจักร) และการสร้างมูลค่าส่วนเกินได้ การที่บริษัทลงทุนจำนวนมากในทุนคงที่ส่งผลให้องค์ประกอบมูลค่าของทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการทำกำไรในระบบเศรษฐกิจลดลงในระยะยาว ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี ค.ศ. 1947-1985 องค์ประกอบมูลค่าของทุนเพิ่มขึ้น 103% ในขณะที่อัตรากำไรลดลง 53% วิกฤติของความสามารถในการทำกำไรดังกล่าว ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระบบทุนนิยมอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ผลักดันให้นักลงทุนย้ายกิจกรรมการผลิตของตนไปยังพื้นที่ ๆ มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า นั่นก็คือ ซีกโลกใต้

การเคลื่อนย้ายการผลิตไปยังซีกโลกใต้ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญสามประการซึ่งเกิดขึ้นในทศวรรษ 1980:

  1. การล่มสลายของสหภาพโซเวียต (Soviet Union) และกลุ่มประเทศสังคมนิยม (Socialist Bloc) ในยุโรปตะวันออก 

เมื่อสหภาพโซเวียต (USSR) และกลุ่มประเทศสังคมนิยมยุโรปตะวันออกล่มสลาย เกราะกำบังที่ป้องกันทุนนิยมข้ามชาติจากการย่ำเท้าไปทั่วโลกก็ถูกรื้อถอนออกไป สหภาพโซเวียตได้ให้อำนาจแก่กลุ่มประเทศโลกที่สามในการยืนหยัดตัวเองบนเวทีโลก กลุ่มประเทศโลกที่สามได้ใช้เกาะกำบังดังกล่าวผลักดันระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศใหม่ (NIEO) ซึ่งรวมไปถึงนโยบายการค้าระดับประเทศและการพัฒนา การล่มสลายของเกราะกำบังสังคมนิยมหมายความว่า ความสามารถของกลุ่มประเทศโลกที่สามในการเรียกร้องอธิปไตยอ่อนกำลังลง

  1. วิกฤตหนี้ของโลกที่สามและการเปิดประเทศจีน

อธิปไตยของชาติและความจำเป็นในการสร้างเศรษฐกิจของชาติหลังการล่าอาณานิคมหลายศตวรรษมีความสำคัญต่อรัฐหลังอาณานิคม รวมไปถึงจีนด้วย อย่างไรก็ดี วิกฤตหนี้ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องยอมจำนนอิสรภาพของตนต่อระบบการค้าโลก ระบบการค้าโลกอันใหม่นี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาใหม่และองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) (1994) เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับบริษัทข้ามชาติและแนวคิดโรงงานระดับโลกมากกว่าโรงงานระดับท้องถิ่น ยุคปฏิรูปตลาดจีนซึ่งเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1978 เป็นตัวส่วนหลักของห่วงโซ่สินค้าโลก ในช่วงหลังจากปี ค.ศ. 1978 เป็นต้นมา คนงานชาวจีนหลายร้อยล้านอยู่ในสถานะพร้อมที่จะถูกจ้างเข้าไปในแวดวงการผลิตแบบแยกส่วน ซึ่งมีฐานใหญ่อยู่ตามแนวชายฝั่งของจีน

  1. การปลดเปลื้องนโยบายรัฐบาลในอเมริกาเหนือ ยุโรป และญี่ปุ่น ออกจากความต้องการของพลเมืองของตน 

รัฐบาลในกลุ่มองค์สาม (Triad) นั่นก็คือ อเมริกาเหนือ ยุโรป และญี่ปุ่น ได้ออกนโยบายใหม่ที่อนุญาตให้บริษัทที่มีฐานอยู่บนฟากฝั่งตัวเองสามารถข้ามไปยังต่างประเทศได้ นี่ทำให้การเงินมีอิสระแทบจะเต็มรูปแบบในการเคลื่อนเข้าและเคลื่อนออกประเทศของตน นโยบายต่าง ๆ เช่น ภาษีศุลกากรและเงินอุดหนุนที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจชาติและโครงการพัฒนาชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงการโลกที่สามและโครงการของรัฐหลังอาณานิคมใหม่ ถูกล้มเลิกลงในที่สุด พื้นที่นโยบายใหม่ เสรีนิยมใหม่ อนุญาตให้บริษัทลอยแพโรงงานเก่าในท้องถิ่นเดิมและสร้างโรงงานข้ามทวีปด้วยสินค้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่สร้างขึ้นข้ามเขตเวลา

ไอโฟนในห่วงโซ่สินค้าโลก

ไอโฟนของแอปเปิ้ลจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีห่วงโซ่สินค้าโลก วัตถุดิบและชิ้นส่วนของไอโฟนมีที่มาจาก 30 ประเทศด้วยกัน มีอินพุต (input) สองอย่างใน iPhone:

  1. วัตถุดิบ (Raw materials)

 

  1. ส่วนประกอบที่ถูกผลิตขึ้น (Manufactured components)

 

ปัจจัยเพิ่มเติมตรงนี้คือทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในการผลิต iPhone ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่อินพุตแบบวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในการผลิต แต่เป็นสิทธิตามกฎหมายที่รัฐให้มา ซึ่งสามารถกลายมาเป็นกฎเกณฑ์ในการปล่อยเช่าได้ บริษัทที่อ้างสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาของผลิตภัณฑ์ยาหรือเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้าเก็บค่าเช่าจากการใช้สิทธิ์ที่รัฐมอบให้ และบริษัทก็ปิดกั้นไม่ให้ผู้อื่นใช้สิ่งเหล่านี้โดยอ้างสิทธิ์ผูกขาดดังกล่าว สมมติฐานหนึ่งคือ แอปเปิ้ลสร้างเทคโนโลยีดังกล่าวขึ้นมาเอง จึงสมควรที่จะได้รับค่าเช่าทรัพย์สินทางปัญญาจากการขายโทรศัพท์เหล่านี้ แต่เทคโนโลยีเกือบทั้งหมดของไอโฟน ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต ระบบจีพีเอส (GPS) หน้าจอสัมผัส ผู้ช่วยสั่งงานด้วยเสียง (Siri) ถูกพัฒนาขึ้นด้วยเงินสาธารณะที่มอบให้กับมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการวิจัย กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ แอปเปิ้ลผลิตไอโฟนโดยใช้เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยรัฐบาล รัฐอนุญาตให้บริษัทเอกชน เช่นแอปเปิ้ล ถือครองทรัพย์สินทางปัญญาของเทคโนโลยีเหล่านี้ ผลกำไรจากนวัตกรรมที่ได้รับทุนจากภาครัฐเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของเอกชน บริษัทอย่างฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) ที่ทั้งผลิตชิ้นส่วนของไอโฟนและประกอบตัวเครื่อง ไม่สามารถตัดแอปเปิ้ลออกไปได้ ทั้งไม่สามารถขายโทรศัพท์เหล่านี้ได้เนื่องจากมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและเนื่องจากตัวบริษัทแอปเปิ้ลได้สร้างแบรนด์ที่ทรงพลังมาก

และในเมื่อแอปเปิ้ลไม่ได้สร้างเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นมาเอง คำถามจึงมีอยู่ว่า ใครสมควรได้รับผลกำไรจากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยทุนสาธารณะ?

วัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตไอโฟนมีดังนี้:

  • อลูมิเนียม (Aluminium)
  • สารหนู (Arsenic)
  • ถ่าน, คาร์บอน (Carbon)
  • โคบอลต์ (Cobalt) 
  • โคลัมไบต์-แทนทาไลต์ (Coltan)
  • ทองแดง (Copper)
  • แกลเลียม (Gallium)
  • ทอง (Gold)
  • เหล็ก (Iron)
  • ทองคำขาว, แพลตตินั่ม (Platinum)
  • ซิลิกอน (Silicon)
  • ดีบุก (Tin)

วัตถุดิบเหล่านี้มีที่มาจากหลายแหล่งด้วยกัน ตั้งแต่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกไปจนถึงโบลิเวีย รายงานจากหน่วยงานที่มีชื่อเสียงเช่น ยูนิเซฟ (UNICEF, หน่วยงานเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ) และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า ซัพพลายเออร์ (suppliers) ของไอโฟนใช้แรงงานเด็กในการสกัดแร่ธาตุเหล่านี้จากเหมือง และพวกเขาจ่ายค่าจ้างให้คนงานเหมืองในจำนวนที่ไม่พอกินพอใช้ รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลชี้ให้เห็นว่า เด็ก 40,000 คนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกทำงานในเหมืองที่มีสภาพอันตรายมาก

การเสียชีวิต การสูญเสียอวัยวะ และปัญหาสุขภาพในระยะยาวเกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ เด็ก ๆ ทำงานถึงสิบสองชั่วโมงต่อวัน โดยต้องแบกของหนักออกจากเหมืองลึกโดยได้รับค่าจ้างแค่ 1 ถึง 2 เหรียญต่อวัน นอกจากนี้ แรงงานเด็กยังเป็นแรงงานบังคับ โดยบริษัทเหมืองตระหนักดีว่า การขุดแร่ธาตุที่หายากและวัตถุดิบที่สำคัญนั้นมีต้นทุนต่ำมากเพราะมีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธใช้ปืนจ่อบังคับให้คนงานลงไปทำงานในเหมือง นี่เป็นสิ่งที่เห็นกันทั่วแอฟริกากลาง รูปแบบของระเบียบแรงงานเหล่านี้นำเอาองค์ประกอบและแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ผลิตไอโฟนออกจากพื้นผิวโลก และยังเป็นส่วนที่ถูกนำมาใช้แล้วทิ้งมากที่สุดในห่วงโซ่สินค้าโลกอีกด้วย

หลักจรรยาบรรณของซัพพลายเออร์ของ Apple (อัปเดตเป็นประจำ ล่าสุดในปี 2019) กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ‘แอปเปิ้ลเชื่อว่า พนักงานทุกคนในห่วงโซ่อุปทานของเราสมควรได้อยู่ในสถานทำงานที่เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมและจริยธรรม พนักงานจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีเกียรติและด้วยความเคารพสูงสุด และซัพพลายเออร์ของแอปเปิ้ลจะต้องรักษามาตรฐานสูงสุดของสิทธิมนุษยชนเอาไว้’

ถ้อยคำเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายต่อแอปเปิลนัก และแทบจะไร้ความหมายต่อผู้รับเหมาช่วงที่จัดหาวัตถุดิบจากสถานที่ ๆ ห่างไกลจากจินตนาการของผู้ซื้อโทรศัพท์เหล่านี้

จากนั้นวัตถุดิบก็จะเข้าสู่หน่วยการผลิตในอย่างน้อยสามสิบประเทศ ตั้งแต่ยุโรปไปจนถึงจีน ชิ้นส่วนของไอโฟนส่วนใหญ่ถูกผลิตในโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศจีน เพื่อให้เห็นความหลากหลายของซัพพลายเออร์ที่จัดหาชิ้นส่วนไอโฟน ให้ดูแหล่งที่มาของชิ้นส่วนเหล่านี้ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเป็นไอโฟน 5s และ ไอโฟน 6 :


  • ตัววัดความเร่ง : Bosch ในประเทศเยอรมนี

Invensense ในสหรัฐอเมริกา

  • ชิปเซ็ตเสียงและตัวแปลงสัญญาณวงจรรวมระบบเสียง (Cirrus Logic) ในสหรัฐอเมริกา (จัดจ้างคนภายนอกเพื่อการผลิต)
  • โปรเซสเซอร์เบสแบนด์ (หรือหน่วยประมวลผลวิทยุ baseband) ผลิตโดย ควอลคอมม์ (Qualcomm) ในสหรัฐอเมริกา (จัดจ้างคนภายนอกเพื่อการผลิต)
  • แบตเตอรี่ : Samsung ในเกาหลีใต้

Huizhou Desay Battery ในประเทศจีน

  • กล้อง : Sony ในญี่ปุ่น.

OmniVision ในสหรัฐอเมริกาผลิตชิปกล้องหน้า FaceTime แต่จ้างช่วง TMSC (ในไต้หวัน) ให้ผลิตแทน

  • ชิปเซ็ตและหน่วยประมวลผล : Samsung ในเกาหลีใต้และ TSMC ในไต้หวัน

เคียงข้างไปกับคู่ค้า GlobalFoundries ในสหรัฐอเมริกา

  • ชิปควบคุม PMC Sierra และ Broadcom Corp ในสหรัฐอเมริกา (จ้างคนภายนอกเพื่อการผลิต)
  • จอแสดงผล Japan Display และ Sharp ในญี่ปุ่น

LG Display ในเกาหลีใต้

  • ดีแรม TSMC ในไต้หวัน SK Hynix ในเกาหลีใต้
  • อีคอมพาส (eCompass) Alps Electric ในญี่ปุ่น
  • เซ็นเซอร์ตรวจสอบลายนิ้วมือ

บริษัท Authentec เป็นคนผลิตในประเทศจีน แต่ว่าจ้างให้ไต้หวันผลิตแทน

  • หน่วยความจำแฟลช

Toshiba ในญี่ปุ่นและ Samsung ในเกาหลีใต้

  • ไจโรสโคป (Gyroscope) STMicroelectronics ในฝรั่งเศสและอิตาลี
  • ขดลวดเหนี่ยวนำ (เสียง). TDK ในญี่ปุ่น
  • เมนประกอบแชสซีหลัก (Main Chassis Assembly). Foxconn และ Pegatron ในประเทศจีน
  • ชิปสัญญาณผสม (เช่น NFC) ผลิตโดย NXP ในเนเธอร์แลนด์
  • โครงสร้างพลาสติก (สำหรับไอโฟน 5c)

Hi-P และ Green Point-Jabil ในสิงคโปร์

  • โมดูลคลื่นความถี่วิทยุ Win Semiconductors (ผู้ผลิตโมดูล Avago และ RF Micro Devices)  ในไต้หวัน

เทคโนโลยี Avago และ TriQuint เซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐอเมริกา

LTE connectivity = Qualcomm ในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิต 

  • หน้าจอและกระจก (สำหรับการแสดงผล) = คอร์นนิ่ง (Gorilla Glass) ในสหรัฐอเมริกา

GT Advanced Technologies เป็นผู้ผลิตแซฟไฟร์คริสตัล (sapphire crystals) ในหน้าจอ

  • เซมิคอนดักเตอร์. Texas Instruments, Fairchild และ Maxim ควบรวมอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลิต
  • เซ็นเซอร์ตรวจสอบลายนิ้วมือ (Touch ID sensor) = TSMC และ Xintec ในไต้หวันเป็นผู้ผลิต
  • ตัวควบคุมหน้าจอสัมผัส Broadcom ในสหรัฐอเมริกา (จ้างคนภายนอกเพื่อการผลิต)
  • โมดูลส่งสัญญาณและขยายสัญญาณ

Skyworks และ Qorvo ในสหรัฐอเมริกา (จ้างภายนอกเพื่อการผลิต)


บริษัทที่น่าจับตามองมากที่สุดในบรรดาบริษัทเหล่านี้คือฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) (Hon Hai Precision Industry) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตจากไต้หวัน บริษัทดังกล่าวสร้างรายได้ถึง 160 พันล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2017 มีพนักงานทั้งสิ้นประมาณ 1.3 ล้านคนทำงานรับจ้างอยู่ในจีน ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ทั่วทั้งโลกมีเพียงแค่วอลมาร์ต (Walmart) และแม็กโดนัลด์ (McDonald’s) เท่านั้นที่มีพนักงานเยอะกว่าฟ็อกซ์คอนน์

มีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ ณ โรงงานเหล่านี้ ตอนนี้มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘’Foxconn Suicides’ เนื่องจากคนงานจำนวนมากเสียชีวิตในการประท้วงค่าแรงที่ตกต่ำและสภาพการทำงานอันย่ำแย่ในเมืองฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn City) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) ที่ประเทศจีน สื่อจีนเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การฆ่าตัวตายด่วน’ (suicide express)

นักวิชาการชาวจีนสองคน (Pun Ngai และ Jenny Chan, 2012) ศึกษาปรากฏการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ณ ฟ็อกซ์คอนน์ ตามรายงานที่บันทึกไว้อย่างน่าสะเทือนใจ พวกเขาอ้างอิงคำพูดของคนงานหลายคนจากโรงงานประกอบโทรศัพท์มือถือ:

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ถึง 2012 สตีฟ จ็อบส์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า แอปเปิ้ลตระหนักดีถึงอัตราการฆ่าตัวตายสูงริ่วที่เกิดขึ้นในฟ็อกซ์คอนน์ (“Foxconn suicides”) และปัญหานี้อยู่ภายใต้การควบคุม เขาย้ำอยู่เสมอว่า “เราเอาอยู่”  กระนั้นเอง ปัญหาก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ และการฆ่าตัวตายก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวของปัญหานี้ ค่าแรงที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินและสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ รวมไปถึงการขูดรีดความเป็นมนุษย์ในทุก ๆ วันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของคนงาน บ่อยครั้งคนงานกว่า 150 คนเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าอาคารและขู่ว่าจะกระโดดลงมา พวกเขาใช้ ‘Foxconn suicides’ เป็นกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรอง นั่นคือขั้นระดับของกระบวนการผลิตไอโฟน


ส่วนที่ 2. วิเคราะห์ไอโฟนผ่านมุมมองมาร์กซิสต์

ถ้าคุณรู้สึกโกรธเคืองกับสิ่งที่คุณได้อ่านมา คุณก็วางใจได้ว่าคุณยังเป็นมนุษย์อยู่ ไม่ควรมีใครเมินเฉยต่อสภาพแวดล้อมของการผลิตไอโฟน ไม่ว่าจะเป็นเหมืองในอเมริกาใต้และแอฟริกา หรือโรงงานในเอเชียตะวันออก

แต่สมุดโน้ตเล่มนี้มองลึกลงไปมากกว่าความโกรธแค้น เรามุ่งเน้นไปที่การผลิตไอโฟน ซึ่งเป็นสินค้า ผ่านกรอบการวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์ เราไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่ความโกรธแค้นต่อแอปเปิ้ลและฟ็อกซ์คอนน์เพียงอย่างเดียว แต่มุ่งไปที่การวัดว่าแรงงานถูกขูดรีดไปมากน้อยแค่ไหนในการผลิตสินค้าชิ้นนี้ กล่าวอีกอย่างก็คือ เรามุ่งความสนใจไปที่การวัด อัตราการขูดรีด (rate of exploitation) อัตราการขูดรีดเป็นหนึ่งในกรอบคิดที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีของมาร์กซ์ การวัดดังกล่าวทำให้เราเห็นว่าคนงานมีส่วนในการเพิ่มมูลค่าในกระบวนการผลิตมากน้อยเพียงใด และยังชี้ให้เห็นว่า แม้คนงานจะได้รับค่าจ้างมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยมนตราของการใช้เครื่องจักรและการบริหารกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ อัตราการขูดรีดก็ยังเพิ่มขึ้นอยู่ดี 

อัตราดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์อันขัดแย้งกันระหว่างนายทุนและแรงงาน โดยวัดออกมาในเชิงปริมาณ ในการวิเคราะห์อัตราการขูดรีดนั้นมีความเป็นการเมืองสุดขั้วอยู่ลึก ๆ มันทำให้เราเห็นว่า สัดส่วนของมูลค่าที่คนงานผลิตได้นั้นถูกนายทุนฉกชิงไปมากน้อยแค่ไหน นอกจากนั้นยังช่วยให้เราคิดหาวิธีการจัดการการผลิตแบบอื่นและยุติการขูดรีดลงได้

 

การจะทำความเข้าใจอัตราของการขูดรีด เราต้องเข้าใจก่อนว่า สินค้า (commodity) และมูลค่า (value) ที่มาร์กซ์กล่าวถึงนั้นหมายถึงอะไร โดยทั้งสองเป็นคำศัพท์สำคัญในระบบความคิดทางเศรษฐกิจแบบมาร์กซิสต์

อะไรคือสินค้า? มาร์กซ์เริ่มต้นงานมหากาพย์ของเขา Capital (1867) ด้วยการอภิปรายถึงสินค้า เขาตั้งข้อสังเกตว่า ‘สินค้า เป็นวัตถุที่อยู่ภายนอกตัวเรา เป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ธรรมชาติของความต้องการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นความต้องการอาหารหรือความปรารถนา ไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด เราไม่ได้มุ่งหาว่าวัตถุตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการดำรงชีพโดยตรง หรือโดยอ้อมในฐานะปัจจัยการผลิต’

สินค้าเป็นวัตถุที่มีประโยชน์ แต่การที่มันตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคหมายความว่ามันเป็นมากกว่านั้น มันคือสิ่งที่สามารถขายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่สร้างมันขึ้นมาสามารถหาผลกำไรจากมันได้ ในตัวสินค้านั้นจึงมีทั้ง มูลค่าใช้สอย (use value) และ มูลค่า (value)

มูลค่าใช้สอยของสินค้าก็คือประโยชน์ในการใช้สอยของสินค้าดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตกสู่ผู้บริโภคเอง ไอโฟนคือตัวอย่างที่ดี เพราะสามารถนำไปใช้ได้หลายอย่าง เช่น โทรออก ดูคลิปวิดีโอ ใช้เป็นเข็มทิศ หรือหยิบขึ้นมาเล่นเวลาที่คุณรู้สึกอึดอัด (หรือแม้แต่เสริมภาพลักษณ์ของคุณ)

การปรากฏเผย (expression) ของมูลค่าสินค้า (เช่น มูลค่าการแลกเปลี่ยน) คือราคาของสินค้าชิ้นนั้น เราทราบดีว่า มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักมาร์กซิสต์ถึงความสัมพันธ์ของราคากับมูลค่าของตัวสินค้า ข้อถกเถียงดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปัญหาของการเปลี่ยนแปลง’ (transformation problem) หรือก็คือ ปัญหาการแปลงมูลค่ามาสู่ราคาของการผลิต อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า ในกรณีของไอโฟนมันชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว และเราก็ยังจับจุดสำคัญได้อยู่ ในกรณีของไอโฟน X การปรากฏเผยมูลค่าของสินค้าดังกล่าวคือ $999 มูลค่าก็คือสิ่งที่สินค้าสามารถเรียกร้องในตลาดได้

ทว่า เบื้องหลังราคาดังกล่าวก็คือกลุ่มมูลค่าที่ตกผลึกมาแล้ว (a mass of crystallised values) ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วนของมูลค่าทั้งหมด: ทุนคงที่ (constant capital) ทุนแปรผัน (variable capital) และมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) แนวคิดเหล่านี้เป็นคอนเซ็ปต์หลัก ๆ ของการวิเคราะห์แบบมาร์กซิสต์

ทุนคงที่ (constant capital)

วัตถุดิบต่าง ๆ ถูกนำเข้าสู่โรงงานโดยจะถูกแรงงานและเครื่องจักรแปรรูปให้กลายเป็นสินค้าต่อไป วัตถุดิบเหล่านี้ รวมไปถึงวัสดุเสริมอื่น ๆ และเครื่องมือของแรงงาน (เครื่องจักร เครื่องมือ ฯลฯ) ล้วนถูกดัดแปลงมาจากธรรมชาติในที่อื่นแล้ว

มีความเป็นแรงงานอยู่ในตัววัตถุดิบเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่วัตถุ ‘ดิบ’ อีกต่อไป มูลค่าของวัตถุดิบและเครื่องมือแรงงานมีความตายตัวในเชิงปริมาณอยู่แล้วในแง่ของปริมาณแรงงาน (labour content) มูลค่าที่ตายตัวนี้ถูกโอนไปยังสินค้าที่ถูกผลิตขึ้นมาใหม่ภายในกระบวนการผลิต

มูลค่าของมันเคลื่อนเข้าสู่สินค้าอันใหม่ คาร์ล มาร์กซ์ เรียกมูลค่าของวัตถุดิบและเครื่องมือแรงงานเหล่านี้ว่า ทุนคงที่ (constant capital)

ทุนคงที่ สำหรับไอโฟนนั้นรวมไปถึงแร่ธาตุและโลหะทั้งหมดที่ปรากฏอยู่บนสายพานการผลิต ตลอดจนชิ้นส่วนของเครื่องจักรที่ใช้แปรรูปวัตถุดิบที่นับวันก็ยิ่งเสื่อมสภาพลงไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะถูกแปรรูปและประกอบกันขึ้นเป็นไอโฟน ในกระบวนการแปรรูปดังกล่าว แร่ธาตุ โลหะ และเครื่องจักร ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าของแร่ธาตุเหล่านั้น มูลค่าของวัตถุดิบเหล่านั้นจะยังคงอยู่ในตัวไอโฟน กล่าวคือ มูลค่าจะยังคงที่ต่อไป

เมื่อสิ้นสุดกระบวนการผลิต มูลค่าของปัจจัยการผลิตทั้งหมดที่ถูกโอน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ เครื่องจักร สิ่งปลูกสร้าง ไม่สามารถเป็นได้มากกว่าสิ่งที่มันมีอยู่แต่เดิม คุณค่าของมันซึ่งยังคงที่อยู่เหมือนเดิม จะถูกกักเก็บไว้ในตัวไอโฟน

ทุนแปรผัน (variable capital)

บริษัทนายทุนทำการลงทุนขั้นต้นในกระบวนการผลิต ดังนี้:

  • ค่าจ้างและเงินเดือนคนงาน
  • ค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตที่ไม่ใช่มนุษย์ (non-human inputs) โดยเฉพาะเครื่องมือ เครื่องจักร อาคาร พลังงาน และอื่น ๆ

ค่าใช้จ่ายถัดมาคือค่าใช้จ่ายปัจจัยการผลิตที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งเรียกกันว่า ทุนคงที่ (constant capital) ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น

ค่าใช้จ่ายอันแรก นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าจ้างและเงินเดือน เรียกว่า ทุนแปรผัน (variable capital) เพื่อให้คำนวณได้ง่ายขึ้น เราจะถือว่า คนงานทุกคนสร้างผลิตผล (productive) ในความหมายของมาร์กซิสต์ (กล่าวคือ พวกเขาผลิตมูลค่าส่วนเกินและไม่ได้กระจายมูลค่าส่วนเกินเหมือนคนงานที่ “ไม่ได้สร้างผลิตผล” เช่น ผู้ที่มีส่วนร่วมในการค้าแลกเปลี่ยน)

ในระบบทุนนิยม ผู้คนมี ‘อิสรภาพ’ สองอย่าง หนึ่งคือ พวกเขามีอิสรภาพจากการเป็นทาสและมีอิสรภาพที่จะอดตาย อิสรภาพจากการเป็นทาสและจากปัจจัยในการหาเลี้ยงชีพบังคับให้ผู้คนต้องขายความสามารถในการใช้แรงของตนแก่ผู้ที่มีทุน (ที่ดินหรือเงิน)

สิ่งที่คนขายไม่ใช่ตัวของเขาเอง (เพราะพวกเขาเป็นอิสระจากการเป็นทาสอยู่แล้ว) แต่พวกเขาขายกำลังแรงงานของตัวเองเพื่อแลกกับค่าแรง ค่าแรงสอดคล้องกับเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงมูลค่าจำนวนหนึ่ง เป็นจำนวนที่จำเป็นในการตอบสนองต่อความต้องการบริโภคของคนงาน

มาร์กซ์เรียกกำลังแรงงานว่าเป็นสินค้าพิเศษ (peculiar commodity) เช่นเดียวกับสินค้าอื่น ๆ สินค้าพิเศษดังกล่าวต้องมีอยู่สองด้านด้วยกัน นั่นคือ มูลค่าใช้สอยและมูลค่า ค่าแรงคือ มูลค่าแลกเปลี่ยน ของกำลังแรงงาน ในขณะที่แรงงานคือมูลค่าใช้สอยของกำลังแรงงาน ความแตกต่างระหว่างมูลค่าใช้สอยของกำลังแรงงานกับมูลค่าแลกเปลี่ยนของกำลังแรงงานนี้เป็นพื้นฐานของการทำความเข้าใจมูลค่าส่วนเกินและการผลิตมูลค่าส่วนเกินในมุมมองแบบมาร์กซิสต์

ในวันทำงาน คนงานเปลี่ยนความสามารถในการใช้แรงไปเป็นการออกแรง (an act of labour) ทักษะต่าง ๆ ของพวกเขาถูกนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบและเครื่องจักรให้กลายเป็นสินค้า (commodities)

ในระหว่างวันทำงานและตามสภาพเงื่อนไขของการทำงาน มูลค่าที่คนงานผลิตออกมาโดยรวมนั้นมากเกินความจำเป็นต่อการบริโภคและการผลิตซ้ำกำลังแรงงานของพวกเขาเอง มูลค่าที่พวกเขาต้องใช้ไปกับการบริโภคและการผลิตซ้ำกำลังแรงงาน ซึ่งแสดงออกมาผ่านค่าจ้างนั้น เป็นแค่ส่วนหนึ่งของมูลค่าที่พวกเขาสร้างได้ในระหว่างวันทำงาน

คนงานผลิตมูลค่ามากกว่าค่าแรงที่พวกเขาได้รับ มูลค่าที่มากกว่าปกตินี้เรียกว่า มูลค่าส่วนเกิน (surplus value) หากการจัดการด้านแรงงานเปลี่ยนไปหรือหากเครื่องจักรทำงานด้วยความเร็วที่ต่างกัน มูลค่าก็อาจจะถูกผลิตมากขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งหมายความว่ามูลค่าส่วนเกินจะเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ด้วย ความจริงที่ว่า กำลังแรงงาน ซึ่งเป็นสินค้าพิเศษนี้ มีศักยภาพในการผลิตมูลค่าที่มากเกินจำเป็นต่อการผลิตซ้ำ เป็นสิ่งที่ทำให้ทุนดังกล่าวเป็น ทุนแปรผัน (variable capital)

มูลค่าส่วนเกิน (surplus value)

วัตถุดิบต่าง ๆ ที่อยู่ในสายพานการผลิต ไม่ว่าจะเป็น เครื่องจักร และไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยในการแปรรูปวัตถุดิบต่าง ๆ  ทั้งหมดจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าคนงานไม่ใส่กำลังแรงงานที่จำเป็น (necessary work of the labour power) เข้าไปในระบบ คนงานนำเครื่องมือต่าง ๆ มาแปรรูปวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้า สิ่งสำคัญคือการใส่กำลังแรงงานเข้าไป กำลังแรงงานที่ซื้อมาจากคนงานต่างจากสินค้าตัวอื่น ๆ ตรงที่มันต้องผลิตมูลค่าใหม่เหล่านี้ขึ้นมา คนงานเหนื่อยตอนไหนก็กลับบ้านไปผลิตซ้ำกำลังแรงงานเพื่อนำมาขายอีกครั้ง

คนงานขายกำลังแรงงานของตนแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อพวกเขาเริ่มทำงานผลิตสินค้า พวกเขาใช้เวลาเพียงเศษเสี้ยวของวันทำงานในการผลิตสินค้าให้เทียบเท่ากับค่าแรงของตน มาร์กซ์เรียกสิ่งนี้ว่า เวลาแรงงานที่จำเป็น (necessary labour time) มัน ‘จำเป็น’ เพราะในแต่ละยุคแต่ละประเทศ จะต้องใช้สินค้าและการบริการในปริมาณที่ต่างกันเพื่อผลิตซ้ำกำลังแรงงานที่คนงานได้ใช้ไป บางประเทศมาตรฐานการครองชีพต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ซึ่งหมายความว่า เวลาแรงงานที่จำเป็นก็สั้นกว่าเช่นกัน เวลาที่เหลือของวันทำงาน ภายหลังจากเวลาแรงงานที่จำเป็น ก็คือ เวลาแรงงานส่วนเกิน (surplus labour time) มันคือเวลาที่คนงานใช้ในการผลิตสินค้า ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่ต้องนำมาจ่ายค่าแรงให้แก่คนงาน

อัตรามูลค่าส่วนเกิน (Rate of Surplus Value)

แนวคิดของมาร์กซ์ นั่นก็คือ อัตราการขูดรีด สามารถวัดได้โดยใช้กรอบคิดทุนแปรผันและมูลค่าส่วนเกิน ทุนแปรผันคือสัดส่วนของมูลค่าที่ถูกผลิตขึ้นในกระบวนการผลิตซึ่งตกเป็นของคนงาน ในทางกลับกัน มูลค่าส่วนเกินคือสัดส่วนของมูลค่าซึ่งตกเป็นของนายทุน จะเห็นได้ว่า อัตราส่วนของมูลค่าส่วนเกินต่อทุนแปรผัน หรือ s/v แสดงให้เห็นถึงการขูดรีดคนงานในเชิงปริมาณ หรือเรียกอีกอย่างว่า อัตรามูลค่าส่วนเกิน (rate of surplus value)

ลองตั้งสมมติฐานว่ามีสินค้าชิ้นหนึ่งมูลค่า $1,000 ทุนคงที่มูลค่า $500 ทุนดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ เครื่องมือ และพลังงาน ต่างเข้าสู่กระบวนการผลิตและปรากฏออกมาอีกครั้งในรูปอื่นโดยที่ยังรักษามูลค่าเดิมเอาไว้ มูลค่าของมันไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุนแปรผันซึ่งเป็นสิ่งที่คนงานได้รับก็คือ $250 มูลค่าส่วนเกินซึ่งเป็นสิ่งที่นายทุนฉกชิงไป คือปริมาณมูลค่าที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาแรงงานส่วนเกิน ซึ่งในตัวอย่างที่เรายกมาก็คือ $250

อัตราการการขูดรีดวัดโดย s/v หรือมูลค่าส่วนเกินหารด้วยทุนแปรผัน ตัวเลขของสินค้าตามสมมติฐานดังกล่าวมีสมการดังต่อไปนี้:

s/v = $250/$250 = 100%

S = $250

V = $250

C = $500

มูลค่ารวม = $1000

อัตราการขูดรีดแรงงานในกรณีนี้เท่ากับ 100% กล่าวคือ ทุก 1 ดอลลาร์ที่คนงานหามาได้ นายทุนจะฉกชิงมูลค่าส่วนเกินไป 1 ดอลลาร์

ตอนนี้เราจึงมีเครื่องมือทางทฤษฎีในการวัดอัตราการขูดรีดของคนงานที่ผลิตไอโฟน อย่างไรก็ดี จำต้องชี้ให้เห็นว่า หากจะคำนวณทฤษฎีมูลค่าแรงงานของมาร์กซ์ออกมาในเชิงประจักษ์ จะต้องสร้างสมมติฐานที่ลดทอนความซับซ้อนของความเป็นจริงขึ้นมาด้วย ถึงจะอย่างนั้น ในมุมมองของเรา สมมติฐานเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ราคาสะท้อนมูลค่า ต่างก็มีความสมเหตุสมผล และการลดทอนความซับซ้อนดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินจริงแต่อย่างใด (Shaikh and Tonak, 1994)

ขั้นตอนที่ใช้ในสมุดโน้ตเล่มนี้ในการคำนวณอัตรามูลค่าส่วนเกินในไอโฟน X คล้ายคลึงกับที่คาร์ล มาร์กซ์ เคยคำนวณอัตรามูลค่าส่วนเกินในการผลิตเส้นด้าย ใน Capital I มาร์กซ์บันทึกไว้ว่า ‘สัดส่วนคงที่ของมูลค่าของสินค้าในแต่ละสัปดาห์คือ 378 ปอนด์ แต่ค่าจ้างต่อสัปดาห์คือ 52 ปอนด์ ราคาเส้นด้ายคือผลรวม 510 ปอนด์ มูลค่าส่วนเกินในกรณีนี้ก็คือ 510 – 430 ปอนด์ = 80 ปอนด์ …อัตรามูลค่าส่วนเกินจึงเป็น 80/52 = 153 11/13%’

เราเริ่มจากราคาของไอโฟน X ในสหรัฐอเมริกา นั่นก็คือ $999 เราเชื่อว่า ตัวเลขนี้แสดงถึงมูลค่าโดยรวมที่อยู่ในตัวสินค้า (commodity) ในสินค้าทุก ๆ ชิ้นที่ถูกผลิตขึ้นในกระบวนการผลิตแบบทุนนิยม มวลของมูลค่าที่อยู่ในสินค้าชิ้นนั้นประกอบไปด้วยส่วนมูลค่าสามส่วน นั่นก็คือ ทุนคงที่ ทุนแปรผัน และมูลค่าส่วนเกิน ดังนั้น เราต้องประมาณค่าแต่ละส่วนของมูลค่าทั้งหมดของ iPhone X 

ทุนคงที่ ข้อมูลจาก TechInsights ช่วยให้เราเห็นราคาของชิ้นส่วนต่าง ๆ ของไอโฟน XS Max และไอโฟน X อย่างละเอียดโดยเฉพาะ

ราคารวมทั้งหมดของมือถือทั้งสองรุ่นนี้อยู่ที่ 453 ดอลลาร์และ 395.44 ดอลลาร์ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายอันดับแรก ๆ นั้นรวมไปถึงค่า “การทดสอบ/การประกอบ/ข้อมูลสนับสนุน” สิ่งดังกล่าวทำให้ข้อมูลที่มาร์กซ์จะนำมาใช้ในการชี้ลักษณะเฉพาะของการวิเคราะห์มีความสับสนปนเป ‘การทดสอบ/การประกอบ’ นั้นเป็นทุนแปรผัน เนื่องจากต้องมีการซื้อกำลังแรงงานมาก่อนเพื่อที่จะทำงานเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม ‘ข้อมูลสนับสนุน’ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัตถุดิบและเป็นทุนคงที่ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราจะตัดส่วนนี้ของรายการด้านบนออกจากการประเมินทุนคงที่ ดังนั้นจำนวนเงินที่แสดงถึงทุนคงที่โดยคร่าวก็คือ 428.50 ดอลลาร์ (453 – 24.50 ดอลลาร์) และ 370.89 ดอลลาร์ (395.44 – 24.55 ดอลลาร์)

กรณีของไอโฟน X เราประเมินจำนวนทุนคงที่ได้ 370.89 ดอลลาร์

ทุนแปรผัน (variable capital)

การประมาณค่าทุนแปรผันจากมูลค่ารวมของ iPhone นั้นยิ่งจะมีปัญหา เพราะเรากำลังเผชิญหน้ากับการปกปิดของแอปเปิ้ล ซึ่งไม่เปิดเผยข้อมูลค่าจ้าง เราต้องตระหนักถึงปัญหาเพิ่มเติมเกี่ยวข้อมูลอีกสองประการ ประการแรก เราไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของแอปเปิ้ลในเรื่องการวิจัยและการออกแบบไอโฟนขั้นต้น เราเชื่อว่า สามารถมองข้ามค่าใช้จ่ายในการวิจัยและการออกแบบเบื้องต้นไปได้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกกระจายไปยังไอโฟนรุ่นต่าง ๆ นอกจากนี้ต้นทุนในการวิจัยและพัฒนาก็ยิ่งถูกมองข้ามมากขึ้นในไอโฟนรุ่นใหม่ ๆ ประการที่สอง เราไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความแตกต่างของค่าแรงที่คนงานผลิตชิ้นส่วนไอโฟนในแต่ละประเทศได้รับ ส่วนต่างของค่าจ้างดังกล่าวอาจถูกมองข้ามไปได้ เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ที่ผลิตชิ้นส่วนไอโฟนตั้งอยู่ในโซนที่ค่าจ้างเหล่านี้ไม่ได้ต่างกันมาก ตามจริงแล้ว เนื่องจากเราประเมินค่าแรงโดยพิจารณาในด้านการผลิตและไม่ได้นับรวมการขูดรีดวัตถุดิบ เราจึงประเมินค่าแรงสูงเกินจริงแทนที่จะต่ำกว่านี้

เราคิดว่า สมมติฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้เนื่องจากตัวเลขของทุนแปรผัน (24.55 ดอลลาร์) ตั้งอยู่บน “การทดสอบ/การประกอบ/ข้อมูลสนับสนุน” ซึ่งอาจประเมินขอบเขตแรงงานการผลิต (productive labour) ที่ใช้ในกระบวนการผลิตไอโฟน X สูงเกินไป

มูลค่ารวมของไอโฟน = $999

เงินทุนคงที่ = $370.89 

ทุนแปรผัน = $24.55 

มูลค่าส่วนเกินเท่ากับเท่าไร?

มูลค่าส่วนเกิน = (มูลค่ารวม) – (ทุนคงที่ + ทุนแปรผัน)

$999  – ($370.89 + $24.55 )

= $603.56

ทุกครั้งที่ไอโฟน X ถูกขายในราคา $999 แอปเปิ้ลจะได้รับมูลค่าส่วนเกิน $603.56 เป็นเงิน

อัตราการขูดรีดเท่ากับเท่าไร?

s/v = 603.56/24.55 = 2458%

อัตราการขูดรีดเท่ากับ 2458% ตัวเลขดังกล่าวเท่ากับอัตราการขูดรีดที่รวบรวมจากตัวอย่างของมาร์กซ์ใน Capital ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1867 ถึง 25 เท่า กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนงานที่ผลิตไอโฟนในศตวรรษที่ 21 ถูกขูดรีดมากกว่าคนงานทอผ้าในอังกฤษเมื่อศตวรรษที่ 19 ถึง 25 เท่า

S = $603.56 

V = $24.55

C = $370.89

มูลค่ารวม

= $999

ตัวเลขดังกล่าว 2458% บอกอะไรกับเรา? มันชี้ให้เห็นว่า คนงานได้รับค่าแรงที่จำเป็นต่อการดำรงชีพเพียงน้อยนิดเท่านั้นเมื่อเทียบกับงานที่เขาทำอยู่ คนงานใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการผลิตสินค้าที่ช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับนายทุน ยิ่งอัตราการขูดรีดสูงเท่าใด แรงงานของคนงานก็จะยิ่งเพิ่มความมั่งคั่งให้แก่ทุนมากเท่านั้น

ภาคผนวก

Kenneth L. Kraemer, Greg Linden และ Jason Dedrick (2011) วิเคราะห์การกระจายกำไรขั้นต้นในเชิงภูมิศาสตร์ที่ซัพพลายเออร์ชั้นหนึ่งของไอโฟน 4 ได้รับ ในบทวิเคราะห์ของพวกเขา พวกเขาแบ่งต้นทุนของปัจจัยการผลิตออกเป็นวัตถุดิบและแรงงาน มองจากจุดยืนที่ไม่ใช่มาร์กซิสต์ พวกเขาพยายามระบุสัดส่วนโดยประมาณของมูลค่าส่วนเกิน (กำไรขั้นต้น) ทุนคงที่ (วัตถุดิบ) และทุนแปรผัน (แรงงาน) จากมูลค่ารวมของไอโฟน 4

จากข้อมูลในแผนภูมินี้ เราสามารถทำการคำนวณคร่าว ๆ เพื่อหาอัตราการขูดรีดของไอโฟน 4 ได้

  • สัดส่วนโดยประมาณของมูลค่าส่วนเกินในมูลค่ารวมของไอโฟน 4 คือ 73% (กำไรของแอปเปิ้ล + กำไรที่ไม่ใช่ของแอปเปิ้ลในสหรัฐอเมริกา + กำไรยุโรป + กำไรไต้หวัน + กำไรญี่ปุ่น + กำไรเกาหลีใต้ + กำไรที่ไม่ปรากฏชื่อ)
  • สัดส่วนของต้นทุนวัสดุโดยรวมคือ 21.9%
  • สัดส่วนของต้นทุนแรงงานทั้งหมดคือ 5.3% ซึ่งแรงงานนอกประเทศจีนคือ 3.5%

สมมติว่า สัดส่วนใหญ่ ๆ ของต้นทุนแรงงานนอกประเทศจีนเป็นเงินเดือนของลูกจ้างระดับผู้บริหารและหัวหน้างาน (คนงานที่ไม่ได้สร้างผลิตผล ซึ่งเงินเดือนมาจากส่วนแบ่งของมูลค่าส่วนเกิน) เราจะสามารถสรุปได้อย่างสมเหตุสมผลว่า 1.5% ของต้นทุนนั้นเป็นทุนแปรผัน

ทุนแปรผันทั้งหมดคือสัดส่วนแรงงานจีน (1.8%) และแรงงานผลิตที่ไม่ใช่จีน (1.5%) สัดส่วนของทุนแปรผันทั้งหมดจากมูลค่ารวมของ iPhone 4 จึงเป็น 3.3%

  • จากตัวเลขเหล่านี้ อัตราการขูดรีดของไอโฟน 4 คือ 75/3.3 = 2273%

สมุดโน้ตนี้อิงข้อมูลจากบทวิเคราะห์ของ E. Ahmet Tonak นักเศรษฐศาสตร์ของเรา บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ปรากฏในชื่อ “iPhone 6’daki sömürü orani?’ (Sendika.org, 30 พฤศจิกายน 2014)

References. 

  • Anwar M. Shaikh and E. Ahmet Tonak, Measuring the Wealth of Nations. The Political Economy of National Accounts, Cambridge: Cambridge University Press, 1994. 
  • Baruch Gottlieb, A Political Economy of the Smallest Things, New York: ATROPOS Press, 2016. 
  • Brian Merchant, The One Device: The Secret History of the iPhone, New York: Little, Brown and Company, 2017. 
  • Kenneth L. Kraemer, Greg Linden and Jason Dedrick, ‘Capturing Value in Global Networks: Apple’s iPad and iPhone’, July 2011. 
  • Karl Marx, Capital, volume 1, New Delhi: LeftWord Books, 2014. 
  • Pun Ngai and Jenny Chan, ‘Global Capital, the State, and Chinese Workers: The Foxconn Experience’, Modern China, vol. 38, no. 4, 2012. 
  • Tricontinental: Institute for Social Research, In the Ruins of the Present, Working Document no. 1, 2018.

ไตรทวีป: สถาบันเพื่อการวิจัยทางสังคม

เป็นสถาบันนานาชาติ ขับเคลื่อนด้วยการเคลื่อนไหว มุ่งส่งเสริมการอภิปรายถกเถียงทางปัญญาซึ่งตอบสนองต่อปณิธานของผู้คน

www.thetricontinental.org

 

 

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้