by Pathompong Kwangtong | Jun 24, 2026 | Articles บทความ, ข่าวสารจากพื้นที่, ความคิดเห็น Opinion, ไทย
ผู้เขียน ไร้นาม
บรรณาธิการ Pathompong Kwangtong
นี่คือเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งที่ผูกร้อยไว้ด้วยแสงประดิษฐ์จากหลอดไฟเมื่อยามดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็นและฟ้าที่มืด มีคนอยู่กลุ่มหนึ่งสมัครใจที่จะก้าวเท้าออกจากที่พักและเดินทางมายังสนามกีฬา พวกเขาคือชุมชนผู้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งในลู่ แม้จะเป็นชุมชนเล็กๆ แต่ชุมชนชั่วคราวที่วางอยู่บนกิจกรรมการวิ่งนี้ก็ประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลายตั้งแต่นักศึกษา อาจารย์เกษียรอายุ นักวิ่ง คนเดิน และอื่นๆอีกมากมายหลากหลาย พวกเขาคือผู้ที่เข้ามาใช้งานลู่วิ่งของสนามกีฬา สนามของมหาวิทยาลัยรัฐที่เปิดให้เข้าใช้งานฟรีเฉกเช่นเดียวกับสนามกีฬาของรัฐแห่งอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งลู่วิ่งใหม่ เวลาที่เปิดให้แต่เช้า ห้องน้ำ การเข้าใช้งานฟรี และแสงไฟที่สว่างมากพอ ล้วนแต่เป็นเหตุผลที่พวกเขาเลือกมาใช้งานสนามนี้ แม้บางคนจะต้องวิ่ง (หรือเดิน) ฝ่าความมืดของทางเท้าแสนสะดวกของประเทศนี้มาก็ตาม ไฟสว่างและสนามที่เปิดไว้คือความสม่ำเสมอที่คาดหวังได้สำหรับพวกเขา (การปิดสนามกีฬาเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็จะมีการปิดประกาศล่วงหน้าด้วยกระดาษไว้ที่ประตูของสนามกีฬา)
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังก็เป็นเพียงความคาดหวังของผู้มาใช้บริการ ความสม่ำเสมอสามารถสะดุดหยุดลงได้โดยประกาศจากกระดาษบนโลกดิจิทัล เมื่ออากาศกลายเป็นพิษ มหาวิทยาลัยก็ได้ออกประกาศปิดสนามกีฬาตราบที่สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ประตูสนามถูกล็อค แสงไฟดับลง และชุมชนแบบหลวมๆ ดังกล่าวก็ปิดฉากลงไปจนกว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ออกมาจากมหาวิทยาลัย
เมื่อเหตุการณ์มีความเปลี่ยนแปลง กล่าวคือพิษคลี่คลายกลายเป็นปกติ สนามกีฬาก็กลับมาเปิด หากมหาวิทยาลัยประกาศให้สนามเปิด สนามก็พลันเปิดขึ้นได้ ความสม่ำเสมอคืนกลับสู่ชุมชนผู้สมัครใจออกกำลังกายโดยการวิ่งอีกครั้ง ทว่าบางสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกลับไม่ได้เกิดซ้ำ มีสิ่งหนึ่งหายไปจากความสม่ำเสมอที่เคยมีมาตลอด นั่นคือแสงไฟ แม้รอคอยจนแสงจากดวงอาทิตย์มาเยือน แสงจากหลอดไฟที่เคยเปิดก็ยังไม่ปรากฏ ไม่เพียงแค่ไฟที่ส่องไปยังสนามเท่านั้นที่หายไป กระทั่งไฟที่ตามทางเดินก็หายไปราวกับว่าสนามแห่งนี้ยังคงปิดตายเพราะมลพิษยังคงอยู่ สัญญาณว่าสนามแห่งนี้ยังเปิดให้ “บริการ” คือเสียงเดินค่อนข้างเงียบของเจ้าหน้าที่มาเปิดประตูท่ามกลางความมืด ความมืดที่มีแค่แสงจากเครื่องขายของอัตโนมัติและสัญญาณไฟที่ป้ายทางออก ไฟที่ไม่ปรากฏนั้นกระตุ้นให้ชุมชนที่เคยชินกับสนามที่มีไฟสว่างเกิดความสงสัยว่าเหตุใดไฟจึงต้องปิดลง สิ่งที่พวกเขารู้คือไฟปิด แต่สิ่งที่พวกเขารู้ว่ายังไม่รู้คือทำไมมันถึงต้องปิด
แน่นอนว่าบรรดาชุมชนนั้นได้รับคำตอบเบื้องต้นของความสงสัยจากกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ติดไว้ท่ามกลางความมืด ป้ายกระดาษที่แทบจะอ่านไม่ออกท่ามกลางความมืด กระดาษใบดังกล่าวระบุถึงความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงของ “สถานการณ์สู้รบ“ ใน “ตะวันออกกลาง” ที่ผลักให้มหาวิทยาลัยต้องบริหารจัดการพลังงานอย่าง “ประหยัด” และ “มีประสิทธิภาพ” ตามตัวอักษรของประกาศ มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องขบประเด็น “ปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์” (economic problem) [ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการเป็นสิ่งไม่จำกัด ดังนั้นจึงต้องบริหารให้คุ้มค่า] ว่าด้วยการใช้พลังงาน แนวทางหลักที่มหาวิทยาลัยประกาศโดยอาศัยอำนาจของอธิการบดีคือการลดการใช้พลังงาน เวลาการเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศที่สั้นลงและกำหนดช่วงเวลาหยุดพักรวมทั้งกำหนดอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่เข้าใจกันว่าประหยัดกว่าปกติ ส่งเสริม (?) ให้เกิดการใช้ระบบรถร่วมและแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อน (ที่ปกติไม่กำหนดให้สอดคล้อง?) ในกรณีของสนามกีฬา ระยะเวลาการเปิด/ปิดของสนามถูกย่นให้สั้นลง กล่าวคือสนามกีฬาจะเปิดในช่วงเย็นสั้นขึ้น สำหรับชุมชนชั่วคราว การปิดไวขึ้นในช่วงเย็นแทบจะไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาเลย แต่การขบปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยกลับสร้างผลกระทบต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน นั่นคือแสงไฟที่หายไป สนามกีฬาที่เคยเปิดไฟในตอนเช้า บัดนี้ไม่เปิดอีกต่อไปแล้วภายใต้การบริหารพลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การปิดไฟอาจไม่ส่งผลอะไรกับคนบางกลุ่มที่อาศัยเพียงแสงไฟเล็กน้อยจากถนนใหญ่หน้าสนามกีฬาก็เพียงพอต่อการวิ่งในลู่ที่แทบจะไม่มีอันตรายใดๆ แต่คนบางกลุ่ม (เช่นผู้สูงวัย) มันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น ความมืดผลักให้พวกเขาต้องออกจากบ้านช้าขึ้นและต้องผ่านถนนหนทางที่เต็มไปด้วยรถมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเช้า หรือบางครั้งพวกเขาก็หายไป ชุมชนชั่วคราวของผู้สมัครใจออกกำลังกายนี้ค่อย ๆ หดเล็กลง แม้เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนในช่วงเวลาที่หนาวที่สุดของปีก่อนๆ
แม้จะมีคำอธิบายจากแผ่นกระดาษ แต่บางคนในชุมชนนั้นก็ยังไม่ “แล้วใจ” พวกเขาต่างพยายาม “คิดแทน” มหาวิทยาลัยว่าทำไมไฟจึงต้องปิด บ้างก็ว่าไฟสปอร์ตไลท์กินไฟมาก มหาวิทยาลัยจึงประหยัด บ้างก็มองว่าทำไมจึงไม่ลดเวลาการเปิดไฟสปอร์ตไลท์แทนที่จะปิดไปเสียหมด ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามคิดแทนหรือทำความเข้าใจการกระทำของมหาวิทยาลัยเท่าไหร่ แต่สิ่งที่พวกเขาบางคนไม่อาจเข้าใจได้เลยก็ยังคงอยู่ นั่นคือทำไมไฟที่มีคนใช้งานจึงปิด แต่ไฟที่ไม่มีคนใช้จึงเปิด ในขณะที่พวกเขาวิ่งอยู่ พวกเขาก็เห็นรัศมีของแสงที่ส่องมายังลู่วิ่งอันมืดมนที่พวกเขากำลังใช้งาน แสงนั้นคือแสงของเสาไฟประดับถนน แต่ความน่าสนใจคือถนนดังกล่าวไม่ใช่ถนนที่รถสัญจรไปมา หากแต่เป็นถนนที่ยังไม่แม้แต่จะเปิดใช้งาน เป็นเวลาหลายสิบวันที่ไฟของถนนเปิดโดยแทบจะไม่มีรถขับผ่านในช่วงเวลาก่อนย่ำรุ่ง ความไม่อาจทำความเข้าใจนี้ได้กระตุ้นให้คนในชุมชนนี้บางคนทดลองการ “คิดแทน” นี้นอกชุมชนเล็กๆ ช่วงเช้านี้ สิ่งที่เขาค้นพบคือความสมเหตุสมผลของการกระทำ การเลือกปิดไฟของมหาวิทยาลัยถูกอธิบายโดยคนอื่นว่ามันวางอยู่บนเหตุผลแบบการจัดลำดับความสำคัญ (priority-driven rationale) การจัดลำดับความสำคัญดังกล่าววางอยู่บนการรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของมหาวิทยาลัย หรือกล่าวอีกแบบว่า เหตุผลเบื้องหลังการกระทำของมหาวิทยาลัยคือการจัดหาสิ่งที่ดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ สำหรับคน (หรือกลุ่มคน) ที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ เมื่อชุมชนที่เข้าไปใช้งานสนามกีฬาตอนเช้าไม่ใช่คนที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบหลัก (ส่วนมากไม่ใช่นักศึกษา (และส่วนมากก็ไม่ “จ่าย” เงินให้แก่มหาวิทยาลัย (กาฝากหรือปรสิต))) มหาวิทยาลัยก็ต้องบริหารและจัดการพลังงานไปใช้กับส่วนอื่น ส่วนที่ “มีความเป็นไปได้” ที่คนสำคัญกลุ่มอื่นจะต้องใช้ เช่น ถนนของทั้งมหาวิทยาลัย เสาไฟบนอ่างเก็บน้ำ หมู่ตึกสำหรับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยที่ประดับประดาไปด้วยไฟบนตัวอาคารและพื้นดินรายล้อมซึ่งยิงไฟเพื่อขับความโดดเด่นของตัวอาคารอันสวยงามให้ประจักษ์แก่ผู้คนที่ผ่านทาง หรือแม้แต่การเปิดไฟของสนามกีฬาตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้ายามเย็น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นความพยายามคิดแทนของชุมชนหรือเหตุผลแบบการจัดลำดับความสำคัญที่ดูสมเหตุสมผลก็ล้วนแต่เป็นความพยายามที่จะทำความเข้าใจการตัดสินใจอันเรียบง่ายของมหาวิทยาลัย ความพยายามเหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับการพยายามหาความหมายให้แก่การตัดสินใจที่มากจากที่อันแสนไกล นั่นคือการแก้ปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์อันเป็นเรื่องเฉพาะของผู้บริหาร มีแค่ผู้บริหารเท่านั้นที่รู้ว่าทำไมวิกฤติพลังงานจึงสมควรแก้ไขด้วยการลดการใช้พลังงานในสถานที่ซึ่งมีผู้ใช้งาน แต่คงระดับการใช้พลังงานในที่อื่นๆ ไว้เช่นเดิม ปลายทางของเส้นทางวกวนของความพยายามทำความเข้าใจได้พาชุมชนที่อยู่นอกวงของผู้บริหารนี้กลับมายังจุดตั้งต้น นั่นคือพวกเขารู้ว่าไฟปิดและไม่รู้ว่าทำไมมันจึงต้องปิด แต่จุดตั้งต้นนี้ต่างออกไปเพราะพวกเขามีสิ่งที่รู้เพิ่มเติม พวกเขารู้แล้วว่าพวกเขาไม่รู้ว่าทำไมมหาวิทยาลัย (และผู้บริหาร) จึงเลือกที่จะเปิดไฟในที่หนึ่งและปิดไฟในที่หนึ่ง หรือกล่าวอีกแบบว่า แม้จะมีเหตุผลที่ดูสมเหตุสมผลมากมายเพียงใด แต่สิ่งที่ผู้คนนอกวงอำนาจการบริหารไม่อาจเข้าใจได้เลยคือเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเลือกของมหาวิทยาลัย การเลือกที่ปรากฏออกมาเป็นการปฏิบัติการณ์รูปธรรมที่เต็มไปด้วยความขัดกันเอง
ความผิดปกติที่แทรกสอดเข้ามาในความสม่ำเสมอและหนทางอันวกวนของความพยายามคิดแทนผู้บริหารและมหาวิทยาลัยเผยให้เราเห็นถึงสิ่งที่ดำเนินอยู่ ณ ใจกลางของการเลือกเปิดหรือปิดไฟ ความสมเหตุสมผลเป็นภาระของผู้ที่อยู่ “นอก” อำนาจการตัดสินใจเสมอ บรรดาคนนอกอำนาจเหล่านี้ทุ่มสรรพความคิด ถกเถียงกันไปมาหาเหตุผลเบื้องหลังการเลือกของผู้บริหารมหาวิทยลัย แต่การเลือกนั้นกลับไม่เกี่ยวข้องอะไรกันเลยกับความพยายามเข้าใจหรือคิดแทนผู้บริหาร บรรดาผู้บริหารที่ยึดกุมตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจ ตำแหน่งที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจเหนือและในนามของใครก็ตามที่พวกเขาอ้างว่า “ต้องรับผิดชอบ” หรือ “รับใช้” หรือ “เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” เราอาจเรียกการตัดสินใจแบบนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า อำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียว หรือเราอาจเรียกด้วยภาษาที่ดูน่ารักกว่านั้นว่า การตัดสินใจจากเหตุผลเชิงการบริหารจัดการ (administrative rationale) อำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียวสถาปนาความสมเหตุสมผลเสมอ พวกเขาผู้ใช้อำนาจนี้มีเหตุผลเป็นพะเรอเกวียนสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจใดๆ ก็ตาม ใครเล่าจะ “รู้” เหตุผลของการกระทำได้ดีกว่าพวกเขาที่เป็นผู้เข้าถึงข้อเท็จจริงทุกอย่างอยู่ตลอด และใครเล่าจะ “รู้” ดีกว่าพวกเขาว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำหรืออะไรดีและอะไรไม่ดีสำหรับคนที่มหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบ (นักศึกษาปัจจุบัน/เก่า/อนาคต พนักงานของมหาวิทยาลัย ผู้ใช้งานบัณฑิต หน่วยงานที่ให้เงิน รัฐ ฯลฯ) หรือกล่าวในกรณีของไฟสนามกีฬา ใครเล่าจะรู้ดีกว่ามหาวิทยาลัยว่าจะต้องบริหารไฟอย่างไรในสถานการณ์ “สู้รบ” เพื่อให้ก่อประโยชน์ต่อลำดับชั้นความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กล่าวอย่างง่าย สิ่งที่ผลักดันการเลือกของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เหตุผลที่พวกเราหรือชุมชนผู้สมัครใจวิ่งรู้ว่าเราไม่อาจรู้ หากแต่เป็นอำนาจฝ่ายเดียวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผลของผู้ที่อยู่นอกตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจ หรือกล่าวอีกแบบ การตัดสินใจนั้นคือสิ่งที่พวกเราไม่อาจรู้ได้จริงๆ ว่ามันคืออะไร
การเผยตัวของสถานะของสิ่งที่ไม่มีทางรู้นั้นสะท้อนรูปแบบเชิงอำนาจที่ทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งความพยายามเข้าใจการเลือกของมหาวิทยาลัยและการตัดสินใจจากมหาวิทยาลัย รูปแบบเชิงอำนาจนั้นเป็นสิ่งเรียบง่าย อำนาจในมหาวิทยาลัยคือการตัดสินใจโดยไม่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมใดๆ จากสิ่งที่พวกเขาอ้างว่ารับผิดชอบ มหาวิทยาลัยถือครองอำนาจชี้ขาดในขั้นสุดท้ายเหนือเขตอำนาจของพวกเขา เสียงร้องเรียนหรือความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉาก หรือกระทั่งอาภรณ์สวยสดงดงาม และบ่อยครั้งถูกผนวกเข้ามาเพียงเพื่อให้การตัดสินใจฝ่ายเดียวที่กระทำลงไปแล้วนั้น ดำเนินการต่อไปได้อย่างเรียบร้อย อำนาจชี้ขาดในขั้นสุดท้ายนี้ปรากฏตัวอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อมหาวิทยาลัยใช้ความรุนแรงหรือความเป็นได้ของความรุนแรงนั้นเพื่อคงรักษาคำสั่งของพวกเขาไว้ ความรุนแรงในรูปแบบมนุษย์ปรากฏขึ้นในฐานะการรักษาความปลอดภัยและอุปกรณ์กีดกันประเภทต่างๆ ที่ถูกติดตั้งตามแต่การติดสินใจฝ่ายเดียวของมหาวิทยาลัย ทางลาดใดจะมีขึ้นหรือถูกปิดก็ด้วยการตัดสินใจของมหาวิทยาลัย การเปิดหรือปิดสนามกีฬาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับภัยพิบัติในความเป็นจริง หากแต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่ทำไว้ล่วงหน้าในรูปแบบกฎเกณฑ์ในประกาศของมหาวิทยาลัย หากใครย่างเท้าเข้าไปใช้สนามก่อนการอนุญาต บรรดาความรุนแรงในรูปแบบมนุษย์ก็พร้อมจะปรากฏตัวและ “เชิญ” พวกคุณออกไป และในแง่นี้ ทั้งความเป็นไปได้ของความรุนแรงที่พร้อมจะปรากฏตัวหรือการใช้ความรุนแรงจากมหาวิทยาลัย (อำนาจซึ่งได้รับการหนุนหลังจากรัฐ) ต่างก็เป็นใจกลางของรูปแบบเชิงอำนาจในมหาวิทยาลัย
ความสมเหตุสมผลที่พวกเราไม่อาจค้นพบได้ในการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยไม่ใช่ข้อบกพร่อง หากแต่เป็นคุณลักษณะแบบหนึ่งที่สืบเนื่องจากรูปแบบเชิงอำนาจที่ริบเอาการมีส่วนร่วมของผู้คนที่อยู่นอกวงของการบริหารมหาวิทยาลัยและถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดให้อยู่แค่ในมือของบรรดาผู้บริหาร กลุ่มคนผู้ซึ่งมีองค์ความรู้มากเสียยิ่งกว่าคนที่พวกเขาอ้างว่าจะรับผิดชอบ หรือกล่าวอีกแบบ ความไร้สาระในการกระทำต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเรายังไม่เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ แต่ตัวความไร้สาระเองนั่นแหละที่เป็นรูปแบบการบริหารอำนาจของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยตัดสินใจใช้อำนาจโดยโยกย้ายความไร้สาระให้กลายเป็นเป็นภาระของผู้ที่สงสัยและอยากเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจหรืออำนาจ ความไร้สาระแทบไม่เคยเป็นภาระของผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจเพราะตำแหน่งแห่งที่เชิงอำนาจของพวกเขานั่นแหละที่พร้อมจะเข้าหนุนเสริมเป็นความสมเหตุสมผลภายหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวที่เต็มไปด้วยอำนาจดิบ
ภายใต้รูปแบบของอำนาจในมหาวิทยาลัยดังที่กล่าวไป การปรากฏตัวของคำที่บ่งชี้ถึงการรับฟังความเห็นคนอื่นนอกผู้บริหารของมหาวิทยาลัยจึงมีความหมายเปลี่ยนไป ทั้งผู้บริโภค ผู้รับบริการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย(ง)ต่างแสดงให้เห็นถึงเสียงที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องรับฟังเพื่อประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการบริหารมหาวิทยาลัย แต่ประเด็นสำคัญคือคำสรรพนามเหล่านั้นล้วนแต่ดำรงอยู่ในตำแหน่งของการส่งเสียงที่ต้องอาศัยการหันมาฟังของผู้บริหาร เสียงนั้นจะเข้าไปมีส่วนแชร์อำนาจการตัดสินใจก็ต่อเมื่อโครงสร้างยอมที่จะนำเสียงเหล่านั้นไปใช้งาน ตราบใดที่รูปแบบอำนาจยังดำเนินไปแบบเดิม พวกเขา (เสียงที่ดูสำคัญต่อการทำงานของมหาวิทยาลัย) ก็ต้องรอคอยความกรุณาจากอำนาจเท่านั้น แม้ความกรุณาเหล่านี้จะต้อนรับเสียงพวกนั้นด้วยถ้อยคำที่สื่อถึงการเอาใจใส่ต่อพวกเขามากเพียงใด แต่หากรูปแบบของอำนาจยังคงตัดการมีส่วนร่วมออกไปแล้ว ในทางปฏิบัติ ก็ต้องดำเนินไปตามความกรุณาจากผู้มีอำนาจหรือผู้สามารถเข้าถึงอำนาจได้เท่านั้นเอง
หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้น อาจพอเสาะหาคาดเดาเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด ปฏิเสธการดำรงอยู่ของอำนาจนั้นทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ หรือกล่าวในอีกแบบ ตราบใดที่ความพยายามถูกทุ่มเทลงไปในกรอบที่ตั้งไว้โดยอำนาจตัดสินใจฝ่ายเดียว ความพยายามนั้นก็จะวิ่งวนอยู่ในกรอบที่อำนาจขีดไว้ แต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเผชิญหน้ากับความจริงอันปราศจากความหมายในตัวเองของอำนาจที่ไม่เคยแบ่งปันแก่ผู้อื่น พวกเขาก็จะสามารถตั้งคำถาม กดดัน หรือแม้แต่เรียกร้องต่ออำนาจนั้นโดยไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปพึ่งพากรอบที่อำนาจเคยได้ตัดสินใจไว้ก่อนแล้วภายใต้สิ่งที่เรียกว่าเหตุผลเชิงการบริหารจัดการ พวกเขาไม่จำเป็นต้องไล่ตามหาว่าเพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่สำคัญต่อมหาวิทยาลัย หรือเหตุใดพวกเขาจึงสำคัญน้อยกว่าอะไรก็ตามที่เดินผ่านหมู่ตึกอาคารผู้บริหารยามค่ำคืน แต่พวกเขาสามารถข้ามไปถามว่าเหตุใดการตัดสินใจเปิดหรือปิดไฟของมหาวิทยาลัยรัฐจึงต้องอยู่ในมือและเหตุผลลึกลับของคนแค่กลุ่มเดียว กลุ่มคนที่ไม่แม้แต่จะต้องใช้งานไฟบางดวงที่พวกเขาสั่งปิดด้วยซ้ำ
by Pathompong Kwangtong | Mar 6, 2026 | Articles บทความ, Translation, ทฤษฎี Theory, ประวัติศาสตร์ History, ไทย
ผู้เขียน Jason W. Moorei
ผู้แปล Rawipon Leemingsawat
บรรณาธิการ Pathompong Kwangtong
แปลจาก The Bourgeois Hivemind Monopoly Capitalism, Class Power & the Mass University, 1890-2025
ล่วงเข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 19 มหาวิทยาลัยสมัยใหม่ได้กลายเป็นโรงงานความรู้ (knowledge factory) โดยเริ่มที่สหรัฐอเมริกาและขยายตัวออกไปทั่วจักรวรรดิตะวันตก. แม้ตอนนั้นจะยังห่างไกลจากสภาพใหญ่โตของ Berkeley และ Madison ในช่วงหลังสงคราม แต่แนวโน้มการกลายเป็นโรงงานความรู้ก็ชัดเจนแล้ว. ปริมาณนักศึกษาเพิ่มขึ้นมากหลังสงครามกลางเมือง และมากขึ้นไปอีกในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2.ii ตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานของศตวรรษที่ 20 มหาวิทยาลัยมวลชนกลายเป็นศูนย์กลางเชิงยุทธวิธีสำหรับ “ปัจจัยการผลิตเชิงความคิด” (means of mental production) ของทุนนิยมกินรวบ (Marx & Engles). บริษัท “ขนาดยักษ์“, โรงงาน, และมหาวิทยาลัยเป็นตรีเอกนุภาพที่เกิดขึ้นมาของระบอบการสะสมรูปแบบใหม่ที่ต้องการปัญญาชน (intelligentsia) เชิงบริหารจัดหาร, เทคนิค และวิทยาศาสตร์ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน.iii ทุนนิยมกินรวบต้องการความสอดประสานเชิงเศรษฐกิจ, การจัดการทั้งทางสังคมและนิเวศ, และการปลูกฝังชาตินิยมผ่านการศึกษาสาธารณะแบบบังคับ—มิพักต้องกล่าวถึงกลไกของรัฐที่ขยายออกอย่างมโหฬาร—ได้เรียกร้องให้เกิดการยายตัวอย่างรวดเร็วของบรรดามืออาชีพ (professional) ทั้งหลาย มหาวิทยาลัยมวลชนผลิตแรงงานปัญญาเหล่านั้นผู้ซึ่งจะผลิตความรู้เชิงอุดมการณ์และเครื่องมือจำนวนมากมายที่จำเป็นต่อการธำรงรักษาการสะสมทุนอันไม่สิ้นสุด.iv
ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมวลชนจึงเป็นสิ่งที่ห่างไกลอย่างมากจากสำนวนซ้ำซากแบบหอคอยงาช้าง. มหาวิทยาลัยเป็นรากฐานสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคมชนชั้นอเมริกาผ่านการปฏิวัติแรงงานคอปกขาวและสำคัญต่อการฝึกฝนฝ่ายบริหารและนักเทคนิคของบรรษัทอันจำเป็นสำหรับจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์.
ไม่มีอะไรผิดปกติเมื่อมองจากมุมของการเป็นโรงงานเช่นนั้น: ปัญหาคือใครปกครองโรงงาน, ใครตัดสินใจกำหนดกระบวนการใช้แรงงาน, และผลประโยชน์ของใครที่มันรับใช้. มีข้อเสนอจริงจังว่า การศึกษาควรได้รับการจัดการใหม่บนฐานคิดแบบอื่นแม้ว่านั่นจะง่ายต่อการไหลไปสู่ภาวะหวนระลึกถึงอดีตของการสอนและวิจัยแบบช่างศิลป์ในจินตนาการก็ตาม. ปมปัญหาของอำนาจเชิงการเมืองพวกนั้นไม่อาจถูกคิดและแก้ไขโดยอาศัยแค่ความฝันใฝ่เชิงสหภาพของบรรดาศาสตราจารย์. ปัญหานั้นควรจะถูกคิดอย่างเป็นประชาธิปไตยแทนที่จะคิดผ่านโครงแบบที่เป็นอยู่ของมหาวิทยาลัยซึ่งถูกปกครองโดยคำสั่งทางการบริหารหรือผ่านสมการเชิงเทคนิคและนามธรรมจากเหล่า “ผู้เชี่ยวชาญ.” ทุกวันนี้ กระบวนการประชาธิปไตยสูญหายไปจากจักรววรดิตะวันตกซึ่งไม่แม้แต่จะแสร้งว่าเคารพต่อลักษณะจอมปลอมเชิงประชาธิปไตยของเสรีนิยมชนชั้นนายทุนอีกต่อไป.
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โรงงานความรู้ก้าวเข้ามามีบทบาทสูง ไม่เคยมีครั้งไหนที่มหาวิทยาลัยจะกลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองของนายทุน, ชีวิตทางเศรษฐกิจ, และจักรกลสงครามเท่านี้มาก่อน. องค์ประกอบสำคัญของนโยบายจักวรรดิอเมริกาหลังสงครามโลกก่อตัวขึ้นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์—ผมใช้คำว่าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์แบบเสียดสี—โดยเฉพาะพื้นที่และวิชาซึ่งขยายตัวอย่างมากเช่น อาณาบริเวณศึกษา, ประชากรศึกษา, และสิ่งแวดล้อมศึกษา พวกมันล้วนได้เงินสนับสนุนอย่างใจกว้างจากจักวรรดิโดยตรง, หรือโดยอ้อมผ่านกองทุนประเภทต่าง ๆ สาขาวิชาจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาสิ่งแวดล้อมในอเมริกาเหนือคือลูกหลานของสงครามเย็น. วิทยาศาสตร์ระบบโลกแบบที่เรารู้จักเกิดขึ้นจากการให้ความสำคัญโดยจักรววรดินิยมอเมริกาในช่วงสงครามเย็น ประชากรศาสตร์, ไซเบอร์เนติกส์, การจัดการทรัพยากรซึ่งเป็นหัวหาดสำคัญของวิทยาศาสตร์นั้นอยู่ภายใต้สิ่งที่วุฒิสมาชิก J. William Fulbright (1967) เรียกว่าองค์ผสมทับซ้อนระหว่างทหาร อุตสาหกรรม และวิชาการ (the military-industrial-academic complex). เฉกเช่นที่ผมเคยเสนอไว้ในที่อื่น “สิ่งแวดล้อมศึกษา” นั้นใกล้ชิดกับแฟนตาซีแบบอเมริกันเกี่ยวกับการจัดการโลกทั้งใบและจักรกลสงครามของมัน: เครื่องฟูมฟักสิ่งแวดล้อมนิยมระดับโลก (global environmentalism). ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ การสังเคราะห์ Forrester-Meadows ใน The Limits to Growth เมื่อปี 1972 (ตัวบทพื้นฐานของสิ่งแวดล้อมนิยม) จะฝักตัวที่ MIT ซึ่งเป็นหุ้นส่วนทางกลยุทธ์สำคัญในจักรกลสงครามของยุคนั้น (องค์ผสมทับซ้อนระหว่างทหาร อุตสาหกรรมและวิชาการ). พวกเราสามารถตามร่องรอยของกรอบคิดมนุษยสมัย (Anthropocene) และวิทยาศาสตร์ระบบโลกกลับไปยังการพัฒนาในช่วงสงครามเย็นเหล่านั้นได้v
ประวัติศาสตร์ข้างต้นควรทำให้เราระแวงอย่างลึกซึ้งต่อแนวโน้มหลักของการเรียกร้องสิ่งที่ดูเหมือนก้าวหน้าในทุกวันนี้ การคิดแบบข้ามสาขาและสหวิทยาการ วิธีการเช่นว่ายอมรับความชอบธรรมของสาขาวิชาและวินัยแบบที่เป็นอยู่. พวกมันเงียบใบ้ต่อความสัมพันธ์ที่ไม่อาจแยกระหว่างวิชากับการปกครองของนายทุน. แนวทางของมันโดยรากฐานแล้วมีลักษณะเป็นการคิดคำนวณเชิงเลขคณิต (arithmetic) ไม่ใช่การสังเคราะห์ (synthetic). แม้นักวิชาการนายทุนทั้งหลายจะพูดถึงการสังเคราะห์ นั่นก็เป็นแค่ระดับนามธรรมเท่านั้น. มันถอนตัวออกจากรากฐานอันแท้จริงของความขัดแย้งทางชนชั้นที่อยู่ในเครือข่ายของชีวิต (class struggle in the web of life) สิ่งที่ Marx และ Engels เรียกว่า “พื้นฐานที่แท้จริงของประวัติศาสตร์.” (the real ground of history)
ทุกวันนี้ ที่ไหน ๆ ก็อ้างถึงการสังเคราะห์—การรวมตัว (assemblage), เครือข่าย, ระบบ. เราได้รับป้ายชื่อใหม่ที่ปะบนความคิดเก่ามากขึ้นในทุก ๆ ปี บางรูปแบบก็มีเป้าหมายเพื่อการบริโภค “เชิงวิทยาศาสตร์” บ้างก็เพื่อปัญญาชนเสรีนิยมโดยเฉพาะพวกที่จินตนาการว่าพวกเขาช่างแสนถอนราก. แทบทุกครั้ง สิ่งที่พวกเราได้คือไซเบอร์เนติกส์แบบใหม่และพหุนิยมของสาเหตุที่ทั้งสองก็ล้วนเป็นผลผลิตของสงครามเย็นในยุคต้นทั้งนั้น. ไม่มีใครเลยที่จะให้ความสนใจต่อประวัติศาสตร์ของความคิดพวกนั้น หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ของ “ปัจจัยการผลิตเชิงความคิด” และลักษณะทางชนชั้นของการผลิตความรู้.vi ผมพูดเช่นนี้หลังหลายขวบปีที่ท่องไปในกระแสธารทางปัญญาในปัจจุบันที่ขาดไร้ซึ่งการสะท้อนคิดแบบมาร์กซิสต์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของความคิด เช่น แบบธรรมเนียมที่ยกย่อง Braudel โดยไม่แม้จะระบุว่าเขาและอาณาบริเวณศึกษาของเขาได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิอเมริกัน หรือการวิพากษ์แบบนักสังคมนิยมสิ่งแวดล้อมที่ไม่วิพากษ์ความคิด “เขียว” และความใกล้ชิดของมันกับคนที่มีลักษณะค่อนไปทางฟาสซิสต์แบบ Haeckel, Lovelock, และ Hardin. อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ใช่เพียง “แค่” การใช้ความคิดพวกนั้นเชิงการเมือง หรือกำลังของนายทุนที่หนุนหลังความคิดพวกนั้น ปัญหาคือการสร้างแบบจำลองและวิธีการที่สร้าง “ผู้ชำนาญ” (expertise) ในรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อให้เหมาะสมเป็นพิเศษต่อการแบ่งงานกันทำที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ของทุนนิยมกินรวบ การแบ่งระหว่างแรงงาน “วัตถุ” กับ “ความคิด“.vii ดังนั้น พหุนิยมของสาเหตุที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานจึงถูกเข้ารหัสใหม่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองให้เป็นวิธีการหนึ่งเดียวที่ยอมรับได้และกลายเป็นรูปธรรมในสาขาวิชาและรูปแบบการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ (เช่น สถิติ, ชาติพันธ์วรรณา, จดหมายเหตุ, และอื่นๆ). พหุนิยมของสาเหตุได้มอบข้อได้เปรียบเชิงการเมืองที่ชัดเจนบางประการแก่พวกชนชั้นนายทุน พหุนิยมนี้ทำราวกับว่าชนชั้น, เชื้อชาติ, เพศสภาวะ, การเติบโต, การเมือง, ตลาด, ธรรมชาติล้วนเป็นพื้นที่ในความเป็นจริงที่แยกส่วนกัน ทุก ๆ สิ่งนั้นล้วนแต่เป็นแบบจำลองเชิงระบบ แน่นอนว่าบางแบบจำลองย่อม “ตื่นรู้” กว่าอันอื่น. ท่ามกลางความแตกต่างมากมายของแบบจำลองนั้น มีความเห็นตรงกันว่าการสังเคราะห์แบบวิภาษวิธีและวัตถุนิยมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เส้นทางอันแน่นอนที่จะทำลายหนทางทางวิชาการคือการเอาจริงจังกับวิธีการแบบวิภาษวิธี.
ปัญหาที่ว่ายืนยันการมีอยู่ของตัวเองผ่านการผุดขึ้นของการคลั่งบรรดาคำลงท้าย “-สมัย” (-cene) ตามการเฟื่องฟูจากสื่อและวงวิชาการของมนุษยสมัย.viii ตรงนี้ นักวิชาการ “เชิงวิพากษ์” ก็เล่นกับคำและจัดหาฉากคลุมเชิงอุดมการณ์สำหรับทุน. คำว่าสวนไร่ยักษ์สมัย (Plantationocene) ที่ดูเทอะทะเป็นตัวอย่างชั้นดี. อุดมการณ์เสรีนิยมและพหุนิยมของสาเหตุนั้นได้หลีกหนีจากการวิพากษ์อย่างถึงรากต่อทุนนิยมในฐานะระบบเชิงประวัติศาสตร์ที่เป็นองค์รวมด้วยการทำให้ความขัดแย้งแตกกระจายและเป็นส่วนเฉพาะ. วิธีการเช่นว่านั้นเปี่ยมประโยชน์สำหรับการแปลงข้อถกเถียงให้กลายเป็นปมปัญหาเชิงการจัดการ การสนับสนุนบรรดา “-สมัย” ไม่ต้องการการปฏิวัติ; พวกมันต้องการการยอมรับ, และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการสร้างทฤษฎีเชิงนามธรรมที่แยกตัวออกจาก “พื้นฐานที่แท้จริงของประวัติศาสตร์.” แน่นอนว่านี่เป็นบทบาทเชิงประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนายทุน:ผลิตแรงงานที่มีความรู้ผู้สามารถแปรเปลี่ยนปัญหาของทุนนิยมให้เป็น “อะไรก็ตามแต่ไม่ใช่ชนชั้น.”ix เชื้อชาติ, สภาพอากาศ, “สิ่งแวดล้อม“, อาณานิคม, ความยากจน และอะไรก็ตามที่ถูกให้ชื่อ พวกมันล้วนแต่ถูกสร้างเพื่อให้แตกส่วนและกลายเป็นปมปัญหาเชิงการจัดการ. นี่เป็นข่าวดีสำหรับแรงงานที่มีความรู้ซึ่งมักถูกเรียกว่าชนชั้นผู้จัดการมืออาชีพ (professional managerial class; PMC). PMC ไม่ใช่ชนชั้นหากแต่เป็นตลาดแรงงานและการก่อตัวเชิงวัฒนธรรมซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เราจะพูดกันในวันนี้. มืออาชีพพวกนี้คือเจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานในสถาบันการจัดการทั้งในรัฐบาลและอุตสาหกรรมไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งทำหน้าที่ระบุปัญหาในฐานะประเด็นที่สามารถจัดการโดยผู้จัดการที่มีใบรับรองความรู้. พวกเขาพูดด้วยภาษาของชนชั้นนำเสรีนิยม. พหุวิกฤติ, ความเร่งด่วนเชิงสภาพอากาศ, ความยั่งยืน, หลากหลาย และอื่นๆอีกมากมาย. แต่ไม่เคย ไม่เคย และไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่พวกเขาจะชี้ถึงชนชั้น, ทุน, และจักรววรดินิยมในฐานะ “องค์รวมของการกำหนด” (Marx).
สำหรับนักทฤษฎีเชิงวิพากษ์แบบเสรีนิยม มีความเย่อหยิ่งที่ว่าระยะห่างระหว่างพวกเขากับพวกมาร์กซิสต์นั้นเกิดขึ้นจากการการเอาธุระกับการปลอดปล่อยที่แท้จริง เพราะพวกมาร์กซิสต์นั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของสากลนิยมแบบตะวันตก หรือเป็นเพราะสังคมนิยมในความจริงนั้นก็เลวร้ายเหมือนทุนนิยม หรือเป็นเรื่องไร้สาระอื่นๆ. เพราะไม่ให้ความสนใจต่อประวัติศาสตร์ชนชั้นของความคิดแบบต่าง ๆ บรรดาเสรีนิยมพวกนี้จึงพลาดพลั้งที่จะมองเห็นว่าพวกเขากำลังทำงานให้นายทุนจักวรรดินิยมอย่างไร ผู้ช่วงใช้ที่สุขใจดีกับการ “วิพากษ์” ตราบที่มันสร้างการแตกกระจายและส่วนเสี้ยว ส่วนเสี้ยวซึ่งสามารถถูกนำมาประกอบขึ้นใหม่เพื่อสร้างแบบจำลองเชิงระบบโฉมใหม่และใช้เพื่อจัดการโลกรวมทั้งควบคุมอย่างจงใจต่อบรรดาชนชั้นอันตรายทั้งหลาย “พวกที่น่าสมเพซ.” นี่จึงเป็นเรื่องตลกร้ายที่บรรดาแนวคิดความทับซ้อนและการลดทอนซึ่งเฟื่องฟูภายใต้แบบจำลองเสรีนิยมใหม่ได้กีดกันการสังเคราะห์แบบคอมมิวนิสต์เดิมไปพร้อมกับการจัดหาเหตุผลเพื่อเพิ่มการแตกขยายตัวของ PMC และปล่อยให้ชนชั้นนำทำลายล้างชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่.
กล่าวอย่างง่าย สำหรับพวกมาร์กซิส ประวัติศาสตร์ของความคิดคือประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งทางชนชั้น. แน่นอนว่าประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้เกิดอย่างตรงไปตรงมา. ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มูลนิธิ Rockefeller และ Ford เป็นมือที่มองเห็นได้ซึ่งอยู่เบื้องหลังการก่อตัวของสาขาวิชาจักรวรรดิแบบใหม่ช่วงหลังสงครามทั้งหลาย. การให้ทุนเป็นแค่งานส่วนหนึ่งของพวกเขา. พวกเขาสร้างสถาบันใหม่ ๆ และสนับสนุนสถาบันที่สร้างระบบความรู้สำหรับทุนนิยมกินรวบ. หนึ่งในสิ่งประสบความสำเร็จมากที่สุดคืออาณาบริเวณศึกษา มันเป็นรูปแบบหนึ่งของการข้ามศาสตร์ความรู้ที่ออกแบบเพื่อการบริหารแบบจักรวรรดิและเป็นปรปักษ์ต่อความวุ่นวาย. มันได้รับการออกแบบให้ผลิตความรู้องค์รวม—ทึกทักว่าองค์รวม—ของยุทธวิธีสำหรับภูมิภาคนั้น ๆ: สลาฟและโลกคอมมิวนิสต์, เอเชียตะวันออก, และลาตินอเมริกา สาขาวิชาแบบบูรพานิยมถูกสร้างขึ้นมาใหม่. อาณาบริเวณศึกษาก่อร่างความรู้เพื่อสนับสนุนการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับโลกที่ค่อย ๆ ถอนสภาวะอาณานิคม ภายหลังหลักการข้อที่สี่อันเลื่องชื่อของ Truman การจัดการนั้นถูกเรียกว่าการพัฒนา.
เคียงข้างประชากรศาสตร์และอาณาบริเวณศึกษา พวกเราก็จะมองเห็นถึงการขยายตัวอย่างเร็วยิ่งของธรรมชาติศึกษาในอเมริกาตั้งแต่หลัง 1968. นี่ไม่ได้เกิดจากความปรารถนาต่อความยั่งยืนทางธรรมชาติหรือต้องการตอบสนองต่อวิกฤติทางธรรมชาติ หากแต่เกิดจากการปฏิวัติในโลกที่สามและแนวหน้าที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด: การปฏิวัติของชาวสังคมนิยม. ก่อนและหลัง 1968 มีปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมาย แต่ไม่มีวิกฤติระดับโลกเลย. การปรับปรุงครั้งใหญ่ของธรรมชาติศึกษาภายหลัง 1968 เกิดขึ้นบนประวัติศาสตร์ระยะยาวของการจัดการเชิงนิเวศที่ย้อนหลังกลับไปในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เฉกเดียวกับที่ผมได้เสนอไว้ในที่อื่น พวกเราสามารถตามรอยที่ว่ากลับไปได้ถึง Gifford Pinchot ผู้เป็นทายาทของตระกูลนายทุนใน New England และการศึกษาป่าไม้ที่ Yale ซึ่งครอบครัวของเขาเป็นผู้ให้ทุนx. การอนุรักษ์ของพวกเขาหมายถึงการจัดการแบบวิทยาศาสตร์อย่างมีประสิทธิภาพต่อธรรมชาติในฐานะทรัพยากรเพื่อรัฐและทุน. หลัง 1970 ความรู้นี้ถูกปรับปรุงอย่างเป็นระบบภายใต้การดูแลของจักรวรรดิอเมริกัน บรรดาการศึกษาภายใต้ธรรมชาติศึกษาล้วนแต่เป็นการบริหารจัดการอย่างน้อยที่สุดก็ในยุโรปตะวันตกและอเมริกาตอนเหนือ บางครั้งมันถูกฉาบเคลือบไว้ด้วยการถือครองคุณธรรมอันสูงส่ง. และบ่อยครั้งมันก็เชิดชูการเมืองของเลือดและดินภายใต้สัญญะของการหมกหมุ่นในความเป็นพื้นถิ่น.
คุณลักษณะที่เชิดชูนายทุนของสิ่งแวดล้อมศึกษา, หรืออาจเรียกได้ว่า องค์รวมของผู้ร่ำรวย, ถูกเปิดเผยขึ้นมาในแผนภาพเวนน์ (Venn diagram) อันไร้สาระที่เสนอสามเสาหลักของความยั่งยืน หากคุณเคยเห็นหรือสอนมัน คุณจะรู้ได้ถึงอุดมการณ์ที่แผ่ซ่านอยู่ในสามเสาหลักที่ว่า. และใจกลางของมันคือความยั่งยืนทางธุรกิจเหนือทุกอย่าง. พวกมันเต็มไปด้วยภาษาอันสวยงามเกี่ยวกับความสมดุลและความลงตัว แต่พวกเราล้วนรู้ดีว่าความหมายและเป้าหมายที่แท้จริงของมันคืออะไร. ในระยะสั้น การศึกษาพวกนั้นผลิตผู้บริหารระดับกลางและล่างสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อม พวกมันสร้างจักรกลต่อต้านการเมืองแบบ Jim Ferguson ที่ได้รับการเชิดชูในงานศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาใน Lesotho แต่เป็นเวอร์ชั่นเกี่ยวกับนิเวศ. จักรกลนี้เปลี่ยนความขัดแย้งทางการเมือง—ประชาธิปไตย, การต่อสู้ของมวลชนเรื่องที่ดิน, ชีวิต และงาน—ให้กลายเป็นปมปัญหาทางเทคนิคสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่จะแก้ไข แน่นอนนั่นต้องทำภายใต้เผด็จการของชนชั้นนายทุนและหน้าต่างของ Overton ของนโยบาย “ที่เป็นจริง.”
เฉกเช่นที่ Harry Braverman ได้เคยสังเกตไว้แล้ว ตรรกะของการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ได้รวมศูนย์การคิดและทำโดยจัดให้สิ่งแรกเป็นเรื่องความคิดของเจ้านายและอย่างหลังอยู่บนมือของแรงงาน. ภายใต้การจัดการแบบนี้—ปรัชญาที่เกิดมาในศตวรรษที่ 17 แต่เติบโตสมบูรณ์ภายใต้ทุนนิยมกินรวบ—กระบวนการใช้แรงงานถูกแบ่งส่วนอย่างรุนแรง ต้นตอของมันวางทอดกายอยู่ในการปฏิวัติ Cartesian ซึ่งผูกพันใกล้ชิดกับการปฏิวัติเชิงการจัดการเมื่อศตวรรษที่แล้ว.xi ภายใต้การจัดการแบบวิทยาศาสตร์ เจ้านายรื้อถอนทักษะของแรงงาน และค้นหาวิธีการคงรักษางานที่ใช้ความรู้เอาไว้เพื่อจัดการการผลิตขึ้นมาใหม่ และเพิ่มพูนอัตราของมูลค่าส่วนเกิน. ในโรงงานความรู้ ปัญญาชนก็ถูกถอนทักษะเช่นกัน:พวกเขาแค่ไม่ตระหนักถึงมันก็เท่านั้น. พวกเขาเชื่อตลอดว่าความเชี่ยวชาญและ “การกลายเป็นเฉพาะทาง” คือการเพิ่มพูนทักษะทั้งที่ความเป็นจริงคือสิ่งตรงกันข้าม. นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนักวิชาการจำนวนมากสามารถดูฉลาดเมื่อพูดถึงเรื่องเฉพาะ แต่แสนจะโง่งมเมื่อพูดถึงสิ่งอื่นนอกจากนั้น.
ตรงนี้คือประเด็นสำคัญ. ตรรกะของความแปลกแยก, การแยกขาดเชิงทางการ, และการรวมเป็นหนึ่งเชิงการบริหาร (managerial unification) ต่างเป็นลักษณะพิเศษไม่ใช่เฉพาะประวัติศาสตร์ของปัจจัยการผลิตเชิงวัตถุเท่านั้น แต่ยังเป็นประวัติศาสตร์ของปัจจัยการผลิตเชิงความคิดอีกด้วย. สิ่งเหล่านี้ก่อรูปองค์รวมแบบวิภาษวิธีระหว่างการผลิตวัตถุและความคิด. นักปฏิวัติตระหนักถึงลักษณะเช่นนี้เฉกเช่นที่ Mao ยืนยันจะไล่หาการสังเคราะห์ระหว่าง “ความแดง” และ “ความเชี่ยวชาญ.” และในขณะที่การผลิตความคิดแบบนี้ไม่เคยจำกัดอยู่แค่ในระบบมหาวิทยาลัย ภายใต้ทุนนิยมกินรวบ มหาวิทยาลัยกลายเป็นโรงละครเชิงกลยุทธ์ของการผลิตความรู้และกลไกควบคุมความคิดสำหรับชนชั้นนายทุน.
กลับมาที่ “สภาวะปกติ” ของทุนนิยมกินรวบที่ Baran และ Sweezy แสดงออกมาอย่างน่าจดจำ: สภาวะปกตินั้นคือการหยุดนิ่งทางเศรษฐกิจ.xii สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อชีวิตทางปัญญาในทุกวันนี้ และการตกต่ำลงของชีวิตมหาวิทยาลัยทั่วทั้งจักรวรรดิตะวันตก. กระบวนการสะสมทุนและการผลิตความรู้เกิดการรวมกันแบบวิภาษวิธี. ณ ห้วงขณะที่ความคิดอันแปลกประหลาดและสร้างสรรค์เป็นที่ต้องการเพื่อระบุถึงวิกฤติที่กำลังเผยตัวของทุนนิยมและสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปซึ่งฝังอยู่เป็นส่วนหนึ่งของทุน บรรดามหาวิทยาลัย สาขาวิชา รัฐ และมูลนิธิต่างก็กักขังเสรีภาพทางปัญญาที่จำเป็นนั้น. เฉกเช่นที่บทความในวารสาร Nature ฉบับเดือนมกราคม 2023 รายงานไว้ว่าไม่เคยมีการผลิตทางวิชาการและบทความมากแต่ตื้นเขินและไรซึ้งการ “สั่นสะเทือน” มากเท่านี้มากก่อน.xiii วงจร Kuhnian ซึ่งเป็นแฟนตาซีของเสรีนิยมมาโดยตลอดก็พังทลายลงเช่นเดียวกันกับทุนนิยมกินรวบและบรรดาโรงงานผลิตความรู้ของมัน.
i Jason W. Moore สอนประวัติศาสตร์โลก (world history) ที่ Binghamton University บทความชิ้นนี้ปรับจากการบรรยายสาธารณะเรื่อง “Welcome to the Knowledge Factory: Structures of Knowledge, the Disciplines & the Ideological Struggle,” ที่ the Centro de Investigaciones Interdisciplinarias en Ciencias y Humanidades, Universidad Nacional Autónoma de México วันที่ 22 มกราคม ผู้อ่านสามารถดูวีดีโอได้ที่ “The Bourgeois Hivemind,” https://youtu.be/NM9Iblbq06A และการบรรยายฉบับสมบูรณ์, https://www.youtube.com/watch?v=wRFB4FV9UxA. ติดต่อทาง jwmoore@binghamton.edu. โปรดอ้างอิงบทความนี้: Jason W. Moore, “The Bourgeois Hivemind: Monopoly Capitalism, Class Power & the Mass University,” World-Ecological Imaginations (March, 2026).
ii Thomas D. Snyder, ed., 120 Years of American Education: A Statistical Portrait. Washington, DC: U.S. Department of Education, Office of Educational Research and Improvement, National Center for Education Statistics, 1993.
iii Henry Heller, The capitalist university: The transformations of higher education in the United States since 1945. Pluto Books, 2016; Jason W. Moore, “Remaking Work, Remaking Space: Spaces of Production and Accumulation in the Reconstruction of American Capitalism, 1865-1920,” Antipode 34, no. 2 (2002): 176-204.
iv Paul A. Baran, “The Commitment of the Intellectual,” Monthly Review 13, no. 1 (May 1961)
v Jason W. Moore, “Opiates of the Environmentalists? Anthropocene Illusions, Planetary Management & the Capitalocene Alternative,” Abstrakt, November 2021
vi See especially Gabriel Rockhill, Who Paid the Pipers? The CIA and the Cultural Cold War. New York: Monthly Review Press, 2025; and Frances Stonor Saunders, The Cultural Cold War: The CIA and the World of Arts and Letters. New York: The New Press, 2000.
vii Harry Braverman, Labor and Monopoly Capital: The Degradation of Work in the Twentieth Century. New York: Monthly Review Press, 1974.
viii Jason W. Moore, “Waste in the Limits to Capital: How Capitalism Lays Waste to the Web of Life, and Why It Can’t Stop,” Emancipations: A Journal of Critical Social Analysis 2, no. 1 (2023): 1-45.
ix Michael Parenti, Blackshirts and Reds: Rational Fascism and the Overthrow of Communism, San Francisco: City Lights Books, 1997; Jason W. Moore, “Power, Profit, and Prometheanism, Part I: Method, Ideology, and the Violence of the Civilizing Project,” Journal of World-Systems Research 28, no. 2 (2022): 415-426; Jason W. Moore, “Power, Profit, and Prometheanism, Part II: Superexploitation in the Web of Life,” Journal of World-Systems Research 29, no. 2 (2023): 558-582.
x Jason W. Moore, “The Fear and the Fix,” The Baffler, no. 68 (2024).
xi Jason W. Moore, Capitalism in the Web of Life, London, 2015.
xii Paul A. Baran and Paul M. Sweezy, Monopoly Capital: An Essay on the American Economic and Social Order. New York: Monthly Review Press, 1966.
xiii M. Park, E. Leahey, and R. J. Funk. “Papers and patents are becoming less disruptive over time,” Nature 613, 138-144 (2023).
by Pathompong Kwangtong | Dec 8, 2025 | Articles บทความ, Featured ไทย, ความคิดเห็น Opinion, ทฤษฎี Theory, เศรษฐศาสตร์ Economics, ไทย
พรรคเพื่อไทยทำให้ชนชั้นอุดมปัญญาล้นเกินต้องปวดหัวมาอย่างยาวนาน สำหรับชนชั้นนำผู้ปกครองประเทศไทยแล้ว เพื่อไทยเป็นภัยคุกคามอยู่เสมอ พรรคที่มีทั้งแรงพลังอันเข้มแข็งในทางทุนทรัพย์และฐานผู้สนับสนุนที่อุทิศตนเคลื่อนไหว สำหรับนักวิชาการแล้ว เพื่อไทยต้านขนบการนิยามใดๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าขนาดที่นักรัฐศาสตร์ไม่สามารถจัดหมวดหมู่พรรคได้ พรรคที่เป็นทั้งขบวนการเคลื่อนไหวประชานิยมซ้ายที่หนุนโดยชาวนากับเครือข่ายพันธมิตรนายทุนใหญ่ในเมือง พวกเขาแหกกฎหลายข้อเกินไป นักเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถก้าวข้ามข้อขัดแย้งเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่แม้พรรคจะแปรรูปโครงสร้างพื้นฐานของรัฐให้เป็นเอกชน แต่ขณะเดียวกันกลับลงทุนสร้างและเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของรัฐจำนวนมหาศาลขึ้นมาได้ พรรคเป็นทั้งกลุ่มชาตินิยมผู้ถูกลงโทษในกระบวนการยุติธรรม แต่ก็ โว้ก และก้าวหน้าในประเด็นทางสังคมไปในเวลาเดียวกัน เพื่อไทยทำให้คอมมิวนิสต์หมวกเขียวและเจ้าพ่อเจ้าแม่อสังหานาฬิกาหรูยืนเคียงกันในฐานะแนวร่วม เมื่อพิจารณาจากทุกกฏการเมืองในศตวรรษที่ 21 แล้ว พรรคนี้ไม่ควรมีอยู่ พรรคนี้ไม่ควรเกิดขึ้น แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม พรรคสามารถสร้างกระบวนทัศน์หรือชุดความคิดที่คนมักเข้าใจผิดนี้ ให้เกิดขึ้นมาได้
เมื่ออารมณ์ของซีกโลกใต้กำลังเปลี่ยนไปเป็นกระบวนทัศน์แบบใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ จากพัฒนาการของบริคส์ (BRICS) แนวร่วมหลายประเทศที่กำลังเปลี่ยนแนวร่วมการค้าให้ไปไกลกว่าตลาดที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลาง และข้อเรียกร้องใหม่ๆ เพื่ออธิปไตยทางเศรษฐกิจ รัฐอย่างเบอร์กินา ฟาโซ (Burkina Faso) เม็กซิโกและจีนกำลังทดลองโมเดลใหม่ที่ฉีกตำรารัฐศาสตร์ ในหลายๆ ทาง วิสัยทัศน์ของเพื่อไทยนั้นก้าวพ้นยุคสมัย จากยุคทองของพรรคในปี 2001 – 2006 (พ.ศ. ๒๕๔๔ – ๒๕๔๙) แต่พรรคก็ยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ และทำให้เราได้เข้าใจอนาคตอีกทาง กระบวนทัศน์อีกทางหนึ่ง
จุดกำเนิด

ตั้งแต่กำเนิดของขบวนการทางการเมืองไทยสมัยใหม่ สมัยรัฐประหารสฤษดิ์ในปี 1957 (พ.ศ. ๒๕๐๐) จนถึงทุกวันนี้อำนาจในราชอาณาจักรแห่งนี้ถูกผูกขาดไว้โดยกลุ่มชนชั้นนำแคบๆ ที่เชื่อมโยงกัน ราชวงศ์ กองทัพ และเศรษฐีเก่า ภาคธุรกิจอภิสิทธิ์ชน พันธมิตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสงครามเย็นและยังคงดำรงอยู่หลังปักกิ่งถอนการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต พูดสั้นๆ ก็คือความจำเป็นในการดำรงอยู่ขององคาพยพฝ่ายขวาแบบดังกล่าวนั้นไม่เหลืออยู่แล้ว ทุกวันนี้มันทำหน้าที่เป็นกลไกรัฐ ที่อธิบายได้แค่ว่าเชื่องช้า มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียม เน้นอำมาตยาธิปไตย และไม่มีความสามารถพื้นฐานที่จะอำนวยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือการปรับให้เป็นเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ ความเทอะทะของระบบนี้เห็นได้ชัดในเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร เมืองที่ขยายตัวจนเกินขีดความสามารถของตัวเอง คอยสูบกินความมั่งคั่งและแรงงาน สร้างสุญญากาศทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศ ระหว่างที่กรุงเทพฯ เปิดฟ้าต้อนรับขบวนรถไฟ ณ รุ่งสหสวรรษใหม่ เมืองอื่นๆ ยังไม่แม้แต่จะเห็นรถโดยสารในพื้นที่
วิกฤตที่แท้จริงครั้งแรกที่แนวร่วมนี้เผชิญหลังสงครามเย็นคือ การล่มสลายทางการเงินในวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี ๔๐ ที่เผยให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพของชนชั้นนำตามขนบและสร้างโอกาสให้นายทุนในประเทศหน้าใหม่ได้ก้าวขึ้นมา กลุ่มการเมืองนี้เห็นว่ารัฐเก่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างผลกำไร เรียกร้องให้รัฐมีบทบาทในการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาจังหวัดรอบนอกที่ถูกสาดโคลน ผ่านการกระจายความมั่งคั่งจากกรุงเทพฯ ออกไป เพื่อไทยถือกำเนิดมาจากจุดนี้นี่เอง
แนวร่วมใหม่เกิดขึ้นมาใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร นายทุนชนชั้นนำจากต่างจังหวัด สร้างทรัพย์สมบัติมหาศาลของตัวเองขึ้นมาจากธุรกิจการสื่อสารในยุคทศวรรษ 1990 ที่เทคโนโลยีเฟื่องฟู แรกเริ่มเดิมที พรรคนี้ตั้งขึ้นมาในชื่อไทยรักไทย หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือการสร้างเครือข่ายการร่วมมือระหว่างชนชั้นที่แท้จริง ต่อให้มันจะดูประหลาดก็ตาม ความจำเป็นทางเศรษฐกิจของชนชั้นกระฎุมพีใหม่สอดคล้องกับความต้องการทางวัตถุของมวลชนอย่างสมบูรณ์ พวกเขาสร้างฐานที่รวมการต่อต้านเครือข่ายอภิสิทธิ์ชน-ทหารอันเทอะทะ ทักษิณรวบรวมและเชื่อมฐานพรรคของตนจากตัวการทางการเมืองหลากหลายฝ่าย ทั้งทหาร นักธุรกิจชนชั้นนำ อดีตคอมมิวนิสต์ผู้ต่อต้าน และนักวิชาการที่เล่าเรียนมาจากตะวันตก
พรรคนี้วางตัวให้ตอบโจทย์ชนชั้นแรงงานในชนบทที่ถูกมองข้ามละเลย กลุ่มคนที่นับตั้งแต่ขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการเคลื่อนไหวชาวนาสูญสิ้นก็เดือดร้อนในความเงียบงันมาหลายทศวรรษ ภายใต้ระเบียบการปกครองก่อนหน้า คะแนนเสียงของมวลชนถูกบดขยี้ อำนาจการเลือกตั้งของพวกเขายังไม่ถูกใช้เท่าที่ควร อดีตคอมมิวนิสต์ผู้ต่อต้านผันตนเป็นนักวิชาการ ชี้แนะจากนักเศรษฐศาสตร์ชนชั้นนำ พวกเขาทำงานร่วมกันให้เกิดแถลงการณ์ประชานิยม (populist manifesto) ที่ให้คำมั่นว่าทุกคนจะเข้าถึงบริการสาธารณสุข ชาวนาได้พักหนี้สามปี และมีเงินทุนพัฒนาหมู่บ้านที่ท้องถิ่นบริหารได้เอง 1 ล้านบาท
จักวรรดิโทรคมนาคมของทักษิณกลายเป็นเครื่องมือสำหรับการเลือกตั้ง ใช้กระจายสารของพรรคทั่วราชอาณาจักร ถึงแม้ทักษิณจะเป็นชนชั้นนำทางการเมืองและทางธุรกิจ แต่ภูมิหลังคนเหนือของเขาก็สามารถนำเสนอภาพนักปฏิบัตินิยมที่คอยดูแลเอาใจใส่ เป็นคนที่จะสู้กับชนชั้นนำชื่อกระฉ่อนของกรุงเทพฯ แทนชาวนาในชนบท นั่นเป็นครั้งแรกที่คนคนหนึ่งไม่ได้พูดกับคนจนจากจุดยืนของการเมืองศีลธรรม แต่พูดจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจในฐานะชนชั้นหนึ่ง พรรคชนะแลนด์สไลด์ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของพวกเขาในปี 2001 (พ.ศ. ๒๕๕๔) และตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคขนาดกลางและรับเอาพรรคเล็กต่างๆ มารวมอยู่ในไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ของการเมืองไทยถูกทิ้งห่างในฐานะพรรคฝ่ายค้านให้ขายหน้า
สิ่งที่ลงมือทำ

นโยบายอย่างบัตรทอง 30 บาทประกันสุขภาพถ้วนหน้า และกองทุนหมู่บ้าน 1 บ้านหาใช่การอุปถัมภ์ตามนิยามเชิงขนบไม่ หากแต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ข้ามหน้าข้ามตาระบบราชการเทอะทะเก่าแก่ หันมาสร้างความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับมวลชน การกระจายความมั่งคั่งเป็นทั้งประเด็นทางภูมิศาสตร์และชนชั้น สิ่งนี้ทำให้เกิดรูปแบบการมีส่วนร่วมการเมืองใหม่ที่จับต้องได้ ผู้ประสงค์ร้ายร้ายก็คอยแต่พร่ำบอกว่าพรรคนี้ซื้อเสียง ทว่าอันที่จริง การเคลื่อนไหวเหล่านั้นรวมตัวจัดตั้งกันขึ้นเอง เหตุเพราะนโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาในลักษณะที่ทำให้ชุมชนและผู้นำท้องถิ่นในต่างจังหวัดได้ตัดสินใจเองว่าจะดำเนินการนโยบายอย่างไรบ้าง บ้างก็เลือกที่จะลงทุนทางการเมืองและเศรษฐกิจก้อนใหม่ไปกับรถโรงเรียน บ้างก็พัฒนาพื้นที่ตลาดท้องถิ่น หรือสร้างอาคารหรือเครื่องมือสำหรับบริการสาธารณสุข นี่ไม่แค่การกระจายความมั่งคั่ง แต่ยังกระจายอำนาจการตัดสินใจด้วย
สิ่งที่นโยบายเหล่านี้ทำ แท้ที่จริงแล้วคือการทำให้เศษซากความสัมพันธ์กึ่งศักดินาในชนบทสลายไป ผนวกการเกษตรและชนบทให้เข้ากับตลาดของประเทศ รวมถึงทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่สมัยใหม่ จากการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ การไหลของกระแสทุนใหม่ที่เพิ่มขึ้นทำให้ชนชั้นกระฎุมพีที่หิวกระหายตั้งใจแยกจากกลุ่มตัวเอง (ใกล้กับกลุ่มราชวงศ์-ทหารรุ่นเก่า) หันมาเข้าร่วมโครงการของเพื่อไทย เกิดแรงงานและชาวนาผู้ไม่ได้ถูกทำให้เป็นชนชั้นล่างที่ทุกข์ระทมอีกต่อไป เพราะการเป็นเกษตรกรหรือการทำงานในต่างจังหวัดนั้นได้กลายเป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจข้อหนึ่งที่เป็นไปได้แล้ว พูดสั้นๆ ก็คือความร่วมมือกันระหว่างชนชั้นครั้งนี้ ทำให้เกิดชนชั้นใหม่ทั้งนายทุนชนชั้นนำและชนชั้นชาวนาที่ชีวิตทางวัตถุของทั้งคู่ต่างดีขึ้น มีการรวมตัวจัดตั้งทางการเมืองมากขึ้น และต่างรับรู้ผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน
ในปี 2023 (พ.ศ. ๒๕๖๖) เรากล่าวว่า:
เส้นแบ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งระหว่างเมืองและชนบท ที่หลายคนก็เบื่อหน่ายในการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงครั้งแล้วครั้งเล่านั้น ก็ยังคงเป็นความขัดแย้งปรปักษ์หลักของประเทศไทยอยู่เช่นเดิม ซ้ำทับลงไปด้วยการที่ประชาชนจากชนบทที่เคลื่อนตัวเข้าไปทำงาน ณ ใจกลางเมือง โดยที่ใช้เวลาหลายทศวรรษก้มหน้าอยู่ใจกลางเมืองแต่หาได้ถูกโอบรับอย่างเต็มที่ไม่ ความฝันของคนส่วนใหญ่ จึงยังเป็นเรื่องของการกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดอย่างมีเกียรติมีศรีอยู่ดี ใจกลางของประเด็นดังกล่าวนี้ (ควร)เป็นเรื่องที่มีลักษณะตั้งอยู่บนฐานคิดทางชนชั้น ใครและแรงงานแบบใดที่จะขายได้ และขายได้ ณ ที่แห่งไหน ภายใต้เงื่อนไขและสภาพการทำงานอย่างใด?
ผ่านการทำความเข้าใจหลักการดังกล่าว เราจะมองเห็นว่าโครงการของเพื่อไทยที่เสริมศักยภาพให้ชนบทไม่เพียงจำกัดอยู่แค่การเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทแต่เพียงเท่านั้น ในบริบทของไทย การพัฒนาสภาพการทำงานของกรรมกรโรงงานเมืองเริ่มต้นขึ้นจากชนบท ผ่านผู้อพยพทางเศรษฐกิจจากชนบทสู่เมือง การอพยพภายในประเทศที่ว่านี้กินสัดส่วนถึงร้อยละ 30 – 40 ของประชากรในกรุงเทพฯ เลยทีเดียว จากตัวเลขก่อนหน้านี้และในรายงานอย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้เห็นชัดเจนมากขึันเรื่อยๆ ว่า การอพยพเช่นนี้เป็นไปด้วยการบีบบังคับเป็นหลัก กล่าวคือ ประชาชนที่เกิดอยู่ในชนบทแล้วมาอาศัยอยู่ในเมืองกรุง ประสงค์ที่จะอยู่ในชนบทมากกว่า
แนวทางของเพื่อไทยมีหลายอย่างร่วมกัน (ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร) กับโครงการกำจัดความยากจนสุดขีดที่เราเห็นในจีนและเกรละเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งสามกรณี มีเป้าหมายไปที่ความยากจนในชนบทเช่นกัน โดยที่ทำให้ผู้อพยพในเมืองมีทางเลือกที่จะขายแรงงานในเมืองใหญ่หรือกลับไปบ้านเกิด กำจัดหรืออย่างน้อยก็บรรเทา แรงบีบบังคับในการอพยพเข้าเมือง โครงการเช่นนี้สร้างประโยชน์แก่ทั้งแรงงานในเมืองและชนบท ด้วยเหตุที่แรงงานในชนบทได้ประโยชน์จากการลงทุนเพิ่มขึ้นในภูมิภาคของตน พร้อมกันนั้น แรงงานในเมืองที่อพยพมาจากภูมิภาคเหล่านั้นก็ได้รับอำนาจต่อรองที่สูงขึ้นไว้ใช้กับนายจ้าง พูดสั้นๆ พวกเขาสามารถลาออกจากงานในโรงงานแล้วกลับบ้านไปใช้ชีวิตในชนบทได้ นี่จึงเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของแรงงานเมืองทั้งหมดโดยอ้อม ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดในเมืองหรือชนบทก็ตาม นโยบายกลจักรซับซ้อนเหล่านี้นี่เอง ที่เพื่อไทยถนัดในการสรรค์สร้างมาใช้ แต่หาใช่สิ่งที่แจ่มแจ้งปรากฏชัดในดวงตาของชนชั้นกลางในเมืองไม่
โครงการนี้ ต่อให้จะดูเหมือน ‘ซ้าย’ ขนาดไหน แต่มันเกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือระหว่างชนชั้นที่ไม่น่าดูเสียเลย ระหว่างกลุ่มก้อนทางการเมืองที่กล่าวไปข้างต้น ทั้งกระฎุมพีชาตินิยมและพันธมิตรในด้านความมั่นคงของรัฐ กระทั่งฝ่ายขวาที่แน่วแน่ก็ช่วยให้เกิดแนวร่วมนี้ อาทิคนอย่างขัตติยะ สวัสดิผล (เสธแดง) พลตรีที่รู้จักกันดีจากประวัติศาสตร์การต่อต้านคอมมิวนิสต์อันบ้าคลั่ง และเนวิน ชิดชอบ เศรษฐีพันล้าน ผู้นำ และนักฉวยโอกาสจากกลุ่มการเมืองทางตะวันออกชื่อกระฉ่อน คนรู้จักเขาดีทั้งในด้านคอร์รัปชั่นและความอำมหิต ข้อตกลงระหว่างคนจนและกลุ่มการเมืองชนชั้นเช่นนี้เป็นข้อตกลงที่สกปรก ห่างไกลจากสังคมนิยมมือสะอาด ในหลายๆ แง่จึงเป็นเหตุว่าทำไมขบวนการนี้ไม่อาจอธิบายได้ว่าเป็นสังคมนิยม กระนั้น ที่สุดแล้วผลซึ่งเกิดกับคนจนก็แทบไม่ต่างจากโครงการสังคมนิยม ที่สภาพเงื่อนไขการใช้ชีวิตและความเป็นอยู่ของแรงงานได้รับการยกระดับ พร้อมกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่มากขึ้น
เรื่องนี้ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น หลังจากที่มีการใช้สารเสพติดพุ่งขึ้นตามวิกฤตเศรษฐกิจ พรรคนี้ทำสงครามยาเสพติดอันโหดร้ายต่อกลุ่มที่ถูกกดขี่ที่สุดในราชอาณาจักร ทักษิณออกแคมเปญรณรงค์เพื่อกำจัดยาเสพติด “ทุกตารางนิ้ว” ภายในระยะเวลาสามเดือน บังคับใช้โควตาการจับกุมสำหรับผู้ใช้และลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทำตามโควตานั้นไม่ได้ ทำให้คนบริสุทธิ์หลายพันคนโดนร่างแหในการสลายรังแต่ละครั้ง เจอโทษที่รุนแรงและคนจำนวนมากถูกคุมขังจนล้นคุก นอกจากนั้น ทักษิณยังเพิ่มความเกลียดกลัวอิสลามหลังเหตุการณ์ 11 กันยา เขาส่งกองกำลัง 400 กองไปอิรัก แม้จะส่งไปใต้แรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาผ่าน IMF ก็ตาม (พร้อมกับได้สถานะพันธมิตรใหญ่ที่ไม่ใช่สมาชิกนาโต้) และกดทับขบวนการแยกดินแดนมุสลิม-มาเลย์อย่างรุนแรงในเขตชายแดนใต้ สถานการณ์นี้นำไปสู่การสังหารหมู่ตากใบสุดอื้อฉาวในปี 2004 (พ.ศ. ๒๕๔๗) ที่ที่ผู้ชุมนุมอย่างสันติ 85 คนถูกฆ่า
ผู้เขียนเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรอีกกลุ่มที่ไม่น่าดูยิ่งกว่าเดิม ก็คือพันธมิตรระหว่างชนชั้นนำในพรรคและรัฐตำรวจ ทหารไทยเป็นแหล่งอำนาจผูกขาดความรุนแรงมาหลายทศวรรษจนทำให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้มากกว่ารัฐอื่นๆ ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หากวิเคราะห์ในทางทฤษฎีแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ชนชั้นนำภายในพรรคสนับสนุนรัฐตำรวจไว้เป็นกันชน/พันธมิตรในอนาคตไว้ต้านทหาร และเรื่องสยองที่เกิดในสงครามยาเสพติดและปาตานีนั้นเป็นผลพวงอันสกปรกจากพันธมิตรดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อย้อนแย้งตรงนี้ส่งผลกับประชากรผู้ลงคะแนนเพียงส่วนน้อย ในทางกลับกัน ไม่กี่ปีที่ผ่านมา พรรควางตัวเป็นแกนหลักของความก้าวหน้าทางสังคมอย่างเข้มข้น โดยเสนอให้มีการการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่ปี 2013 (พ.ศ. ๒๕๕๖) ทำให้บริการสุขภาพการรับรองเพศทรานส์นั้นเข้าถึงได้ในโปรแกรมประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาท รวมถึงเข้าร่วมขบวนไพรด์อย่างเป็นทางการ ต้องย้ำอีกครั้งว่า การก้าวเดินเช่นนี้เป็นการแหกขนบคู่มือรัฐศาสตร์ทุกเล่ม ขบวนการประชานิยมชาวนามักรู้จักกันว่าเป็นกระแสเบื้องล่างในทางปฏิกิริยาทางสังคม แต่เพื่อไทยได้เรียนรู้วิธีเปลี่ยนมันไปอีกทาง ในด้านนโยบายต่างประเทศก็เช่นกัน แม้พรรคเกลียดกลัวอิสลามในตอนแรกและอยู่ใกล้กลุ่มสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นปี 2000 แต่พรรคก็รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ตลอดมา เข้าร่วมความร่วมมือบริคส์ (BRICS) และร่วมมือกับอิหร่านและฮามาส (ไม่ใช่อิสราเอล) เพื่อยืนยันว่าตัวประกันไทยที่ถูกกวาดจับไปนั้นจะได้รับการปล่อยตัว
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว คาถามัดใจของพรรคมาจากยุคทอง ยุคที่คุณภาพและโอกาสในชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นเป็นข้อตกลงของแนวร่วมใหม่ของชนชั้นนำและประชากรส่วนใหญ่ที่ก่อนหน้านี้ถูกมองข้ามมาโดยตลอด ทำให้พวกเขาได้มีอำนาจทางการเมืองในระดับพื้นที่เป็นครั้งแรกผ่านการข้ามหน้าข้ามตาชนชั้นผู้จัดการ (managerial class) ที่เป็นชนชั้นนำตามขนบไป ตลาดภายในประเทศที่กำลังพัฒนาขึ้นได้ผนวกรวมชาวนาและแรงงานคนจนเมืองเข้าไป พรรคก็ได้การสนับสนุนของพวกเขาและอำนาจในประเทศเป็นการแลกเปลี่ยน โดยไม่ได้เรียกร้องการลุกฮือต่อต้านทุนหรือรัฐอย่างรุนแรงอย่างในกรณีของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต ต้องย้ำอีกครั้ง เราไม่อาจทราบว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่นี่ได้กลายเป็นวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์แบบสังคมนิยมโดยปราศจากสังคมนิยม สิ่งนี้นี่เองที่เราเรียกว่าประชานิยมชาวนาสีรุ้ง (Rainbow Agrarian Populism) ที่พัฒนาฐานการรับรู้การเคลื่อนไหวใหม่ ผ่านวิธีที่ตามทฤษฎีแล้วควรขัดแย้ง แต่กลับเกิดผลสำเร็จอย่างน่าประหลาด
ผลตอบรับ
หลายคนในขบวนการอาจอ้างถึงขั้นว่า ภายใต้การทดลองโครงการแหกขนบเศรษฐศาสตร์นี้ ทุกคนคือผู้ชนะ ทั้งคนรวยและคนจน ซึ่งก็จริงในแง่มุมหนึ่ง ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อพิจารณาไปที่กลุ่มชนชั้นนำ นี่เป็นการฟาดฟันกันระหว่างสองกลุ่มก้อนเลยทีเดียว ฟากหนึ่งคือกระฎุมพีรักชาติรุ่นเยาว์ผู้หิวกระหาย ปะทะ ชนชั้นกระฎุมพีเก่าที่ใกล้ชิดแนบแน่นกับอำมาตย์และกองทัพ

การรัฐประหารทักษิณเมื่อปี 2006 (พ.ศ. ๒๕๔๙) คือการริเริ่มสิ่งที่กลายเป็นวงจรรัฐประหารและตุลาการณ์ภิวัฒน์ย้อนซ้ำไปซ้ำมาต่อพรรคและขบวนการอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจากการเลือกตั้งถูกโค่นล้มอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2006 (พ.ศ. ๒๕๔๙) ตามมาติดๆ ด้วยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเมื่อปี 2014 (พ.ศ. ๒๕๕๗) พร้อมด้วยนิติสงครามเกิดเป็นการปรากฏการณ์รัฐประหารผ่านกระบวนการตุลาการในสมัยนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และสมัคร สุนทรเวช ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย (ปี 2007, พ.ศ. ๒๕๕๐) และพรรคพลังประชาชน (ปี 2008, พ.ศ. ๒๕๕๑) ซึ่งเป็นพรรคสืบทอดต่อมา ด้วยข้อหาที่(ไม่)น่าฉงน พร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมืองของสมาชิกระดับกรรมการบริหารไปด้วยทั้งหมด
ในขณะเดียวกัน ฐานเสียงกลุ่มผู้สนับสนุนที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้ทำการจัดตั้ง และก่อตัวเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พวกเขาสวมเสื้อสีแดงเพื่อประกาศตัวว่าแตกต่างจากอย่างสุดขั้วกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ซึ่งสวมเสื้อสีเหลือง ความแตกแยกและการขับเคี่ยวทางการเมืองสีแดง-เหลือง กลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองไทย อธิบายคร่าวๆ ได้ว่า ในฟากฝั่งหนึ่ง คือชาวนาชนบทผู้ยากไร้ซึ่งพร้อมสละชีพเพื่อปกป้องขบวนการที่พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมผสมที่กว้างขวางนี้ ส่วนอีกฝั่ง ก็คือชนชั้นนำในเมือง ผู้ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็มีกองทัพหนุนหลัง และปฏิบัติการในงานสกปรกต่างๆ แทนพวกเขา
เมื่อปี 2008 (พ.ศ. ๒๕๕๑) พรรคประชาธิปัตย์ที่ไร้ซึ่งอาณัติและการหนุนหลังจากประชาชน จัดตั้งรัฐบาล(ใน)ค่ายทหารและอยู่ในอำนาจเป็นเวลา 3 ปี ภายใต้ระบอบพรรคประชาธิปัตย์นี้ เกิดปรากฏการณ์แดงทั้งแผ่นดิน การประท้วงของคนเสื้อแดงผุดขึ้นทั่วฟ้าเมืองไทย นำไปสู่การยึดและปิดล้อมศูนย์กลางทางการเงินของกรุงเทพฯ เป็นเวลายาวนาน ในขณะที่องค์ประกอบทางกายภาพของขบวนการแนวร่วมก่อตัวขึ้นมาจากชาวนาผู้ยากไร้ กระฎุมพีเอง ก็ยังเป็นองค์ประกอบของขบวนการความร่วมมือข้ามชนชั้นนี้อย่างภักดีด้วยเช่นกัน อาทิ กลุ่มเกษตรกรในชนบท จัดระบบการปันค่าจ้างเมื่อพวกเขาก่อการชุมนุมยึดสถานที่ พร้อมทั้งร่วมมือกับกลุ่มทุน (เช่น เจ้าของรถบัส) เพื่อรับส่งพวกเขาไปกลับเมืองหลวง การใช้เจตจำนงค์ทางการเมืองและกลุ่มก้อนทางพันธกิจร่วมกันอันใหม่นี้ ก้าวข้ามสภาพบังคับทางเศรษฐกิจไปแล้ว อย่างไรก็ดี การชุมนุมยึดสถานที่ครั้งนี้ จบลงด้วยการนองเลือดในเดือนถัดมา เมื่อกองทัพได้บุกเข้ากวาดล้างผู้ชุมนุม สังหารพลเรือนและอาสาสมัครทางการแพทย์ไปอย่างน้อย 79 คน ซึ่งแน่นอนว่ามีความเป็นได้สูงที่ตัวเลขจะมากกว่านี้เยอะ
ถัดมา เมื่อปี 2014 (พ.ศ. ๒๕๕๗) มีการรัฐประหาร เข้าสู่ฤดูหนาวแห่งการครองอำนาจอันยาวนานของกองทัพ ระบอบชนชั้นนำกระทำการปลุกปลั้นทางวิศวกรรมจนเกิดรัฐธรรมนูญ 2017 (พ.ศ. ๒๕๖๐) ขึ้น ก่อร่างสร้างระบบแต่งตั้งวุฒิสภาเพื่อเป็นกลไกขัดขวางไม่ให้อำนาจของเสียงข้างมากได้ขึ้นมาบริหาร และจงใจตัดแข้งหักขาขบวนการเพื่อไทยอย่างถาวร หลายปีถัดมา สืบเนื่องมาจากการเซาะกร่อนบ่อนทำลายเชิงสถาบันอย่างต่อเนื่อง จนโมเมนตั้มการเมืองไทยเคลื่อนมาสู่พรรคที่มีลักษณะเสรีนิยมแบบตะวันตกเช่นก้าวไกล หลังจากการเลือกตั้งปี 2023 (พ.ศ. ๒๕๖๖) เพื่อไทยจำต้องต่อรองเชิงปฏิบัตินิยมอย่างเจ็บปวดเพื่อตั้งรัฐบาลผสมกับกองทัพซึ่งเป็นคู่แข่งเก่า สิ่งนี้เป็นไปเพื่อปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอีกครั้ง และนำทักษิณ ชินวัตร ผู้ก่อตั้งพรรคกลับบ้าน หลังจากการลี้ภัยทางการเมืองหลายปี ในช่วง 2 ปีต่อจากนั้น แม้พวกเขาจะมีเสียงข้างมากปริ่มน้ำ กลับริเริ่มและผลักดันนโยบายหลายอย่าง อาทิ ขยายระบบบริการสุขภาพถ้วนหน้าไปถึงทันตกรรมในคลินิกเอกชน เสนอโครงการที่อยู่อาศัยสาธารณะ 99 ปี (บ้านเพื่อคนไทย) ตรากฎหมายสมรสเท่าเทียม ผลักดันแจกจ่ายเงิน 10,000 บาทไปสู่กลุ่มคนยากจน 20% ล่างของประชากร และประกาศนโยบายทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยหนึ่งปีลงไปในระดับตำบล (ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในเขตชนบท) และแนวนโยบายที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ก็คือหนึ่งตำบลหนึ่งโดรน ต้องย้ำเลยว่า นี่แหละ ประชานิยมชาวนาสีรุ้ง
อย่างไรก็ตาม ความมุมานะอุตสาหะในการบ่อนทำลายรัฐบาลจากรัฐพันลึกก็ไม่เคยหมดสิ้นไปแม้แต่น้อย ในเวลาไม่ถึงปี ก็มีการใช้กระบวนการทางกฎหมายอีกครั้งเพื่อปลดนายกเศรษฐา ทวีศิลป์ออกจากต่ำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 (พ.ศ. ๒๕๖๗) ตามมาติดๆ ด้วยกรณีของนายกแพรทองธารในเดือนสิงหาคม 2025 (พ.ศ. ๒๕๖๘) ทุกวันนี้ รัฐบาลอยู่ใต้บงการของนายกปฏิกิริยาขั้นสุดอย่างนายอนุทิน เป็นสภาพความจริงที่พรรคประชาชน (พรรคใหม่ของชาวก้าวไกล) ช่วยก่อรูปขึ้นทั้งหมด ภายใต้เงื่อนไขที่เขาต้องยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ในต้นเดือนมกราคม
การทดลองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

โครงการของเพื่อไทย ถูกกดทับอย่างรุนแรงเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน ชนชั้นปกครองเก่าเปิดไพ่ในมืออย่างไร้ยางอายว่า พวกมันตั้งตนอยู่ตรงข้ามกับเจตจำนงค์ของคนส่วนใหญ่ที่สะท้อนมาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่คือเพื่อไทย ซึ่งท้าทายผลประโยชน์ของทุน รัฐ และสถาบันของมัน
อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดของเพื่อไทยก็คือยังคงเป็นพรรคที่นำโดยกระฎุมพีบางส่วน พรรคเพียงอย่างเดียว ไม่มีวันแก้ปัญหาความขัดแย้งหลักของทุนได้ เป้าหมายของพรรคคือการสร้างทุนนิยมที่มีประสิทธิภาพ และเปิดกว้าง หาได้โละทิ้งสังคมชนชั้นแต่อย่างใดไม่ คราที่ผลประโยชน์ของผู้นำชนชั้นนายทุนของพรรคไปขัดแย้งกับผลประโยชน์ของฐานเสียงชนชั้นแรงงาน เพื่อไทยก็น่าจะ หรือควรจะเลือกข้างอยู่กับทุนในท้ายที่สุด กระนั้น หลายต่อหลายครั้งในกรณีของเพื่อไทย ความเป็นจริงกลับดูราวจะไม่เป็นเช่นนั้น และนี่แหละที่เป็นข้อแตกต่างกับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยทั้งหลายในกลุ่มประเทศในซีกโลกเหนือ ใดๆ ก็ตาม ข้อแตกต่างระหว่างซีกโลกเหนือและใต้ คือกลจักรและการบังคับสั่งการรัฐ ทำงานต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตยพึ่งพิงรัฐสวัสดิการและกลุ่มประชาสังคมที่เข้มแข็ง เพื่อไทยต้องพึ่งพิงการเคลื่อนไหวของฐานมวลชนที่เข้มข้นเพื่อเป็นแนวร่วมทางเศรษฐกิจ ฐานมวลชนนี้คือ ชาวนานักจัดตั้ง สหภาพแรงงาน และกลุ่มคนทำงานที่มองว่าพรรคเป็นคนทางขับเคลื่อนเดียวที่จะท้าทายอำนาจที่ตอกเสาเข็มอย่างแน่นหนาของชนชั้นนำเก่าได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขารู้ดีว่าพรรคนั้นนำด้วยชนชั้นกระฎุมพีและการประณีประนอม พวกเขาสนับสนุนในทางเทคนิค หาใช่ด้วยอุดมการณ์
เพื่อไทยและคนจนในประเทศ อยู่ในสภาพพึ่งพาซึ่งกันและกันทางการเมือง เป็นพลวัตรทางชนชั้นที่หาได้ยากยิ่ง ทุกวันนี้ ภายใต้ระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคฝ่ายซ้ายกระแสหลักทั้งหลายกับผู้สนับสนุนมีแนวโน้มไปสู่การสนับสนุนเพื่อเป้าหมายทางอุมการณ์เชิงสังคม ความสัมพันธ์เช่นนี้ในประเทศไทย พบเห็นได้ในพรรคส้ม (ประชาชน) ที่จัดวางตัวเองในตำแหน่งแห่งที่เหมือนฝั่งตะวันตก โดยตั้งอยู่บนความน่าหลงไหลทางอุดมการณ์หรือวาทศิลป์ ไม่ต่างจากพรรคเช่น เดโมแครตของสหรัฐอเมริกา หรือพรรคแรงงานของสหราชอาณาจักร ในขณะที่ฝ่ายขวา ความสัมพันธ์กลับเป็นลักษณะการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นรีพับลิกันของสหรัฐอเมริกา พรรคอนุรักษ์นิยมของสหราชอาณาจักร หรือกระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ของประเทศไทย ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนการพึ่งพาแรงสนับสนุนจากชนชั้นนำ เพื่อค้ำจุนพรรคไว้ พร้อมกับที่ชนชั้นนำ เป็นชนชั้นที่ตั้งอยู่บนพรรคเหล่านั้น เพื่อค้ำจุนตำแหน่งแห่งที่ของชนชั้นนำด้วยเช่นกัน
กล่าวอย่างรวบรัด ภาวะพึ่งพาอาศัยกัน มักมองว่าเป็นเรื่องของฝ่ายขวา และพบได้ยากในฝ่ายซ้าย อันที่จริง นี่คือฐานคิดทางทฤษฎีของพรรคสังคมนิยมทั้งหลายแหล่ ตราบที่พรรคและชนชั้นแรงงานมีความสัมพันธ์ในลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกันแล้ว ทิศทางการทำงานของทั้งคู่ก็จะมีลักษณะประสานร่วมกันเป็นองค์รวมทางการเมืองเดียว แล้วอะไรเล่าที่แปลกแปร่งในกรณีของเพื่อไทย? เพื่อไทยนั้นไม่ต้องสืบทราบเลยก็กล่าวได้ว่า พึ่งพาอาศัยแรงหนุนจากคนจน เพื่อลงคะแนนเสียงให้พรรค เป็นฐานความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้ง และการขับเคลื่อนทางการเมืองบนท้องถนน พร้อมกันนั้น คนจนก็พึ่งพาอาศัยเพื่อไทยเช่นกัน ตั้งแต่การจบสั้นยุคสมัยปฏิบัติการชิงอำนาจรัฐของขบวนการคอมมิวนิสต์และขบวนการชาวนามวลชนจัดตั้งในทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ก็ไม่มีอีกแล้วพลังทางการเมืองที่มุ่งสร้างความกินดีอยู่ดี และพัฒนาชีวิตคนจนนอกเหนือไปจากเพื่อไทย สำหรับคนยากคนจนแล้ว คราที่มองหาการบรรเทาทุกข์ ข้าวบนโต๊ะ บ้านและที่อยู่อาศัย ก็จะมีแต่เพื่อไทยที่เป็นตัวเลือกทางการเมืองเดียวของพวกเขา ความสัมพันธ์นี้ แม้จะเป็นความร่วมมือทางชนชั้นชนิดแปลกประหลาดบิดเบี้ยว กลับไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เป็นภาวะพึ่งพาอาศัยกันอย่างแนบแน่น
สังคมนิยมคือการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ และในศตวรรษที่ 21 นี้ ก็คงจะมีการทดลองอยู่บ้าง เงื่อนไขต่างๆ ในทุกวันนี้ ไม่เหมือนปี 1917 เสียแล้ว สถานการณ์เช่นนี้จึงเรียกร้องการทดลองแปลกใหม่และพันธมิตรที่ดูเป็นไปได้ยาก และพวกเขาก็ทำเช่นนั้น คนที่เกาศีรษะและไม่สามารถนิยามว่าเพื่อไทยคืออะไร เพราะว่าพวกเพื่อไทยได้ทำการทดลองดังที่กล่าวไปข้างต้น พวกเขาไม่เข้ากับคำอธิบายว่าด้วยการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์ หากแต่พวกเขาเสนอทางเลือกขึ้นมาแทน ในขณะที่ทางเลือกนี้คือการประณีประนอม และเป็นรูปแบบหนึ่งของการร่วมมือกับชนชั้นกระฎุมพีก็ตาม มันก็ยังสามารถเป็นหนึ่งในขั้นบันไดในการขับเคลื่อนมวลชน พร้อมกับที่ทำให้คนทำงานมีข้าวกินบนโต๊ะอาหารไปด้วย
การทดลองครั้งนี้ แม้ไม่ได้เป็นการกระจายความมั่งคั่งอย่างชัดแจ้ง แต่ก็กระทำผ่านการจัดสรรและโยกย้ายความมั่งคั่ง โดยความร่วมมือทางเศรษฐกิจทางชนชั้น สร้างสภาวการณ์สำหรับจิตสำนึกทางชนชั้นขั้นสูงขึ้น ทักษิณและส่วนที่เป็นกระฎุมพีของเพื่อไทย มักถูกกล่าวหาว่าแอบใช้คนจนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว แต่เหตุใดเล่าเราถึงไม่มองว่ามันเป็นไปในทางตรงกันข้าม? สิ่งที่ผู้เขียนอยากเสนอก็คือ เราสามารถทำความเข้าใจคนจนก็ได้ว่า พวกเขาใช้ทักษิณและพันธมิตรกระฎุมพีของเขาเพื่อสร้างสังคมนิยมแบบหนึ่งขึ้นมา เพียงแค่ไร้ร่มเงาของสัญญลักษณ์ดาวแดงและหนวดเคราของมาร์กซ์ก็เท่านั้น บางที นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไหมชนชั้นที่ได้รับการศึกษาอย่างล้นเกิน จึงพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการทำความเข้าใจศักยภาพการปลดแอกของเพื่อไทย
ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ เพื่อไทยคือพลังเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถสร้างกรอบคิดใหม่ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนั้น พวกเขาจึงเป็นพลังเพียงหนึ่งเดียว ณ ตอนนี้ ที่สามารถท้าทายกองหน้าปฏิกิริยาเก่าได้ ความสำเร็จของพวกเขาคือสักขีพยานในอำนาจของพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนมวลชน อาจถึงขั้นเรียกได้ว่า ปฏิบัตินิยมถึงรากโดยแท้ ท่ามกลางบรรยากาศที่ประเทศซีกโลกใต้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์และตอบสนองของพวกเราย่อมเคลื่อนไปตามกัน ดั่งที่เราได้เกริ่นไว้ก่อนหน้าแล้วนั้น เพื่อไทย ณ ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 บังเอิญเรียกได้ว่าก้าวหน้ากว่ายุคสมัย ในหลายต่อหลายมุม การทดลองใหม่ๆ ในการปกครองในประเทศซีกโลกใต้กำลังไล่ตามเพื่อไทย และนี่คือการทดลองที่เราในฐานะนักสังคมนิยมจำต้องเป็นส่วนหนึ่งในนั้น

ป.ล. การเขียนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องอันเป็นที่นิยมในชนชั้นคนเมืองผู้มีการศึกษาของประเทศไทย ณ ปี 2025 (พ.ศ. ๒๕๖๘) อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ผลิตงานเพื่อช่วงชิงความนิยม หากแต่เราผลิตวารสารคอมมิวนิสต์ปลดแอก ทั้งนี้ เราถูกมองว่าควรอยู่ภายใต้ “ผู้นำหัวก้าวหน้า” ใหม่ๆ ของชาวส้มแห่งพรรคประชาชนและเอ็นจีโอทั้งหลายทั้งปวงของพวกเขา ไม่เช่นนั้นเราก็ควรเลิกวิเคราะห์การเมืองไปเสียเลย แล้วจมอยู่กับโลกของการวิพากษ์ไร้จุดจบในหอคอยงาช้างแห่งการปฏิวัติเสีย กล่าวคือ วิพากษ์ทุกสิ่งอย่าง ไม่สนับสนุนสิ่งใด ต้องย้ำอีกครั้งว่า เราผลิตวารสารคอมมิวนิสต์ปลดแอก เป้าหมายคือ สหายเราได้อิ่มท้อง มีบ้านอยู่ ได้รับการดูแล และหนุนเสริมให้หยัดยืนได้ ด้วยเหตุกระนั้น เราจึงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างวิพากษ์ตั้งแต่ครั้งก่อตั้ง แม้ว่าเราไม่เคยเขียนบทวิเคราะห์พรรคออกมาจริงๆ จังๆ ข้อเขียนข้างต้นคือความพยายามทำสิ่งดังกล่าว คุณสามารถฟังเราอภิปรายถกเถียงอย่างละเอียดได้ที่นี่
by Pathompong Kwangtong | Nov 19, 2025 | Articles บทความ, การประท้วง Protest, ข่าวสารจากพื้นที่, สิ่งแวดล้อม Environment, ไทย
โดยแบบสอบถามจะถามว่า เห็นว่าแบบดังกล่าวเหมาะสม “มาก” “ปานกลาง” หรือ “น้อย”
ถ้าท่าน “เห็นด้วย” ให้ตอบว่า “มาก”
ถ้าท่าน “ไม่เห็นด้วย” ให้ตอบว่า “น้อย”
สรุปสั้นๆ จากการประชุมในวันที่ 21 พ.ย. 2568
ช่วงดอนแก้ว ถึงศูนย์ประชุม จะเป็นการปรับสภาพขยายผิวจราจรช่วงเลี้ยว และทำสัญญาณไฟอัจฉริยะ
ช่วงเจ็ดยอดถึงแยกวัดอุโมงค์จะเป็นการทำยกระดับฝั่งตะวันออกของคันคลอง สูงราว ตึก 4 ชั้น ความกว้างของทางยกระดับ 14 เมตร คร่อมพื้นที่ช่องจราจรฝั่งตะวันออกแทบทั้งหมด งบประมาณการก่อสร้างและเวรคืน 1,800 ล้านบาท
ช่วงแม่เหียะ มีการขยายเขตทางเพิ่มจุดรอเลี้ยวและปรับไฟจราจร
เรื่องราวก่อนหน้าอย่างละเอียด โปรดอ่านด้านล่าง
ภาพรวมโครงการก่อสร้าง

สิ่งที่กรมทางหลวงเสนอมา

ตารางรูปแบบที่กรมทางหลวงเสนอ (1)

ตารางรูปแบบที่กรมทางหลวงเสนอ (2)
โครงการนี้ เป็นโครงการที่เราต้องช่วยกันจับตา เพราะจะมีผลกับเมืองเชียงใหม่ค่อนข้างมากครับ
จากการประชุมรับฟังความเห็นเมื่อกรกฎาคม: กรมทางหลวงวางแผนปรับปรุงถนนคันคลองตั้งแต่แยกดอนแก้ว ถึงแยกเหมืองกุง โดยระบุว่าปัญหาคือ การจราจรที่มีทิศทางที่เพิ่มขึ้นและการจราจรที่ติดขัดเนื่องจากการมี”สัญญาณไฟแดง”ที่มากเกินไป ซึ่งกรมทางหลวงได้จ้างที่ปรึกษาให้ออกแบบวิธีแก้ปัญหาตามจุดตัดถนนทั้ง 14 จุดตลอดช่วงโครงการนี้
โดยในการประชุมรับฟังความคิดเห็นรอบนี้จัดขึ้นเพื่อเสนอทางเลือกการออกแบบที่ทางทีมที่ปรึกษาได้ทำมาเบื้องต้น 4 แบบ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาจุดตัดโดยการสร้าง”ทางลอด” ให้รถวิ่งผ่านได้โดยไม่ต้องรอสัญญาณไฟแดง ซึ่งทางที่ปรึกษามีการวิเคราะว่าแต่ล่ะสี่แยกจะมีรูปแบบการออกแบบทางลอดที่เหมาะสมอย่างไรตามรูปที่แนบมา
ที่ปรึกษาได้แยกพื้นที่การวิเคราะห์ออกแบบตามเขตชุมชนหนาแน่น และเขตชุมชนไม่หนาแน่น โดยเขตที่สอง คือบริเวณตั้งแต่แยกภูคำถึงแยกกาดต้นพยอม (ตัดถนนสุเทพ หลัง มช) ทางที่ปรึกษาถือเป็นเขตชุมชนหนาแน่น และได้พิจารณาทางเลือกในการก่อสร้างทางลอด และออกแบบทิศทางการจราจรใหม่ โดยเสนอออกมา 4 รูปแบบ ซึ่งจะมีการปิดแยกเจ็ดยอดช่างเคี่ยน แยกถนนเชียงรายสอง (ประตู มช. ปั๊ม ปตท.) และแยกวัดอุโมงค์ เนื่องจากการจราจรจากสองข้างทาง”ไม่เยอะ” ขัดขวางการไหลของรถที่วิ่งมาทางตรง และให้คนจากสองฝั่งนี้ไปกลับรถเอาแทน
ในแต่ล่ะรูปแบบทางลอดจะมีการเวรคืนพื้นที่สองข้างทางไม่เท่ากัน (โปรดดูภาพประกอบด้านล่าง) โดยรูปแบบที่ 4 จะมีการเวรคืนพื้นที่น้อยที่สุด ซึ่งจะเป็นการปิด สี่แยกไฟแดงทุกจุด และให้รถไปกลับรถเอา ซึ่งเป็นการให้น้ำหนักกับรถที่วิ่งขนานคันคลองในทางตรงมากที่สุด
โดยทางทีมที่ปรึกษาใช้หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกรูปแบบโครงการ 3 ด้าน คือสิ่งแวดล้อม (อากาศ เสียง โบราณสถาน เขตพื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตอุทยาน) ด้านเศรษฐกิจละชุมชน (ราคาก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายในการเวรคืน) และด้านวิศวกรรมจราจร (ประสิทธิภาพ ผลกระทบต่อคลองและการระบายน้ำ)
เมื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงความคิดเห็น มีคนในพื้นที่แสดงความคิดเห็นประมาณ 5-6 คน เช่นนายกเทศมนตรีเมืองสุเทพ เจ้าของ Hub 53 บนถนนคันคลอง เจ้าของร้านอ๋องทิพย์รส ตรงแยกกาดต้นพยอม มีการตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการโครงการนี้ตั้งแต่ต้น โดยมีการโต้แย้งถึงสิ่งที่กรมทางหลวงและที่ปรึกษาอ้างถึงปัญหาของการจราจร ว่าปัญหาการสะสมของปริมาณรถเกิดแค่ช่วงเวลาเร่งด่วนในไม่กี่ชั่วโมงของวันเท่านั้น และทางออกของการแก้ปัญหาการจราจรไม่ใช่การก่อสร้างทางลอด ขยายถนนเพิ่ม แต่เป็นการทำขนส่งสาธารณะ หลายคนเป็นห่วงกับเรื่องการเวรคืนพื้นที่ในเขตชุมชนหนาแน่น ซึ่งจะทำลายวิถีชีวิตผู้คนบริเวณนั้น มีการตั้งคำถามถึงการปรับปรุงสัญญาณไฟจราจรว่าได้มีการคิดถึงเรื่องนี้ก่อนที่จะคิดถึงการก่อสร้างทางลอดหรือยัง และมองว่าการปิดสี่แยกในเขตชุมชน จะสร้างปัญหาการเดินทางให้คนในชุมชนหนักกว่าเดิม และการทำให้รถวิ่งผ่านทางลอดได้สะดวกไม่ได้แก้ปัญหาจราจรจริงๆ เพราะสุดท้ายรถจะไปติดสะสมกันที่บริเวณสี่แยกไฟแดงที่วิ่งเข้าเมือง เช่นแยกกองบิน แยกรินคำ เป็นต้น ส่วนผมได้ตั้งข้อสังเกตุถึงเรื่องการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมว่า ที่ปรึกษาวิเคราะห์ความมีประสิทธิภาพขอโครงการโดยมองแค่ถนนเส้นเดียว แต่ไม่มีการวิเคราะห์ว่า การที่ช่วยให้ถนนคันคลองสามารถลำเลียงปริมาณรถยนต์ได้มากขึ้น จะไปส่งผลกับปริมาณการจราจรของถนนข้างเคียงอย่างไร ไม่มีการพูดถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนเลยทั้งๆ ที่ถนนคันคลองบริเวณ มช. มีอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตนักศึกษาแทบทุกปี ไม่พูดถึงการตัดขาดของชุมชนสองข้างทาง และการปิดสี่แยกในเขตเมือง เป็นแนวทางที่ขัดกับคำอ้างเรื่องการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ เพราะการลดปริมาณทางตัดแยก จะยิ่งทำให้ผู้คนข้ามไปอีกฝั่งยาก รถเล็กยิ่งเป็นอันตราย และทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น
ทาง อาจารย์วสันต์ จอมภักดี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ) พูดถึงสภาพของถนนคันคลองที่แต่ก่อนเป็นถนนเส้นชนบทที่สวยงาม ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็นถนนทางหลวงเพื่อใช้ลำเลียงรถยนต์ ข้อคิดเห็นคือถนนเส้นนี้ควรถูกออกแบบเป็นถนนในเขตเมืองเต็มรูปแบบ คือ urban road ที่ให้ความสำคัญกับคนในพื้นที่ คนเดินเท้า คนขี่จักรยาน มากกว่าคนที่ขับรถผ่าน และทำการเบี่ยงปริมาณจราจรไปยังถนนวงแหวนเส้นอื่นๆที่มีการก่อสร้างไว้แล้วมากกว่า สิ่งนี้จะเพิ่มความปลอดภัยให้คนในพื้นที่และส่งเสริมอัตลักษณ์ของพื้นที่ ได้มากกว่าการขยายถนนและสร้างทางลอดเพื่อคนที่ขับรถผ่านเท่านั้น
ทางที่ปรึกษามีการชี้แจงว่าจะทำการออกแบบถนนเส้นนี้ให้เป็น urban road แน่นอน จะมีการแยก through traffic หรือรถวิ่งผ่านออกจากการสัญจรในพื้นที่ โดยอาจกลับไปทำรูปแบบที่ 5 ที่จะสร้างทางคร่อม คลองชลประทาน เพื่อแยกรถที่วิ่งเร็วออกจากสองข้างทาง (จำกัดความเร็วที่ 60 km/hr) ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้มีพื้นที่ในการทำทางเท้า ทางจักรยาน และจุดพักคอยรถประจำทาง (แต่ดูจากที่นำเสนอครั้งนี้ไม่มีรูปแบบเหล่านี้อยู่เลย)
หลังจากที่การประชุมรับฟังความคิดเห็นเมื่อเดือนกรกฎาคม: ผู้เข้าร่วมได้แสดงความกังวลอย่างหนักต่อแนวคิดการสร้าง “ทางลอด” โดยเฉพาะประเด็นปัญหาน้ำท่วม (ที่จะขวางทางน้ำจากดอยสุเทพ) และผลกระทบมหาศาลระหว่างการก่อสร้าง
ในการประชุมกลุ่มย่อยครั้งล่าสุดทางทีมที่ปรึกษาโครงการได้นำเสนอ “รูปแบบทางเลือกที่เป็นไปได้เพิ่มเติม” โดยดูเหมือนว่า ทิศทางของโครงการได้เบนเข็มไปที่การผลักดัน “ทางยกระดับ” มากขึ้น โดยเฉพาะใน “ช่วงที่ 2” (ตั้งแต่แยกเจ็ดยอด-ช่างเคี่ยน ถึงแยกวัดอุโมงค์) ซึ่งเป็นเขตชุมชนหนาแน่น โดยมีการนำเสนอทางเลือกถึง 6 รูปแบบเพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ได้แก่:
- รูปแบบที่ 1: สะพานข้ามแยก (ขนานสองฝั่งคลองชลประทาน)

- รูปแบบที่ 2: ทางลอด (ขนานสองฝั่งคลองชลประทาน)

- รูปแบบที่ 3: สะพานข้ามแยก (สร้างสะพานเบี่ยงมาไว้ฝั่งทิศตะวันออกด้านเดียว)

- รูปแบบที่ 4: ทางลอด (สร้างทางลอดเบี่ยงมาไว้ฝั่งทิศตะวันออกด้านเดียว)


- รูปแบบที่ 6: สร้างเป็นทางยกระดับยาวทั้งสองฝั่งของถนนคันคลอง โดยเริ่มตั้งแต่แยกเจ็ดยอด ช่างเคี่ยน ไปจนถึงแยกสุเทพ กาดต้นพยอม รวมถึงปิดแยกไฟแดงตามสี่แยกในบริเวณนี้ และบังคับให้ไปใช้จุดกลับรถใต้สะพานที่สร้างขึ้นใหม่แทนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวลองการจราจร

โครงการนี้มีมูลค่าการก่อสร้างและเวนคืนที่ดินประมาณ 2,000 – 4,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบการก่อสร้าง และผลกระทบในการเวรคืนที่ดิน
คำถามและเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วม
ในที่ประชุม ผมและผู้เข้าร่วมท่านอื่นๆ ได้ตั้งคำถามต่อสมมติฐานและหลักการของโครงการนี้หลายประเด็น ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาใหญ่ๆ ของโครงการศึกษาครั้งนี้
คำถามที่ 1: ความคุ้มค่าของโครงการ
โครงการนี้สร้างขึ้นแก้การจราจรติดขัดโดยอ้างว่าสาเหตุมาจากการมี”ปริมาณรถ” และ”ไฟแดง”มากเกินไป รวมถึงไฟแดงภายในเขตเมืองหนาแน่นด้วย การสร้างทางพิเศษไม่ว่าจะเป็นทางยกระดับหรือทางลอด เพื่อให้รถที่วิ่งเข้าเมืองไม่ต้องเจอกับไปแดงระหว่างทางมีความคุ้มค่าและแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า? เพราะทางทีมที่ปรึกษาไม่เคยนำเสนอตัวเลขว่าโครงการนี้จะช่วยลดเวลาเดินทางโดยเฉลี่ยของคนที่ขับรถได้เท่าไหร่ สะสมต่อปีได้เท่าไหร่ ตีเป็นมูลค่าทางตัวเลข และผลประโยชน์อื่นๆ ได้อีกเท่าไหร่ ในระยะยาวเกิน 5 ปียังมีความคุ้มทุนหรือไม่? กับงบประมาณราวๆ 2,000-4,000 ล้านบาท
คำถามที่ 2: ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่คนขับรถยนต์อยู่ตรงไหน?
ในการออกแบบเขตทางสาธารณะที่กระทบกับคนหลายกลุ่ม มีการหาสมดุลของคนที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์อย่างไรบ้าง เพราะการนำเสนอที่ผ่านมา กรมทางหลวงและที่ปรึกษาทำหน้าที่เสมือนเป็น”ตัวแทน”คนที่อาศัยอยู่นอกเมืองที่อาศัยถนนเส้นนี้เป็น”ทางผ่าน” อยู่แล้ว การออกแบบทุกอย่างคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนขับรถยนต์เป็นหลัก เพราะกรมทางหลวงเป็นคนที่คิดเงื่อนไขและเป้าหมายการออกแบบ (design goal) มาตั้งแต่ต้น ส่วนคนกลุ่มอื่นๆ ที่อาศัยในละแวกถนน หรือใช้ถนนเป็นทางสัญจรเหมือนกัน ทั้งคนเดิน คนขับมอเตอร์ไซค์ คนขี่จักรยาน ได้มีพื้นที่ในการระบุเป้าหมายการออกแบบร่วมกันหรือไม่? สิ่งที่เกิดขึ้นคือทีมที่ปรึกษาเพียงแต่นำผลงานออกแบบ ที่ตั้งอยู่บนฐานของจุดประสงค์ที่ตัวเองคิดขึ้นมา มานำเสนอเพื่อ”ขอความเห็น” ว่าควรปรับอย่างไรให้กระทบกับคนกลุ่มอื่นน้อยที่สุด แต่ไม่เคยทำการออกแบบร่วมกัน (co-design) พูดง่ายๆ คือไม่เคยคิดถึงผลประโยชน์ของคนในพื้นที่และคนสัญจรกลุ่มอื่นๆ มาตั้งแต่การเริ่มวางกรอบการศึกษาโครงการนี้เลย
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เพียงเป็นการกล่าวอ้างเฉยๆ แต่มันได้สะท้อนผ่านผลงานการออกแบบและการจัดลำดับความสำคัญในการสื่อสารด้วย
คำตอบจากที่ปรึกษาและวิศวกรโครงการ
ประเด็นเรื่องปริมาณรถยนต์
- เมื่อถามถึงเรื่อง “Induced Demand” (หรือ “อุปสงค์เหนี่ยวนำ” – เป็นหลักการที่ว่า “ยิ่งสร้างถนน รถก็ยิ่งเพิ่ม”) ที่ปรึกษายอมรับว่า การก่อสร้างโครงการนี้จะยิ่งดึงให้รถที่เคยอาศัยวงแหวนรอบอื่นเป็นทางผ่าน กลับมาใช้ทางยกระดับบนเส้นคันคลองนี้มากขึ้น ดังนั้นเพื่อรองรับปริมาณรถที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจึงควรออกแบบทางยกระดับ “เผื่อ” ปริมาณรถที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตไปด้วยเลย นี่คือการยอมรับของวิศวกรทางหลวงในเรื่อง induced demand ที่การสร้างถนนจะยิ่งทำให้คนขับรถมากขึ้นกลายๆ แต่แทนที่จะมองว่า induced demand ที่เกิดจากโครงการนี้จะทำให้รถติดมากขึ้นและควรหาวิธีการจัดการจรจรรูปแบบอื่นควบคู่ไปด้วย กลับมองว่ามันสามารถแก้ปัญหาด้วยการสร้างให้ถนนและทางยกระดับใหญ่ๆ ไว้เพื่อรองรับปริมาณในอนาคต
- เมื่อถามเรื่องการแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น (เช่น สัญญาณไฟอัจฉริยะ adaptive control) ที่ปรึกษาตอบว่าทำไปเรียบร้อยแล้ว และไม่เวิร์ค เพราะปริมาณรถมันเยอะไป เป็นการปัดตกวิธีจัดการจราจรและมุ่งไปที่การก่อสร้างอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้ขัดกับปัญหาที่โครงการนี้ระบุไว้ตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาของการจราจรติดขัดมากจาก “ปริมาณรถยนต์” ที่มากเกินไป กลายเป็นว่าโครงการนี้ก็เหมือนจะเป็นตัวส่งเสริมให้ปริมาณรถยนต์มากขึ้นอยู่ดีรึเปล่า?
ประเด็นเรื่องความปลอดภัยและการออกแบบถนนในเมือง
- เมื่อถามเรื่องการออกแบบเพื่อความปลอดภัยและคนเดินทางรูปแบบอื่นๆ เพราะเนื่องจากการประชุมครั้งก่อน มีการรับปากว่าโครงการนี้จะมีการออกแบบทางเท้า ทางจักรยาน ควบคู่กันไปด้วย ตามหลักถนนในเขตเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าการประชุมครั้งนี้กลับไม่มีผลการออกแบบสิ่งเหล่านี้เลย มีเพียงแต่รูปแบบทางข้าม ทางยกระดับ และถนนสำหรับคนขับรถเท่านั้น มีเพียงการทำ grade separation (ซึ่งก็คือทางยกระดับ) เพื่อแยกการจราจรที่วิ่งผ่านด้วยความเร็วออกจากการจราจรด้านล่าง ที่สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนในพื้นที่ได้ แต่การจำกัดความเร็วของรถที่วิ่งด้านล่าง ทางวิศวกรที่ปรึกษาบอกว่าจะจำกัดอยู่ที่ 60 กม/ชั่วโมง ซึ่งเมื่อถามถึงที่มาของตัวเลขนี้ ทางที่ปรึกษาตอบว่ามาหลายคำตอบว่ามาจากAASHTO (ของอเมริกา), British standard แต่สุดท้ายเหมือนจะเอามาจากกฎหมายที่ตำรวจจราจรในเขต กทม. ประกาศใช้ (ราวกับว่าตำรวจจราจรเป็นหน่วยงานวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน)
ด้วยการจัดลำดับความสำคัญในของปัญหาที่จะถูกออกแบบเพื่อแก้ไข และน้ำหนักของการพูดที่หนักไปทางรูปแบบการก่อสร้างตลอดทั้งงาน จนทำให้สงสัยว่าเรื่อง “วิถีชีวิตของคนในพื้นที่” “ความปลอดภัยของคนในชุมชน” และ “การออกแบบเพื่อคนทุกกลุ่ม” นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทางกรมทางหลวงและทีมที่ปรึกษาได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เหมือนกับที่ได้กล่าวอ้างไว้จริงๆหรือไม่?
เสียงสะท้อนจากนักวิชาการ หน่วยงานอื่นและภาคประชาชน
- อ.วสันต์ (มช.): ย้ำว่าถนนเส้นนี้ควรถูกออกแบบเป็น “ถนนในเขตเมือง” (Urban Road) ที่ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า จักรยาน และคนในพื้นที่ มากกว่าจะทำเป็น “ทางหลวง” (Highway) เพื่อให้รถวิ่งผ่านเร็วๆ
- กรมชลประทาน: วิศวกรกรมชลฯ ที่เข้าร่วมเพิ่งทราบเรื่อง และแจ้งว่า กรมชลฯ มีแผนจะขยายคลองชลประทาน (ซึ่งขัดแย้งกับแบบ) และย้ำว่า คลองนี้ไม่สามารถใช้ระบายน้ำได้ตลอดเวลา เพราะมีไว้เพื่อการเกษตร และกรมชลประทานมีแผนที่จะขยายคลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ทำให้ไม่สามารถสร้างโครงสร้างที่คร่อม หรือกีดขวางทางน้ำได้
- เจ้าหน้าที่จากเทศบาลนครเชียงใหม่: พูดถึงปัญหาของน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นในชุมชนที่ติดกับทางหลวงหมายเลข 121 นี้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
- อาจารย์ปรีดา (มช.) มองว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี และเสนอให้มีการออกแบบร่วมกันระหว่างหน่วยงานและคนในพื้นที่มากกว่านี้ และมีประเด็นที่ทักท้วงคือการขาดการประสานงานและการตั้งคำถามถึงข้อมูลที่ใช้ในการออกแบบรถไฟสายสีแดง (Red Line Train): ท่านท้วงติงว่าในช่วงที่ 1 ของโครงการ มีแผนของรถไฟสายสีแดง (รฟม.) และรถเมล์ อบจ. วิ่งในพื้นที่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการออกแบบเผื่อและประสานงานด้วย
- ตั้งคำถามถึงข้อมูลว่าการออกแบบที่ปรับปรุงแล้ว จะสามารถรองรับปริมาณจราจรที่คาดการณ์ไว้ (40,000-50,000 คันต่อวัน) ได้จริงหรือไม่
- แล้วการออกแบบองค์ประกอบอื่นๆ เช่นการออกแบบการข้ามถนน (ออกแบบการข้ามถนนด้วย), การออกแบบสัญญาณไฟสำหรับแยกที่อยู่ใกล้กัน (traffic green wave), การปรับปรุงทางแยกเป็นหลายๆ ตอน ได้ถูกคำนึงถึงแล้วหรือยัง
-
ภาคประชาชนมีการร้องเรียนถึงปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นน้ำที่หลากมาจากดอยสุเทพเวลาฝนตก แต่ไม่สามารถระบายลงคลองชลประทานได้ทัน เนื่องจากถนนที่ยกสูงและประตูน้ำที่เล็กเกินไป ปีนี้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังหลายรอบ และไม่มีทีท่าว่าจะได้รับการแก้ไข และโครงการนี้ก็ไม่ได้ดูเหมือนว่าจะมองเห็นปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่เกิดจากถนนและคลอง
บทวิจารณ์ (โดยเพจ Chiang Mai Urban Cyclist: ปั่นรถถีบในเชียงใหม่)
สิ่งที่ชัดเจนจากการประชุมครั้งนี้ คือ โครงการนี้ถูกคิดขึ้นโดยมี “รถยนต์” เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
การอ้างถึง “ความปลอดภัย” “การเดินทางที่สะดวก” และ “วิถีชีวิตคนในพื้นที่” ของโครงการจึงไม่เป็นความจริง แต่เป็นความปลอดภัยของ “รถยนต์” จาก “รถยนต์” คันอื่น ไม่ใช่ความปลอดภัยของ “นักศึกษา” ที่เดินข้ามถนน หรือ “มอเตอร์ไซค์” ที่ต้องขับขี่เบียดเลน
แนวคิดของโครงการนี้สะท้อนปัญหาหลายประเด็น
- โครงการนี้สะท้อนการจัดสรรผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมอย่างที่สุด ไม่มีการสร้างสมดุลใดๆ ระหว่างคนที่ใช้พื้นที่นี้เป็น “ทางผ่าน” กับ “คนที่อยู่อาศัย” ในพื้นที่เลย ถ้าหากคนในพื้นที่ได้ประโยชน์สัก 30% และคนใช้ทางผ่านได้ 70% มันก็ยังพอมีพื้นที่ให้พูดคุยต่อรองกันได้ แต่โครงการนี้สำหรับคนในพื้นที่คือ 0% — พวกเขาไม่ได้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียวจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สิ่งที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” จึงกลายเป็นเพียงการที่คนในพื้นที่ถูกเรียกมา “รับฟัง” ว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบด้านลบอย่างไรบ้าง โดยไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ
- ละเลยปัญหาจริง: ปัญหาที่แท้จริงของถนนเส้นนี้คือ “อุบัติเหตุ” และ “ความปลอดภัยในการข้ามถนน” ของนักศึกษาและคนในชุมชน แม้ที่ปรึกษาจะพูดว่าให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ แต่เรายังไม่เคยเห็นตัวเลขต่างๆ ที่วิศวกรโครงการหยิบยกขึ้นมาพูดเลยว่า สถาณการณ์ความไม่ปลอดภัยบนถนนเส้นนี้เป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุ และมาตรการแก้ไขจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างยังอยู่แค่รูปแบบการก่อสร้างทางเดินรถเท่านั้น สรุปแล้วเรื่องคนที่เสียชีวิตและพิการบนถนนเส้นนี้ที่กรมทางหลวงสร้าง มันอยู่ในความสนใจของการออกแบบทางวิศวกรรมจริงๆหรือไม่
- ทำให้เมืองแข็งทื่อ: การสร้างทางยกระดับขนาดใหญ่เป็นการตอกหมุดให้เมืองเชียงใหม่ต้องพึ่งพารถยนต์ไปตลอดกาล ทำลายทัศนียภาพดอยสุเทพ และทำให้การพัฒนาขนส่งมวลชนในอนาคต (เช่น รถไฟสายสีแดงที่วิ่งเลียบคลอง) ทำได้ยากขึ้นหรือเป็นไปไม่ได้เลย
- ซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วม: โครงการไม่สนใจข้อกังวลเรื่องการขวางทางน้ำจากดอยสุเทพ และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากรมชลฯ มีแผนจะขยายคลองการเพิ่มโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่โดยไม่เข้าใจระบบน้ำ คือหายนะที่รอวันเกิดขึ้น
นี่ไม่ใช่โครงการแก้ปัญหารถติดที่ได้ผลในระยะยาว แต่เป็นโครงการที่ทำให้คนขับรถ “รู้สึกขับรถคล่องขึ้น” เพราะไฟแดงหายไป แต่สุดท้ายมันจะเป็นแค่การย้ายปัญหารถยนต์สะสม จากแยกต่างๆ ที่กระจายอยู่บนเส้นคันคลอง ให้ไปกระจุกอยู่ที่แยกเข้าเมืองใหญ่ๆ เช่นแยกกาดต้นพยอมและแยกเชียงใหม่ภูคำ โดยทิ้งผลกระทบมหาศาลไว้ให้คนในพื้นที่
ที่เป็นเช่นนี้เพราะแบบจำลองทางวิศวกรรมจราจรที่ใช้กัน (ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่รับมาจากอเมริกาในยุค 60s) มีข้อบกพร่องร้ายแรง คือ “มองข้ามผลกระทบย้อนกลับ” (Feedback Loop) แบบจำลองพวกนี้ สันนิษฐาน ว่าการใช้ที่ดินและพฤติกรรมคนขับรถจะ “คงที่” แต่ในโลกจริง การสร้างถนนใหม่จะ “เหนี่ยวนำ” (Induced Demand) ให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาขับรถมากขึ้น หรือย้ายบ้านไปไกลขึ้น สุดท้ายรถก็จะกลับมาติดเหมือนเดิมภายในไม่กี่ปี แต่เราต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลและพื้นที่ชุมชนไปตลอดกาล
ถ้าหากจะต้องมีการปรับปรุงถนนเส้นนี้จริงๆ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญสูงสุดไม่ใช่การทำให้รถวิ่งเร็วขึ้น แต่คือการแก้ปัญหา “ความไม่ปลอดภัย” และ”ปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ชุมชนริมถนนคันคลอง” หรือเปล่า? เพราะตลอดแนวถนนคันคลอง โดยเฉพาะช่วง มช. คือ “เขตเมือง” ที่มีร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม และสถานศึกษา แต่ถนนกลับถูกออกแบบเหมือนทางหลวงต่างจังหวัด ที่ ไม่มีทางเท้าที่เหมาะสม, ไม่มีแสงสว่างเพียงพอ, และไม่มีทางข้ามที่ปลอดภัย การออกแบบเช่นนี้ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของสภาพแวดล้อมเมืองที่ปลอดภัย ที่ซึ่งชีวิต, วิถีชีวิต, และความปลอดภัยของผู้คน (โดยเฉพาะคนเดินเท้า) ควรมีความสำคัญสูงสุด
โดยแบบสอบถามจะถามว่า เห็นว่าแบบดังกล่าวเหมาะสม “มาก” “ปานกลาง” หรือ “น้อย”
ถ้าท่าน “เห็นด้วย” ให้ตอบว่า “มาก”
ถ้าท่าน “ไม่เห็นด้วย” ให้ตอบว่า “น้อย”
จบกับด้วยมุขตลกร้ายปนสาระ
“พี่คิดวิธีแก้ปัญหาการเดินทางออกแล้วน้อง!”
“พี่ขอถนนอีกแค่เส้นเดียวนะ รับรองมี [ถนน] อันนี้แล้วเมืองเราจะเพอร์เฟค รถจะหายติด การเดินทางจะสะดวก คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น”
“น้องอดทนหน่อยนะระหว่างก่อสร้าง พี่กำลังจะทำให้การเดินทางของน้องราบรื่นเลย อดทนเพื่อความเจริญของเมืองนะน้อง”
== 5 ปีผ่านไปหลังก่อสร้าง ==
“ชิบหายแล้วหว่ะน้อง เมืองเจริญขึ้น ปริมาณรถเริ่มเยอะขึ้น พี่คำนวณมาแล้วน้องว่าปล่อยแบบนี้ต่อไปปริมาณรถจะเพิ่มขึ้นอีก 20% ภายใน 5 ปี “
“เดี๋ยวพี่ขอกลับไปนอนคิดวิธีแก้ปัญหาก่อนนะน้อง เชื่อใจพี่ รับรองเลย คราวนี้จะกลับมาพร้อมวิธีแบบล้ำๆ “
จบ ย้อนกลับไปอ่านด้านบน
ปล. แทนที่คำว่า [ถนน] ด้วยคำว่า สะพาน ทางยกระดับ อุโมงค์ลอด เพิ่มเลน ถนนวงแหวน
สถานการณ์ข้างบนเป็นสถานการณ์สมมุติ (มั้ง) ที่คนจำนวนมากที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ในช่วงหลังจากการท่องเที่ยวบูมคงเข้าใจดี ทำไมแนวทางการแก้ปัญหาจราจรถึงดูเหมือนคน “เสพติด” ที่ต้องการยาโดสแรงขึ้นเรื่อยๆ? ทำไมถมถนนเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ?
อย่างแรกเลยคือ เราต้องเข้าใจกับดักของคำว่า “ประสิทธิภาพ” ของโครงข่ายถนนเสียก่อน
เมื่อวิศวกรจราจรพูดว่า “ต้องขยายถนนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายถนน” เขากำลังพูดถึงประสิทธิภาพของการจัดการจราจรรถยนต์ แต่ไม่ได้พูดถึงประสิทธิภาพของระบบขนส่งของเมืองในองค์รวม คือมองแค่ “ความเร็วและการไหลของรถยนต์” เท่านั้น
สำหรับวิศวกรจราจรที่มองว่า จราจร = รถยนต์ นั้น “ความมีประสิทธิภาพของโครงข่ายถนน” คือถนนที่รถวิ่งได้เร็ว ไม่มีการหยุดชะงัก แต่สำหรับ “เขตเมือง” ที่ความหนาแน่ของคนและกิจกรรมต่างๆ ถนนที่รถวิ่งเร็วโดยไม่สนใจบริบทข้างทาง คือหายนะของเศรษฐกิจท้องถิ่นและความปลอดภัยของคนในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตอยู่สองฟากของถนน
อาจจะมีคำถามว่า เอ่า แล้วเราทำให้พื้นที่ตรงนั้นสามารถอัดปริมาณรถให้ไหลผ่านได้เยอะๆ เร็วๆ พร้อมกับทำให้น่าเดิน น่าอยู่ และเหมาะสมกับการใช้ชีวิตไม่ได้หรอ
กฎพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ “ยิ่งบริเวณไหนเป็นมิตรกับรถยนต์มากเท่าไหร่ บริเวณนั้นยิ่งไม่น่าอยู่กับคนมากเท่านั้น”
ทฤษฎี “ขยายถนนแก้รถติด” ล้มเหลวซ้ำซากทั่วโลก เพราะกฎเหล็กทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Induced Demand (อุปสงค์เหนี่ยวนำ) คือเมื่อคุณสร้างถนนเพิ่ม หรือทำทางยกระดับใหม่ คุณกำลังลด “ต้นทุน” ในการขับรถลง (ขับง่ายขึ้น เร็วขึ้น)
ผลลัพธ์คือ
- คนที่เคยหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น ก็จะหันมาใช้เส้นทางใหม่ “เพราะรถไม่ติด”
- คนที่เคยอยู่ในเมืองใกล้แหล่งงาน ก็ย้ายออกไปอยู่บ้านชานเมือง พร้อมซื้อรถติดตัวไว้ใช้สักคันสองคัน เพราะเห็นว่า “รถไม่ติด” ขึ้นทางด่วนขับรถมาเข้าเมืองได้ “สบายๆ”
- คนที่ย้ายมาทำงานที่เชียงใหม่ก็คิดแบบเดียวกัน โอ้ว เชียงใหม่ขับรถสะดวกจัง ไปซื้อบ้านอยู่หางดงแล้วขับรถเข้าเมืองดีกว่า
รู้ตัวอีกทีผ่านไป 3-5 ปี ถนนเส้นใหม่ที่ “พี่ขออีกเส้นเดียวนะจ๊ะ” ก็จะกลับมาติดหนึบเหมือนเดิม (หรือมากกว่าเดิม) และเนื่องจากเชียงใหม่ไม่มีทางเลือกอื่นๆ อีกแล้วในการเดินทาง ทุกคนที่ตัดสินใจ all-in กับการใช้รถยนต์เดินทางก็ติดแหง่กอยู่หลังพวงมาลัยทุกเช้าเย็น ได้แต่สบถด่าฟ้าฝน รอให้กรมทางหลวง + กรมทางหลวงชนบท เป็นพระเอกขี่ม้าขาว ผลักดันโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายถนนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่รู้จะหนีออกไปได้อย่างไร
แล้วเราจะออกจากวงจรอุบาทว์แบบนี้ได้ยังไง?
ถ้าพูดแบบตรงๆ คือเราต้อง “ช่างแม่งสิ ประสิทธิภาพโครงข่ายถนนอะไรนั่น”
การที่วิศวกรบอกว่า “จำเป็นต้องสร้างถนนเพิ่ม เพราะโมเดลทางวิศวกรรมบอกมาแบบนั้น” เป็นการพูดไม่หมด เพราะโมเดล หรือแบบจำลอง คือการจำลองโลกแห่งความเป็นจริงด้วยสมการคณิตศาสตร์และการตั้งสมมุติฐานต่างๆ และ “สมมุติฐาน” ของแบบจำลองทางวิศวกรรมจราจรในการออกแบบโครงข่ายถนนที่รับมาจากอเมริกาคือ “การจราจร = รถยนต์”
สมมุติฐานพวกนี้มองแค่ว่า ทุกคนอยากขับรถ ทุกคนต้องซื้อรถ การเดินทางของทุกคนคือการขับรถ
สมมุติฐานพวกนี้มันบ้าบอหลุดโลก ห่างไกลจากสภาพความเป็นจริงไปมากๆ เอาแค่ตอนนี้เลย มองออกไปบนถนน คนขี่จักรยานยนต์เยอะกว่าคนขับรถยนต์แน่ๆ แต่แค่นี้เรายังไม่เคยเห็นถนนที่ออกแบบเพื่อคนใช้จักรยานยนต์เลย! แล้วเราจะไปเชื่อได้อย่างไรว่าวิศวกรที่ออกแบบถนนคำนึงถึงคนเดินเท้าและคนขี่จักรยาน ที่กลัวตายเกินกว่าจะออกมาใช้สภาพถนน ณ ปัจจุบันกันหละ!
หลักการวิศวกรรมจราจรตอนนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ตอบสนองต่อความเชื่อที่ว่ารถยนต์คือการเดินทางรูปแบบเดียวของมนุษย์
วิธีแก้ ไม่ใช่การไปนั่งเถียงหรือปะทะกับศัพท์เชิงเทคนิคของวิศวกรรมจราจรที่ตั้งอยู่บนมุมมองที่บิดเบี้ยวแบบนี้
แต่คือประชาชนต้องส่งเสียงว่า เราจะเอาขนส่งสาธารณะ รถเมล์ รถราง จักรยาน และการเดิน เป็นรูปแบบการเดินทางหลัก! ขุดรากถอนโคนสมมุติฐานมั่วๆ ที่ตั้งอยู่บนความเชื่อยุคสงครามเย็นออกไป และแทนที่ด้วยจินตนาการใหม่ลงไป
แล้วเชื่อเถอะครับ เรามีองค์ความรู้ทางวิศวกรรม”ขนส่ง” และการออกแบบเมือง ที่สามารถทำให้สิ่งพวกนี้เกิดขึ้นได้จริง
ส่งเสียงผ่านตัวแทนการเมืองท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่หมอโจ้เชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลช้างเผือก จ.เชียงใหม่ เทศบาลเมืองสุเทพ ผ่านตัวแทนการเมืองส่วนกลาง พลอย เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู – Phetcharat Maichompoo ว่าเชียงใหม่ต้องเลิกขยายถนนและลงทุนขนส่งสาธารณะได้แล้ว!
คัดลอก ปรับแต่ง เน้นย้ำใหม่ จาก: https://web.facebook.com/share/p/1Fav6u7fs8/, https://www.facebook.com/share/p/1JGgk9iFoQ/, https://web.facebook.com/share/p/16N26aNd8e และ https://web.facebook.com/share/p/17bZdMpzhW/
by Pathompong Kwangtong | Aug 3, 2025 | Articles บทความ, ความคิดเห็น Opinion, ประวัติศาสตร์ History, ไทย
ยามรุ่งของวันที่ 25 กรกฎาคม สงครามระหว่างกัมพูชาและไทยปะทุขึ้น ดูผิวเผินแล้ว ความขัดแย้งราวกับจะเกิดขึ้นจากข้อพิพาทด้านอธิปไตยเหนือดินแดนปราสาทที่ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโกซึ่งตั้งอยู่ ณ ดินแดนพิพาทระหว่างสองประเทศ แต่ในความจริงแล้ว สงครามแทบไม่เกี่ยวอะไรกับตัวปราสาทเลย กระทั่งมิใช่การต่อสู้ระหว่างสองประเทศอย่างแท้จริงเสียด้วยซ้ำ ทว่าเกิดจากการตัดสินใจทางการเมืองภายในของทั้งสองฟากฝั่ง การตัดสินใจที่ท้ายที่สุดแล้วลงเอยเป็นสงครามที่คนจนต้องแบกรับ ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากฟากฝั่งไหน ความขัดแย้งครั้งนี้ มีเพียงสันติภาพเท่านั้น ที่เป็นทางออกที่ตั้งอยู่บนฐานคิดเรื่องชนชั้นอย่างแท้จริง
ปราสาทพระวิหาร
รากฐานความขัดแย้งครั้งนี้ สืบสาวราวเรื่องไปได้ถึงการขีดเส้นแบ่งดินแดนสมัยล่าอาณานิคมทิ้งความกำกวมเรื่องเขตแดนไว้ให้กับภูมิภาคนี้ ในปี 1962 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นปราสาทเขมรจากศตวรรษที่ 11 กระนั้นพื้นที่รายรอบของปราสาท ยังคงเป็นพื้นที่พิพาท อันเป็นผลต่อเนื่องยาวนานมาจากแผนที่กำกวมของเจ้าอาณานิคมอยู่เช่นเดิม ความตึงเครียดปะทุขึ้นมาเป็นระลอกๆ กินเวลาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2008 เมื่อกัมพูชาประสบผลสำเร็จในการยื่นจดทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก ก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมรุนแรงอย่างฉับพลันในประเทศไทย จนถึงปี 2011 การปะทะยกระดับขึ้นเป็นการต่อสู้ ส่งผลให้เกิดการสูญเสียหลายสิบชีวิต และอพยพลี้ภัยกว่าหลายพันคน ก่อนที่การไกล่เกลี่ยผ่านตัวกลางจากนานาชาติจะลดความเป็นปรปักษ์ระหว่างกันลงไปได้
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เกิดการปะทะขึ้นมาอีกครั้งเมื่อกัมพูชาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใกล้ชายแดนพร้อมๆ กับที่ฝั่งไทยเพิ่มกำลังการตรวจตราของกองทัพในบริเวณโดยรอบ สถานการณ์เข้าสู่การนองเลือดอีกครั้งในปลายพฤษภาคม เมื่อทหารไทยปลิดชีพทหารกัมพูชา เกิดเป็นกระแสการประท้วงชาตินิยมขึ้นทั่วประเทศกัมพูชา
ฟากฝั่งไทย
ต้องขอย้ำอีกครั้งว่า นี่มิใช่สงครามเรื่องปราสาทแต่อย่างใด และด้วยเหตุฉะนี้ เราจึงสมควรทบทวนบทบาทในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทยในชายแดน ณ จุดนี้เป็นการเฉพาะ ผู้นำทหารที่สั่งการตามแนวชายแดนแห่งนี้ ก็คือกองกำลังพยัคฆ์บูรพา (กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์) เป็นกองกำลังชนชั้นนำที่จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ และได้รับการฝึกฝนทั้งในการสงครามแบบเข้าจู่โจมและการสงครามที่เรียกกันว่า “ป้องกันตัว”
กองกำลังนี้ได้รับการพัฒนาโดยกองทัพสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1950-1960 ในฐานะหน่วยต่อต้านกบฏ พยัคฆ์บูรพาเฝ้ามองการต่อสู้ในคาบสมุทรเกาหลีและเวียดนาม พร้อมๆ กับดำเนินการต่อต้านขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายในไทย และแวะเวียนไปในลาวกับกัมพูชาด้วย
หลังจากที่เวียดนามปลดปล่อยกัมพูชาในปี 1979 กองกำลังนี้ก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้เขมรแดงกระทำการต่อสู้ยึดอำนาจตามแนวชายแดน พวกเขายังใช้ตำแหน่งแห่งที่ทางกลยุทธ์นี้ กระทำการให้เกิด ปฏิบัติการลักลอบส่งสินค้าข้ามแดน ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ วัตถุโบราณที่ถูกปล้นชิง ยาเสพติด หรือกระทั่งการค้ามนุษย์ เพื่อสร้างอำนาจบารมีและผลกำไร
ครั้งปลายทศวรรษที่ 2000 กลุ่มพยัคฆ์บูรพาก็เติบใหญ่ขึ้นเป็นกลุ่มก้อนในกองทัพไทยที่มีอิทธิพลสูง ภายใต้ฉากทัศน์ทางการเมืองไทยที่กองทัพมีอำนาจนำอยู่แล้ว อำนาจของพวกเขาเป็นปึกแผ่นขึ้นชัดเจนในปี 2014 เมื่อพวกเขาแสดงพลังจัดการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเพื่อไทยของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาวของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตรผู้กำลังลี้ภัย ณ ขณะนั้น และอาของนายกแพทองธาร ชินวัตร ผู้ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเมื่อไม่นานมานี้)
หลังจากผ่านไปกว่าเกือบทศวรรษภายใต้เผด็จการทหารจากกลุ่มพยัคฆ์บูรพาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น และเพื่อไทยก็ได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง และแพทองธาร ชินวัตร ก็เข้าสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่สุด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ว่าพรรคจะมีนโยบายที่ประสบผลสำเร็จมากมาย แต่ก็ถูกบีบคั้นจากสองพลังขั้วตรงข้ามที่ห้ำหั่นกัน ระหว่างฟากฝั่งชาตินิยมสุดขั้วที่ภักดีต่อสถาบันกองทัพ กับฟากฝั่งเสรีนิยมที่พุ่งทะยานขึ้นมาท้าทายอย่างพรรคก้าวไกล สำหรับชาวกองทัพแท้นั้น เป้าหมายบั้นปลายก็ยังคงเป็นการกำจัดเพื่อไทยและตระกูลชินวัตรให้พ้นจากการเมืองไทยอยู่ดี เพราะพวกเขารับไม่ได้กับนโยบายและกลิ่นอายประชานิยมรากหญ้าบ้านนอกของพรรค
ช่วงเวลาสามปีของรัฐบาลเพื่อไทยได้ดำเนินนโยบายที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับชนบทส่วนใหญ่ในประเทศ เป็นช่วงเวลาหายากยิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับความต้องการของชุมชนเกษตรกรรม รัฐบาลดำเนินนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ขยายสิทธิประโยชน์ทางทันตกรรมและบริการสุขภาพจิตอันเป็นการปฏิรูปสำคัญสำหรับภูมิภาคเกษตรกรรม เพราะการเผชิญหน้ากับยาฆ่าแมลงและความเครียดจากหนี้สินเปรียบได้ดั่งโรคระบาดเงียบ ณ ที่เหล่านั้น พร้อมกันนั้น การโอนเงินสดโดยตรงเข้าถึงผู้ยากไร้ที่สุดร้อยละ 20 ล่างของครัวเรือนไทย ก็เป็นมาตรการเร่งด่วนที่บรรเทาภาระแห่งความยากลำบากในช่วงเศรษฐกิจไร้เสถียรภาพได้ทันที
รัฐบาลดำเนินมาตรการสำคัญในภาคเกษตรกรรมด้วยการตรึงราคาข้าว พวกเขาปกป้องชาวนารายย่อยจากความผันผวนของราคาสินค้าที่ผลักให้ชาวนาตกหล่มหนี้ที่ไม่มีทางขึ้นมาได้ ด้วยการแทรกแซงตลาดอย่างมีกลยุทธ์ แนวนโยบายเหล่านี้ปรากฏชัดในมาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรเมื่อปี 2024 ที่พักการชำระหนี้กว่า 3 ล้านครัวเรือน ช่วยให้คนกลุ่มนี้ซึ่งโดยมากอยู่ภายใต้เส้นความยากจน ได้มีช่วงจังหวะหายใจได้บ้าง
รัฐบาลยังดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในชนบท โดยเฉพาะภูมิภาคที่ถูกทิ้งร้างอย่างอีสาน ระบบชลประทานใหม่สร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง พร้อมกับปูถนนลาดยางเชื่อมต่อหมู่บ้านโดดเดี่ยวเข้าสู่เครือข่ายตลาดในภูมิภาคเป็นครั้งแรก ปฏิรูปการศึกษาด้วยการขยายโครงการอาหารกลางวันฟรีในโรงเรียน และแจกทุนการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกหลานของครอบครัวชาวนา สามารถอยู่ในระบบการศึกษาต่อได้ แก้ปัญหาอัตราการรู้หนังสือต่ำที่สุดในประเทศของภูมิภาคนี้
มาตรการที่เอนเอียงไปสู่คนจนเหล่านี้ สะท้อนความท้าทายอย่างมากต่อโครงสร้างอำนาจที่ถูกล้อมรั้วป้องกันไว้กว่าหลายทศวรรษ ความประสงค์ในการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำและลดอัตราดอกเบี้ยที่ขัดผลประโยชน์ของเหล่าบริษัท กอปรกับการสนับสนุนโดยตรงจากชาวนาผู้มีหนี้สินทั้งหลาย จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดกองทัพและชนชั้นนำในเมืองจึงมองโครงการของเพื่อไทยว่าขัดกับผลประโยชน์ทางชนชั้นของพวกเขาอย่างถึงที่สุดตั้งแต่ฐานราก
ผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2023 บีบให้เพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลอย่างกระอักกระอ่วนกับพรรคที่อยู่เคียงข้างกองทัพอย่างภูมิใจไทยและรวมไทยสร้างชาติ พรรคที่เคยร่วมรัฐบาลกับคณะรัฐประหารเมื่อปี 2014 ผู้สนับสนุนเสื้อแดงหลายคนที่ต้องอดทนต่อการทุบทำลายสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงหลายต่อหลายครั้ง มองว่าสิ่งนี้ไม่ต่างอะไรกับการทรยศซึ่งหน้า กระนั้นฝ่ายยุทธวิธีของพรรคก็มองว่านี่เป็นคนทางเดียวที่จะหลีกหนีการเบียดขับออกจากวงการเมืองอย่างสมบูรณ์ ทางเลือกอื่นที่มี กล่าวคือการประเคนอำนาจให้ฝ่ายขวาจัดกษัตริย์นิยม-กองทัพบริหารราชการแผ่นดิน จะเป็นการการันตีได้เลยว่า นโยบายปฏิรูปเพื่อคนจนที่ดำเนินมาตั้งแต่สมัยอดีตนายกทักษิณ ชินวัตรเมื่อปี 2001-2006 (แล้วก็ถูกบีบให้ลี้ภัยจากการรัฐประหารในครานั้น) จะถูกบดขยี้อย่างเป็นระบบแน่นอน
ทางเลือกที่เป็นไปไม่ได้ซึ่งเพื่อไทยประสบพบเจอในปี 2023 ฉายภาพประหลาดย้อนแย้งของการเมืองไทย กล่าวคือ กระทั่งผู้ชนะการเลือกตั้ง ก็ต้องยอมประนีประนอมต่อกลุ่มอำนาจที่โค่นตัวแทนที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดั่งที่ทักษิณเองได้กล่าวไว้เมื่อคราวการเดินทางกลับจากการลี้ภัยอย่างมีชื่อเสีย(ง)ทำนองว่า เราต้องเข้าไปช่วยคนออกจากกองไฟ หาใช่เข้าไปถูกเผาพร้อมกับพวกเขา เพื่อไทยจำต้องจัดสมดุลอันสุ่มเสี่ยงนี้ กล่าวคือ ทำงานภายใต้ระบบที่โดยพื้นฐานแล้วยังคงถูกบงการจากฝ่ายตรงข้ามทั้งหลาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ยากจะได้มา อาทิ ประกันสุขภาพถ้วนหน้า มาตรการลดภาระหนี้สิ้น และกองทุนเพื่อการพัฒนาชนบทต่างๆ
แม้รัฐบาลผสมจะประสบความสำเร็จในช่วงสามปีที่ผ่านมา องคาพยพสถาบันปฏิกิริยาของไทยก็สร้างวิกฤติการณ์บั่นทอนเพื่อไทยอีกครั้ง กล่าวคือ ยกระดับความตึงเครียดกับกัมพูชา หลังจากที่มีการสังหารทหารกัมพูชาโดยทหารจากกองกำลังพยัคฆ์บูรพาแล้วนั้น เราก็ได้พอทราบเรื่องราวจากบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายกแพทองธาร ชินวัตรกับอดีตผู้นำกัมพูชา ฮุน เซน ที่หลุดออกมา จากการที่เธอพยายามลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน เธอกล่าวว่านายพลระดับสูงของกองทัพไทย “อยู่ฝั่งตรงข้าม” ทำให้ยืนยันความ(ไม่)ลับของการเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวคือ กองทัพไทย ผู้ครองสถิติการรัฐประหารในโลกยุคสมัยใหม่ ทำงานด้วยกฎของตัวเอง ปราศจากความรับผิดชอบต่อผู้นำพลเรือนอย่างสมบูรณ์
ภายใต้ฉากหลังเช่นนี้ ฝั่งตรงข้ามของเพื่อไทยดูเตรียมจะฉวยโอกาสเปลี่ยนผลลัพธ์ของวิกฤติการณ์ครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อพวกเขามากที่สุด กลุ่มชาตินิยมสุดขั้วอย่างพรรคภูมิใจไทยซึ่งเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลลำดับที่สองถัดจากเพื่อไทย ถอนตัวออกจากรัฐบาลทันทีที่บทสนทนาลับทางโทรศัพท์หลุดออกมา ณ ช่วงก่อนหน้านั้นไม่นาน พรรคภูมิใจไทยก็กำลังถูกบีบให้ออกจากรัฐบาลเนื่องด้วยข้อพิพาทในการควบคุมกระทรวงมหาดไทย และกำลังเจอคดีกล่าวหาเรื่องฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งใหญ่ รัฐบาลผสมครั้งนี้เป็นการร่วมรัฐบาลที่ไม่เคยง่าย กระนั้นในการเมืองไทย เราไม่ค่อยเห็นการประนีประนอมอย่างฉับพลันทันใดระหว่างขั้วตรงข้ามเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่าใดนัก ณ จังหวะนี้ อนุทิน ชาญวีรกุลเห็นโอกาสที่จะถอนตัวมากไปกว่าเรื่องความรู้สึกถูกหักหลังจากข้อตกลงในการตั้งรัฐบาล ไม่เพียงแต่เขาอาจได้นั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะหากแพทองธาร ชินวัตรถูกตัดสินให้ออกจากตำแหน่งเป็นการถาวร แต่ก็ยังทำให้เขาได้ใช้โอกาสไหลตามกระแสต่อต้านตระกูลชินวัตรจากพวกอนุรักษ์นิยม กษัตริย์นิยม และพวกเสรีนิยมในเมืองอีกด้วย
อีกทั้งภูมิใจไทยยังมีฐานเสียงของผู้แทนอยู่ในตำแหน่ง ณ ที่ตั้งซึ่งความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้นมา จังหวัดบุรีรัมย์เป็นฐานที่มั่นซึ่งเป็นรากของพรรคตั้งแต่เมื่อครั้งจัดตั้งในปี 2008 ทุกวันนี้ พรรคภูมิใจไทยมีความผสมปนเประหว่าง กษัตริย์นิยม ชาตินิยมสุดขั้ว กองทัพนิยม อนุรักษ์นิยมทางสังคม พุทธศาสนาเป็นใหญ่ และในหลายส่วนก็ต่อต้านเขมรอีกด้วย ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ พวกเขาได้พุ่งทะยานจากกลุ่มก้อนเล็กๆ กลายเป็นกองกำลังปฏิกิริยาหลักในการเมืองรัฐสภาของไทย แม้ว่าพวกเขาดูจะไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่พวกเขาก็เป็นพรรคเดียวที่มีผลประโยชน์อย่างเห็นได้ชัดจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ว่าด้วยเรื่องที่บทสนทนาลับหลุดที่ฮุน เซนจงใจใช้เป็นเครื่องมือนั้น เราคงไม่อาจรู้ได้ว่าเขาตัดสายสัมพันธ์และข้อตกลงต่างๆ กับชนชั้นนำไทยไปแล้วหรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คราที่ความพยายามทางการทูตแบบส่วนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะถูกเปิดเผยขึ้น กลุ่มผู้คลั่งของฝ่ายไทยก็ได้สร้างโอกาสปลุกปั่นเรื่องราวที่ดูน่าอดสูว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งของไทยนั้น “อ่อนแอ” ในด้านความมั่นคงของชาติ และเกิดผลให้แพทองธารถูกสั่งพักงานในฐานะนายกรัฐมนตรี จากศาลรัฐธรรมนูญภายใต้เงื้อมมือของกองทัพ แน่นอนว่าเราคงต้องรอคำตัดสินสุดท้ายอีกครั้ง แต่สัญญาณต่างๆ ก็บ่งชี้ว่าเธอไม่น่ารอดจากการถูกปลดอย่างสมบูรณ์ ดังที่เราได้ยินจากบทสนทนาลับที่หลุดออกมาแล้วนั้น แพทองธารเองได้ยืนยันแล้วว่า การยกระดับปฏิบัติการทางการทหารตามแนวชายแดน เป็นไปเพื่อความประสงค์ในการเซาะกร่อนบ่อนทำลายรัฐบาลผสมเสียงข้างมากในรัฐสภาที่เปราะบางอยู่แล้วนั่นเอง
การร่วมแรงแข็งขันในการเอาผิดได้ยืนยันว่าตระกูลชินวัตรถูกพิพากษามาอย่างยาวนาน กล่าวคือ สถาบันหลักในสังคมไทยจะทนการปฏิรูปที่เกิดประโยชน์ต่อคนจนได้ก็ต่อเมื่อสิ้นไร้หนทางในการสกัดกั้นเท่านั้น หนทางพรรค กล่าวคือ อดทนต่อการข่มเหงทางกฎหมายและประณามหยามเหยียดในทางสาธารณะ พร้อมๆ กับที่รักษาผลประโยชน์ที่ได้มาทีละก้าว มิใช่การแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอ่อนแอ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเข้าใจการสงครามที่เอนเอียงไม่สมมาตรอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติ
ไม่ว่าจะด้วยข้อเสียต่างๆ นานามากมาย เพื่อไทยก็ยังคงเป็นหนทางทางการเมืองเดียวที่จะสามารถท้าทายกลุ่มก้อนเครือข่ายกษัตริย์-กองทัพในประเทศไทย ที่ล้อมรั้วยึดครองอำนาจทางการเมือง และปกครองโดยรับแต่ชอบมิต้องรับผิดตั้งแต่สงครามเย็นเป็นต้นมา วิกฤติการณ์ล่าสุดนี้ เป็นอีกหนึ่งสมรภูมิในสงครามชนชั้นที่ยาวนานนับศตวรรษ สงครามที่ทุกการท้าทายต่อสถานะดั้งเดิมของชนชั้นนำจากคนจนชนบทจำต้องถูกจัดการด้วยการรัฐประหาร พิพากษาตัดสิทธิ์ยุบทิ้ง หรือดั่งที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ ก็คือการปลุกปั่นสภาวะอื้อฉาวต่างๆ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ราชอาณาจักรแห่งนี้กำลังยืนอยู่ ณ ขอบผาชันที่เบื้องหน้าคือเหวลึก ไม่ว่าจะด้วยการที่รัฐบาลผสมดำเนินไปในสภาพที่ก้าวเท้าได้ไม่เต็มที่ หรือรถถังอาจเคลื่อนตัวเข้าทำเนียบเพื่อยึดอำนาจได้อีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ยังเป็นเรื่องที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ฉากทัศน์หลังนั้นมีโอกาสเกิดมากขึ้นทุกที เพราะในวันที่ 25 กรกฎาคม กองทัพได้ประกาศกฎอัยการศึกขึ้นทั้ง 8 จังหวัดตามแนวชายแดน เหนืออื่นใด เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้สูญเสียที่แท้จริงก็คือชนชั้นแรงงานของไทย
ฟากฝั่งกัมพูชา
ศตวรรษที่ 20 ของกัมพูชาเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายที่สุดในยุคสมัยใหม่ ในขณะที่ทุกคนจดจำว่ามันคือ “สงครามลับ” ที่ CIA ทิ้งระเบิดปูพรม กับ สภาวะทุ่งสังหารของเขมรแดง น้อยคนนักจะเข้าใจว่าความโหดร้ายป่าเถื่อนเหล่านี้ก่อรูปความเป็นจริงทางวัตถุของชนชั้นแรงงานกัมพูชาอย่างไร บทวิเคราะห์ร่วมสมัยล้วนแต่หมกมุ่นอยู่กับยุคสมัยฮุน เซน (1985-2023) กระนั้นความย้ำคิดกับการเมืองแบบจอมเผด็จการได้บดบังปมปัญหารากฐานที่มากไปกว่านั้น กล่าวคือ ชาวกรรมาชีพกัมพูชาอดทน ก่อรูปใหม่ และยืนหยัดต้านทานอยู่ได้อย่างไร ภายหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์?
คำตอบเหล่านี้หาได้จากโรงงานทอผ้านรกในพนมเปญ ที่ซึ่งแรงงานหญิงทำงานกะละ 16 ชั่วโมง ด้วยค่าแรง 6 พันกว่าบาทต่อเดือน และนาข้าวที่ปนเปื้อนจากเหมืองแร่ที่กระจัดกระจายไปทั่ว ก็ยังคงพรากชีวิตและแขนขาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ สอดพ้องไปกับประจักษ์พยานที่เห็นได้จากการถูกแย่งยึดขับไล่ชาวนาโดยพวกเจ้าที่ดินขนาดใหญ่และความต้องการทำเหมือง รวมถึงกลุ่มผู้จัดตั้งสหภาพที่อยู่อาศัยเรือนจำซึ่งเรียกร้องการค่าจ้างเพื่อการยังชีพ องค์ประกอบเหล่านี้ประกอบสร้างเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า “สันติภาพ” ที่ไม่ใช่การจบสิ้นของความรุนแรง แต่เป็นการเปลี่ยนสงครามชนชั้นให้เข้าสู่สภาวะที่เข้าใจได้ผ่านกรอบคิดแบบเสรีนิยมใหม่ กองกำลังที่ปูพรมชนบทกัมพูชาด้วยระเบิดกว่า 2.7 ล้านตัน ได้กระทำการปรับแต่งองคาพยพทางเศรษฐกิจให้ “ก่อรูปขึ้นใหม่” เพื่อเปลี่ยนเอาผู้เหลือรอดทั้งหลาย ให้กลายเป็นกองกำลังแรงงานใช้แล้วทิ้งได้ทุกเมื่อ เพื่อทุนนิยมโลก
ไม่จำเป็นเลยที่เรื่องราวต้องเป็นเช่นนี้ คราที่กองกำลังเวียดนาม พร้อมด้วยผู้ลี้ภัยกัมพูชาสนธิกำลังกันเป็นแนวร่วมกัมพูชาเพื่อปลดแอกชาติทำการปลดปล่อยพนมเปญในเดือนมกราคม 1979 นั้น พวกเขาได้ริเริ่มโครงการก่อร่างฟื้นฟูหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างกล้าหาญทะเยอทะยานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ วิศวกรเวียดนามฟื้นฟูระบบประปาและไฟฟ้าในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ฝ่ายการแพทย์ให้วัคซีนโปลิโอและฉีดวัคซีนโรคต่างๆ อีกมากให้กับชาวกัมพูชากว่าสองล้านคน ฝ่ายความร่วมมือทางการเกษตรพลิกฟื้นผืนดินเพาะปลูกอาหารขึ้นมาอีกครั้ง ความช่วยเหลือจากรัฐบาลฮานอย และการลงแรงอย่างแข็งขันของชาวกัมพูชา ได้สร้างรากฐานและนำพาอัตราการรู้หนังสือให้พุ่งทะยานจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 88 ภายในปี 1987 ครูกัมพูชารุ่นใหม่ แพทย์ และข้ารัฐการทั้งหลายที่ส่วนมากได้รับการฝึกในเวียดนาม ริเริ่มการก่อร่างสร้างสังคมที่แตกสลายของพวกเขาขึ้นมาอีกครั้ง
ในช่วงการก่อร่างสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมาใหม่นี้ แนวร่วมกัมพูชาและผู้สนับสนุนหลักอย่างเวียดนาม พยายามที่จะสร้างกลไกรัฐชนชั้นกรรมาชีพขึ้นมาในกัมพูชา โดยใช้แม่แบบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของระบบสังคมนิยมเวียดนาม แต่ปรับแต่งให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงในกัมพูชา พวกเขาจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (สป.กัมพูชา) พร้อมด้วยอุตสาหกรรมของรัฐ ระบบเกษตรรวมหมู่ และโครงการเพิ่มอัตราการรู้หนังสือที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการก่อร่างสร้างฮานอยขึ้นมาใหม่หลังยุคสงคราม สป.กัมพูชาให้ความสำคัญกับปัจจัยดำรงชีพพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการปฏิรูปที่ดินแจกจ่ายให้เกษตรกร และระบบการศึกษาสาธารณะที่เริ่มขึ้นใหม่จากศูนย์ พร้อมกับรักษาระบบการเมืองที่บริหารจัดการผ่านระบบรากหญ้ากรอมสามัคคี (Krom Samaki)
อย่างไรก็ตาม เวียดนามในฐานะพันธมิตรหนึ่งเดียวของกัมพูชาที่ต้องแบกรับโครงการสังคมนิยมภายใต้สภาวะสงครามอย่างต่อเนื่องก็มิอาจดำรงอยู่ได้ยาวนาน ขณะที่ฮานอยซึ่งถูกบอยคอตอย่างหนักอยู่แล้ว ทุ่มงบประมาณกว่าร้อยละ 15-20 ของ GDP เพื่อก่อร่างโครงสร้างพื้นฐานของกัมพูชาขึ้นมาใหม่นั้น สหรัฐอเมริกาและอาเซียน (นำโดยไทย) ก็ประสานสรรพกำลังก่อการยึดอำนาจอย่างบ้าคลั่ง รัฐบาลจากวอชิงตันสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เขมรแดงที่เหลืออยู่ผ่านกองกำลังพยัคฆ์บูรพาตามแนวชายแดนไทย ขณะที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ก็ให้ที่พักพิงและทหารรับจ้างที่ได้รับการฝึกฝนจาก CIA แก่พวกเขา ภายใต้ข้ออ้างในการสนับสนุน “การต่อต้านจากฝ่ายประชาธิปไตย” สงครามตัวแทนนี้สูบเลือดจากเวียดนามจนแห้งกรัง กองทัพเวียดนามกว่าร้อยละ 40 ถูกลากไปอยู่กัมพูชา ต่อสู้กับสงครามกองโจรที่ไทยและสหรัฐอเมริกาสนับสนุน ในขณะที่บ้านของพวกเขายังต้องแบ่งสันปันส่วนอาหารกันอยู่เลย ฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นเมื่อผู้หนุนหลังคนสุดท้ายของเวียดนามอย่างสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซียที่นำโดยกอร์บาชอฟตัดความช่วยเหลือเนื่องด้วยวิกฤติการณ์ภายในของตน เมื่อถึงปี 1989 การที่บ้านของพวกเขาเองต้องประสบปัญหาความขาดแคลนอาหารจนเกิดภาวะทุพโภชนาการกว่า 500,000 คน อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจก็กำลังดิ่งลงเหว รัฐบาลฮานอยจึงสิ้นไร้หนทาง จำต้องออกจากกัมพูชาแล้วยอมให้องค์การสหประชาชาติฟื้นคืนกลุ่มคนที่พวกเขาได้โค่นล้มขึ้นมาอีกครั้ง
เสถียรภาพและช่วงเวลาแห่งรัฐสังคมนิยมยุคบุกเบิกที่ได้มาอย่างยากลำบากของกัมพูชาถูกทุบทำลายอย่างเป็นระบบจากชุมชนสากลโลกเดียวกันที่นิ่งเฉยต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า องค์กรสหประชาชาติที่นำโดยนักการทูตจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรฯ จีน และฝรั่งเศส ยอมรับเขมรแดงเป็นรัฐบาลชอบธรรมของกัมพูชาจนถึงปี 1991 และสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่พล พตตามแนวชายแดนของไทย

ในปี 1992 สหประชาชาติ (UN) ส่งองค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา ( United Nations Transitional Authority in Cambodia – UNTAC) มาปกครองประเทศ “ภารกิจรักษาสันติภาพ” (peacekeeping) มูลค่า 3 พันล้านเหรียญกลายเป็นพาหนะพาให้เกิดการปล้นชิงโดยนักล่าอาณานิคมจนแถมด้วยหายนะทางสังคมเกิดขึ้นตามมา เมื่อ UNTAC เข้ามาปฏิบัติการรักษาสันติภาพในปี 1992 พวกเขาบังคับใช้วิธีการการบำบัดที่เรียกว่าช็อกเทอราพี (Shock Therapy) แบบเสรีนิยมใหม่ กล่าวคือ เกิดการประมูลขายรัฐวิสาหกิจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ล้มเลิกการอุดหนุนราคาข้าว และต้นแบบการศึกษาอย่างเท่าเทียมของเวียดนามก็เปลี่ยนเป็นการศึกษาที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านการเห็นดีเห็นงามโดยธนาคารโลก จนทำให้เด็กในชนบทต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ภารกิจโดยบุคลากรกว่า 22,000 ราย ที่ส่วนใหญ่เป็นกองกำลังทหารจากตะวันตก ไทย และญี่ปุ่นนี้ ส่งผลให้เกิดหายนะทางสุขภาพอย่างมาก กล่าวคือ ทหาร UN แวะเวียนเป็นขาประจำในย่านค้าบริการที่ที่อัตราการติดเชื้อ HIV และ AIDS พุ่งสูงขึ้นจากร้อยละ 0.1 จากการประเมินในปี 1991 เป็นร้อยละ 4 ในปี 1995 ทำให้เกิดโรคระบาดที่ยังคงทิ้งรอยแผลไว้ให้ประเทศจนถึงทุกวันนี้ ผลที่ตามมาคือทศวรรษที่สูญหาย ท้องถนนในพนมเปญขวักไขว่ไปด้วยรถแลนด์โรเวอร์ติดตรา UNICEF ในขณะที่เด็กชาวกัมพูชาร้อยละ 40 ทุกข์ทรมานจากภาวะทุพโภชนาการ โครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของรัฐถูกทิ้งให้ยับเยินป่นปี้ระหว่างปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (structural adjustment) โรงงานนรกและการแย่งยึดที่ดินในทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นปลายทางอันสมเหตุสมผลจากระบบที่การมีชีวิตรอดถูกทำให้เป็นสินค้า และผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลายเป็นแรงงานราคาถูกของ H&M และ Primark
ในช่วงระยะเวลาทั้งหมดนี้ มีคนหนึ่งที่โผล่หน้าให้เห็นโดยตลอด คนผู้นั้นก็คือฮุน เซน ผู้บัญชาการกองกำลังเขมรแดงวัยรุ่นที่หนีไปเวียดนามในปี 1977 เขากลับมาในฐานะนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดอายุน้อยของรัฐบาลฮานอยในปี 1985 และอธิบายตัวเองว่าเป็นชาวลัทธิมาร์กซ์-เลนิน เพียงเพื่อจะทิ้งสังคมนิยมไปยามที่การช่วยเหลือจากโซเวียตจบลง ในยุค 1993 ของ UNTAC เขาเปลี่ยนโฉมตัวเองเสียใหม่เป็น “นักประชาธิปไตยตลาดเสรี” ในขณะที่ยังคงมีกลุ่มมือสังหารไว้คอยฆ่านักการเมืองคู่อริ พรสวรรค์ที่แท้จริงของฮุนเซนคือการรับใช้นายได้ทุกคน รับทั้งเงินลงทุนจากจีนและเงินช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐอเมริกา อีกทั้งมีสายสัมพันธ์กับคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และกลุ่มก้อนบ่อนคาสิโนไทย ชายคนเดียวกันนี้ที่เคยจัดตั้งนารวม ตอนนี้กลับขับไล่ชาวนาเพื่อประเคนที่ดินให้แก่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ อดีตคอมมิวนิสต์ที่เคยประณาม NGO ว่าเป็น “แขนขาจักวรรดินิยม” ทุกวันนี้ก็อาศัย NGO ให้ดูแลคลินิกรักษาโรคเพื่อที่พันธมิตรนายทุนของตนจะได้ช่วงชิงงบประมาณสาธารณสุขไปได้
กัมพูชานั้นเป็นผลผลิตของของ “จุดจบของประวัติศาสตร์” ช่วงบ้าคลั่งทดลองตลาดเสรีของ UNTAC ในยุค 90 รัฐละทิ้งบทบาทการดูแลทางสังคมและโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง แล้วยกบทบาทเหล่านี้ให้ตลาดที่ได้ทุนจากโครงการช่วยเหลือขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ (เป็นโครงการใหญ่ที่สุดตามมูลค่าเหรียญดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น) อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้เงินทุน ณ จุดนั้นร่อยหรอลง รัฐกลับพบว่าไม่สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองต่อไปได้ ฮุน เซนและลูกชายของเขา ฮุน มาเนต ที่มาสืบทอดตำแหน่งต่อ ต่างก็เหลือไพ่ในมือไม่กี่ใบให้ลงเพื่อรับมือกับวิกฤตทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ
การ “เปลี่ยนผ่าน” จากพ่อไปสู่ลูกนั้นก็แค่ทำให้สิ่งที่ UNTAC วางไว้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเท่านั้น กล่าวคือ ทุนนิยมที่ปราศจากการพัฒนาและผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฐานะแรงงานใช้แล้วทิ้ง สามสิบปีหลังจากสันติภาพตามสัญญาของ UN ชนชั้นแรงงานของกัมพูชายังคงติดอยู่ในกับดักระหว่างทุ่งสังหารเขมรแดงและโรงงานนรก
ก่อนการมาถึงของสงครามนี้ เศรษฐกิจของกัมพูชาก็ตกเลือดจากแผลที่กรีดเองด้วยน้ำมือชนชั้นนำและแรงกระแทกจากจากตลาดโลก ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งคิดเป็นร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเป็นมรดกโดยตรงของต้นแบบโรงงานนรกของ UNTAC ก็ย่อยยับเพราะแบรนด์ตะวันตกหนีหมด แค่ในปีที่แล้วอย่างเดียว โรงงาน 90 แห่งได้ปิดตัวลงและแรงงาน 85,000 คนถูกลอยแพ การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติก็ยกเลิกไปกว่าร้อยละ 32 ในขณะที่อัตราการว่างงานในคนหนุ่มสาวอยู่ที่ร้อยละ 18.4 ซึ่งไม่ต่างจากระเบิดเวลาในหมู่ประชากรที่ค่ามัธยฐานของอายุขัยอยู่ที่เพียงแค่ 25 ปีเท่านั้น ค่าเงินเรียลก็ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4.5 แม้ค่าแรงจะคงที่ก็ตาม และตอนนี้ชาวกัมพูชากว่า 1.2 ล้านคนก็เอาชีวิตรอดด้วยเงินน้อยกว่า 70 บาทต่อวันเพราะการส่งออกข้าวหดตัวหลังชนชั้นนำแย่งยึดที่ดินทำกินไป
จากสถานการณ์ทั้งหมด พร้อมด้วยการเปลี่ยนผ่านในตระกูลที่ไม่ราบรื่น ภายใต้สภาพหลังชนฝา แทบสิ้นไร้ความสามารถและวิธีการที่จะรับมือกับวิกฤตหลายด้านที่เผชิญอยู่นี้ สงครามรวมพลังชาตินิยมจึงเป็นหนทางเดียวที่เหลือให้ใช้
นอกจากนั้น ก็ยังมีแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาในไทยที่จดทะเบียนแล้วประมาณ 500,000 ราย ถ้ารวมแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารแล้วตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นสองเท่าหรือสามเท่าเลยทีเดียว แรงงานเหล่านี้สร้างและดูแลประเทศไทยทุกวันอย่างแท้จริง เป็นทั้งกรรมกรในไซต์งานก่อสร้าง เป็นทั้งแรงงานในสวน เป็นทั้งผู้ดูแลในบ้าน และเป็นผู้ให้บริการทางเพศในย่านค้าบริการ พวกเขาได้ค่าแรงน้อยกว่าแรงงานไทย นายจ้างก็เลือกปฏิบัติและคอยดูถูกเหยียดหยามอยู่บ่อยครั้ง สรุปแล้ว พวกเขาก็เป็นกำลังแรงงานราคาถูกที่ถูกทิ้งขว้าง และถูกเลือกปฏิบัติแบบนั้น
ในยุคเขมรแดงและการก่อกบฏ (จนถึงปี 1991) ในไทยมีผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาประมาณ 1 ล้านคน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสภาพอันเลวร้าย ถูกกองทัพไทยปฏิบัติอย่างกับเป็นหมูเป็นหมา โดยที่กองทัพไทยก็สนับสนุนการก่อกบฏของเขมรแดงไปในเวลาเดียวกัน
จะหาคนพูดไทยได้สักคนในพนมเปญไม่ยากเลย หลายคนหัดพูดจากการเป็นผู้ลี้ภัยหรือเป็นแรงงานในไทย คนกัมพูชารู้จักประเทศไทย รู้ว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไรที่นี่ รู้ว่าคนมองพวกเขาอย่างไร แม้ชาตินิยมสุดขั้วนั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะในแง่ไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมคนกัมพูชาโดยทั่วไปนั้นถึงรู้สึกขุ่นเคืองรัฐไทย
สงครามไทย-กัมพูชา
ฮุน เซนปกครองกัมพูชามากว่า 38 ปี (1985-2023) ก่อนจะส่งต่ออำนาจให้ลูกชายตัวเอง ฮุน มาเนต ในเดือนสิงหาคม 2023 สถานการณ์นั้นคล้ายกันกับของไทยที่แพทองธาร ชินวัตร ผู้นำพรรคเพื่อไทยในปัจจุบันนั้น เป็นลูกสาวอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ผู้นำทั้งสองคนต่างถูกมองว่าเป็นคนสานต่อมรดกการเมืองจากพ่อ และสองครอบครัวนี้ก็มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกันในอดีต ข้อมูลจากวิกิลีกส์เปิดเผยว่าทักษิณสนับสนุนจุดยืนฮุน เซนในข้อขัดแย้งเขาพระวิหารเมื่อปี 2009 และในบทสนทนาทางโทรศัพท์ที่หลุดออกมาไม่นานมานี้ แพทองธารก็เรียกฮุน เซนว่า “อังเคิล”
อย่างไรก็ตาม หลังคลิปเสียงหลุด ดูเหมือนว่าฮุน เซนได้ทิ้งสายสัมพันธ์นี้ไปแล้ว และดูจะแสวงหาสายสัมพันธ์ใหม่ที่ดีกว่าจากกลุ่มสถาบันอนุรักษ์นิยมของไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีจุดประสงค์หลายอย่าง ทำให้เขาได้ใช้ประโยชน์จากต้นทุนความรู้สึกชาตินิยมในกัมพูชาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างค่าเงินที่อ่อนตัวลงและการว่างงานของคนหนุ่มสาว ในขณะที่ยังสามารถช่วยให้ตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของลูกชายแข็งแกร่งขึ้นด้วย คลิปเลียงโทรศัพท์ที่หลุดออกมาออกนั้นดูเหมือนจงใจวางเวลาไว้แล้วเพื่อบ่อนทำลายพรรคเพื่อไทย และทำให้เห็นว่าความภักดีทางการเมืองนั้นเปลี่ยนได้เร็วขนาดไหนเมื่อมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง
จากจุดเริ่มต้นของกองกำลังพยัคฆ์บูรพาที่ก่อตัวขึ้นตามแนวชายแดนผ่านการสนับสนุนจาก CIA จนถึงวันนี้ พร้อมด้วยการทุบทำลายสังคมนิยมด้วยเสรีนิยมใหม่ของ UNTAC จากการกลับกลอกไปมาไม่รู้จบของฮุน เซน จนถึงรัฐพันลึกของไทยที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ ความขัดแย้งชายแดนครั้งนี้ไม่ใช่การปะทะกันระหว่างสองประเทศ หากแต่เป็นความชุลมุนครั้งล่าสุดของสงครามชนชั้นระหว่างประเทศ ที่ซึ่งคนจนต้องมาเสียเลือดเพื่อจักวรรดิทั้งเก่าและใหม่
สงครามครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับปราสาทโบราณ แล้วคนก็ยังตีความไปผิดๆ ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลฮุน เซนกับชินวัตร หรือหมากกระดาน 4 มิติระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน หรือแค่การแสดงหวือหวาปลุกใจชาตินิยมง่ายๆ แค่นั้น เปล่าเลย ไม่ใช่สักอย่าง สงครามครั้งนี้คือผลลัพธ์จากโครงการต้านคอมมิวนิสต์อันยาวนานหลายศตวรรษของจากทั้งสองฟากฝั่งชายแดน คือสงครามต่อต้านคนจน คือการส่งคนจนออกไปสู้ตามคำบัญชาจากชนชั้นนำ ทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนต่างก็ต้องการสันติภาพ พร้อมด้วยทุกประเทศในภูมิภาคแห่งนี้ ผู้ที่ต้องการป้ายสีว่าจีนยื่นมือเข้ามาพัวพันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นก็ชัดว่าทำไปด้วยความไม่ประสงค์ดี ทั้งสองประเทศนี้ต่างก็รับเงินทุนโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (一带一路) ทั้งสองประเทศต่างก็ซื้ออาวุธสงคราม ฯลฯ ส่วนคนมองว่าเป็นความขัดแย้งที่มีอเมริกาคอยยุแยงก็อาจเรียกได้ว่าตาถั่วโดยสิ้นเชิง
ใช่ ถึงที่สุดแล้วมันก็เป็นโครงการสันติภาพอเมริกัน (pax-Americana) ของสหรัฐอเมริกาที่ก่อให้เกิดกลไกรัฐในลักษณะกดขี่ข่มเหงเช่นนี้มาหลายทศวรรษ แต่ทุกวันนี้การเข้ามาแทรกแซงโดยตรงแทบไม่เหลืออะไรเว้นเสียแต่ตลาด “เสรี” ที่พวกเขาทิ้งเอาไว้ พร้อมด้วยข้อบัญญัติระเบิดเวลาต่างๆ ที่ยังไม่ระเบิดออกมา อีกทั้งบาดแผลทางใจที่ประเมินความเสียหายมิได้ หากจะชี้นิ้วไปที่อเมริกาว่าอยู่เบื้องหลังก็เหมือนไปชมอเมริกาเข้าให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลอเมริกาชุดปัจจุบัน สงครามนี้เป็นสงครามระหว่างกลไกรัฐฝ่ายปฏิกิริยาจากสองฟากฝั่งดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งบังเอิญเป็นกลไกที่อเมริกาทิ้งไว้ให้
ความขัดแย้งนี้ได้บดขยี้ชุมชนชนบททั้งสองฟากฝั่ง การปะทะในปี 2011 ทำให้ชาวบ้านกัมพูชากว่า 30,000 ต้องอพยพหลบหนีจากพื้นที่ หลายคนไม่ได้เสียแค่บ้าน แต่ต้องเสียผลผลิตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าวที่โดนระเบิดเป็นหลุม หรือวัวควายก็ถูกทิ้งให้อดตาย ในฟากฝั่งไทยก็ไม่ต่างกัน วังวนหนี้คอยกักขังแต่ละครัวเรือนเอาไว้ หลายคนต้องเอาบ้านหรือที่ดินไปจำนองและไม่เคยได้มันกลับมา กับระเบิดก็ยังเป็นภัยอันเหี้ยมโหดอยู่ทุกวันนี้ ที่ฝังไว้ก็ไม่เคยได้เอาออก แถมก็มีรายงานถึงกับระเบิดใหม่ซึ่งยังคงพรากแขนขาและชีวิตของพวกเขาอยู่ร่ำไป ทั้งสองประเทศได้เพิ่มกำลังและอำนาจการทหารตามแนวชายแดน เปลี่ยนหมู่บ้านให้ร้างไม่ต่างจากหมู่บ้านผีสิง โรงเรียนปิดตัวลง อนามัยถูกทิ้งร้าง ครอบครัวบ้านแตก แม่หนีตายไปกับลูก ส่วนพ่อคอยอยู่ดูไร่ ในขณะที่ทหารยึดห้องเรียนและโรงพยาบาลไป
ณ กรุงเทพฯ ทหารมาเฟียจับรัฐบาลพลเมืองเป็นตัวประกัน ส่วนพนมเปญก็เป็นรัฐที่ถูกฝันร้ายไข้หลอนแห่งสถาบันชิคาโกควักไส้ ทั้งสองฝั่งก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่ยุติธรรมและไม่จำเป็นยืดเยื้อต่อไป ไม่ว่ามันจะจบอย่างไร ผู้แพ้เพียงหนึ่งเดียวในสงครามนี้คือคนจนในไทยและกัมพูชา สิ่งนี้แหละที่พยัคฆ์บูรพาและองค์กรอย่าง UNTAC ได้สร้างขึ้น นั่นคือสงครามต่อคนจน
สันติภาพระหว่างสองประเทศคือหนทางแก้ปัญหาเดียวที่ตั้งอยู่บนวิธีคิดแบบชนชั้น
ปัจฉิมลิขิต
ในชั่วขณะที่เสียงปืนเงียบสงบลง ณ คราวนี้ ความรุนแรงเชิงโครงสร้างจากทุนยังคงดำเนินการบดขยี้ต่อไป ชนชั้นนำทั้งไทยและกัมพูชายังคงจับมือกัน เนื่องด้วยวงศ์ไพบูลย์เจ้าที่ดินทั้งสองพร้อมทั้งเครือข่ายที่หนุนหลังโดยกองทัพหลังยังคงสร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง จากการที่สงครามดำเนินไปเพื่อสูบแรงงานของชาวนาทั้งสองฟากฝั่ง ความขัดแย้งที่กำลังจะยุติลงนี้ สำหรับคนจนแล้ว มิได้เปลี่ยนแปลงอะไรแม้แต่นิดเดียว การต่อสู้กับการสูบกินแรงงาน พันธะหนี้สิน ที่ดินซึ่งถูกแย่งยึดเอาไป และสภาวะกดขี่ที่รัฐหนุนหลัง ยังคงเป็นการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตอยู่เช่นเคย