โครงการนี้ยังไม่จบสิ้นอย่างที่หลายสื่อปั่นกระแสข่าวปลอม เรายังมีเวลาส่งเสียงต่อต้านได้อีกเรื่อยๆ จุดยืนของของเราคือคัดค้านทุกรูปแบบ ปัจจุบัน สามารถลงชื่อไม่เห็นด้วยได้ ที่นี่ => https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdcEv5yMOV3hy6u_sUUZ__EMJRq87a7wnaFbdDGuVdwItW0CA/viewform
สรุปสั้นๆ จากการประชุมในวันที่ 21 พ.ย. 2568
ภาพรวมโครงการก่อสร้าง

สิ่งที่กรมทางหลวงเสนอมา

ตารางรูปแบบที่กรมทางหลวงเสนอ (1)

ตารางรูปแบบที่กรมทางหลวงเสนอ (2)

โครงการนี้ เป็นโครงการที่เราต้องช่วยกันจับตา เพราะจะมีผลกับเมืองเชียงใหม่ค่อนข้างมากครับ
- รูปแบบที่ 1: สะพานข้ามแยก (ขนานสองฝั่งคลองชลประทาน)

- รูปแบบที่ 2: ทางลอด (ขนานสองฝั่งคลองชลประทาน)

- รูปแบบที่ 3: สะพานข้ามแยก (สร้างสะพานเบี่ยงมาไว้ฝั่งทิศตะวันออกด้านเดียว)

- รูปแบบที่ 4: ทางลอด (สร้างทางลอดเบี่ยงมาไว้ฝั่งทิศตะวันออกด้านเดียว)

- รูปแบบที่ 5: สะพานยกระดับฝั่งเดียวพร้อม skywalk สำหรับคนเดิน (โครงสร้างสูง) *** เป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิดการสร้างรูปแบบนี้ขึ้น

- รูปแบบที่ 6: สร้างเป็นทางยกระดับยาวทั้งสองฝั่งของถนนคันคลอง โดยเริ่มตั้งแต่แยกเจ็ดยอด ช่างเคี่ยน ไปจนถึงแยกสุเทพ กาดต้นพยอม รวมถึงปิดแยกไฟแดงตามสี่แยกในบริเวณนี้ และบังคับให้ไปใช้จุดกลับรถใต้สะพานที่สร้างขึ้นใหม่แทนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวลองการจราจร

คำถามและเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วม
คำถามที่ 1: ความคุ้มค่าของโครงการ
คำถามที่ 2: ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่คนขับรถยนต์อยู่ตรงไหน?
คำตอบจากที่ปรึกษาและวิศวกรโครงการ
ประเด็นเรื่องปริมาณรถยนต์
- เมื่อถามถึงเรื่อง “Induced Demand” (หรือ “อุปสงค์เหนี่ยวนำ” – เป็นหลักการที่ว่า “ยิ่งสร้างถนน รถก็ยิ่งเพิ่ม”) ที่ปรึกษายอมรับว่า การก่อสร้างโครงการนี้จะยิ่งดึงให้รถที่เคยอาศัยวงแหวนรอบอื่นเป็นทางผ่าน กลับมาใช้ทางยกระดับบนเส้นคันคลองนี้มากขึ้น ดังนั้นเพื่อรองรับปริมาณรถที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจึงควรออกแบบทางยกระดับ “เผื่อ” ปริมาณรถที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตไปด้วยเลย นี่คือการยอมรับของวิศวกรทางหลวงในเรื่อง induced demand ที่การสร้างถนนจะยิ่งทำให้คนขับรถมากขึ้นกลายๆ แต่แทนที่จะมองว่า induced demand ที่เกิดจากโครงการนี้จะทำให้รถติดมากขึ้นและควรหาวิธีการจัดการจรจรรูปแบบอื่นควบคู่ไปด้วย กลับมองว่ามันสามารถแก้ปัญหาด้วยการสร้างให้ถนนและทางยกระดับใหญ่ๆ ไว้เพื่อรองรับปริมาณในอนาคต
- เมื่อถามเรื่องการแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น (เช่น สัญญาณไฟอัจฉริยะ adaptive control) ที่ปรึกษาตอบว่าทำไปเรียบร้อยแล้ว และไม่เวิร์ค เพราะปริมาณรถมันเยอะไป เป็นการปัดตกวิธีจัดการจราจรและมุ่งไปที่การก่อสร้างอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้ขัดกับปัญหาที่โครงการนี้ระบุไว้ตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาของการจราจรติดขัดมากจาก “ปริมาณรถยนต์” ที่มากเกินไป กลายเป็นว่าโครงการนี้ก็เหมือนจะเป็นตัวส่งเสริมให้ปริมาณรถยนต์มากขึ้นอยู่ดีรึเปล่า?
ประเด็นเรื่องความปลอดภัยและการออกแบบถนนในเมือง
- เมื่อถามเรื่องการออกแบบเพื่อความปลอดภัยและคนเดินทางรูปแบบอื่นๆ เพราะเนื่องจากการประชุมครั้งก่อน มีการรับปากว่าโครงการนี้จะมีการออกแบบทางเท้า ทางจักรยาน ควบคู่กันไปด้วย ตามหลักถนนในเขตเมือง แต่กลับกลายเป็นว่าการประชุมครั้งนี้กลับไม่มีผลการออกแบบสิ่งเหล่านี้เลย มีเพียงแต่รูปแบบทางข้าม ทางยกระดับ และถนนสำหรับคนขับรถเท่านั้น มีเพียงการทำ grade separation (ซึ่งก็คือทางยกระดับ) เพื่อแยกการจราจรที่วิ่งผ่านด้วยความเร็วออกจากการจราจรด้านล่าง ที่สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนในพื้นที่ได้ แต่การจำกัดความเร็วของรถที่วิ่งด้านล่าง ทางวิศวกรที่ปรึกษาบอกว่าจะจำกัดอยู่ที่ 60 กม/ชั่วโมง ซึ่งเมื่อถามถึงที่มาของตัวเลขนี้ ทางที่ปรึกษาตอบว่ามาหลายคำตอบว่ามาจากAASHTO (ของอเมริกา), British standard แต่สุดท้ายเหมือนจะเอามาจากกฎหมายที่ตำรวจจราจรในเขต กทม. ประกาศใช้ (ราวกับว่าตำรวจจราจรเป็นหน่วยงานวิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน)
เสียงสะท้อนจากนักวิชาการ หน่วยงานอื่นและภาคประชาชน
- อ.วสันต์ (มช.): ย้ำว่าถนนเส้นนี้ควรถูกออกแบบเป็น “ถนนในเขตเมือง” (Urban Road) ที่ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า จักรยาน และคนในพื้นที่ มากกว่าจะทำเป็น “ทางหลวง” (Highway) เพื่อให้รถวิ่งผ่านเร็วๆ
- กรมชลประทาน: วิศวกรกรมชลฯ ที่เข้าร่วมเพิ่งทราบเรื่อง และแจ้งว่า กรมชลฯ มีแผนจะขยายคลองชลประทาน (ซึ่งขัดแย้งกับแบบ) และย้ำว่า คลองนี้ไม่สามารถใช้ระบายน้ำได้ตลอดเวลา เพราะมีไว้เพื่อการเกษตร และกรมชลประทานมีแผนที่จะขยายคลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ทำให้ไม่สามารถสร้างโครงสร้างที่คร่อม หรือกีดขวางทางน้ำได้
- เจ้าหน้าที่จากเทศบาลนครเชียงใหม่: พูดถึงปัญหาของน้ำท่วมซ้ำซากที่เกิดขึ้นในชุมชนที่ติดกับทางหลวงหมายเลข 121 นี้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
- อาจารย์ปรีดา (มช.) มองว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี และเสนอให้มีการออกแบบร่วมกันระหว่างหน่วยงานและคนในพื้นที่มากกว่านี้ และมีประเด็นที่ทักท้วงคือการขาดการประสานงานและการตั้งคำถามถึงข้อมูลที่ใช้ในการออกแบบรถไฟสายสีแดง (Red Line Train): ท่านท้วงติงว่าในช่วงที่ 1 ของโครงการ มีแผนของรถไฟสายสีแดง (รฟม.) และรถเมล์ อบจ. วิ่งในพื้นที่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการออกแบบเผื่อและประสานงานด้วย
- ตั้งคำถามถึงข้อมูลว่าการออกแบบที่ปรับปรุงแล้ว จะสามารถรองรับปริมาณจราจรที่คาดการณ์ไว้ (40,000-50,000 คันต่อวัน) ได้จริงหรือไม่
- แล้วการออกแบบองค์ประกอบอื่นๆ เช่นการออกแบบการข้ามถนน (ออกแบบการข้ามถนนด้วย), การออกแบบสัญญาณไฟสำหรับแยกที่อยู่ใกล้กัน (traffic green wave), การปรับปรุงทางแยกเป็นหลายๆ ตอน ได้ถูกคำนึงถึงแล้วหรือยัง
-
ภาคประชาชนมีการร้องเรียนถึงปัญหาน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นน้ำที่หลากมาจากดอยสุเทพเวลาฝนตก แต่ไม่สามารถระบายลงคลองชลประทานได้ทัน เนื่องจากถนนที่ยกสูงและประตูน้ำที่เล็กเกินไป ปีนี้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังหลายรอบ และไม่มีทีท่าว่าจะได้รับการแก้ไข และโครงการนี้ก็ไม่ได้ดูเหมือนว่าจะมองเห็นปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่เกิดจากถนนและคลอง
บทวิจารณ์ (โดยเพจ Chiang Mai Urban Cyclist: ปั่นรถถีบในเชียงใหม่)
- โครงการนี้สะท้อนการจัดสรรผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมอย่างที่สุด ไม่มีการสร้างสมดุลใดๆ ระหว่างคนที่ใช้พื้นที่นี้เป็น “ทางผ่าน” กับ “คนที่อยู่อาศัย” ในพื้นที่เลย ถ้าหากคนในพื้นที่ได้ประโยชน์สัก 30% และคนใช้ทางผ่านได้ 70% มันก็ยังพอมีพื้นที่ให้พูดคุยต่อรองกันได้ แต่โครงการนี้สำหรับคนในพื้นที่คือ 0% — พวกเขาไม่ได้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียวจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ สิ่งที่เรียกว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” จึงกลายเป็นเพียงการที่คนในพื้นที่ถูกเรียกมา “รับฟัง” ว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบด้านลบอย่างไรบ้าง โดยไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ
- ละเลยปัญหาจริง: ปัญหาที่แท้จริงของถนนเส้นนี้คือ “อุบัติเหตุ” และ “ความปลอดภัยในการข้ามถนน” ของนักศึกษาและคนในชุมชน แม้ที่ปรึกษาจะพูดว่าให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ แต่เรายังไม่เคยเห็นตัวเลขต่างๆ ที่วิศวกรโครงการหยิบยกขึ้นมาพูดเลยว่า สถาณการณ์ความไม่ปลอดภัยบนถนนเส้นนี้เป็นอย่างไร อะไรคือสาเหตุ และมาตรการแก้ไขจะเป็นอย่างไร ทุกอย่างยังอยู่แค่รูปแบบการก่อสร้างทางเดินรถเท่านั้น สรุปแล้วเรื่องคนที่เสียชีวิตและพิการบนถนนเส้นนี้ที่กรมทางหลวงสร้าง มันอยู่ในความสนใจของการออกแบบทางวิศวกรรมจริงๆหรือไม่
- ทำให้เมืองแข็งทื่อ: การสร้างทางยกระดับขนาดใหญ่เป็นการตอกหมุดให้เมืองเชียงใหม่ต้องพึ่งพารถยนต์ไปตลอดกาล ทำลายทัศนียภาพดอยสุเทพ และทำให้การพัฒนาขนส่งมวลชนในอนาคต (เช่น รถไฟสายสีแดงที่วิ่งเลียบคลอง) ทำได้ยากขึ้นหรือเป็นไปไม่ได้เลย
- ซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วม: โครงการไม่สนใจข้อกังวลเรื่องการขวางทางน้ำจากดอยสุเทพ และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากรมชลฯ มีแผนจะขยายคลองการเพิ่มโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่โดยไม่เข้าใจระบบน้ำ คือหายนะที่รอวันเกิดขึ้น
โครงการนี้ยังไม่จบสิ้นอย่างที่หลายสื่อปั่นกระแสข่าวปลอม เรายังมีเวลาส่งเสียงต่อต้านได้อีกเรื่อยๆ จุดยืนของของเราคือคัดค้านทุกรูปแบบ ปัจจุบัน สามารถลงชื่อไม่เห็นด้วยได้ ที่นี่ => https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdcEv5yMOV3hy6u_sUUZ__EMJRq87a7wnaFbdDGuVdwItW0CA/viewform
จบกับด้วยมุขตลกร้ายปนสาระ
“พี่คิดวิธีแก้ปัญหาการเดินทางออกแล้วน้อง!”
“พี่ขอถนนอีกแค่เส้นเดียวนะ รับรองมี [ถนน] อันนี้แล้วเมืองเราจะเพอร์เฟค รถจะหายติด การเดินทางจะสะดวก คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น”
“น้องอดทนหน่อยนะระหว่างก่อสร้าง พี่กำลังจะทำให้การเดินทางของน้องราบรื่นเลย อดทนเพื่อความเจริญของเมืองนะน้อง”
== 5 ปีผ่านไปหลังก่อสร้าง ==
“ชิบหายแล้วหว่ะน้อง เมืองเจริญขึ้น ปริมาณรถเริ่มเยอะขึ้น พี่คำนวณมาแล้วน้องว่าปล่อยแบบนี้ต่อไปปริมาณรถจะเพิ่มขึ้นอีก 20% ภายใน 5 ปี “
“เดี๋ยวพี่ขอกลับไปนอนคิดวิธีแก้ปัญหาก่อนนะน้อง เชื่อใจพี่ รับรองเลย คราวนี้จะกลับมาพร้อมวิธีแบบล้ำๆ “
จบ ย้อนกลับไปอ่านด้านบน
ปล. แทนที่คำว่า [ถนน] ด้วยคำว่า สะพาน ทางยกระดับ อุโมงค์ลอด เพิ่มเลน ถนนวงแหวน
สถานการณ์ข้างบนเป็นสถานการณ์สมมุติ (มั้ง) ที่คนจำนวนมากที่เฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ในช่วงหลังจากการท่องเที่ยวบูมคงเข้าใจดี ทำไมแนวทางการแก้ปัญหาจราจรถึงดูเหมือนคน “เสพติด” ที่ต้องการยาโดสแรงขึ้นเรื่อยๆ? ทำไมถมถนนเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ?
อย่างแรกเลยคือ เราต้องเข้าใจกับดักของคำว่า “ประสิทธิภาพ” ของโครงข่ายถนนเสียก่อน
เมื่อวิศวกรจราจรพูดว่า “ต้องขยายถนนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายถนน” เขากำลังพูดถึงประสิทธิภาพของการจัดการจราจรรถยนต์ แต่ไม่ได้พูดถึงประสิทธิภาพของระบบขนส่งของเมืองในองค์รวม คือมองแค่ “ความเร็วและการไหลของรถยนต์” เท่านั้น
สำหรับวิศวกรจราจรที่มองว่า จราจร = รถยนต์ นั้น “ความมีประสิทธิภาพของโครงข่ายถนน” คือถนนที่รถวิ่งได้เร็ว ไม่มีการหยุดชะงัก แต่สำหรับ “เขตเมือง” ที่ความหนาแน่ของคนและกิจกรรมต่างๆ ถนนที่รถวิ่งเร็วโดยไม่สนใจบริบทข้างทาง คือหายนะของเศรษฐกิจท้องถิ่นและความปลอดภัยของคนในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตอยู่สองฟากของถนน
อาจจะมีคำถามว่า เอ่า แล้วเราทำให้พื้นที่ตรงนั้นสามารถอัดปริมาณรถให้ไหลผ่านได้เยอะๆ เร็วๆ พร้อมกับทำให้น่าเดิน น่าอยู่ และเหมาะสมกับการใช้ชีวิตไม่ได้หรอ
กฎพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ “ยิ่งบริเวณไหนเป็นมิตรกับรถยนต์มากเท่าไหร่ บริเวณนั้นยิ่งไม่น่าอยู่กับคนมากเท่านั้น”
ทฤษฎี “ขยายถนนแก้รถติด” ล้มเหลวซ้ำซากทั่วโลก เพราะกฎเหล็กทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า Induced Demand (อุปสงค์เหนี่ยวนำ) คือเมื่อคุณสร้างถนนเพิ่ม หรือทำทางยกระดับใหม่ คุณกำลังลด “ต้นทุน” ในการขับรถลง (ขับง่ายขึ้น เร็วขึ้น)
ผลลัพธ์คือ
- คนที่เคยหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น ก็จะหันมาใช้เส้นทางใหม่ “เพราะรถไม่ติด”
- คนที่เคยอยู่ในเมืองใกล้แหล่งงาน ก็ย้ายออกไปอยู่บ้านชานเมือง พร้อมซื้อรถติดตัวไว้ใช้สักคันสองคัน เพราะเห็นว่า “รถไม่ติด” ขึ้นทางด่วนขับรถมาเข้าเมืองได้ “สบายๆ”
- คนที่ย้ายมาทำงานที่เชียงใหม่ก็คิดแบบเดียวกัน โอ้ว เชียงใหม่ขับรถสะดวกจัง ไปซื้อบ้านอยู่หางดงแล้วขับรถเข้าเมืองดีกว่า
รู้ตัวอีกทีผ่านไป 3-5 ปี ถนนเส้นใหม่ที่ “พี่ขออีกเส้นเดียวนะจ๊ะ” ก็จะกลับมาติดหนึบเหมือนเดิม (หรือมากกว่าเดิม) และเนื่องจากเชียงใหม่ไม่มีทางเลือกอื่นๆ อีกแล้วในการเดินทาง ทุกคนที่ตัดสินใจ all-in กับการใช้รถยนต์เดินทางก็ติดแหง่กอยู่หลังพวงมาลัยทุกเช้าเย็น ได้แต่สบถด่าฟ้าฝน รอให้กรมทางหลวง + กรมทางหลวงชนบท เป็นพระเอกขี่ม้าขาว ผลักดันโครงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายถนนแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่รู้จะหนีออกไปได้อย่างไร
แล้วเราจะออกจากวงจรอุบาทว์แบบนี้ได้ยังไง?
ถ้าพูดแบบตรงๆ คือเราต้อง “ช่างแม่งสิ ประสิทธิภาพโครงข่ายถนนอะไรนั่น”
การที่วิศวกรบอกว่า “จำเป็นต้องสร้างถนนเพิ่ม เพราะโมเดลทางวิศวกรรมบอกมาแบบนั้น” เป็นการพูดไม่หมด เพราะโมเดล หรือแบบจำลอง คือการจำลองโลกแห่งความเป็นจริงด้วยสมการคณิตศาสตร์และการตั้งสมมุติฐานต่างๆ และ “สมมุติฐาน” ของแบบจำลองทางวิศวกรรมจราจรในการออกแบบโครงข่ายถนนที่รับมาจากอเมริกาคือ “การจราจร = รถยนต์”
สมมุติฐานพวกนี้มองแค่ว่า ทุกคนอยากขับรถ ทุกคนต้องซื้อรถ การเดินทางของทุกคนคือการขับรถ
สมมุติฐานพวกนี้มันบ้าบอหลุดโลก ห่างไกลจากสภาพความเป็นจริงไปมากๆ เอาแค่ตอนนี้เลย มองออกไปบนถนน คนขี่จักรยานยนต์เยอะกว่าคนขับรถยนต์แน่ๆ แต่แค่นี้เรายังไม่เคยเห็นถนนที่ออกแบบเพื่อคนใช้จักรยานยนต์เลย! แล้วเราจะไปเชื่อได้อย่างไรว่าวิศวกรที่ออกแบบถนนคำนึงถึงคนเดินเท้าและคนขี่จักรยาน ที่กลัวตายเกินกว่าจะออกมาใช้สภาพถนน ณ ปัจจุบันกันหละ!
หลักการวิศวกรรมจราจรตอนนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้ตอบสนองต่อความเชื่อที่ว่ารถยนต์คือการเดินทางรูปแบบเดียวของมนุษย์
วิธีแก้ ไม่ใช่การไปนั่งเถียงหรือปะทะกับศัพท์เชิงเทคนิคของวิศวกรรมจราจรที่ตั้งอยู่บนมุมมองที่บิดเบี้ยวแบบนี้
แต่คือประชาชนต้องส่งเสียงว่า เราจะเอาขนส่งสาธารณะ รถเมล์ รถราง จักรยาน และการเดิน เป็นรูปแบบการเดินทางหลัก! ขุดรากถอนโคนสมมุติฐานมั่วๆ ที่ตั้งอยู่บนความเชื่อยุคสงครามเย็นออกไป และแทนที่ด้วยจินตนาการใหม่ลงไป
แล้วเชื่อเถอะครับ เรามีองค์ความรู้ทางวิศวกรรม”ขนส่ง” และการออกแบบเมือง ที่สามารถทำให้สิ่งพวกนี้เกิดขึ้นได้จริง
ส่งเสียงผ่านตัวแทนการเมืองท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่หมอโจ้เชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลช้างเผือก จ.เชียงใหม่ เทศบาลเมืองสุเทพ ผ่านตัวแทนการเมืองส่วนกลาง พลอย เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู – Phetcharat Maichompoo ว่าเชียงใหม่ต้องเลิกขยายถนนและลงทุนขนส่งสาธารณะได้แล้ว!
คัดลอก ปรับแต่ง เน้นย้ำใหม่ จาก: https://web.facebook.com/share/p/1Fav6u7fs8/, https://www.facebook.com/share/p/1JGgk9iFoQ/, https://web.facebook.com/share/p/16N26aNd8e และ https://web.facebook.com/share/p/17bZdMpzhW/