BENJAMIN ZEPHANIAH – ทำไมผมถึงเป็นนักอนาธิปไตย

by | May 20, 2020 | Articles บทความ, Translation, ทฤษฎี Theory, ไทย

Peam Pooyongyut

Benjamin Zephaniah เป็นกวี นักเขียน และนักเคลื่อนไหวชาวจาไมก้า เขามีผลงานมากมายที่ประจักษ์ต่อสาธารณะชน การอ่านบทกวีของเขานั้นผสมดนตรี dub เข้าไปด้วย เนื่องจากได้อิทธิพลจากวัฒนธรรมบ้านเกิด

ข้อเขียนชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Dog Section ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นประเด็นการเมืองและวัฒนธรรม


ทำไมผมถึงเป็นนักอนาธิปไตย

ผมรับรู้ถึงความเป็นการเมืองหลังจากที่ต้องเจ็บปวดจากการถูกเหยียดผิวเป็นครั้งแรก ตอนนั้นผมอายุ 7 ขวบ ผมไม่เข้าใจทฤษฎีทางการเมืองใดๆ ผมแค่รู้ว่าตัวเองถูกกระทำอย่างเลวร้าย และรู้ว่ามันมีวิธีอื่นๆ ด้วย ไม่กี่ปีต่อมาตอนผมอายุ 15 ขณะที่กำลังเดินทอดน่องอยู่ในเบอร์มิงแฮมตอนเช้าตรู่ รถตำรวจขับมาจอดข้างๆ ผม พวกตำรวจลงมาจากรถและผลักผมอัดเข้ากับประตูร้านค้า พวกเขารุมสกรัมผม จากนั้นก็ขึ้นรถขับออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมไม่เคยอ่านอะไรที่เกี่ยวกับนโยบายรักษาความปลอดภัย หรืออะไรที่เรียกว่ากฎหมายและระเบียบ ผมรู้แค่ว่าตัวเองถูกกระทำอย่างเลวร้าย เมื่อผมได้งานครั้งแรกเป็นช่างทาสี ผมก็ไม่เคยอ่านอะไรเกี่ยวกับทฤษฎีการต่อสู้ของชนชั้นแรงงาน หรือวิธีการที่คนรวยกดขี่คนจน แต่ตอนที่เจ้านายของผมโผล่มาวันเว้นวันกับรถซูเปอร์คาร์คู่ใจของเขา แล้วเราก็กำลังเสี่ยงชีวิตอยู่บนบันได หายใจเอาสารพิษเข้าไป ผมก็รู้ว่าตัวเองถูกกระทำอย่างเลวร้าย

ผมเติบโตมา (เหมือนกับคนอื่นในละแวกเดียวกัน) ด้วยความเชื่อที่ว่า อนาธิปไตย คือการที่คนทุกคนบ้าคลั่ง และมันคือจุดจบของทุกสิ่งทุกอย่าง ผมมักมีปัญหาในการสะกดคำศัพท์ ก็เลยต้องใช้เครื่องช่วยสะกดหรือพจนานุกรมอยู่บ่อยๆ เพื่อให้แน่ใจว่าผมเขียนคำศัพท์เหล่านั้นได้ถูกต้อง ผมได้ยินคำว่า สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์อยู่ตลอดเวลา แต่พวกนักสังคมนิยมกับพวกคอมมิวนิสต์ที่ผมเจอ ก็ยังไม่อยากจะยุ่งกับพวกอนาธิปไตย หรือไม่ก็ผลักให้ไปอยู่ชายขอบซะ ให้กลายเป็นคนที่คอยเอาไว้กล่าวโทษถ้าเกิดปัญหาในการประท้วง หรือบอกว่าเป็นแค่พวกฝันเฟื่อง แม้แต่ในตอนนี้ ผมเพิ่งตรวจดูเครื่องสะกดคำ มันอธิบายว่าอนาธิปไตยคือความวุ่นวาย ความโกลาหล ภาวะไร้กฎหมาย ไร้ระเบียบ ผมเป็นคนที่ชอบสิ่งที่ไร้ระเบียบนะ แต่สำหรับคน ‘ทั่วไป’ ความไร้ระเบียบก็คือความวุ่นวาย ความโกลาหล และภาวะไร้กฎหมายนั่นแหละ พวกเขาถูกบอกอยู่เสมอให้เกรงกลัวสิ่งเหล่านี้

สิ่งยอดเยี่ยมที่สุดที่ผมเคยทำต่อตัวเองก็คือเรียนรู้วิธีในการคิดต่อตัวตนของผมเอง ผมเริ่มทำมันตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ก็ช่างยากลำบากเหลือเกินที่จะทำแบบนั้น ในเมื่อคนรอบข้างยังบอกคุณอยู่เสมอว่าคุณควรคิดอย่างไร ทุนนิยมคือสิ่งที่คอยล่อลวงคุณ มันจำกัดจินตนาการ และบอกคุณว่าควรที่จะรู้สึกถึงความเป็นอิสระ เพราะว่าคุณมีทางเลือกมากมาย แต่ทางเลือกของคุณก็ถูกจำกัดด้วยสิ่งที่คนอื่นๆ ยัดเข้าไปในหัวของคุณ หรือไม่มันก็ถูกจำกัดจากจินตนาการอันจำกัดของคุณเอง ผมจำตอนที่ไปเที่ยว เซา เพาโล เมื่อหลายปีก่อนได้ ตอนนั้นมันเพิ่งประกาศ กฎหมายเมืองสะอาด1 พอดิบพอดี กฎหมายนี้ไม่ได้ทำให้นายกเทศมนตรีกลายเป็นนักอนาธิปไตยไปในทันทีหรอก แต่เขาก็ตระหนักได้ว่าประชาชนของเขาถูกทำให้กลายเป็นทาสการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง และทุกหนแห่ง จนพวกเขาหลงลืมตัวเองไปกันหมด ดังนั้นป้ายโฆษณาจำนวนมากกว่า 15,000 ป้ายจึงถูกปลดออกจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาบนรถบัส แท็กซี่ ป้ายนีออน และป้ายโฆษณาแบบกระดาษล้วนถูกห้ามโดยสิ้นเชิง ตอนแรกมันก็ดูแปลกนิดหน่อย แต่แทนที่จะต้องเดินไปตามทางแล้วมองเห็นพวกมัน หรือพยายามจะไม่มองก็แล้วแต่ ผมก็เดินได้อย่างสบายใจแล้วมองไปรอบตัวๆ แทน จากสิ่งนี้ทำให้พบว่าผมซื้อของที่ผมต้องการจริงๆ เท่านั้น ไม่ใช่สินค้าที่มีคนมาบอกว่าผมต้องซื้อ และสิ่งที่สังเกตพบได้ง่ายที่สุดก็คือ ผมพบเจอและพูดคุยกับผู้คนหน้าใหม่ๆ แทบทุกวัน บทสนทนามักจะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับการเมืองและมีความหมายลึกซึ้ง ทุนนิยมทำให้เราแข่งขันกันเอง และคนที่คอยรักษาระบบทุนนิยมเอาไว้ก็ไม่อยากให้เราพูดคุยกันด้วยวิธีที่มีความหมาย

ผมจะไม่พูดถึงทุนนิยม สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์อีก แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้มีร่วมกันก็คือความต้องการอำนาจ และเพื่อที่จะได้ซึ่งอำนาจมาพวกเขาก็ต้องสร้างทฤษฎี เป็นทฤษฎีที่จะทำให้พวกเขาได้มาซึ่งอำนาจ และทำในสิ่งที่พวกเขาอยากทำเมื่อได้อำนาจมาอยู่ในมือ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีปัญหา ผมกลายเป็นนักอนาธิปไตยก็ตอนที่ผมตัดสินใจละทิ้งทฤษฎีและหยุดไขว่คว้าหาอำนาจ เมื่อผมหยุดคิดเรื่องเหล่านั้นแล้ว ก็รู้สึกได้ว่าความเป็นอนาธิปัตย์ที่แท้จริงคือธรรมชาติของผม มันเป็นธรรมชาติของเรา มันคือสิ่งที่เราทำก่อนที่พวกทฤษฎีเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นมา มันคือสิ่งที่เราทำก่อนที่จะถูกกระตุ้นให้ต้องแข่งขันกับคนอื่นๆ มีงานเขียนเกี่ยวกับอนาธิปไตยที่เยี่ยมยอดอยู่บ้าง และผมก็คิดว่ามันคือทฤษฎีอนาธิปไตยนั่นแหละ แต่พอผมเอาหนังสือเหล่านั้นให้เพื่อนๆ อ่าน (ผมกำลังพูดถึงหนังสือเล่มโต และใช้คำโตๆ) พวกเขาก็ปวดหัวแล้วเบือนหน้าหนี ผมจึงเลือกที่จะนั่งคุยกับพวกเขา ให้เขาระลึกย้อนกลับไปว่าพวกเขาทำอะไรเพื่อตนเองได้บ้าง ผมยกตัวอย่างผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากรัฐบาล ผู้คนที่มีอำนาจในการจัดการตนเอง ผู้คนที่เอาจิตวิญญาณในความเป็นตัวตนของพวกเขากลับมา และทั้งหมดนั้นก็สมเหตุสมผลอยู่ทีเดียว

ถ้าเรามัวแต่พูดถึงทฤษฎี เราก็จะคุยได้กับคนที่สนใจทฤษฎีอยู่แล้ว หรือไม่ก็คนที่มีทฤษฎีเป็นของตัวเอง ถ้าเรายังพูดถึงแต่ทฤษฎี ก็หมายความว่าเรากีดกันคนอื่นออกไปมากมาย คนที่เราอยากจะเข้าถึงคือคนที่อยากจะหลุดออกไปจากบ่วงโซ่ความเป็นทาสของระบบทุนนิยม เรื่องราวของ คาร์น รอส (Carne Ross) ก็น่าประทับใจ ไม่ใช่เพราะว่าเขาเขียนหนังสือ แต่เป็นเพราะเขาเป็นอย่างที่เขาเชื่อจริงๆ ผมชอบอ่านงานของ นอม ชอมสกี (Noam Chomsky) แล้วผมก็ชอบวิธีที่คุณยายของ สจ๊วต คริสตี้ (Stuart Christie) ทำให้เขากลายมาเป็นนักอนาธิปไตย 2 แต่ผมเป็นนักอนาธิปไตยเพราะผมเข้าใจว่าพวกตำรวจเหยียดผิวนั้นมีรัฐบาลคอยหนุนหลัง และรัฐโดยตัวมันเองก็เป็นพวกเหยียดผิว ผมเป็นนักอนาธิปไตยก็เพราะผมเข้าใจว่าเจ้านายที่คอยกดขี่ผมเพื่อให้ตัวเองรวยขึ้นๆ นั้นไม่ได้ใส่ใจใยดีผมเลยแม้แต่น้อย ผมเป็นนักอนาธิปไตยก็เพราะผมรู้ว่าพวกมารูน (Maroon)3นั้นปลดปล่อยตนเองจากการเป็นทาสได้อย่างไร พวกเขาพิสูจน์ให้ทาสทุกคนเห็นว่า เราสามารถจัดการและปกครองตัวเราเองได้ อย่าเข้าใจผมผิดล่ะ ผมชอบหนังสือ (ก็ผมเป็นนักเขียนนี่นา) และเราก็ต้องการคนที่คิดได้อย่างลึกซึ้ง — เราทุกคนควรคิดอย่างลึกซึ้ง แต่แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมนั้นมาจากผู้คนที่ผมพบเจอในชีวิตประจำวัน เหล่าผู้คนที่หยุดแสวงหาอำนาจเพื่อตัวเอง ผู้คนที่สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ผมเจอคนมากมายที่ใช้ชีวิตในแบบอนาธิปไตย ทั้งในอินเดีย เคนย่า จาไมก้า เอธิโอเปีย และปาปัว แต่เมื่อผมบอกกับพวกเขาว่าคุณเป็นนักอนาธิปไตย เกือบทุกคนจะตอบกลับมาว่าไม่เคยได้ยินหรือรู้จักคำนี้มาก่อน สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นเรื่องปกติและไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ส่วนผมเป็นนักอนาธิปไตยเพราะว่าถูกกระทำอย่างเลวร้าย และเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้มเหลว

ผมใช้ชีวิตในช่วงปลายทศวรรษ 70s ถึง 80s ในกรุงลอนดอนอยู่กับนักกิจกรรมกลุ่มสภาแอฟริกันแห่งชาติ (ANC หรือ African National Congress)4 ที่ถูกเนรเทศออกจากบ้านเกิด — หลังจากการต่อสู้อันยาวนาน เนลสัน เมนเดลา ก็ได้รับอิสรภาพ และเหล่าผู้ถูกเนรเทศก็ได้กลับสู่บ้านของพวกเขา ผมยังจำตอนที่มองดูรูปภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลุ่มแรกของแอฟริกาใต้ และตระหนักได้ว่าผมรู้จักคนในรูปเป็นจำนวนถึง 2 ใน 3 ผมยังจำตอนที่มองดูรูปคณะรัฐบาลของแบลร์ (Tony Blair จาก New Labour) ที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งมาหมาดๆ และตระหนักได้ว่าผมรู้จักคนในนั้นอยู่จำนวนหนึ่งเช่นกัน และผมก็ยังจดจำได้ดีว่าการที่ความหวังถูกเติมเต็มนั้นเป็นเช่นไร แต่ทั้งสองกรณีก็ใช้เวลาไม่นานที่จะเห็นว่าอำนาจทำให้พวกเขาตกต่ำลงได้อย่างไร ผมจะถามคนเหล่านี้ว่า “เฮ้ พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่?” และคำตอบที่ได้รับก็คงไม่หลุดไปจากประโยคที่ว่า “เบนจามิน นายไม่เข้าใจหรอกว่าการมีอำนาจมันเป็นยังไง” ก็จริงว่ะ แต่ช่างหัวอำนาจแม่งสิวะ เราแค่ดูแลกันและกันก็พอ

คนส่วนใหญ่รู้ว่าการเมืองกำลังล้มเหลว สำหรับผมมันไม่ใช่ทฤษฎี เพราะพวกเขาเห็นมันกับตา และรู้สึกมันด้วยใจ ปัญหาก็คือพวกเขาจินตนาการถึงทางเลือกอื่นไม่ได้ พวกเขาขาดความมั่นใจ สิ่งที่ผมทำคือปิดทีวี นั่งลงแล้วคิดเกี่ยวกับตัวเอง จากนั้นผมจึงเริ่มต้นไปพบปะผู้คน — และเชื่อผมเถอะว่า ไม่มีอะไรยอดเยี่ยมเท่ากับการได้พบกับผู้คนที่กำลังดำเนินชีวิต ทำสวน ไปโรงเรียน เปิดร้านค้า อยู่ในชุมชนทุกคนปราศจากการใช้อำนาจ

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงเป็นนักอนาธิปไตย

  1. กฎหมายเมืองสะอาด (Clean City Law) คือกฎหมายของเมือง เซา เพาโล ประเทศบราซิลที่ประกาศใช้ในปี 2006 โดยทำการปลดป้ายบิลบอร์ดโฆษณาจำนวน 15,000 ป้าย และป้ายโฆษณาอื่นๆ อีกเกือบ 300,000 ป้ายออกทั้งหมด รวมทั้งไม่อนุญาตให้มีการขึ้นป้ายโฆษณาใหม่ด้วย แม้กฎหมายดังกล่าวจะทำให้เกิดข้อถกเถียงว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่อีกแง่มุมหนึ่งก็คือการเปิดเผยให้เห็นถึงความสวยงามของสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมที่ถูกบดบังจากป้ายโฆษณามาเป็นเวลาหลายปี [return]
  2. สจ๊วต คริสตี้ เป็นนักอนาธิปไตยที่โด่งดังที่สุดในเกาะอังกฤษ เพราะเขาลอบวางระเบิดเพื่อสังหารนายพลฟรังโก้ของสเปน ในขณะที่มีอายุเพียง 18 ปี แน่นอนว่าแผนการของเขาไม่สำเร็จ เพราะถูกจับได้ก่อนลงมือ เขาเกือบถูกประหารชีวิต แต่ก็รอดมาได้ด้วยการติดคุกนานถึง 20 ปี หนังสือ ‘คุณยายทำให้ผมเป็นนักอนาธิปไตย’ (Granny Made Me an Anarchist) ของเขาเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่รวบรวมเอาความทรงจำ ความคิดและการต่อสู้ทางการเมืองเอาไว้ โดยที่มาของชื่อหนังสือก็คือ เขาได้รับอิทธิพลทางด้านการเมืองมาจากยายตั้งแต่ยังเด็ก เปรียบเธอว่าเป็น “ดวงดาวที่ผมเลือกเดินตาม” [return]
  3. มารูน หรือมาร์รอน (Maroon) เป็นกลุ่มบรรพบุรุษของชาวแอฟริกันในประเทศสหรัฐอเมริกา บางส่วนมีต้นกำเนิดมาจากจาไมก้า ซึ่งถูกกลุ่มนักล่าอาณาณิคมจับไปเป็นทาส จนในที่สุดพวกเขาก็สามารถปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระ บางส่วนกลับมายังจาไมก้าเพื่อตั้งถิ่นฐานและชุมชน บางส่วนตั้งรกรากปกครองตนเองอยู่ในอเมริกา สืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้ [return]
  4. ANC เป็นพรรคการเมืองของแอฟริกาใต้ พวกเขาขึ้นมามีอำนาจและชนะเลือกตั้งมาตลอดนับตั้งแต่ความสำเร็จในการต่อสู้ของ เนลสัน เมนเดลา [return]

ผมจะไม่พูดถึงทุนนิยม สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์อีก แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าสิ่งเหล่านี้มีร่วมกันก็คือความต้องการอำนาจ และเพื่อที่จะได้ซึ่งอำนาจมาพวกเขาก็ต้องสร้างทฤษฎี เป็นทฤษฎีที่จะทำให้พวกเขาได้มาซึ่งอำนาจ และทำในสิ่งที่พวกเขาอยากทำเมื่อได้อำนาจมาอยู่ในมือ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีปัญหา ผมกลายเป็นนักอนาธิปไตยก็ตอนที่ผมตัดสินใจละทิ้งทฤษฎีและหยุดไขว่คว้าหาอำนาจ เมื่อผมหยุดคิดเรื่องเหล่านั้นแล้ว ก็รู้สึกได้ว่าความเป็นอนาธิปัตย์ที่แท้จริงคือธรรมชาติของผม มันเป็นธรรมชาติของเรา มันคือสิ่งที่เราทำก่อนที่พวกทฤษฎีเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นมา มันคือสิ่งที่เราทำก่อนที่จะถูกกระตุ้นให้ต้องแข่งขันกับคนอื่นๆ มีงานเขียนเกี่ยวกับอนาธิปไตยที่เยี่ยมยอดอยู่บ้าง และผมก็คิดว่ามันคือทฤษฎีอนาธิปไตยนั่นแหละ แต่พอผมเอาหนังสือเหล่านั้นให้เพื่อนๆ อ่าน (ผมกำลังพูดถึงหนังสือเล่มโต และใช้คำโตๆ) พวกเขาก็ปวดหัวแล้วเบือนหน้าหนี ผมจึงเลือกที่จะนั่งคุยกับพวกเขา ให้เขาระลึกย้อนกลับไปว่าพวกเขาทำอะไรเพื่อตนเองได้บ้าง ผมยกตัวอย่างผู้คนที่ดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากรัฐบาล ผู้คนที่มีอำนาจในการจัดการตนเอง ผู้คนที่เอาจิตวิญญาณในความเป็นตัวตนของพวกเขากลับมา และทั้งหมดนั้นก็สมเหตุสมผลอยู่ทีเดียว

ถ้าเรามัวแต่พูดถึงทฤษฎี เราก็จะคุยได้กับคนที่สนใจทฤษฎีอยู่แล้ว หรือไม่ก็คนที่มีทฤษฎีเป็นของตัวเอง ถ้าเรายังพูดถึงแต่ทฤษฎี ก็หมายความว่าเรากีดกันคนอื่นออกไปมากมาย คนที่เราอยากจะเข้าถึงคือคนที่อยากจะหลุดออกไปจากบ่วงโซ่ความเป็นทาสของระบบทุนนิยม เรื่องราวของ คาร์น รอส (Carne Ross) ก็น่าประทับใจ ไม่ใช่เพราะว่าเขาเขียนหนังสือ แต่เป็นเพราะเขาเป็นอย่างที่เขาเชื่อจริงๆ ผมชอบอ่านงานของ นอม ชอมสกี (Noam Chomsky) แล้วผมก็ชอบวิธีที่คุณยายของ สจ๊วต คริสตี้ (Stuart Christie) ทำให้เขากลายมาเป็นนักอนาธิปไตย 2 แต่ผมเป็นนักอนาธิปไตยเพราะผมเข้าใจว่าพวกตำรวจเหยียดผิวนั้นมีรัฐบาลคอยหนุนหลัง และรัฐโดยตัวมันเองก็เป็นพวกเหยียดผิว ผมเป็นนักอนาธิปไตยก็เพราะผมเข้าใจว่าเจ้านายที่คอยกดขี่ผมเพื่อให้ตัวเองรวยขึ้นๆ นั้นไม่ได้ใส่ใจใยดีผมเลยแม้แต่น้อย ผมเป็นนักอนาธิปไตยก็เพราะผมรู้ว่าพวกมารูน (Maroon)3นั้นปลดปล่อยตนเองจากการเป็นทาสได้อย่างไร พวกเขาพิสูจน์ให้ทาสทุกคนเห็นว่า เราสามารถจัดการและปกครองตัวเราเองได้ อย่าเข้าใจผมผิดล่ะ ผมชอบหนังสือ (ก็ผมเป็นนักเขียนนี่นา) และเราก็ต้องการคนที่คิดได้อย่างลึกซึ้ง — เราทุกคนควรคิดอย่างลึกซึ้ง แต่แรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมนั้นมาจากผู้คนที่ผมพบเจอในชีวิตประจำวัน เหล่าผู้คนที่หยุดแสวงหาอำนาจเพื่อตัวเอง ผู้คนที่สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ผมเจอคนมากมายที่ใช้ชีวิตในแบบอนาธิปไตย ทั้งในอินเดีย เคนย่า จาไมก้า เอธิโอเปีย และปาปัว แต่เมื่อผมบอกกับพวกเขาว่าคุณเป็นนักอนาธิปไตย เกือบทุกคนจะตอบกลับมาว่าไม่เคยได้ยินหรือรู้จักคำนี้มาก่อน สิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นเรื่องปกติและไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย ส่วนผมเป็นนักอนาธิปไตยเพราะว่าถูกกระทำอย่างเลวร้าย และเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นล้มเหลว

ผมใช้ชีวิตในช่วงปลายทศวรรษ 70s ถึง 80s ในกรุงลอนดอนอยู่กับนักกิจกรรมกลุ่มสภาแอฟริกันแห่งชาติ (ANC หรือ African National Congress)4 ที่ถูกเนรเทศออกจากบ้านเกิด — หลังจากการต่อสู้อันยาวนาน เนลสัน เมนเดลา ก็ได้รับอิสรภาพ และเหล่าผู้ถูกเนรเทศก็ได้กลับสู่บ้านของพวกเขา ผมยังจำตอนที่มองดูรูปภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลุ่มแรกของแอฟริกาใต้ และตระหนักได้ว่าผมรู้จักคนในรูปเป็นจำนวนถึง 2 ใน 3 ผมยังจำตอนที่มองดูรูปคณะรัฐบาลของแบลร์ (Tony Blair จาก New Labour) ที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งมาหมาดๆ และตระหนักได้ว่าผมรู้จักคนในนั้นอยู่จำนวนหนึ่งเช่นกัน และผมก็ยังจดจำได้ดีว่าการที่ความหวังถูกเติมเต็มนั้นเป็นเช่นไร แต่ทั้งสองกรณีก็ใช้เวลาไม่นานที่จะเห็นว่าอำนาจทำให้พวกเขาตกต่ำลงได้อย่างไร ผมจะถามคนเหล่านี้ว่า “เฮ้ พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่?” และคำตอบที่ได้รับก็คงไม่หลุดไปจากประโยคที่ว่า “เบนจามิน นายไม่เข้าใจหรอกว่าการมีอำนาจมันเป็นยังไง” ก็จริงว่ะ แต่ช่างหัวอำนาจแม่งสิวะ เราแค่ดูแลกันและกันก็พอ

คนส่วนใหญ่รู้ว่าการเมืองกำลังล้มเหลว สำหรับผมมันไม่ใช่ทฤษฎี เพราะพวกเขาเห็นมันกับตา และรู้สึกมันด้วยใจ ปัญหาก็คือพวกเขาจินตนาการถึงทางเลือกอื่นไม่ได้ พวกเขาขาดความมั่นใจ สิ่งที่ผมทำคือปิดทีวี นั่งลงแล้วคิดเกี่ยวกับตัวเอง จากนั้นผมจึงเริ่มต้นไปพบปะผู้คน — และเชื่อผมเถอะว่า ไม่มีอะไรยอดเยี่ยมเท่ากับการได้พบกับผู้คนที่กำลังดำเนินชีวิต ทำสวน ไปโรงเรียน เปิดร้านค้า อยู่ในชุมชนทุกคนปราศจากการใช้อำนาจ

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงเป็นนักอนาธิปไตย

  1. กฎหมายเมืองสะอาด (Clean City Law) คือกฎหมายของเมือง เซา เพาโล ประเทศบราซิลที่ประกาศใช้ในปี 2006 โดยทำการปลดป้ายบิลบอร์ดโฆษณาจำนวน 15,000 ป้าย และป้ายโฆษณาอื่นๆ อีกเกือบ 300,000 ป้ายออกทั้งหมด รวมทั้งไม่อนุญาตให้มีการขึ้นป้ายโฆษณาใหม่ด้วย แม้กฎหมายดังกล่าวจะทำให้เกิดข้อถกเถียงว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่อีกแง่มุมหนึ่งก็คือการเปิดเผยให้เห็นถึงความสวยงามของสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมที่ถูกบดบังจากป้ายโฆษณามาเป็นเวลาหลายปี [return]
  2. สจ๊วต คริสตี้ เป็นนักอนาธิปไตยที่โด่งดังที่สุดในเกาะอังกฤษ เพราะเขาลอบวางระเบิดเพื่อสังหารนายพลฟรังโก้ของสเปน ในขณะที่มีอายุเพียง 18 ปี แน่นอนว่าแผนการของเขาไม่สำเร็จ เพราะถูกจับได้ก่อนลงมือ เขาเกือบถูกประหารชีวิต แต่ก็รอดมาได้ด้วยการติดคุกนานถึง 20 ปี หนังสือ ‘คุณยายทำให้ผมเป็นนักอนาธิปไตย’ (Granny Made Me an Anarchist) ของเขาเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่รวบรวมเอาความทรงจำ ความคิดและการต่อสู้ทางการเมืองเอาไว้ โดยที่มาของชื่อหนังสือก็คือ เขาได้รับอิทธิพลทางด้านการเมืองมาจากยายตั้งแต่ยังเด็ก เปรียบเธอว่าเป็น “ดวงดาวที่ผมเลือกเดินตาม” [return]
  3. มารูน หรือมาร์รอน (Maroon) เป็นกลุ่มบรรพบุรุษของชาวแอฟริกันในประเทศสหรัฐอเมริกา บางส่วนมีต้นกำเนิดมาจากจาไมก้า ซึ่งถูกกลุ่มนักล่าอาณาณิคมจับไปเป็นทาส จนในที่สุดพวกเขาก็สามารถปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระ บางส่วนกลับมายังจาไมก้าเพื่อตั้งถิ่นฐานและชุมชน บางส่วนตั้งรกรากปกครองตนเองอยู่ในอเมริกา สืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้ [return]
  4. ANC เป็นพรรคการเมืองของแอฟริกาใต้ พวกเขาขึ้นมามีอำนาจและชนะเลือกตั้งมาตลอดนับตั้งแต่ความสำเร็จในการต่อสู้ของ เนลสัน เมนเดลา [return]

ต้นฉบับนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่: Slaves Without Masters

เผยแพร่ซ้ำโดยคำอนุญาตจากผู้เขียน

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Deathsquads – The Long Shadow of the 50s

Pervasive Cold-War Era security architectures have a stranglehold over Thailand. Grey para-political networks in the periphery border regions, initially established in the 1950s as U.S backed anti-communist security forces, entered into parliamentary and...

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

จินตนาการถึงทฤษฎีการพัฒนาใหม่จากซีกโลกใต้

ซีกโลกใต้ต้องสร้างไม่เพียงแต่โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และสถาบันใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างวิธีคิดใหม่ด้วย ก่อนที่สังคมจะสามารถสร้างอนาคตที่แตกต่างได้ พวกเขาต้องฟื้นฟูความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตนั้นเสียก่อน เราต้องการทฤษฎีการพัฒนาที่ศึกษาประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั่วเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และแคริบเบียน ไม่ใช่ในฐานะความเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานสากล แต่ในฐานะแหล่งที่มาของนวัตกรรมทางทฤษฎี นี่คือพื้นฐานสำหรับโครงการทางปัญญาที่แท้จริงของซีกโลกใต้

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine.