บทนำโคตรจะย่อ: ภาวะอำนาจคู่ (Dual Power) ในรัสเซีย 1917

by | Dec 23, 2020 | Articles บทความ, Featured ไทย, ทฤษฎี Theory, ไทย

ผู้เขียน Pathompong Kwangtong

เกริ่น

เนื่องด้วยสภาพการเมืองไทยในขณะนี้ (2020) อยู่ในช่วงวิกฤตประชาธิปไตยและการเถลิงอำนาจเถื่อนของชนชั้นปกครอง  podcast #Analysand ของเราจึงได้ชวนสหายจูเนียร์มาพูดคุยเรื่องภาวะอำนาจคู่ (Dual Power) ในรัสเซีย ซึ่งเป็นคำเรียกสถานการณ์ทางการเมืองอันมีลักษณะเฉพาะในรัสเซียที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม 1917 และจบลงด้วยการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพเดือนตุลาคมอันรุ่งโรจน์แล้วสถาปนาสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตขึ้น (USSR: 1917-1991)  โดยในช่วงเวลานั้น มีองค์กรที่มีอำนาจทางการเมืองกึ่งๆ คานกันอยู่ 2 องค์กรคือสภาโซเวียตและคณะกรรมาธิการบริหารของโซเวียต (Soviet Executive Committee) กับรัฐบาลชั่วคราว (Provisional Government) ที่บริหารสาธารณรัฐรัสเซียในช่วงนั้น

การปฏิวัติเดือนตุลาคม 1917 ในรัสเซียเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตยที่ต่อเนื่องยาวนาน การชี้ชัดจุดเริ่มต้นจุดใดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้  เป้าหมายของบทความนี้จึงต้องการเกริ่นนำอย่างย่นย่อที่สุด เพื่อให้ผู้อ่านและผู้ฟังได้เข้าใจสถานการณ์ ความคิด และปฏิบัติการที่รายล้อมสิ่งที่เรียกว่า Dual Power เพื่อให้การศึกษาทำความเข้าใจและถอดบทเรียนไปใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้จะเขียนในรูปแบบแนะนำตัวละคร สถานที่ และลำดับเวลาตามระบบปฏิทินสมัยเก่าที่รัสเซียใช้กันในสมัยนั้น เพื่อให้ผู้อ่านฟัง podcast ได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น

สถานที่สำคัญ

เปโตรกราด (Petrograd) หรือชื่อปัจจุบันคือ เซ็นต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg)

เมืองหลวงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร และการศึกษาที่สำคัญโดยเฉพาะยุคปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ของจักรวรรดิรัสเซีย  สภาพเมืองขณะนั้นเต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม ค่ายทหาร สถานศึกษา และพระราชวัง  เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของการปฏิวัติรัสเซียตั้งแต่ 1905 ถึง 1917 เกิดขึ้น ณ เมืองนี้

เหตุที่เมืองนี้เปลี่ยนชื่อบ่อย เป็นเพราะเหตุผลทางการเมือง แรกเริ่มก่อตั้งใช้ชื่อว่า เซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก เพื่อเป็นเกียรติแก่ซาร์ปีเตอร์มหาราช แล้วเปลี่ยนเป็นชื่อเปโตรกราดเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่รัสเซียอยู่ฝั่งตรงข้ามเยอรมัน เพราะชนชั้นปกครองของจักรวรรดิรัสเซีย ต้องการลบอิทธิพลของภาษาเยอรมันลงเนื่องจากชื่อเมืองมีความเป็นเยอรมันเกินไป ส่วนภายหลังจากที่เลนินเสียชีวิต เมืองนี้ก็ถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นเลนินกราด และสุดท้ายหลัง USSR ชื่อเมืองก็ถูกเปลี่ยนกลับไปเป็นเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์กเช่นเดิมจนถึงปัจจุบัน

มอสโคว (Moscow)

อดีตเมืองหลวงของราชอาณาจักรรัสเซียสมัยก่อน และเป็นเมืองหลวงของสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน (2020) มีความสำคัญทางการเมืองใกล้เคียงกับเปโตรกราด แต่น้อยกว่าพอสมควร

ตัวละครสำคัญ

เลนิน (V.I. Lenin: 1870 – 1924)

ผู้นำอย่างไม่เป็นทางการของพรรคสังคมประชาธิปไตยแรงงานรัสเซียในส่วนที่แยกออกมาเป็นพรรคบอลเชวิค (Bolsheviks) ชีวิตการปฏิวัติส่วนใหญ่ลี้ภัยอยู่ภายนอกรัสเซีย

ทร็อส์ตกี้ (Leon Trotsky: 1879 – 1940)

ผู้นำของสภาโซเวียตแห่งเปโตรกราดและคณะกรรมาธิการทหารปฏิวัติของสภาโซเวียตในเดือนตุลาคม 1917

สโตลิปิน (Pyotr Stolypin: 1906 – 1911)

นายกรัฐมนตรีของรัสเซียตั้งแต่ปี 1906 จนถึง 1911 มีบทบาทเบื้องหลังคำประกาศใช้อำนาจของซาร์ในสมัยรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลว่าซาร์มีอำนาจจากพระเจ้า จึงทำอะไรก็ได้

คาเรนสกี้ (Alexander Kerensky: 1881 – 1970)

ตัวแทนของพรรคสังคมนิยมปฏิวัติในรัฐบาลชั่วคราว อันเป็นพรรค ‘ฝ่ายซ้าย’ พรรคเดียวในรัฐบาลชั่วคราวขณะนั้น

คอร์นิลอฟ (Lavr Kornilov: 1870 – 1918)

ผู้นำทางการทหารฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติ ผู้พยายามนำทัพเข้ามารัฐประหารในเดือนสิงหาคม 1917 แต่พ่ายแพ้อย่างหมดรูปต่อขบวนการแรงงาน

ซาร์นิโคลัสที่ 2 (Nicholas II: 1868 – 1918)

กษัตริย์คนสุดท้ายของราชวงค์โรมานอฟ มีชีวิตในรัสเซียช่วงก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบสังคมนิยม

พรรคสังคมประชาธิปไตยแรงงานรัสเซีย (Russian Social Democratic Labour Party: RSDLP)

พรรคที่มีแนวอุดมการณ์ทางการเมืองตามลัทธิมาร์กซ์ ประชุมสมัชชาพรรคครั้งแรกเมื่อ 1898 มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาของการต่อสู้ แตกออกเป็นพรรคบอลเชวิคกับแมนเชวิค (Mensheviks) ในการประชุมสมัชชาครั้งที่สองเมื่อปี 1902 ซึ่งแปลว่าเสียงส่วนมากกับเสียงส่วนน้อยตามลำดับ ทั้งนี้การแตกพรรคไม่เคยเป็นไปอย่างเป็นทางการ เพียงแต่ในภาคปฏิบัติแนวทางการทำงานของบอลเชวิคเข้ากับรูปแบบการต่อสู้ของนักปฏิวัติในขบวนการแรงงานมากกว่า จนมีอิทธิพลต่อขบวนการแรงงานหัวก้าวหน้ามาก

พรรคสังคมนิยมปฏิวัติ (Socialist Revolutionary Party: SR)

พรรคที่สืบทอดแนวทางประชานิยม  (Narodniks) มีฐานเสียงเป็นกลุ่มชาวนา อุดมการณ์ไม่ได้รุนแรงก้าวหน้าตามชื่อ แตกออกเป็นทั้งฝ่าย ‘ซ้าย’ และ ‘ขวา’ แต่ยังอยู่ในพรรคเดียวกันตลอดมา มีอิทธิพลในสภาโซเวียตโดยเฉพาะนอกเปโตรกราดร่วมกับแมนเชวิค

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

1905

มีขบวนการเรียกร้องการปฏิรูปจากซาร์ในช่วงเดือนมกราคมโดยขบวนการแรงงานเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานและเรียกร้องรัฐสภา แต่เกิดมีการสังหารประชาชนโดยทหารของซาร์ ทำให้เกิดความปั่นป่วนระลอกแรกในสังคม มีการจัดตั้งสภาโซเวียตผู้แทนกรรมกรขึ้น (โซเวียตในภาษารัสเซียแปลว่าสภา) และขบวนการเคลื่อนไหวของชนชั้นแรงงานเข้มแข็งมาก จนซาร์ต้องยอมให้รัฐธรรมนูญและเกิดการปกครองแบบประนีประนอมในเวลาต่อมา เกิดองค์กรทางการเมืองอย่าง สภาดูม่า (Duma) ที่เป็นรัฐสภาของซาร์อันมีการเลือกตั้งโดยมีสัดส่วนระหว่างชนชั้นต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรม และสภาโซเวียตรุ่นแรกก็หมดอำนาจไป

ทั้งนี้หลังจากการปฏิวัติ 1905 พรรคบอลเชวิคสามารถขึ้นมาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองบนดินได้บางส่วน มีการรับสมาชิกใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก ขบวนการประชาธิปไตยแรงงานเบ่งบาน

กระนั้นขบวนการของฝ่ายนายทุนและศักดินาก็กระชับพื้นที่การแสดงออกของกลุ่มแรงงาน มีการจับกุมและคุกคามฝ่ายซ้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา และความพอใจของชนชั้นปกครอง

1914

เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งสร้างความตกใจแก่เลนินและทร็อส์ตกี้เป็นอย่างมาก ขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานระหว่างประเทศหยุดชะงักอย่างเป็นทางการหลังจากที่พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยของเยอรมันนีประกาศสนับสนุนสงครามเพื่อประเทศของตัวเอง  กรรมกรและชาวนาทั่วทั้งยุโรปถูกเกณฑ์เข้าทำหน้าที่รบเพื่อ ‘ประเทศ’ ตัวเอง  ความบัดซบทั้งหลายจากสงครามจึงเพิ่มความตึงเครียดให้กับขบวนการแรงงานมากขึ้น ทั้งภาวะขาดแคลนอาหาร เครื่องนุ่งห่ม การสูญเสียชีวิตและสภาพจิตใจ เป็นต้น

รัฐบาลของซาร์ใช้ข้ออ้างภาวะสงครามเพิ่มความโหดร้ายทารุณต่อขบวนการแรงงานและชาวนามากขึ้นไปอีก กระนั้นกระแสต่อต้านก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากขบวนการต่อสู้ของแรงงานและการต่อต้านจากทหารที่ไปรบในสงคราม

1917

กุมภาพันธ์ – มีนาคม

เกิดการเดินขบวนเริ่มต้นจากกรรมกรหญิงและลุกลามบานปลายจนหยุดไม่อยู่ทำให้ซาร์นิโคลัสที่ 2 ต้องสละราชสมบัติ แต่ไม่มีใครกล้ารับตำแหน่งต่อ และเกิดการปล่อยตัวนักโทษการเมืองจำนวนมาก ประชาชนต้องการสันติภาพ ขนมปัง และที่ดิน แผ่นป้ายสโลแกนของบอลเชวิคถูกชูขึ้นตามท้องถนนมากมาย เกิดการก่อตั้งสภาโซเวียตขึ้นมาอีกครั้ง และเกิดฝ่ายบริหารของสภาโซเวียตที่เสียงส่วนใหญ่เป็นพรรคแมนเชวิคและพรรคสังคมนิยมปฏิวัติขึ้นมา กระนั้นด้วยความประนีประนอม ฝ่ายบริหารของสภาโซเวียตได้โอนอำนาจการปกครองของตนไปให้รัฐบาลชั่วคราวที่ประกอบขึ้นจากพรรคฝ่ายขวาและกลางของพวกนายทุนเกือบทั้งหมด มีเพียงคาเรนสกี้คนเดียวที่ได้ชื่อว่ามาจากพรรคฝ่ายซ้าย

กระนั้นรัฐบาลชั่วคราวก็ไม่ได้มีอำนาจที่แท้จริง เนื่องจากชนชั้นกรรมาชีพใช้อำนาจผ่านสภาโซเวียต ซึ่งเป็นทั้งสภาทางตรงและมีตัวแทนเป็นปากเสียงให้พวกเขา จึงเกิดสภาวะที่รัฐบาลชั่วคราวไม่อาจปกครองได้อย่างแท้จริง ต้องอาศัยอำนาจรับรองจากสภาโซเวียตอยู่เสมอ กระนั้นสภาโซเวียตผู้แทนกรรมกร ชาวนา และทหาร ก็มีความล้าหลังต่อมวลชนและประนีประนอมเป็นหลัก

สภาพปฏิบัติการจริงในขณะนั้น กรรมกรและทหารจึงเป็นฝ่ายที่ก้าวหน้ามากที่สุด เช่นกระบวนการลดเวลาทำงานให้เหลือ 8 ชั่วโมง ก็เป็นไปได้ทันทีจากการที่แรงงานพร้อมใจกันเลิกงานเมื่อตนทำงานครบ 8 ชั่วโมงแล้ว (เหมือนดังเช่นที่ขบวนการนักเรียนเลวใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนเองเลย) หรือนัดหยุดงานกันเอง เมื่อภาคปฏิบัติเกิดขึ้นสภาโซเวียตก็ต้องรับรองการกระทำนั้นในเวลาต่อมา และรัฐบาลก็ไม่มีอำนาจหยุดเรื่องเหล่านี้

เมษายน – กรกฎาคม

เลนินเดินทางเข้ารัสเซีย เรียกร้องให้ขบวนการแรงงานนำพาสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยขั้นสุด เรียกร้องให้สุดท้ายแล้วอำนาจต้องเป็นของสภาโซเวียต เพราะระบบอำนาจคู่เช่นนี้ไม่อาจดำรงอยู่ได้ถาวร แต่กระนั้นก็เน้นย้ำให้ระวังการซ้ำรอยเหตุการณ์ปารีสคอมมูน (1871) ที่เมืองก้าวหน้าถูกล้อมด้วยขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติของชนชั้นนำ อันทำให้เกิดความล่มสลายในเวลาต่อมา

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่พรรคบอลเชวิคแตกกันอย่างมากมายมหาศาล แกนนำพรรคอย่างเป็นทางการไม่ชอบเลนินเป็นอย่างมาก ถึงขั้นประณามบทความของเลนินที่ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ประจำพรรค (ขณะนั้นสตาลินซึ่งเป็นบรรณาธิการก็ร่วมแจมด้วย) หลายคนบอกว่าเลนินเป็นพวกอนาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคำด่าอย่างร้ายแรงที่สุดในฝ่ายซ้ายสมัยนั้น (เพราะสื่อถึงความเป็นไปไม่ได้และเพ้อฝัน)

ทั้งนี้ขบวนการฝ่ายขวาก็จำต้องประนีประนอมด้วยเช่นกัน คาเรนสกี้ถูกนำออกสื่อและอยู่แนวหน้าของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อลดกระแสของฝ่ายซ้าย มีการจัดตั้งขบวนการยึดอำนาจขึ้นมา พร้อมกับประกาศว่าเลนินและพรรคบอลเชวิคเป็นข้าศึกฝั่งเยอรมันนี จนทำให้เลนินต้องหลบหนีลงไปใต้ดินและพรรคบอลเชวิคก็ต้องกลับไปทำงานใต้ดินอย่างเต็มตัวอีกครั้งในช่วงท้ายนี้

สิงหาคม – กันยายน

เกิดความพยายามรัฐประหารจากฝ่ายขวาเพื่อยุติระบบอำนาจคู่ขึ้นโดยคอร์นีลอฟ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะขบวนการแรงงานมีการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ เกิดการทำลายขบวนการในทุกวิถีทาง ทั้งจากพนักงานการรถไฟสับรางรถไฟไม่ให้กองกำลังเข้าเมืองได้ พนักงานโทรเลขไม่ส่งโทรเลขสื่อสารให้ฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติ เป็นต้น และเริ่มเข้าสู่ขาลงของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติ

ตุลาคม

ระบบอำนาจคู่สิ้นสุดลงจากการที่พรรคบอลเชวิคและสภาโซเวียตผู้แทนกรรมกร ชาวนา และทหาร จัดตั้งคณะกรรมาธิการทหารเพื่อการปฏิวัติ (Military Revolutionary Committee) แล้วขับไล่รัฐบาลชั่วคราวไปเพื่อนำอำนาจเข้าสู่สภาโซเวียตอย่างแท้จริง และตั้งสภาผู้แทนประชาชน (Council of People’s Commissars: Sovnarkom) ขึ้นแล้วเปลี่ยนรัสเซียให้กลายเป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตในเวลาต่อมา

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

  • บทความจากเว็บไซต์กลุ่มนักเรียนไทยโพ้นทะเลเรื่อง ‘Land of compromise: สถาบันซาร์รัสเซียกับความพยายามเปลี่ยน(ไม่)ผ่านสู่ประชาธิปไตย’: thaistudentsoverseas.wordpress.com/2020/11…narchy/
  • บทสัมภาษณ์ใน YouTube ของกลุ่มนักเรียนไทยโพ้นทะเล ‘โพ้นทะเลเสวนา ตอนที่ ๒ – “สถาบันซาร์รัสเซียกับความพยายามเปลี่ยน(ไม่)ผ่านสู่ประชาธิปไตย”‘: youtu.be/YzI_s_PIbLs
  • วีดีโอเรื่อง From February to July: Revolution, dual power, and reaction ของ In Defence of Marxism: https://youtu.be/JBWyaAhatds

Podcast: Analysand EP – 006 Dual Power [TH]

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

ระบอบอาหารโลกกำลังฆ่าเด็ก

วิกฤตอาหารขาดแคลนและอาหารไม่ปลอดภัย เป็นมากกว่าแค่ปัญหาด้านสุขภาพ แต่บ่งชี้ถึงปัญหาทางโครงสร้างของระบอบอาหารภายใต้ทุนนิยม ที่มองอาหารเป็นสินค้าทำกำไรให้กับบริษัทผูกขาด แทนที่จะเป็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคม

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

Aung San & “My Fathers Tatmadaw”

On the night of 31 December 1941, at the height of the Imperial Japanese march across Asia, thirty young Burmese men gathered in a house in occupied Bangkok. A silver bowl was brought among them, and a syringe passed around. Blood was drawn from each man’s arm and secreted into the bowl. Together, they pledged loyalty to Burmese independence and eternal comradeship. Through that ceremony, through the spilling and sharing of blood, the Burmese Independence Army was brought into being, and thus the embryonic stage of the Tatmadaw.

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

เมื่อช้างชูคบเพลิงที่มอดดับ

หากพิจารณาจากเรื่องรูปแบบอำนาจ เราก็จะพบว่าความพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความหมายหรือเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจไม่สำคัญเท่ากับการตั้งต้นว่าไม่มีอะไรอยู่เบื้องหลังการทำงานของอำนาจ (นอกจากตัวของอำนาจเอง) ชุมชนผู้สมัครใจยามเช้านั้นสามารถค้นพบเหตุผลมากมายไม่สิ้นสุดที่จะบอกว่าการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยมีเหตุผลหรือไร้เหตุผลได้ตลอดตราบเท่าที่การดำรงอยู่ของสภาพบังคับของอำนาจที่ตัดสินใจฝ่ายเดียวถูกบอกปัด การเลือกที่จะเปิดหรือปิดไฟไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากรูปธรรมของอำนาจที่จะบังคับให้ผู้อื่นต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง อำนาจที่พร้อมจะก่อร่างความสมเหตุสมผลให้กับการกระทำของตัวเองเสมอ

ขนมปังและการปฏิวัติ

ขนมปังและการปฏิวัติ

แปลจากบทกลอนของคุณ วิเจย์ ประชาฏ

ขณะที่ฉันอยู่รัสเซีย ปี ค.ศ. 1929 คนขับรถม้าทุกคน [Izvoshchik] จะถามฉันทันทีที่ฉันขึ้นไปบนรถม้า [droshka] ของเขาว่า: ราคาขนมปังในประเทศของคุณเท่าไหร่?
(รีเบคก้า เรย์เฮอร์, 2 เมษายน ค.ศ. 1974)

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

สร้างเอเชียใหม่ในฝันของเรา

ในซีกโลกใต้จะสามารถร่วมมือกันด้วยอธิปไตยและศักดิ์ศรีหรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างระบอบสถาบันที่รับใช้ประชาชนของตนเองมากกว่าทุนระดับโลกได้หรือไม่ พวกเขาจะสามารถสร้างรูปแบบความร่วมมือที่นอกเหนือไปจากพันธมิตรทางทหารและการพึ่งพาทางตลาดได้หรือไม่

The South – Insurgency & Reaction

The South – Insurgency & Reaction

The south’s political orientation stands in sharp contrast to Thailand’s other periphery regions, which typically lean left and retain strong anti-Bangkok political memories- yet historically, the south was known for its peasant organisers and communist insurgent activity. The transformation of the region into a bastion of right-wing loyalism has long presented a puzzle: Why did the South get so Salim?

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

ภาคใต้ – การลุกฮือต่อต้านสู่ปฏิกริยา

นอดีต ภาคใต้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของผู้นำชาวนาและกิจกรรมการก่อกบฏของคอมมิวนิสต์ การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิภักดีฝ่ายขวาได้สร้างปริศนามานานแล้วว่า ทำไมภาคใต้ถึงเป็นสลิ่มได้ขนาดนี้?

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความเป็นอิสระและเสรีภาพ

ปัญญาชนและนักกิจกรรมหญิงจากทั่วเอเชียรวมตัวกันเพื่อเปิดเผยความจริงเพียงหนึ่งเดียว: ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทวีปไม่ได้ปกป้องคนของพื้นที่ แต่เป็นการนำสงครามมาสู่แผ่นดิน ทำลายล้างดินแดน และคร่าชีวิตผู้คนไปมากมายเพื่อราคา

ประเทศไทยยุคปลาย 

ประเทศไทยยุคปลาย 

ในปี 2474 ผู้คนได้พูดถึง “สยามยุคปลาย” บ้างไหม? จากการค้นหาอย่างคร่าวๆ ใน Google ดูเหมือนว่าผู้คนจะพูดถึง “ทุนนิยมยุคปลาย” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะวางแผนกับเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ เราต้องคำนึงถึงเรื่องสะพานถล่มในแผนอาหารค่ำของเราด้วย ไม่ใช่แค่สะพานเท่านั้นที่ถล่ม เครนล้มทับรถไฟ รถบัสระเบิด อาคารพังทลาย โกดังระเบิด นี่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

Late Stage Thailand

Late Stage Thailand

In 1931 did people talk about Late-stage Siam? Given a cursory Google search people seem to be increasingly talking about Late-stage Capitalism (ทุนนิยมขั้นปลาย). Recently, when making plans with friends in Bangkok, we had to factor bridge collapses into our dinner plans. It’s not just bridges that collapse, cranes fall on trains, buses explode, buildings crumble into the ground, warehouses explode. This has become quite routine. 

Nangbaek – The New Ultras

Nangbaek – The New Ultras

The rise of the Nangbaek (นางแบก) movement perhaps marks an entirely new political ideology and approach to Left politics. Domestically, it is the end of political innocence and the key to unlocking a materialist understanding of 21st century politics in the global south.

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

นางแบกและจุดจบของความบริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง

การเกิดขึ้นของขบวนการนางแบกอาจเป็นจุดบ่งชี้ถึงอุดมการณ์ทางการเมืองและแนวทางการเมืองฝ่ายซ้ายแบบใหม่ทั้งหมด ในระดับประเทศ อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความไร้เดียงสาทางการเมือง และเป็นกุญแจสำคัญในการไขความเข้าใจเชิงวัตถุนิยมเกี่ยวกับการเมืองในศตวรรษที่ 21 ในซีกโลกใต้